ชีวิตจำลอง

๑๓. เหมือนเตรียมเป็นผู้ว่าฯ

“ถูกใจก็คบกันไป คบกันไป เพราะผมเป็นคนไม่สนอะไร ไม่เคยคิดกวนใจใคร สบาย สบาย “ เพลงที่เบิร์ท น้องคุณแค็ทเธอรีน ร้องจนมีชื่อเสียงโด่งดัง คิดๆดู ผมก็มีลักษณะสบาย สบาย อย่างนั้น

นอกจาก “ไม่เคยคิดกวนใจใคร” แล้ว ยัง“ชอบแส่เรื่อยไป” เห็นใครมีปัญหาอะไร ชอบเข้าไปยุ่ง กับเขาอยู่เรื่อย ทั้งๆที่บางครั้ง ไม่ใช่หน้าที่ของผมโดยตรง แต่ก็อดไม่ได้

ถูกใจคนที่คบหากันมานาน แล้วยังมีอุดมการณ์เหมือนเดิม เช่น ดอกเตอร์เรือน คุณเครือวัลย์ หมอชิดพงษ์ คุณมาลี และอีกหลายๆคน ซึ่งเป็นชาวหมู่บ้านชิตเขต, ประชานิเวศน์๒ และชาวหมู่บ้านอื่นๆ อีกมากมาย

เดือนตุลาปี ๒๕๒๑ ผมเป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำ สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สมัยนายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ตอนนั้น ผมมียศเป็นพันโท เห็นชาวบ้าน เสื้อผ้าเปียกปอน พากันไปร้องเรียน ที่บ้านท่านนายก เพราะน้ำท่วม ต้องแช่น้ำอยู่หลายวัน ไม่มีใครไปช่วย ผมได้ยิน ท่านสั่งการทางโทรศัพท์ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปแก้ปัญหาโดยเร็ว

น้ำท่วมบริเวณทุ่งสองห้อง ริมคลองประปา ถนนประชาชื่น แจ้งวัฒนะ งามวงศ์วาน และ บริเวณรอยต่อ กรุงเทพ - นนทบุรี - ปทุมธานี รวมพื้นที่ นับร้อยๆไร่ บางแห่งน้ำสูง ถึงหัวไหล่ ไม่ใช่ธรรมดา

วันนั้นท่านนายก ไม่ได้สั่งอะไรผม เพราะผมไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความเป็นคนชอบ ส.ท.ร. (แส่ทุกเรื่อง) จึงตามไปดูที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าซอยชินเขต ถ้าไม่ได้ไปดู ก็ไม่รู้ว่า ประชาชนเครียดแค่ไหน

ฝั่งนี้แห้งมาก ข้ามถนนงามวงศ์วาน ไปนิดเดียว ฝั่งโน้นน้ำท่วม เกือบมิดศีรษะ เพราะอยู่ นอกเขตป้องกัน แล้วจะไม่ให้ ชาวบ้านเคียดแค้น ได้อย่างไร แค้นถึงขนาด นัดแนะกันแล้วว่า จะพากันไปพังเขื่อน พังและทำลาย เครื่องสูบน้ำ ผมจึงรีบโทรศัพท์ เรียนให้ท่านนายกทราบ พร้อมกับเรียนเสนอแนะ ขอให้ท่าน แม่ทัพภาคที่ ๑ คือ พลโทเทพ กรานเลิศ และ ผู้บัญชาการทหารบก คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ส่งรถทหาร ไปช่วยบรรเทา ความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน ก็โทรศัพท์ ไปประสานกับ พ.ท.มนูญ รูปขจร ผู้บังคับ กองพันทหารม้าที่ ๔ (ม.พัน ๔) ไว้ล่วงหน้า เมื่อได้รับคำสั่ง จากผู้บังคับบัญชา จะได้ปฏิบัติได้ทันที

ไม่เกิน ๓๐ นาที รถ ม.พัน ๔ ก็มา ตามด้วยรถ กรมการขนส่งทหารบก วิ่งตามกันมา เป็นทิวแถว ชาวบ้าน ก็ยิ้มออก ทหารนำรถวิ่งเข้าไป ช่วยทุกซอย ชาวบ้านโบกไม้โบกมือ เลิกคิดที่จะพังเขื่อน พังเครื่องสูบน้ำ นอกจากนั้น ซอยไหน น้ำลึกมาก ยังเอาเรือท้องแบน ของทหาร เข้าไปช่วยขนผู้คน ขนข้าวของ อพยพหนีน้ำ และบรรเทา ความเดือดร้อน เรื่องอื่นๆ

ตอนบ่าย พลเอกเปรม นั่งรถบรรทุกของ ม.พัน ๒ เข้าไปตรวจ พื้นที่น้ำท่วม ตอนค่ำ นายกเกรียงศักดิ์ นั่งรถจี๊ป ลุยเข้าไปปลอบใจ ประชาชนอีก

ตั้งแต่วันนั้นมา ผมก็รับหน้าที่ เป็นผู้ประสานงาน การแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ผู้เดียว ทั้งเรื่องการ ทำน้ำให้แห้ง และบรรเทา ความเดือดร้อนสารพัด ผมติดอยู่ที่นั่น ๓๑ วันเต็มๆ ชาวบ้านหลายคน นึกว่า ผมมีบ้าน อยู่แถวนั้น แท้ที่จริง ผมอยู่ถึงซอยจันทิมา (ถนนลาดพร้าว ซอย ๘๐)

ช่วงนั้น ตรงกับวันลอยกระทงพอดี ชาวซอยจันทิมาบางคน นัดกันจะประชด ทำให้ผมเสียหาย ด้วยการจัด ลอยกระทง ที่ถนนหน้าบ้านผม ซึ่งระดับน้ำสูงครึ่งหัวเข่า เพราะมัวแต่ ไปช่วยที่อื่น หน้าบ้านของตัวเองไม่ช่วย ดีว่าขอร้องทัน จึงไม่เกิด การหักหน้ากันขึ้น

คนที่ไม่ไปเห็นก็ไม่รู้ว่า เวลาน้ำท่วม เขาเดือดร้อนกันแค่ไหน เพียงส้วมตันอย่างเดียว ก็ยุ่งแล้ว จะถ่ายสะเปะสะปะ ปล่อยให้ลอยฟ่อง ไปเข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ ก็ไม่ได้ ต้องถ่ายใส่ถุง แล้วเอาไปทิ้งลงถัง ถ่ายใส่ถุง อึดอัดขนาดไหน แล้วจะไม่ให้เครียด ได้อย่างไร

ใครบ้านอยู่ในซอยลึกๆ เดินลุยน้ำ กว่าจะออกมา ถึงปากซอย ใช้เวลาตั้ง ครึ่งค่อนชั่วโมง เรื่องแรกสุด ที่จะต้องทำ คือจัดรถทหาร เรือทหาร ช่วยบริการให้ฟรี ผมเคยให้เจ้าหน้าที่ นับสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันหยุด ปรากฏว่า ผู้คนเข้าออก กันมากเหลือเกิน แทบจะอยู่ ไม่ติดบ้าน เพราะน้ำท่วมหมด ทำอะไรก็ไม่ได้ ขืนอยู่เป็นโรคจิตกันพอดี เวลาจะถ่ายหนัก ถ่ายเบา ก็อาศัยขึ้นรถทหาร ลงเรือทหาร ไปทำธุระ ที่ปั๊มน้ำมัน ปากซอย ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง

ศูนย์ประสานงาน ที่ผมตั้งอยู่ริมถนน มีพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดรถ จัดเรือ มีหมอ มีพยาบาล มีตำรวจ บ่ายวันหนึ่ง หมอผู้ใหญ่ จากโรงพยาบาลพระมงกุฎ แวะไปเยี่ยม และถามว่า ขาดแคลนหมอ ประเภทไหนอีก ผมตอบทันทีว่า “จิตแพทย์ครับ” คุณหมอ ท่านส่ายหน้า และกล่าวว่า จิตแพทย์ ไปพบเหตุการณ์อย่างนั้น จิตแพทย์เอง ก็แย่เหมือนกัน

ผู้ที่เข้าไปติดต่อกับ ศูนย์ประสานงาน ล้วนหน้ายู่หน้ายับ บางรายเดินด่าบรรพบุรุษเรา มาตั้งแต่ไกล ราวกับ เราเคยไปทำอะไร ให้เจ็บช้ำน้ำใจหนักหนา

น้ำในคลองประปา เริ่มเน่าเหม็น เพราะช่วงนั้นน้ำท่วม พื้นน้ำติดต่อ เป็นผืนเดียวกันหมด ดูไม่ออกว่า ตรงไหนคลอง ตรงไหนถนน ต้องเอาไม้ไผ่ไปปักไว้ เป็นระยะๆ ให้ทราบแนว คลองประปา

ผู้ที่เดือดร้อน มักมีเรื่องแปลกๆ บางราย มาแจ้งว่ารถหาย จอดใส่กุญแจทิ้งไว้ ที่ริมถนน งามวงศ์วาน เราส่งเจ้าหน้าที่ ไปติดตาม พบว่าไม่หาย เจ้าของลืมใส่เกียร์ ลืมใส่เบรคมือ รถไหลมุดใต้น้ำ ลงไปอยู่ในคู ข้างถนน ที่ศูนย์ประสานงานของเรา จึงต้องมีรถยก ประจำ อยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าว ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ติดตามเหตุการณ์ อย่างใกล้ชิด ที่ศูนย์ประสานงาน จึงเป็นห้องแถลงข่าว ไปในตัว

อธิบดีกรมชลประทาน ท่านให้สัมภาษณ์ ออกโทรทัศน์ว่า กำลังสูบน้ำออก ด้วยเครื่องสูบน้ำ ใหญ่ขนาดไหน จำนวนเท่าใด ท่านบอก ท่านชี้แจงหมด ยืนยันระดมกัน ทั้งกลางวัน กลางคืน แต่ก็แปลก ๗ วันผ่านไป น้ำไม่เห็นลด ผมจึงชวนกรรมการ หมู่บ้านต่างๆ นั่งรถไปตรวจกัน พบว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ปิดคลองถึง ๔ คลอง คือคลองบ้านเก่า บ้านใหม่ บางพัง บางพูด ที่สูบก็สูบออกไป ที่ไหล ก็ไหลทะลักเข้ามา

ผมรีบไปเรียน ท่านนายกเกรียงศักดิ์ และประสานงานกับ กรมชลประทาน กรมทางหลวง ให้ช่วยกัน ปิดคลองทั้ง ๔ หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ยิ้มออก ระดับน้ำลดลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ สภาพปกติ

น้ำท่วม เป็นเรื่องน่าประหวั่นพรั่นพรึง บางราย เดิมทีเดียว อาศัยอยู่ในเมือง เมื่อน้ำท่วมปี ๒๕๑๘ หลังจากนั้น อพยพย้ายหนี ออกไปอยู่ชานเมือง ที่หมู่บ้านชินเขต ซึ่งน้ำท่วมพอดี ปี ๒๕๒๑ ย้ายอีกครั้ง ไปอยู่หมู่บ้านเสรี น้ำก็ตามไปท่วมที่นั่น อีกจนได้ เมื่อปี ๒๕๒๓ หลายคน รู้เข้า เลยจ้องมองดูว่า จะย้ายไปไหนต่ออีก จะได้หลีกให้ห่าง

ตอนที่น้ำยังไม่ลด ถนนแทบใช้ไม่ได้ จำได้ว่า พันเอกหม่อมอดุลยเดช จักรพันธ์ นั่งรถจิ๊ป ไปกับลูกน้อง มุ่งไปตรวจงาน ที่หมู่บ้านประชานิเวศน์ ๒ ไปได้ไม่เท่าไร รถจิ๊ปมุดเข้าไป อยู่ใต้น้ำ เพราะระดับน้ำ สูงจริงๆ

ผมต้องตัดสินใจ นำเรือมาวิ่งในคลองประปา ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย มิฉะนั้น ประชาชนย่านนั้น ไปไหนมาไหน ไม่ได้เลย ได้อาศัยทั้งเรือของทหาร ของกทม. ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ หน่วยงานอื่นๆ

พอด้านฝั่งกรุงเทพฯน้ำลด ฝั่งเมืองนนท์ไม่ลด ชาวนาที่อยู่เหนือๆขึ้นไป ก็มาร้องเรียน ว่าต้นข้าว ตายหมด เพราะมีการถมคลอง ส่วนที่ขนานกับ คลองประปา ตรงบริเวณ สี่แยกประชาชื่น งามวงศ์วาน ผมรีบประสานงาน กับกรมชลประทาน เรียกรถขุดขนาดยักษ์ จากนครสวรรค์ เดินทางมา ตอนกลางคืน รุ่งเช้าก็เริ่มลงมือขุด แม้ตึกแถวริมคลองส่วย จะคัดค้านก็ต้องทำ เดี๋ยวนี้ยังเป็นคลองให้เห็น ไม่ถมตันหมด เหมือนเมื่อก่อน ยังระบายน้ำ ได้ดี จนถึงขณะนี้

หมู่บ้านประชานิเวศน์ ๒ ที่หมอชิดพงษ์ และคุณสุมาลี อาศัยอยู่นั้น มีความสามัคคี กลมเกลียว เหนียวแน่น ช่วยกันสู้น้ำ มาเป็นเวลานาน อย่างได้ผล จนหนังสือพิมพ์บางฉบับ ขนานนามว่า “หมู่บ้านมหัศจรรย์”

จะไม่เรียกว่า มหัศจรรย๋ได้อย่างไร ตลอดเส้นทาง ที่เข้าไปถึงหน้าหมู่บ้าน น้ำท่วมแค่หัวไหล่ พอก้าวเข้าไป ในหมู่บ้าน น้ำแห้งผากทันที ชาวบ้านสู้ศึกน้ำ เหมือนชาวค่ายบางระจัน สู้ศึกพม่า

ยิ่งสู้ก็ยิ่งล้า เพราะขาดกำลังหนุน ระดับน้ำนอกหมู่บ้าน ก็สูงขึ้นทุกที ปริ่มๆจะล้นเขื่อน ที่กั้นไว้รอบๆ ชาวบ้านส่งผู้แทน ไปพบผม ที่ศูนย์ประสานงาน หน้าหมู่บ้านชินเขต ผมก็ได้อาศัย กำลังทหาร ที่มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เป็นผู้บังคับกองพัน เข้าทำการช่วยเหลือ ได้ทันท่วงที หมู่บ้านประชานิเวศน์ ๒ จึงครองความมหัศจรรย์ไปได้ ตลอดหน้าฝนปีนั้น

 

อ่านต่อ ๑๔. วัดค่าสังคม