570103_พ่อครูที่มัฆวานฯ
เรื่อง บรรลุธรรมให้ได้จะไม่เสียชาติเกิด


        พ่อครูว่า.... อาตมาก็ย้ำแล้วนะว่า เกิดมาเป็นคน อาตมาสรุปได้ว่า เกิดมา เป็นคนแล้ว ไม่มีอะไร จะดีไปกว่า ให้ชีวิตของเราได้ธรรมะ ถ้าไม่ได้ธรรมะ ชาติหนึ่ง ก็เกิดมาแล้วตาย สูญเปล่า แต่ที่จริง ถ้าไม่ได้ธรรมะ ก็ได้กิเลส ถ้าไม่ศึกษาธรรมะ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็ยากที่จะไม่สะสม กิเลสใส่ตน

        ทรัพย์ที่ควรสะสม ก็คือธรรมะ ยิ่งยุคนี้ใกล้กลียุค คนห่างไกลธรรมะมาก แม้เมืองไทย ก็ตาม เมืองนอกก็ตาม มีหลายประเทศคล้ายกัน มันเดือดร้อนจริงๆ เขาจึงออกมาทำ แม้เราก็ตาม ออกมานี่ ไม่สนุกหรอก แต่ก็ต้องทำ อาตมาได้เคย พูดถึงธรรม ในแนวลึก ซึ่งเชื่อว่า ไม่มีใครเคยบรรยาย ซึ่งอาตมา ไม่ได้ไปเคยได้ยิน ได้รู้จากใคร แต่เป็นของอยู่กับ อัตภาพของอาตมา มาแล้ว

        คนหนึ่งเกิดมา ก็มีอัตภาพของตน หรืออัตตา คือตัวตน ของคนๆหนึ่ง ที่เป็น นามธรรม ที่เกิดมาแล้วหมุนเวียน ในวัฏฏะสงสาร เขาพามีพาเป็นไป อะไรว่าดี ก็พยายาม พากเพียรให้ตน ทำให้เกิดความดีงาม ก็ดี เรียกว่ากุศล ก็ได้อาศัยสิ่งกุศล ก็ได้สบายบ้าง หรือได้โลกธรรม ได้กาม อันน่าพอใจ แล้วก็สั่งสม อัตตาตัวเอง ก็ตัวอัตตาคือ อัตภาวะ หรือสภาวะหนึ่ง ที่พัฒนามาตามลำดับ ของนิยามชีวิต

        จิตนิยาม จะสามารถเรียนรู้ กรรม เรียนรู้ธรรมะ เป็นเวไนยสัตว์ มีภูมิธรรม จะเรียนรู้ได้ ถ้าไม่ได้สั่งสมมา ก็เรียนรู้ไม่ได้ เกิดมาสั่งสมบาป สั่งสมกุศลอกุศลไป โดยอวิชชา จนกว่า จะพัฒนาตัวเอง ให้รู้จักกรรม

        ต้องพากเพียร ใส่ใจยินดีเชื่อถือ แล้วทำได้ คำว่าธรรมะกับกรรม ก็คล้ายกัน ก็ต้องประพฤติกัน จนเกิดผล พระพุทธเจ้าตรัสรู้ โลกุตรธรรม ที่มี ๙ อย่าง คือบุคคล ๘ รวมกัน นิพพานอีก ๑ ก็เป็น ๙

        คุณธรรมชนิดนี้ ผู้ศึกษาก็จะอ่านออก แล้วสั่งสมเป็นสมบัติ ใส่ตนเองไป โลกุตรธรรม เป็นตัวที่รู้จักฐานราก หรือจิตนิยาม เรียกว่า ปรมัตถ์ หรือ อภิธรรม เรียกย่อว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน

        ชีวิตอาตมา ตั้งแต่รู้ว่าตนได้ธรรมอันนี้ บอกแล้วว่า ชาตินี้อาตมา ไม่ได้ปฏิบัติ โลกุตรธรรม แต่ว่า มาฟื้นของที่ได้มา เท่านั้นเอง พระพุทธเจ้า ท่านก็ฟื้นของท่าน แต่อาตมา ไม่ได้เทียบเท่า ท่านหรอก แต่มีลักษณะคล้ายกัน

        อาตมา เมื่อมารู้ตัวชาตินี้ ก็รู้ว่าตนเป็นใคร มาทำอะไร เมื่อบอกเข้า คนก็หาว่า อวดอุตริมนุสธรรม ก็ยืนยันว่า อาตมาอวดไปนี่ ไม่ได้ทำเพื่อ ให้คนนับถือ หรือทำเพื่อ แลกโลกธรรม หรือให้คนมาเป็นหมู่พวก ทำลัทธิไปล้มลัทธิอื่น

        อาตมาทำนี่ ก็เป็นการขัดแย้ง กับหมู่ใหญ่ เช่นท่านอธิบาย เป็นการสร้างอัตตา ใส่ตน ไม่เข้าใจกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ เพราะทำแล้ว ยิ่งสะสมอัตตา ที่อาตมาพาทำนี่ ก็ทวนกระแสเขา อาตมาว่า มันต้องมาล้าง ตั้งแต่กามภูมิ มาล้างรูปภูมิ อรูปภูมิ ทำแล้วก็รู้ว่า หมดภพชาติได้จริง อาตมาเห็นว่า การอยู่ในหมู่ใหญ่ มันทำได้ยาก ก็เลยแยกออกมา ประกาศตนเป็น นานาสังวาส คือเป็นพุทธที่แตกต่าง ยึดถือแตกต่างกัน มีศีล ไม่เสมอสมานกัน มีความรู้ความเห็น ความเข้าใจต่างกัน ศีลไม่เสมอสมานกัน เช่นศีลข้อ ๑ เราไม่กินเนื้อสัตว์ ปฏิบัติศีล เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เกิดวิมุติ แต่เขาทำแบบ แยกส่วน อาตมาว่า สูตรปาท่องโก๋ของท่าน อาตมาว่า สูตรเขาไม่ถูกต้อง กินแล้ว ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาตมาก็ขอออกมา ตั้งร้านปาท่องโก๋ ร้านเล็กๆ ทำมาแล้ว ๓๘ ปี ก็เกิดหมู่กลุ่ม ขึ้นมาได้ ทำให้สอดคล้องกับสมัย ต้องเอาภาษา ที่ใช้ในยุคนี้ มีบาลีบ้าง ก็ค้นคว้า ให้ตรงสภาวะ ตรวจสอบสถาวะ ให้ตรงกับภาษา

        คนได้รับรู้ ก็มาทำตาม เอาชีวิตมาทำแบบนี้ ลดละไป ตั้งแต่ก่อน มีชีวิตมุ่งมั่น ล่าลาภยศ สรรเสริญ แต่พอมาเข้าใจ ก็มาลดละ ปล่อยวางออกมาก จนเป็นคนไม่สะสม รวมกัน เป็นหมู่กลุ่ม สาธารณโภคี สัจธรรมนี้ยืนนาน ไม่เปลี่ยนแปร ตั้งแต่เป็นโสดาบัน มีตั้งแต่ โสตาปันนะ คือเข้ากระแส แล้วพัฒนาสู่ อวินิปาตธรรม คือไม่ตกต่ำ แต่ยัง ไม่ควบแน่น จนกว่าจะถึงขีด ที่เรียกว่า นิยตะ คือเที่ยงแท้ เป็นคุณสมบัติแท้ เป็นของจริง ถึงขั้นนั้น จึงเปลี่ยนแปลงยาก แต่พระพุทธเจ้า สอนไม่ให้ประมาท แม้ถึงขั้นนี้ ไม่เอาจริง ก็เวียนกลับได้ แต่ยากแล้ว เพราะได้ลดละกิเลส มีทั้งเจโตและปัญญา เป็นหลักย่อย ถ้าเลยกว่านี้ สูงกว่านี้ ก็เป็น สัมโพธิปรายนะ คือเจริญไปสู่ที่สูง จนจบเป็นอรหันต์ได้ คนเป็นโสดาบัน จะถึงโสดาปัตติผล ก็เที่ยงแท้ต่อ การเป็นอรหันต์ แม้จะเหลาะแหละ ไม่ทำให้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ก็วนเวียนไป ถ้าหลงระเริงกับสุข จะยาวนานมาก เรียกว่า หลงใน ภพของกาม ในความยินดีของ รสชาติโลก ได้โลกธรรม ก็ตาม

        พระพุทธเจ้าพยากรณ์ ผู้ที่เป็นโสดาบัน แต่หลงในกาม ก็ตรัสไว้ว่า จะวนเวียน ในโลก นานมาก คนนั้นคือ นางวิสาขา ท่านเรียกว่า โสดาชนิดที่ วัฏฏภิรตโสดาบัน คือไม่ตกต่ำ ในอบายแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ในอบาย แต่ก็ยินดีในกาม ระเริงในกาม ในโลกธรรม ก็จะนานมาก

        อโศกนี่ก็คือพุทธ มีคนแนะให้เรียกว่า ศาสนาอื่น เป็นธรรมแบบโพธิ์ ก็ได้ แต่อาตมา ไม่บังอาจขบถ ต่อพุทธหรอก เพราะว่าที่ทำอยู่นี่ คือพุทธรรม ใครจะฉลาดทำ แบบอื่น ก็ทำเถอะ อาตมาทำ เนื้อแท้พุทธ นี่แหละ ทำมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ได้พิจสูจน์ ถ่ายทอด บรรยาย จนเกิดเนื้อแท้ขึ้นมา พระพุทธเจ้า ท่านทรงระลึกชาติได้นั้น การระลึกชาติ ที่คนทั่วไปทำ ก็คือระลึกว่า ตนเกิดเป็นอะไร เป็นตัวตน เป็นสัตว์เป็นคน ชื่ออะไร ตระกูลไหน แต่ถ้าระลึกอย่างนั้น ก็ไม่เข้าปรมัตถ์ เพราะจะไม่เข้าใจ สัตว์โอปปาติกะ ซึ่งเป็นข้อที่ ๙ ของทิฏฐิ ๑๐ สำคัญมาก ว่าสัตว์โอปปาติกะ มีคุณสมบัติ อย่างไร

        ถ้าไม่รู้สภาวะสิ่งเหล่านี้ ก็ท่องกันไป แต่ไม่เกิดญาณ อย่างบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก็ไปเข้าใจ เป็นตัวตน บุคคล เราเขาหมด จริง เป็นตัวตนก็มีได้ อย่างพระเวสสันดร ระลึกได้ เหมือนฉายหนังนี่ เป็นความจำได้ ก็ไม่ใช่ของจริงในปัจจุบัน อย่างความเป็น พระเวสสันดร ท่านก็ระลึกถึง โลกุตระจิต ว่าเป็นจิตอย่างไร พระเวสสันดร เป็นปางแห่ง ทานยิ่งใหญ่ ก็ไม่ได้อธิบายว่า ใจโลกุตระ ของพระเวสสันดร เป็นอย่างไร ก็ไม่ได้เข้าถึง ปรมัตถ์ ก็น่าสงสาร แยกโลกุตระ กับโลกียะไม่ออก

        อย่างทานนี่ ทำอย่างไร ทำใจอย่างไร ใจจึงเป็นผล เราได้ทำใจของเรา อาการของ ใจเรา เป็นอย่างไร เราได้มนสิการอย่างไร คุณได้ทำใจให้ได้ทาน อย่างที่มือคุณ ได้ให้ทาน หรือไม่? ถ้าทำใจให้ได้คืนกลับมาก มากกว่าเดิมมากๆ ก็คือทำใจ ให้โลภเพิ่มขึ้น

        จิตของคุณ ทำใจไม่ให้กิเลสลด กิเลสเพิ่มอีกต่างหาก ก็คือ นัตถิ ทินนัง เขาสอน กันมาผิดๆ ซึ่งอาตมาพูดถูก ว่าเขาสอนอย่างผิดๆ แม้แต่ทาน ศีล ภาวนา ก็อธิบายกัน ไม่ตรง ทำแล้วไม่เกิดมรรคผล ศาสนาพุทธ ก็เลยไม่มี อาริยธรรม ไม่เกิดโลกุตรธรรม ขออภัย ที่พูดแล้วเหมือน ไปว่าหมู่ใหญ่ ที่สอนกันมานะ

        พระพุทธเจ้าท่านระลึกถึง สิ่งที่ท่านได้มีแล้วได้ คือธรรมะของ การเป็นพุทธเจ้า ในพุทธุปาทกาละ ว่าคนจะมีดวงตา เห็นธรรมได้แค่ไหน ตรวจสอบสัตวโลก ท่านมี สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มีพุทธการกธรรมแล้ว แต่เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๖ ท่านก็รู้ตัว แล้วท่าน ก็ตรวจพบว่า คนมีกิเลสหนา มากเลย แล้วจะสอน ให้บรรลุได้อย่างไร? ท่านก็ปริวิตกว่า จะเสียของนะ นั่นคือปริวิตก เสร็จแล้ว ชั่วเหยียดแขนออก คู้แขนเข้า สหัมบดีพรหม ก็มาอาราธนา ซึ่งก็คือ จิตพรหมของท่านแหละ มาอาราธนา ให้ท่าน ประกาศศาสนา ว่าผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ ท่านก็ตรวจว่า พอได้ก็ประกาศ ศาสนา แล้วไปโปรด ปัญจวัคคีย์ ซึ่งได้หนีจาก พระพุทธเจ้ามา

        อาตมาพาทำมา ก็ยังดี ที่มีหลักฐาน ในพระไตรปิฎก ให้ค้นคว้าอยู่ แต่เขาก็เข้าใจ ไปคนละอย่าง เช่นฌาน คือการเผากิเลส อย่างที่อาตมาเข้าใจ ก็ไม่เหมือนใคร ที่เขาทำกันมา สอนกันมา ไทยเรา เขายกให้ว่า เป็นต้นแบบ พุทธศาสนาแห่งโลก แล้วนะ แต่เขานับถือกัน ทั่วโลกแล้ว แล้วอาตมาเป็นใคร ที่จะมา ค้านแย้งท่าน แล้วอาตมา ไม่คิด จะมาเบ่ง ก็เผยแพร่ไป อุตสาหะพากเพียรไป ผู้ใดเห็นดีได้ ก็มาทำ อาตมา ก็เจียมเนื้อ เจียมตัว เพราะพูดเชิงยก สิ่งที่ถูกต้อง แล้วเราเอง มีอย่างนั้น เช่นอธิบาย ฌาน เป็นอย่างนี้นะ แล้วเราก็ทำสมาธิ แบบลืมตา สั่งสมเป็น สัมมาสมาธิ ก็ยังดีมี มหาจัตตารีสกสูตร ในพระไตรปิฎก 

        หรือ ฌาน สมาธิ แบบพุทธ ในพระไตรปิฎก ล.๙ อธิบายเป็น จรณะ ๑๕ เลย ฌานคือ การเผากิเลส สั่งสมเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเป็น สัมมาสมาธิ ที่เขาสอนกันมา ไม่ตรงกับที่ อาตมาสอน พระพุทธเจ้าว่า ศาสนาพุทธ เมื่อพระพุทธเจ้า ยังไม่อุบัติ พุทธก็ยังไม่เกิด เมื่อท่านตรัสรู้ ก็เกิดศาสนาพุทธเลย ไม่ต้องทะเลาะกับใคร แต่อาตมาเกิดมา พุทธศาสนา เกิดแล้ว แล้วอาตมาเป็นใคร จะมาบอกว่า ที่ทำกันมานี้ ไม่ใช่พุทธ อาตมาก็ตัวแค่นี้ จะไปสู้ใคร เขาได้  แต่ใครเห็นดี ก็มาปฏิบัติร่วมกัน

        เกิดมาแล้ว เป็นพุทธโดยกำเนิด อย่าปล่อยปละละเลย ถ้าฟังอาตมาพูด ก็ตั้งสติดีๆ ตั้งใจดีๆ หลายคน อายุยาวแล้วก็ตั้งใจ อันนี้คือ คุณค่าของชีวิต พากเพียรเอาให้ได้ ชีวิตจะได้ ไม่สูญเปล่า คนที่เกิดมา ไม่ได้พุทธนั้น น่าสงสาร เป็นพุทธโดยสำมะโนครัว มากมาย ควรเห็นค่าของพุทธ ที่มีค่า ยิ่งกว่าเพชรกว่าทอง ให้มาศึกษาพุทธนี้ให้ได้ ถ้าผู้ใดเข้าใจ แต่ละเลยว่า เราได้แค่นี้ ได้อาศัยโลกธรรม แค่นี้ คนก็เป็นกัน อย่างนี้มาก แล้วก็หลงไปกับ โลกธรรม ไม่เห็นว่า สิ่งที่ลึกซึ้งกว่ายังมี ถ้าจะมียศ ก็มีได้ แต่อย่าไป ยึดถือ ยศ คือตำแหน่ง ที่เขาระบุให้ทำงาน ในขอบเขตนี้ ตามรู้ ตามสามารถ ถ้าดีขึ้น เก่งขึ้น เขาก็ขยายขอบเขตยศ ให้ทำงานให้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องกำหนดหมาย เราไม่จำเป็น ต้องยึดถือ เอาไปข่มเบ่ง ถือตัว ถ้าได้รับการยกย่อง ชมเชย ก็เป็นสัจจะ ถ้าคนเห็นดี เห็นงาม เขาก็ส่งเสริม ถ้าไม่เห็นดีงาม ก็ไม่ส่งเสริม

        เช่นคนไปนับถือโจรว่าดีเยี่ยม คุณก็ไปส่งเสริมโจร ทุกวันนี้ หลงโจรเสียเยอะ เรียกว่า โจรบัณฑิต ร้ายแรงมาก คือรู้ทางโลก ล่าโลกธรรมเก่ง ใช้ความรู้เล่ห์เหลี่ยม ซ้อนเชิง เป็นอกุศลมากมาย พรางลวง หลอกคน คนไม่รู้จัก จอมโจรบัณฑิต แล้วมัน ก็เข้ากับ ทิฏฐิของคุณ ที่หลงใหลใน โลกธรรม ก็คิดว่า คนนี้เก่งมา ก็อยากได้ อย่างเขา หรือคิดว่า คนนี้เขาบันดาลโลกธรรม ให้เราได้

        คนที่ใจไม่ติด ในโลกธรรมได้ ก็มี แต่ไม่หนีใน โลกธรรม ไม่หนีในกาม แต่กิเลสไม่มี จึงอยู่เหนือ ลาภยศสรรเสริญ เหนือกาม ทั้งหมดคืออัตตา

        เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ไปหลงปฏิบัติ แบบหนีโลก ไม่เข้าใจว่า ความรู้ ที่ควรมี ควรเป็น ที่ได้อาศัย เลือกเฟ้น ไว้ใช้สอยได้ เช่นคอมพิวเตอร์ ก็ใช้ประโยชน์ได้ แล้วในนั้น มีสิ่งมอมเมาอุจาด มากมาย เราไม่ไปเสียเวลา กับสิ่งเหล่านี้ แม้เราไม่สุข ไม่ทุกข์กับมัน แต่ว่าไปเสียเวลาทำไม

        บาปคือเพิ่มกิเลส บุญคือการชำระกิเลส แต่เดี๋ยวนี้ เขาทำบุญกัน กิเลสยิ่งอ้วน มากขึ้น ยิ่งฉลาด ยิ่งเอาไปล่า ลาภ ยศ สรรเสิรญ กาม อัตตาก็โตขึ้น กิเลสยิ่งหนาขึ้น ไม่ได้บุญ หรือแต่ได้บาป เพราะคำว่าบาป หรือบุญ เป็นโลกีย์

        แล้วบาปที่เขาอธิบายกัน ก็อธิบายแค่ว่า ลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ แต่ใจเป็นอย่างไร ไม่สอน เช่นทุกวันนี้ เราออกมาชุมนุม คนไม่เข้าใจ ก็มาทำร้ายเรา ถึงขั้น ฆ่าให้ตายเลย หลายคน ได้รับจ้างมาทำ แล้วคุณก็ได้เงิน แต่เงินไม่ใช่สมบัติแท้จริง ดีไม่ดี ได้เงินมา ก็เอาไป ทำบาป ซ้ำซ้อนอีก ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะ ได้เงินมาได้ยศมา ก็ได้เพิ่ม กิเลสอกุศล แก่ตัวเอง

        ในอัตตภาวะ วิบากคือผลของ การกระทำชั่วทำเลว อันนั้นต่างหาก คือสิ่งที่ เป็นทรัพย์ ผนึกในอัตภาวะ ไปกับเรา ออกฤทธิ์เลวร้ายกับเรา ไปอีกนานเลย ไม่คุ้มกับเงิน ที่เราได้มา บางคนได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่าเขา แล้วได้เงินมา แล้วก็ตาย จากไปอีก อาจถูกเขาฆ่าตายไป แล้วคุณได้เงินไหม? ยังไม่ได้ใช้นะ ก็คือไม่ได้เงินอยู่ดี แต่ได้กรรมชั่ว กรรมเลว ใส่อัตภาวะไปแล้ว แม้ได้เงินมา ก็ไม่ใช่สมบัติ มันไม่ได้ เอาไปด้วย กับอัตภาพ กรรมที่คุณทำ กรรมที่คุณฆ่าต่างหาก คือสมบัติของคุณ ไปกับคุณ ไอ้เงิน มันไม่ไปกับคุณหรอก หรือยิ่งเอาเงิน ไปเสพโลกีย์ หนักหน้าเข้าไปอีก นี่เพราะ ไม่รู้จักธรรมะ ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่ได้เสพบำเรอกิเลส กิเลสก็ยิ่งอ้วน แต่ถ้ามีเงิน ก็เสพได้ กิเลสก็อ้วน ยิ่งเข้าใจผิดไปอีกว่าเป็นสิ่งดี ก็หลงเงิน ไปหาเงิน ให้มากๆอีก คนทำอย่างนี้ มีแต่บาปกับบาป

        เขารู้ว่าคนที่อยู่บนดาดฟ้า คือตำรวจ แต่เขามาโกหกว่า ไม่ใช่ตำรวจ ทั้งที่ตน สมรู้ร่วมคิด กับตำรวจนั้น แล้วถ้าตำรวจนี้ ยิงคนตายจริง แล้วโกหกว่า ไม่ได้ยิงอีก ก็ยิ่งบาป ซ้ำซ้อน ถ้าโกหกได้สนิท ก็ยิ่งไปดีใจอีก ยิ่งบาปซ้ำอีก แล้วพอคนจับได้ ก็มายอมรับ แต่ว่าก็ยังบอกว่า ไม่ได้ยิงอีก แล้ววิถีกระสุนเขาก็บอกว่า มาจากมุมสูง โกหก ให้เขาจับส้นได้อีก

        ที่ยกมานี่ คนเขาทำให้เห็น เราไม่ทำก็ดีแล้ว นึกถึงตนว่า ถ้าเราจะฆ่าคน จะฆ่า อย่างไรนะ คนทั้งคน อาตมาในชีวิตนี้ เคยฆ่าสัตว์ ฆ่าปลามาก่อน อาตมา ตกปลาไม่เก่ง ได้ตัวเล็ก ได้ไม่มากอีก แม้แลกเบ็ดกับเพื่อน ก็ยังไม่ได้มาก เท่าเพื่อน ทำบาปไม่ขึ้น นี่เป็นบารมีอาตมา อาตมาแค่ฆ่าสัตว์ ที่โตสุดก็คือ ไก่ ที่ฆ่าเพราะ แม่อยู่ไฟ ต้องต้มไก่ ใส่เหล้า สูตรจีน ที่จริง พ่อเป็นคนฆ่า วันละตัว มาวันหนึ่ง พ่อไม่อยู่ อาตมา เป็นลูกชาย คนโต ก็ต้องทำ มาถึงก็จับหักปีก ถอนขนคอ แล้วใช้มีดเชือดคอ ทำตามที่พ่อ ทำมาก่อน  แต่พอเชือดแล้ว ก็โยนใส่หม้อ แต่มันก็ยังเดินโย่งๆอยู่ อาตมาใจ เสียววาบเลย สงสาร มันน่ะ นี่คือตัวเดียว ที่เคยฆ่าไก่ นอกนั้น ก็ฆ่าปูปลา เท่านั้น นอกนั้นสัตว์อื่น ไม่เคย ไปล่าอะไร เคยไปกับเขา ล่ากระปอม ยิงหนังสะติ๊ก ไม่เคยได้สักตัวเลย  เพื่อนมันได้ เป็นพวง แบ่งให้กิน ไม่อร่อยเลย มันไม่ค่อยมีเนื้อเลย

        ยังนึกเลยว่า ทำไมคนฆ่าคนได้ ในชีวิตอาตมา ไม่เคยไปชกต่อยกับใคร แม้เคยหัด ชกมวย แต่พอนัดเพื่อน ที่โกรธกัน ไปท้าชกกัน อาตมาแอบไปฝึกมวยมา แล้วไปตามนัด แต่เพื่อน ที่นัดไม่ไป เลยไม่ได้ชกกัน เพื่อนคนนั้น ชื่ออารีย์ มีน้องสาว ชื่ออารอบ เรียน ม.๖ มาด้วยกัน อาตมาเรียน ม.๖ สองรอบ

        มีคนสังเกตว่าพอ ผบ.ทบ. เดินออกมาจาก บ้านป๋าเปรม ก็บอกนักข่าวว่า ตำรวจคือ ชายชุดดำ บนตึกเลย ผบ.เหล่าทัพ ปฏิเสธนายกฯ ในการหยุดสุเทพ แล้วป๋าเปรม ให้เนกไท แก่นายกฯ ที่มีข้อความ บนกล่องเน็กไทว่า ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน โอ้โห เสียบไหมนะ เขาจะรู้สึกไหม? มีคนให้ข้อมูลมา ก็ว่ากันไป

        คนเราเกิดมา มีอัตภาพ ถ้าอัตภาพของเรา จะมีอยู่ ก็ควรมีแต่กุศล ต้องหยุดอกุศล ใส่อัตภาพ แม้โลกีย์กุศล เราก็จะได้อาศัย คือได้โลกธรรม โลกีย์ ได้บำเรอกาม บำเรออัตตา ก็เป็นกุศลได้ ใส่เข้าไป ก็หนามากขึ้น พระพุทธเจ้าค้นพบว่า ไม่มีทาง หมดอัตตาได้เลย อย่างนี้ท่านก็มาค้นพบ จิตเจตสิก รู้แล้วล้างอกุศล โลกีย์ จนเห็นว่า อัตภาพอกุศลกุศล ก็วนเวียน เรามาลด จนเป็นอรหันต์ หมดสุขหมดทุกข์ จึงได้เรียนรู้ว่า อัตภาพคือสุขคือทุกข์ การหมดอัตภาพ ก็เป็นอรหัตตา คือมีอัตตานะ แต่อัตตาของท่าน ไม่ลึกลับแล้ว อัตตาที่สุขที่ทุกข์ คืออัตตาโลกีย์ เมื่อไม่ลึกลับรู้แจ้งว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา หรือใคร

        จิตยึดคือ แต่ก่อนติดยึดว่า อบายคือสุขคือทุกข์ เมื่อเราล้างได้หมด ก็รู้แล้วว่า เหลือที่อาศัย จิตวิญญาณที่อาศัย ก็ไม่มีอบายภูมิ ต่อมาสกิทาคามี ก็ล้างกิเลสกาม กิเลสภพ อย่างไม่หนีโลก มีการผัสสะทวาร ๖ ครบ แต่กิเลสเกิด ตอนสัมผัสทวาร ๖ ก็เกิดกิเลส ก็รู้กิเลส แล้วล้างกิเลส เหตุของมันคือ โง่ไม่รู้เรามาล้าง จนมันหมด กามก็ยัง สัมผัสอยู่ แต่เหตุแห่งสุขทุกข์หมด ก็ยังอยู่กับโลก ไม่หนีไปไหน พระอนาคามี หมดกามภพแล้ว เหลือเศษส่วนแห่ง รูปราคะ อรูปราคะ แม้มีอยู่ข้างใน แต่มีหิริ โอตตัปปะ มันไม่มีรสชาติ อันนั้นแล้ว มีแค่ระริกระรี้ภายใน ส่วนมาก เป็นความจำ ก็ไม่ต้องอาศัย อัตตาที่ต้องสุขทุกข์อีก จนกระทั่ง ตรวจสิ่งที่เหลือ ในอรูปฌานอีก เผาอีกจนหมด พ้นอุทธัจจสังโยชน์ สู่สัญญาเวทยิตนิโรธ สูงสุดเป็นอรหันต์ ถึงที่สุด เป็นอรหัตตาสูงสุด

        แม้เป็นอรหันต์แล้วเป็นโพธิสัตว์ ก็ยิ่งเข้าใจว่า อัตตาที่อาศัย คืออะไร คืออัตตา ที่อาทาน คือไว้อาศัย ผู้ที่รู้จักแล้ว คืออาทาน คือยึดไว้ด้วยความสมบูรณ์ กิเลสไม่มี ถือไว้แค่นั้น จึงรู้ว่าอาทาน หรืออาการยึดไว้ คืออะไร ตั้งแต่เราไม่ยึดอบาย เป็นอย่างไร หรือไม่ยึดในกาม เป็นอย่างไร ไม่ยึดในรูปภพ อรูปภพ คืออย่างไร เราทำไมยึดมา ตั้งเท่าไหร่แล้ว ไม่ยึดในอัตตา คืออะไร เข้าใจง่ายนะ แต่ทำให้มันง่าย แม้ยากก็ต้องทำ

        เพราะเราหัดไม่ยึด ล้างมาจนหมด ความยึดถือ ตั้งแต่อบายภูมิ มาทำรูปภูมิ แล้วมาสู่ อรูปภูมิ ทำเป็น จนเป็นอรหันต์ ถ้าคุณจะยึดไว้อย่าง ผู้สมาทาน อย่งผู้สงบ ผู้เหนือ คุณจะวางเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกแล้ววางอัตภาวะได้ พระโพธิสัตว์จะรู้ดี

        สุขนี่คือตัวหลอก เป็นสุขขัลลิกะ ตัวอัตตาคือ กิลมถะ ผู้เป็นอนาคามี ก็จะมีแต่อัตตา ขันธ์ ๕ หรือ อัตตานี่ เป็นภาระ ไม่มีกามแล้ว ก็ยังมีอัตตา จึงต้องเลิกให้หมด สองโต่ง เป็นเช่นนี้ ผู้หมดกามภพ ก็เหลืออัตตา ก็ไม่เป็นภัยแก่โลกแน่ อย่างอนาคามี บางคน ก็อยู่กับโลกได้ อย่างไม่เป็นภัยเป็นโทษ แก่โลกแล้ว มีแต่โทษภัยส่วนตัว แต่ตัวก็จะรู้ว่า ขืนปล่อยให้หยาบมากกว่านี้ ก็ไม่เอา แต่ก็ดีที่เป็นประโยชน์แก่โลก อนาคามี จึงทำประโยชน์ แก่โลกเยอะ คนมีเยอะที่หลง ไม่เอาอรหันต์ เอาแค่อนาคามีก็พอ แต่ผู้ที่สูง ของพุทธ จะรู้ว่า จะไม่ไปเกิดใน สุทธาวาส พระพุทธเจ้า ท่านเป็นสายปัญญา ไม่ไปอยู่ในสุทธาวาส ๕ ท่านเป็นอนาคาฯ ก็ต่ออรหันต์เลย พระพุทธเจ้า จึงบรรลุได้เร็ว เพราะเป็นสายปัญญา ไม่วรรคไม่พัก แต่อาตมาไม่เหมือนท่าน อาตมาแวะอยู่

        ในหมู่พวกเรา อาตมาบอกได้ว่า อนาคามีเยอะ ก็ระริกระรี้ อยู่อย่างนั้น แต่ช่วย สังคมอยู่ ศีล ๕ คือโสดาบัน ,ศีล ๘ คือสกิทาฯ ,ศีล ๑๐ คืออนาคามี, แต่ก็อยู่ในสังคม สิ่งที่ติดยึด ก็เป็นส่วนตัว คนอื่นไม่รู้กับตนหรอก บางคนมี รูปราคะ อรูปราคะ แต่บางคน มีมานะ แต่จะไม่มาก เพราะอนาคามี ลดละมามากแล้ว อยู่กับโลก อย่างไม่เป็นพิษภัย อนาคามีอยู่ได้ จนเป็นจักรพรรดิ์ บางที มีผัวมีเมีย แต่ก็ลิงลมอมข้าวพอง พอเลิก ก็ง่ายมาก

        เกิดมาอย่างน้อย ได้อนาคามีภูมิ ก็ยังดี ไม่เป็นพิษภัยต่อโลก ช่วยโลก ยิ่งเป็นอรหันต์ ยิ่งดี จะไปเสียเวลา เป็นอนาคามีทำไม เป็นอรหันต์แล้ว จิตอภิปโมทยังจิตตัง ก็มี คือจิต ใสสว่าง ไม่เศร้า ไม่มีเศษธุลีหมอง อาจมีธุลีเริงบ้าง หมดอโศกะ (ธุลีหมอง) หรือ อาจมีวิรชะ (ธุลีเริง)ไม่เปลือ งแครอลี่มาก แต่ประมาท ไม่ล้างของตน แต่ถ้าล้างเสีย เป็นอรหันต์ ก็เป็นหลักประกัน อยู่กับโลกไป อย่างเท่าไหร่ก็ได้ ทำประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติไป

        ก็ได้อธิบายเนื้อหาสาระธรรมะ ที่บางคน อาจเพิ่งเคยได้ยิน ก็ขอแจ้งข่าว มรณัสสติ ลุงชูศักดิ์ แก้วทอง ชาวสันติอโศก สิริอายุ ๘๔ปี  ตั้งศพที่สันติอโศก ฌาปนกิจศพ วันอาทิตย์ ที่วัดบางเตย ...

จบ    

 
๓ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ กทม.