ชาดกทันยุคโดย ณวมพุทธ เรียนรู้มาหลอกลวง
 

 

 

เรียนรู้มาหลอกลวง
หอบหวงลาภยศหนอ
มักมากไม่มีพอ
เรียนส่อสิ้นศีลธรรม

มีภิกษุรูปหนึ่ง แม้บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว แทนที่จะฝึกฝนความมักน้อยสันโดษ แต่กลับประพฤติ หลอกลวง เพื่อต้องการปัจจัย ๔ (ผ้าจีวร, อาหารบิณฑบาต, ที่อาศัย, ยารักษาโรค)

เหล่าภิกษุจึงสนทนากันในธรรมสภาว่า

ภิกษุนี้ยังอาศัยการหลอกลวงเลี้ยงชีวิตŽ

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ทรงได้รู้เรื่องที่เหล่าภิกษุสนทนากันแล้ว ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุรูปนี้ก็เคยประพฤติหลอกลวงมาแล้วเหมือนกันŽ

ทรงเล่าเรื่องราวนั้น

....................

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราช-สมบัติ ณ นครพาราณสี มีบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาดคนหนึ่ง เป็นปุโรหิต (พราหมณ์ที่เป็นอาจารย์หรือที่ปรึกษาของพระราชา)

มีอยู่วันหนึ่ง ปุโรหิตได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน พบเห็นหญิงแพศยา (สำส่อน) รูปงามนางหนึ่ง บังเกิด ความพึงพอใจแก่กัน ได้ร่วมประเวณีกัน ต่อมา...ครั้นหญิงแพศยานั้นรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ นางได้บอกกับ ปุโรหิตว่า

เจ้านาย ดิฉันตั้งครรภ์แล้ว ถึงเวลาเด็กเกิดมา จะตั้งชื่ออย่างไรดีŽ

ปุโรหิตคิดว่า

เด็กเกิดกับหญิงชั้นต่ำพวกนางทาส เราไม่อาจให้ชื่อตามสกุลได้Ž

จึงเอ่ยกับนางอย่างหลบเลี่ยง

แม่นางเอ๋ย เราพบกันที่ใต้ต้นคูณ (อุททาลกะ) ฉะนั้นเด็กควรมีนามว่า อุททาลกะŽ

แล้วมอบแหวนมีค่าวงหนึ่งแก่นาง สั่งไว้ว่า

หากเกิดเป็นหญิง เธอจงเลี้ยงดูเด็กโดย อาศัยแหวนวงนี้ แต่ถ้าเป็นเด็กชายพอรู้เดียงสา จงส่งตัวไปหาฉันŽ

ครั้นถึงกำหนด นางก็คลอดเป็นลูกชาย ตั้งชื่อว่า อุททาลกะ นางเลี้ยงดูลูกชาย จนกระทั่งเติบใหญ่ ลูกได้ถามนางว่า

แม่จ๋า ใครเป็นพ่อของฉันŽ

ปุโรหิตแห่งพาราณสีนี้แหละ เป็นพ่อของเจ้าŽ

ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องมีความรู้ ต้องไปเล่าเรียนพระเวท (คัมภีร์ของพราหมณ์) เอาไว้Ž

เขารับแหวนจากมารดา เดินทางไปยังเมืองตักสิลา เพื่อหวังร่ำเรียนวิชาต่างๆ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ (อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง) เขาได้บวชเป็นชฎิล (นักบวชที่เกล้าผมมุ่นเป็นมวยสูง ถือลัทธิบูชาไฟ) อยู่ในสำนัก ของชฎิล คณะหนึ่ง ตั้งใจศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาชฎิลทั้ง ๕๐๐ นั้น ไม่มีใครเลย ที่จะเรียนรู้ฉลาด ได้ยิ่งกว่า อุททาลกะ ในที่สุด เหล่าชฎิลพากันประชุม แล้วยกตำแหน่งอาจารย์ ให้แก่อุททาลกะ

เมื่อได้เป็นใหญ่แล้ว อุททาลกชฎิลได้กล่าวกับบริวารของตนว่า

ท่านทั้งหลาย อย่ามัวบริโภคเผือกมัน อยู่กันแต่ในบริเวณป่าเลย พวกเราพากันไปสู่เขตนครเถิดŽ

แต่บรรดาชฎิลทั้งหลายได้บอกกับอาจารย์

"ท่านอาจารย์ ที่พวกเราอยู่ป่า เพราะเกรงต่อชาวเมือง ที่มักจะให้ทาน แล้วขอให้พวกเรากล่าวอธิบายธรรม พากันถามปัญหาต่างๆ มากมายŽ"

"ไม่ต้องกลัวอันใดเลย อย่าว่าแต่ชาวเมือง แม้เป็นพระราชาเอง เราก็จะพูดโต้ตอบให้จับใจได้ เรื่องนี้ ให้เป็นภาระของเราเองŽ"

ชฎิลทั้งหมดจึงยอมออกจากป่า พากันท่องเที่ยวไป จนบรรลุถึงนครพาราณสี แวะพักอยู่ที่พระราชอุทยาน

ตอนเช้า อุททาลกชฎิล ก็พาบริวารเที่ยว ภิกขาจารในพระนคร ชาวบ้านชาวเมือง ทำบุญให้ทาน กันมากมาย อุททาลกชฎิล ก็กระทำอนุโมทนา กล่าวแสดงธรรม ตอบปัญหาอย่างฉะฉาน เป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้คนทั้งหลาย กระทั่ง ชื่อเสียงล่ำลือไปถึงพระราชา

มีชฎิลผู้ทรงธรรมเป็นบัณฑิต ได้มาถึงยังที่นี้แล้ว พร้อมด้วยคณะหมู่ใหญ่

พระราชาจึงตรัสถามว่า

"ชฎิลพำนักกันที่ไหนเล่าŽ"

"ในพระราชอุทยาน พระเจ้าข้าŽ"

"ดีละ วันนี้เราจะไปพบชฎิลเหล่านั้นŽ"

พออุททาลกชฎิลรู้ข่าวนี้แล้ว ได้บอกกับพวกชฎิลทั้งหมด ถึงประโยชน์ที่จะบังเกิดขึ้น

ข่าวว่าพระราชาจะเสด็จมา หากทำให้พระราชาพอพระทัยได้เพียงวันเดียว ก็จะทรงพอพระทัย ไปตลอด พระชนมายุ เลยทีเดียว พวกเราจะสุขสบาย ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญŽ

"ท่านอาจารย์พวกผมจะต้องทำอย่างไรกันŽ"

พวกท่านบางพวก จงประพฤติวัคคุลีวัตร (ห้อยหัวลงอย่างค้างคาว) บางพวกนั่งกระโหย่ง บางพวก นอนบนหนาม บางพวกผิงไฟ ๕ กอง บางพวกแช่อยู่ในน้ำ บางพวกสังวัธยายมนต์ (สวดท่องมนต์ เสียงดัง ให้จำได้)Ž

เหล่าชฎิลพากันไปกระทำตบะผิดๆ ตามนั้น ส่วนอุททาลกชฎิล ก็ชวนผู้ที่มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด มีวาทะ คมคาย ประมาณ ๑๐ รูป จัดฉากวางคัมภีร์ไว้ให้สวยงาม รอคอยอยู่

ขณะนั้น พระราชากับปุโรหิต พร้อมด้วย บริวารขบวนใหญ่ก็มาถึง พระราชาทอดพระเนตร เห็นชฎิล เหล่านั้นแล้ว ก็บังเกิดความเลื่อมใส ด้วยความเห็นผิด ได้ตรัสกับปุโรหิตว่า

ชฎิลเหล่าใดครองหนังเสือพร้อมเล็บ ฟันเขลอะเพราะไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ร่างกายเลอะเทอะเพราะไม่อาบน้ำ พากันร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นย่อมเป็นผู้รู้การประพฤติตบะ (ความเพียรเผาผลาญกิเลส) รู้การสาธยายมนต์ รู้ในความเพียร ที่มนุษย์พึงกระทำ อันจะพ้นจากอบายได้Ž

ปุโรหิตได้ยินพระราชาตรัสเช่นนั้น คิดว่า พระราชาทรงเลื่อมใสผิดเสียแล้ว เราจะนิ่งเสียไม่ได้Ž จึงทูลสัจจะให้ทรงทราบ

"ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต (รู้มาก ศึกษามาก) แต่ไม่ประพฤติถูกธรรม ก็จะกระทำกรรมอันลามก ทั้งหลายได้ แม้จะเรียนรู้พระเวทตั้งพัน ก็อาศัยแต่ความเป็นพหูสูตเท่านั้น ยังไม่บรรลุจรณธรรม (การปฏิบัติ) จะพ้นจากทุกข์ ไปไม่ได้เลยŽ"

อุททาลกชฎิลได้ยินคำของปุโรหิตแล้ว ให้คิดไม่ชอบใจขึ้นมาทันที

พระราชาทรงเลื่อมใสคณะของเรา แต่พราหมณ์ผู้เป็นบิดาเรา กลับมาขัดลาภของพวกเราเสียได้ เห็นทีเราจะต้อง กล่าวแก้Ž จึงกล่าวกับปุโรหิต อย่างแสดงภูมิของตน

"หากบุคคลเรียนรู้พระเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสูตเท่านั้น ยังไม่บรรลุจรณธรรมแล้ว จะพ้นจากทุกข์ ไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพย่อมสำคัญว่า พระเวททั้งหลายย่อมไม่มีผล จรณธรรมอันมีความสำรวม เท่านั้น ที่เป็นความจริงŽ"

ปุโรหิตได้ยินแล้วก็รีบตอบทันทีทันใด

"ไม่ใช่พระเวททั้งหลายจะไม่มีผล ผู้เรียนรู้พระเวท ย่อมได้รับเกียรติคุณ แต่ผู้ฝึกฝนตน ด้วยจรณธรรมแล้ว ย่อมบรรลุ ถึงสันติ (นิพพาน)Ž"

อุททาลกชฎิลได้ฟังคำโต้ตอบแล้ว คิดในใจ เราไม่อาจโต้กับปุโรหิตได้ เห็นทีจะต้องบอกฐานะให้รู้กันเสียแล้วŽ จึงได้เปิดเผยออกไปว่า

บุตรที่เกิดจากบิดามารดาใด เผ่าพันธุ์ใดก็ตาม บุตรนั้นสมควรได้รับการเลี้ยงดู อาตมภาพก็เป็นเช่นบุตรนั้น มีชื่อว่า อุททาลกะ เป็นเชื้อสายของวงศ์สกุลโสตถิยะ แห่งท่านพราหมณ์ปุโรหิตนั่นแหละŽ

จริงหรือนี่ ท่านมีหลักฐานใดหรือไม่Ž

อุททาลกชฎิล จึงเอาแหวนนั้นให้ดู ปุโรหิตก็จำแหวนของตนได้ จึงยอมรับด้วยดี แล้วไถ่ถามอุททาลกชฎิล ทดสอบภูมิธรรม ความรู้

ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร เป็นพราหมณ์บริบูรณ์ได้อย่างไร ความดับรอบ จะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่ากระไรŽ

บุคคลเป็นพราหมณ์ ต้องบูชาไฟเป็นนิตย์ ต้องรดน้ำเมื่อจะบูชาพิธีกรรม ต้องยกเสาเจว็ด (รูปเทพารักษ์) ผู้กระทำอย่างนี้ จึงจะเป็นพราหมณ์ผู้เกษม ชนทั้งหลาย จึงพากันสรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมŽ

ปุโรหิตฟังแล้ว เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงได้ ติเตียนสั่งสอนว่า

ความหมดจด ย่อมไม่มีด้วยการรดน้ำ จะเป็นพราหมณ์บริบูรณ์ก็ไม่ใช่ด้วยการรดน้ำ ถ้าไม่มีขันติ (ความอดทน อดกลั้น) และโสรัจจะ (ความสำรวจกิริยาวาจาด้วยเจียมตัว) แล้ว ผู้นั้นจะเป็นผู้ดับรอบ (นิพพาน) ไม่ได้เลยŽ

ได้ฟังแล้ว อุททาลกชฎิล จึงย้อนถามกลับไปบ้าง

ถ้าอย่างนั้น บุคคลเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร เป็นพราหมณ์บริบูรณ์ได้อย่างไร ความดับรอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่ากระไรกันเล่าŽ

บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ไม่ถือว่าสิ่งต่างๆ เป็นของเรา ไม่มีความหวัง ไม่มีบาปคือความโลภ สิ้นความละโมบในภพ (ที่อาศัย) แล้ว ผู้กระทำอย่างนี้ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลาย จึงได้พากัน สรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมŽ

อุททาลกชฎิล ยังคงไม่ลดละที่จะเอาชนะ ได้ถามต่อไปอีก

กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ (พ่อค้า) ศูทร (กรรมกร) คนจัณฑาล (ชนชั้นที่ถูกเหยียดหยามว่าต่ำทรามที่สุด ในอินเดีย) ทั้งปวงนี้ หากสงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อทุกคนเป็นผู้สงบเย็น (นิพพาน) แล้ว ยังจะมีคนดี คนเลวอีกหรือŽ

เมื่อทุกคนเป็นผู้สงบเย็นได้แล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลยŽ

ก็ถ้าไม่มีคนดีคนเลวเลย ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายเชื้อสายพราหมณ์แห่งสกุลโสตถิยะ ให้เสมอกับ พวกจัณฑาล แล้วท่านจะประพฤติเพศพราหมณ์ ที่เขาสรรเสริญกันทำไมŽ

วิมานนั้น แม้เขาคลุมด้วยผ้ามีสีต่างๆ กัน แต่เงาของผ้าเหล่านั้น ย่อมเป็นสีเดียวกันหมด เป็นความไร้สี บริสุทธิ์ เหมือนมาณพ (ชายหนุ่มในวรรณะพราหมณ์) ทั้งหลาย เป็นผู้มีความประพฤติดี เพราะรู้ทั่วถึงธรรม ย่อมเป็นมาณพ ที่บริสุทธิ์ ย่อมละชาติ (สกุล) ของตนได้Ž

อุททาลกชฎิลฟังแล้วไม่สามารถจะถามอะไรอีก นั่งนิ่งจำนนอยู่ พราหมณ์ปุโรหิต จึงถือโอกาส กราบทูลพระราชา

"ข้าแต่มหาราชเจ้า ชฎิลพวกนี้ทั้งหมด เป็นผู้หลงผิดหลอกลวง ไม่สมควรเป็นนักบวช เพราะจะพากัน ทำลาย ชมพูทวีปนี้ไปเสีย ขอให้พระองค์โปรดสึกเสียทั้งหมด แล้วข้าพระองค์จะช่วยสั่งสอน ให้อุททาลกะ มาเป็นปุโรหิต ของพระองค์ ส่วนพวกที่เหลือ ก็ให้เป็นข้าราชการ ในราชสำนักเถิด พระเจ้าข้าŽ

พระราชาก็ทรงเชื่อถือในปุโรหิต จึงทรงกระทำตามนั้น ซึ่งอุททาลกะก็ได้เป็นข้ารับใช้พระราชาตามยถากรรม

......................

พระศาสดาตรัสจบแล้ว ทรงเปิดเผยว่า

อุททาลกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้หลอกลวงในบัดนี้ พระราชาได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนพราหมณ์ปุโรหิต ได้มาเป็นเราตถาคตŽ

(พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๑๙๐๗ อรรถกถาแปลเล่ม ๖๐ หน้า ๓๘๙)

ชาดกทันยุคโดย ณวมพุทธ เราคิดอะไรฉบับ ๒๒๕ เมษายน ๒๕๕๒