โค่นระบอบทุศีล เพื่อปฏิรูปประเทศไทย
โดยประชาชนคนรักชาติ มวลมหาประชาชน
(สารอโศกฉบับ 331)

 

 

กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปค.) มีการเรียก รวมพล เชิญชวน ประชาชน ที่ไม่เห็นด้วย กับการกระทำ ของรัฐบาล ในการบริหาร ประเทศ ที่มีการโกงกิน กันอย่างมโหฬาร และเป็นขบวนการ ภายใต้ การบงการ ของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังพาประเทศ ไปสู่หายนะ อย่างน่ากลัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ส.ส. พรรคเพื่อไทย จะมีการเสนอ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ให้กับ พรรคพวก ของตนเอง ที่เผาบ้าน เผาเมือง ปล้น ฆ่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ให้พ้นผิด ซึ่งเป็นประเด็น ร้อนแรง ที่ประชาชน ไม่เห็นด้วย ที่จะมีการนิรโทษกรรม ให้กับคนผิด และเกรงว่า จะมีวาระซ่อนแฝง ที่จะเป็นการนิรโทษกรรม ให้กับทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นการจุดชนวน สู่การชุมนุม รวมตัวกันของกลุ่ม "กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ" ที่ได้ประกาศชุมนุมใหญ่ ตั้งแต่เที่ยง ของวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ลาน พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ สวนลุมพินี

การรวมตัวกันในครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาล ได้ใช้อำนาจ อย่างไม่ถูกต้อง และ เกินกว่าเหตุ โดยที่ยังไม่มีเหตุการณ์ วิกฤตร้ายแรงใดๆ ประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ ในเขตพื้นที่ บริเวณรอบๆ ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ปิดกั้นถนน ไม่ให้คน หรือรถวิ่งผ่านได้ ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ ๑ ถึง ๑๐ ส.ค.๕๖ โดยระดมตำรวจ มาเตรียมรับมือ กว่า ๕๐,๐๐๐ คน

คณะเสนาธิการร่วม กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ได้แถลงข่าว ประกาศ จุดยืน ยกระดับการชุมนุม โดยมีเป้าหมาย เพื่อโค่นล้ม ระบอบทักษิณ อันเป็นระบอบ ทุนสามานย์ ที่แพร่เชื้อร้าย กัดกร่อน สังคมไทย ให้หมดสิ้นไป และเชิญชวน ประชาชน ทุกกลุ่มทุกสี ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมขับเคลื่อน เจตนารมณ์ ของการชุมนุม ต่อไป โดยได้ชุมนุม ปักหลักพักค้าง ตั้งแต่เย็น วันที่ ๔ ส.ค. ๕๖ เป็นต้นไป และประกาศ นัดชุมนุมใหญ่ ในเวลา ๙.๐๐ น. ของวันที่ ๗ ส.ค. ๕๖ เพราะเป็นวันที่ จะมีการพิจารณา ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ต่อมา เวทีได้ย้ายจาก ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ เข้าไปอยู่ในรั้ว สวนลุมพินี ด้านหลัง พระบรมราชานุสาวรีย์ ประตู ๔

ในคืนวันที่ ๖ ส.ค. ๕๖ นี้ก็มีอีกเวทีหนึ่ง ที่มีจุดยืน ต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม คือเวที ผ่าความจริง ของพรรค ประชาธิปัตย์ ที่นัดชุมนุม ในคืนวันที่ ๖ โต้รุ่งไปจนถึง เช้าวันที่ ๗ ส.ค. เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ. ล้างผิด ให้คนโกง

ในวันที่ ๗ ส.ค. ๕๖ มวลชน ทยอยกันมา ไม่มากนัก แม้ในเวลา ๙.๐๐ น. แล้ว ประชาชน ก็ยังไม่มากพอ ที่จะเคลื่อนไหวใดๆได้ ทำให้ คณะเสนาธิการร่วม ต้องประกาศ ให้รักษาที่ตั้งไว้ ยังไม่ต้องเคลื่อนไหว ไปที่ใด ในขณะ เดียวกันนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เคลื่อนมวลชน เรือนหมื่น เดินจาก แยกอุรุพงษ์ ไปรัฐสภา แต่ไม่สามารถ เข้าไปได้ จึงได้แค่ส่งส.ส. ประชาธิปัตย์ เข้าไปทำหน้าที่ ในสภา และได้ประกาศ สลายมวลชน ที่แยกราชวิถี

ในรัฐสภา ก็ดำเนินการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ผ่านวาระที่ ๑ ไปอย่างรวดเร็ว โดยพรรครัฐบาล อาศัยพวกมาก ลากไป ยกมือ ให้ผ่านวาระ ๑ อย่างค้านสายตาผู้รู้ และกฎหมาย และในวันที่ ๘ ส.ค. ๕๖ รัฐบาล ก็ประกาศ ยกเลิก พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ ส่วนกองทัพประชาชน โค่นระบอบ ทักษิณ ก็ยังคงยืนหยัด ปักหลัก พักค้าง ที่สวนลุมพินี ต่อไป

กองทัพธรรมร่วมกับกองทัพประชาชน

สำหรับชาว "กองทัพธรรม" ก็ได้ออกมา ร่วมแสดงสิทธิ์ ของประชาชน ตามระบอบ ประชาธิปไตย ๑ คน ๑ สิทธิ์ ๑ เสียง ที่ไม่เห็นด้วยกับ การกระทำ ของรัฐบาล ในการรับใช้ ระบอบทักษิณ แทนที่จะรับใช้ ประชาชน อย่างแท้จริง ดั่งที่ได้ขออาสา มาทำงาน การเมือง เพื่อร่วมกัน รักษาที่มั่น สวนลุมพินี กองทัพธรรม จึงได้อาสา เข้าร่วมกับ กองทัพประชาชน ชุมนุม แบบยืดเยื้อ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่ประชาชน และรวมพลัง ผู้ที่จะช่วยกัน โค่นระบอบทักษิณ ให้มีจำนวน มากขึ้นๆ

ชาวกองทัพธรรม จากทั่วประเทศ เคลื่อนขบวน มาเข้าร่วมกับ กองทัพ ประชาชน ในวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ ได้มาตั้งเต็นท์ เปิดโรงบุญ เพื่อแจกอาหาร มังสวิรัติฟรี บริเวณ หน้าสวนหรรษา และ ศูนย์เยาวชน ลุมพินี โดยหน้าที่หลัก ของชาวกองทัพธรรม จะดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่ม เก็บขยะ ทำความสะอาด สถานที่ ไฟฟ้า น้ำประปา การถ่ายทอดสด ทาง FMTV และ เป็นผู้รับใช้ คอยบริการ อำนวยความสะดวก รวมไปถึง แผนก รักษาพยาบาล ให้กับพี่น้อง ที่มาร่วมชุมนุม

มีการจัดสรรสถานที่ ตั้งเต็นท์เพิ่มเติม จากที่มีอยู่เดิม จัดแผนกต่างๆ เช่น กองอำนวยการ โรงครัว กองทัพธรรม แผนกน้ำดื่ม พยาบาล แพทย์วิถีธรรม (หมอเขียว) ฯลฯ นอกจากโรงครัว กองทัพธรรมแล้ว ยังมีโรงครัว เฮียบุ๊ง และ จุดแจกอาหารอื่นๆ ที่มีอยู่เดิมแล้ว ร่วมช่วยกันแจก ต่อไป

ทางด้านเวที ได้นำเวทีขนาดใหญ่ ของกองทัพธรรม ไปตั้งแทน โดยถอยร่น จากเวทีเดิม ออกไปอีก เพื่อให้ มีเนื้อที่ หน้าเวทีมากขึ้น ซึ่งจะมีเต็นท์ ขนาดยักษ์ กางคร่อมเวที และหน้าเวที จะทำให้ผู้ชุมนุม นั่งชุมนุม ได้อย่าง สบายใจ ไม่ต้องกลัว โดนแดด โดนฝน FMTV จะดูแลด้านเวที ทั้งการ ดำเนินรายการ และ การถ่ายทอดสด ทาง FMTV ทุกวัน

การชุมนุมนี้ ได้รับเงินสนับสนุน จากการบริจาค ของประชาชน ทั่วไป ที่เห็น ความสำคัญ ในการที่จะต้อง โค่นระบอบทักษิณ เพื่อปฏิรูป ประเทศไทย จึงมีผู้มา บริจาคให้ อย่างสม่ำเสมอ โดยบริจาคได้ที่ กองอำนวยการ แห่งเดียว ซึ่งทาง กองทัพธรรม จะบริหารจัดการ นำไปดูแล กิจกรรมงานต่างๆ ของการ ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย ทางเวที การถ่ายทอดสด เครื่องอุปโภค บริโภค ค่าใช้จ่าย ในการดำเนิน กิจกรรมต่างๆ ฯลฯ กลุ่มต่างๆ ที่ช่วยทำ อาหารแจก ก็มาเบิกเงิน ที่กองอำนวยการได้

การชุมนุม ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อวันสูงมาก แต่เนื่องจาก มีจิตอาสา ทั้งจากประชาชน ที่เข้าร่วมชุมนุม และ ชาวกองทัพธรรม ช่วยกันทำงาน ดูแลงานต่างๆ แต่ละแผนก โดยทำงานฟรี ไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ จึงทำให้ ประหยัด ค่าใช้จ่าย ไปเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ ทางกองทัพธรรม ได้ขนย้าย นำมาเอง จึงไม่ต้องซื้อ หรือไม่ต้อง เสียค่าเช่า รายวัน ข้าวของอื่นๆ ก็มีผู้บริจาค สนับสนุน ร่วมมาอยู่เรื่อยๆ จึงไม่ต้องซื้อ ทุกสิ่งทุกอย่าง การเป็นอยู่ ก็อยู่กันอย่าง สาธารณโภคี คือ กินใช้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน เสมือนเป็น ครอบครัวใหญ่ และยังมี ความประหยัด มัธยัสถ์ จึงทำให้ ประหยัด ค่าใช้จ่ายไปได้ เป็นจำนวนมาก ทำให้การชุมนุม ยังคงดำเนิน ต่อไปได้ ด้วยเงินบริจาค จากพี่น้อง ประชาชน

วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นวันคล้าย วันพระราชสมภพ ของสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นวันแม่แห่งชาติ กลุ่มผู้ชุมนุม จึงจัดงาน เฉลิมฉลอง เพื่อเทิดพระเกียรติ ของพระองค์

มีกิจกรรม ทำบุญตักบาตร ในช่วงเช้า สมณะ-สิกขมาตุ ของชาวอโศก บิณฑบาต ชาวกองทัพธรรมได้จัดงาน "ตลาดอาริยะ" ขายสินค้า ราคา ต่ำกว่าทุน และ เปิดโรงบุญ มังสวิรัติ จำนวน ๒๘ โรงบุญ เพื่อถวาย เป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาส ทรงมีพระชนมายุ ๘๑ พรรษา

บนเวที มีการแสดง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เทิดไท้องค์ราชินี ตลอดวัน และ ในภาคค่ำ ก็มีการจุดเทียนชัย ถวายพระพร แสงสว่าง ที่เกิดจาก การหลอม รวมดวงใจ ไทยทั่วหล้า สว่างไสว จากสวนลุมพินี สู่พระราชวัง ไกลกังวล

ช่วงนี้เป็นฤดูฝน การชุมนุมครั้งนี้ ก็ชุ่มฉ่ำกับสายฝน ที่ตกลงมา ในแต่ละวัน แต่ผู้มา ร่วมชุมนุม ก็ไม่หวาดหวั่น ยังคงมา ร่วมชุมนุม กันอย่างสม่ำเสมอ มีปริมาณ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชุมนุม ที่ปักหลัก พักค้าง จำนวนมาก ต้องเผชิญ กับสายฝน ยามค่ำคืน ที่บางวัน ก็ชุ่มฉ่ำ จนทำให้ เต็นท์ที่พักอาศัย เปียก จนแฉะ ต้องนอนแช่ อยู่กับน้ำ การระบายน้ำ บางจุด ระบายได้ไม่ดี จนทำให้ น้ำท่วมขัง ต้องหาเครื่องสูบน้ำ มาสูบ เอาน้ำออก แม้จะมี ความยากลำบาก หลายอย่าง หลายด้าน ก็หาได้เป็น อุปสรรค ต่อหัวใจ ของความรักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ของผู้ชุมนุมไม่ พวกเขา ผ่านร้อนผ่านหนาว มาแทบทุกครั้ง ที่มีการชุมนุม เพื่อต่อต้าน ความอยุติธรรม ไม่ว่าการชุมนุม ครั้งนี้ จะต้องดำเนินต่อไป ยาวนาน แค่ไหน พวกเขา ก็มีความสุข ที่ได้ออกมา ทำหน้าที่ ของประชาชน คนไทยแล้ว

มาทำหน้าที่ ชุมนุมประท้วง ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๐ "บุคคลมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข" และมาตรา ๗๑ "บุคคลมีหน้าที่ ป้องกันประเทศ และรักษา ผลประโยชน์ชาติ ตามกฎหมาย" โดยเน้น ความสงบ ไม่มีความรุนแรง แต่อย่างใด มาชุมนุม เพื่อแสดงความเป็น ประชาธิปไตย ณ สวนลุมพินี แห่งนี้ อย่าง "ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมา ให้มากๆหมดๆ"

เป้าหมายและยุทธวิธีการชุมนุม

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เมตตา สัตตาหกรณียะ จากพุทธสถาน ราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี เพื่อมาให้กำลังใจ ผู้ชุมนุม โดยได้ขึ้นเทศนา บนเวที เป็นครั้งแรก ของการชุมนุม ครั้งนี้ และ ได้รับนิมนต์ ให้มาเทศนา ต่อเนื่อง ในช่วงเย็น ของทุกวัน โดยพ่อครู ได้เทศนาถึง ยุทธวิธี ในการชุมนุมไว้ ๔ ข้อคือ

๑. สุภาพ สงบ และเรียบร้อย
๒. ไม่มีความรุนแรง
๓. เสนอความรู้ และความจริง
๔. ไม่หยาบ ไม่ผิด กล่าวคำแรง เสียงดังเท่าใดก็ได้

โดยทีมงาน สื่อสารบุญนิยม ของกองทัพธรรม ก็ได้เข้าไป เป็นผู้รับใช้ ร่วมกัน คณะเสนาธิการร่วมฯ ในการจัดสรร รายการ ให้ความรู้ และสาระบันเทิง บนเวที ที่จะเปิดเวที ตั้งแต่สี่โมงเย็น จนถึงห้าทุ่ม ของทุกวัน ซึ่งจะมีผู้ชุมนุม มาเข้าร่วมชุมนุม เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ส่วนในภาคเช้า บนเวที ก็จัดสรร ให้คณะ ออกกำลังกาย ที่สวนลุม ได้ใช้เวที ในการออกกำลังกาย เป็นการอยู่ร่วมกัน อย่างเอื้ออาทร ระหว่าง ผู้ชุมนุม กับผู้ที่ ใช้สถานที่ ในการออกกำลังกาย มาก่อน เพราะสวนลุมฯ แห่งนี้ เป็นสถานที่ ออกกำลังกาย พักผ่อน ของประชาชน จำนวนมาก ในวันหยุด จะมีประชาชน มาใช้สถานที่ เป็นหมื่นคน มีกลุ่ม ออกกำลังกาย เป็นร้อยกลุ่ม เมื่อกลุ่ม ผู้ชุมนุมประท้วง มาร่วม ใช้สถานที่ จึงต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน ให้มาก จัดสรรสถานที่ ให้ลงตัว เพื่อไม่เป็นการรบกวน แก่ผู้มาใช้บริการ ทุกคน ซึ่งบรรยากาศ ก็เป็นไปด้วยดี ผู้มาพักผ่อน ออกกำลัง ก็มาเข้าร่วมชุมนุม ด้วยเช่นกัน

คณะผู้รับใช้ กองทัพธรรม ได้มีการประชุมกัน ทุกวัน เพื่อทำให้เกิด ความเรียบร้อย และ ทบทวน บทเรียน ของการชุมนุม และได้ส่งผู้รับใช้ ไปร่วมประชุมกับ คณะเสนาธิการร่วมฯ เพื่อความเป็น เอกภาพ ของการชุมนุม ทำให้ การชุมนุม เป็นไปอย่าง มีอัตรา การเจริญก้าวหน้า ทั้งคุณภาพ และปริมาณ ตามเป้าหมาย ของการชุมนุม โดยทั้งคณะผู้รับใช้ กองทัพธรรม และ เสนาธิการร่วม ก็ได้ไปพูดคุย สนทนา กับพ่อครู ด้วยบรรยากาศ ที่อบอุ่น คุ้นเคยอย่างยิ่ง

การชุมนุมครั้งนี้ พ่อครูได้ให้สูตร ในการชุมนุมว่า Go on and See out แปลเป็นไทยว่า "ดูไป และ ยังความสำเร็จ ให้เกิดขึ้น" ซึ่งพูดเป็นคำขวัญได้ว่า "ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมา ให้มากๆ หมดๆ" โดยมีเป้าหมาย ของการชุมนุม คือ

๑. ไม่มุ่งหาปริมาณเป็นเอก แต่มีปริมาณการแสดงออก เป็นประชาธิปไตย
๒. แสดงคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตย คือจิตที่มีธรรมะ
๓. เพื่อมาแสดงสิทธิ์ ร่วมชุมนุม ยืนยันอำนาจอธิปไตย ของมวลประชาชน
๔. ไม่มุ่งหมายชนะหรือแพ้ ให้ความรู้ความจริง เป็นตัวตัดสิน
๕. เอาวิถีชีวิตความเป็นสาธารณโภคี มาแสดง

ระบบสาธารณโภคี จึงได้ถูกสถาปนา ขึ้นอีกครั้ง ในที่ชุมนุมสวนลุมฯ ชุมชนดูไป แห่งนี้ อันเป็น การสืบทอด ระบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระพุทธเจ้า พาทำ และพ่อครู ก็นำมา เผยแพร่ต่อ จนเกิดผลจริง จากชุมชน ชาวอโศก มาสู่ที่ชุมนุม อันสัปปายะแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการเงิน ที่โปร่งใส ไม่สะสม มีแต่สะพัด แจกจ่าย Our loss is our gain ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา มีปัจจัย ๔ ที่ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้ ของส่วนกลาง เต็นท์ใหญ่ ส่วนกลาง อาหารส่วนกลาง ยารักษาโรคส่วนกลาง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอย ส่วนกลาง โดยทุกคน ทำงานฟรี เสียภาษี ๑๐๐% อย่างเต็มใจ ให้แก่ส่วนกลาง ไม่เป็นหนี้ มีความขยันทำงาน มีผลผลิต เหลือเฟือ เพื่อเผื่อแผ่ แก่คนที่ เดือดร้อนได้ เป็นงานการเมืองที่แท้ คือ การทำงานเสียสละ เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน นั่นเอง

สวนลุมพินีแห่งนี้ นับเป็นที่สัปปายะ ในการชุมนุมที่สุด ตั้งแต่ชาวอโศก ออกชุมนุมมา พ่อครูให้ชื่อ ชุมชนนี้ว่า "ชุมชนดูไป" Go on and see out และ ได้ให้ข้อคิดว่า มวลน้อยไม่ว่า ขอให้มีความจริง เราไม่หวัง เอาชนะ หรือแพ้ แต่มุ่งพัฒนาคน ให้เกิดคุณภาพ ของความเป็น ประชาธิปไตย คือ จิตที่มีธรรมะ สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นเหมือน ห้องเรียน ประชาธิปไตย เป็นสถานที่ ฝึกฝน ให้ลด ความเห็นแก่ตัว เสียสละ เพื่อส่วนรวม จนหมดตัว หมดตน อันคือ งานการเมือง ที่แท้จริง

เป็นการชุมนุมที่เรียกว่า "การชุมนุมประท้วงแนวใหม่" หรือ Neo-Protest ที่มีความงดงาม สว่างไสวไปด้วย แสงธรรมแห่ง พุทธิปัญญา ตามหลักปรัชญา การชุมนุม ประท้วงแนวใหม่สู่ "สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น"

ไม่มุ่งเอาแพ้ชนะ แต่มีอัตราก้าวหน้ารายทาง

๒๐ ส.ค. ๕๖ ในรัฐสภาฯ มีความวุ่นวายเกิดขึ้น อันเกิดจาก การต่อสู้ ระหว่างฝ่ายค้าน กับเผด็จการ รัฐสภา ของฝ่ายรัฐบาล ที่พยายาม จะผ่าน ร่างกฎหมาย อัปยศ ปลดสว.สรรหา ให้เหลือแต่ ส.ว. เลือกตั้ง อันจะเป็นการ ยึดสภาสูง อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ฝ่ายค้าน จึงประท้วง อย่างดุเดือด ประธานสภาฯ ได้ใช้อำนาจ อันไม่ชอบธรรม สั่งตำรวจ หิ้วปีก ส.ส.ฝ่ายค้าน ออกจากรัฐสภา

วันเดียวกันนี้เอง กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ได้เชิญชวน ประชาชน คนรักชาติ ให้ออกไปร่วมกัน แสดงพลังของ ความรักชาติ และ เอาภาระบ้านเมือง โดยร่วมกันเดิน จากสวนลุมฯไปสู่ถนนสีลม เพื่อแสดงพลัง และประกาศ เจตนารมณ์ ที่จะร่วมกัน ประท้วงต่อต้าน การทำงาน ของรัฐบาล
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภายใต้ระบอบทักษิณ ที่สูบกิน ทรัพยากรชาติ ไปให้แก่ตนเอง ครอบครัว และพรรคพวก

ในวันที่ ๒๑ ส.ค. ๕๖ เวลา ๙.๐๐ น. กองทัพประชาชน โค่นระบอบ ทักษิณ เดินทางไป หน้าศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กำลังใจ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ทำหน้าที่ อย่าง "ซื่อสัตย์_เที่ยงธรรม" ไม่ให้มีความกดดัน จากกลุ่มคนที่ ไม่หวังดี ต่อประเทศชาติ โดยผู้ร่วมชุมนุม ได้มอบ ดอกกุหลาบขาว ผ่านตัวแทน ให้แก่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ การไปครั้งนี้ มีคณะเสนาธิการร่วมฯ เดินเคียงบ่า เคียงไหล่ กับกองทัพประชาชน กว่า ๑๐๐ คน เป็นบรรยากาศ ที่อบอุ่น มีพลังสร้างสรร ทำให้บ้านเมืองไทยเรา มีความหวังเพิ่มขึ้น

พ่อครูได้ให้เป้าหมาย การชุมนุม ข้อหนึ่งว่า เราไม่มุ่งหมาย เอาชนะหรือแพ้ แต่เราจะเก็บ ความก้าวหน้า รายทาง คือ การมุ่งสร้าง จิตวิญญาณ ประชาธิปไตย แก่ประชาชน ความก้าวหน้ารายทาง เกิดผลเป็นรูปธรรม หลายประการ ตัวอย่างหนึ่ง คือ แม่ค้าที่เคยเป็นเสื้อแดง ไม่ขอรับเงิน จากคนของ กองทัพธรรม ที่ไปซื้อ ของที่ร้าน แม่ค้าบอกว่า "ไม่กล้าคิดเงิน พวกเราหรอก อยากช่วยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ จะช่วยยังไง ขอไม่คิดเงินนะ เวลากินข้าว ก็ไปกินของ กองทัพธรรม" นี่คือ ตัวอย่างหนึ่ง ของการ เปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณ ให้มีคุณภาพ ของธรรมะ ส่งผลเป็น สัมมากัมมันตะ ที่แสดงชัดเจน

พ่อครูได้ให้ข้อคิดอีกว่า "นีโอโพรเทส คือประชาธิปไตยแท้ คือ ออกมา ประท้วง มาใช้สิทธิ์ สดๆ ไม่ใช่ของแห้ง เป็นอธิปไตย ลำดับที่ ๑ เลย และ เราไม่มุ่งหมาย ชนะหรือแพ้ เรามาเอาความจริง มาประกาศ แล้วมัน จะเป็นไปเอง ถ้าคุณจะยอม เราก็ไม่ถือว่า คุณแพ้ เพราะคุณรู้ว่า ควรเลิกทำ สิ่งไม่ดี ก็เลิกก็จบ เราไม่ถือว่า เราชนะ ไปหยามหยันเขาอีก อย่างนั้นไม่จบ เป็นเรื่องไม่สูงส่ง "พ่อครูเป็นลูกพระพุทธเจ้า จึงมาแนะนำ ให้ทำอย่างนี้"

"ชัยชนะรายทาง คือการได้พัฒนาจิต ที่มีธรรมาธิปไตย ขึ้นในใจ ของประชาชน ฝ่ายอธรรมนั้น ดูเหมือน จะได้แต้ม สามารถ ผลักดันกฎหมาย เพื่อตนเอง และพวกพ้อง ผ่านสภาฯ แต่คนชั่ว ย่อมสะสมกิเลส และเมื่อใด กิเลส มันแน่นขึ้นมา เต็มที่เมื่อไหร่ ก็แตกกันทันที โดยเราไม่ต้อง ไปทำร้าย ทำลายเขา เพียงแต่ เรายาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมา ให้มากๆ หมดๆ สะสมความก้าวหน้า รายทางต่อไป เพราะ ธรรมย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม "ธัมโมหเวรักขติ ธัมมะจาริง"

ออกมาแสดงสิทธิ์อธิปไตย ลำดับหนึ่ง

ย่างเข้าสัปดาห์ที่สาม สังคมมีอัตรา การก้าวหน้ารายทาง ไปเรื่อยๆ ทำตามสูตร "ดูไป" หรือ Go on and see out คือยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมา ให้มากๆ หมดๆ มุ่งสร้างจิต ที่มีธรรมะ ให้เกิดขึ้น กับประชาชน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มาร่วมชุมนุมนั้น จะได้ฝึกลดละ สลายอัตตาตัวตน ต้องจาก บ้านช่อง เรือนชาน มาเผชิญฝนตก น้ำท่วม อากาศร้อน มานอน กลางดิน กินอยู่ ริมฟุตบาท ใช้ชีวิต ตามรอย พระพุทธองค์

ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๕๖ ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง ได้ไปร่วมประท้วง การขึ้นราคา ก๊าซแอลพีจี ที่หน้าบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต ร่วมกับ กลุ่มประชาชน เจ้าของพลังงานไทย ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มเครือข่าย เพื่อผู้บริโภค และ กลุ่มเครือข่าย ภาคประชาชนสังคม ต่างๆ เพื่อคัดค้าน การขึ้นราคา พลังงาน มีการตั้ง เวทีเสวนา ให้ความรู้ เกี่ยวกับพลังงาน พร้อมเรียกร้อง ให้กระทรวงพลังงาน หยุดขึ้นราคา แก๊สแอลพีจี ภาคครัวเรือน โดยได้ยื่นหนังสือ ให้ตัวแทนจาก กระทรวงพลังงาน เพื่อมอบให้ รัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ต่อไป

การประท้วง ครั้งนี้ มีประชาชน หลากหลายกลุ่ม มาร่วมกัน รวมทั้ง กลุ่มคน เสื้อแดง ก็มาร่วมประท้วงด้วย เป็นการสลายสี สลายกลุ่ม มาทำร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ ของชาติ อย่างแท้จริง เพราะเป็น ความเดือดร้อน ร่วมกัน ของประชาชน มารวมกัน เป็นสีเดียวคือ "สีมัคคา" หรือ "สามัคคี" นั่นเอง จึงจะสามารถ กอบกู้ ชาติบ้านเมือง ที่ใกล้จะล่มจม อยู่แล้ว

และในวันเดียวกัน กับที่ไปประท้วง หน้าปตท. ที่จ.นครศรีธรรมราช กลุ่มผู้ชุมนุม ชาวสวนยางพารา และ ปาล์มน้ำมัน และ พื้นที่ใกล้เคียง กว่า ๕๐๐ คน รวมตัวกัน ที่ถนนสายเอเชีย อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ ช่วงบ่าย เพื่อชุมนุม ประท้วงรัฐบาล ในการแก้ไข ปัญหา ราคายางพารา และ ปาล์มน้ำมัน ตกต่ำ โดยมีการกางเต็นท์ บนถนน พร้อมกล่าว ปราศรัย ทำให้รถทุกชนิด สัญจรผ่านไม่ได้ ในเวลา ๑๕.๓๐ น. ก็เกิดการปะทะกัน ระหว่าง ผู้ชุมนุมประท้วง กับเจ้าหน้าที่ ปราบจราจล อย่างรุนแรง ใช้เวลา ปะทะกันกว่า ๑๕ นาที มีเจ้าหน้าที่ ถูกขว้าง ได้รับบาดเจ็บ ๔๓ นาย ส่วนชาวบ้าน บาดเจ็บอีก หลายสิบคน ยิ่งเป็น การสร้าง ความไม่ชอบธรรม ของรัฐบาล ต่อการแก้ ปัญหาประเทศ

การต่อสู้ของภาคประชาชน บนถนน และบาทวิถี มีมา อย่างยาวนาน ได้ลองผิด ลองถูก มานับครั้งไม่ถ้วน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้สรุป บทเรียนว่า ประชาธิปไตย คือการออกมา ชุมนุมประท้วง อย่างสงบ สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น ซึ่งเป็นการชุมนุม ประท้วง แนวใหม่ หรือ Neo protest มุ่งเน้น สร้างจิตที่เป็น ประชาธิปไตย แก่ประชาชน เมื่อใดที่ประชาชน ตื่นรู้มากพอ ถึงจุดที่มี มวลวิกฤต แล้วพร้อมใจกัน ก้าวเดินออกมา ร่วมประท้วง ๑ คน ๑ สิทธิ ๑ เสียง ล้านคน ก็ล้านสิทธิ์ ล้านเสียง ให้พร้อมพรั่ง เป็นมวลมหา ประชาชน มาอย่าง สงบสันติ มารวมกัน นั่งเฉยๆ นี่แหละ แล้วแสดง เจตจำนงค์ ให้รัฐบาลรับรู้ เมื่อนั้นแหละ จะมี "ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชน จะเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน"

การรวมกันของแม่น้ำร้อยสาย

ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นมหากาพย์ เป็นการต่อสู้ ระหว่าง ความดีงาม ความถูกต้อง กับความชั่วร้าย อันมีมา แต่ปางบรรพ์ และประเทศไทย ในปัจจุบัน ธรรมะและอธรรม ต่างผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ตลอดมา ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายไหน จะมีพลัง มากกว่า

ในการชุมนุม ที่สวนลุมฯ ชุมชนดูไปครั้งนี้ มีผู้ตั้งประเด็น ถามพ่อครูว่า "ทำไมคนชั่ว รวมตัวกันได้ดี แต่คนดี รวมตัวกันไม่ค่อยได้" พ่อครูตอบว่า "คนชั่วเขามี อามิสสินจ้าง แต่พวกเรานั้น มาทำอย่าง ไม่มีอามิสสินจ้าง ไม่มีเครื่องล่อ แต่คนดี ก็ยังมี อัตตามานะ และมีหลายชั้น ถือดี นึกว่าตนดีกว่า จึงมีการข่ม ดังนั้น การที่ฝ่ายธรรมะ จะมีอัตราก้าวหน้า ของการชุมนุมได้นั้น ต้องทำการ สลายอัตตา นั่นเอง"

เมื่อย่างเข้า สัปดาห์ที่สี่ ของการชุมนุม ที่สวนลุมฯ ความก้าวหน้า แบบก้าวกระโดด ได้ปรากฏให้เห็น อย่างเด่นชัด ทั้งคุณภาพ และปริมาณ แกนนำ จากหลากหลายค่าย หลากหลายสีเสื้อ มาร่วมชุมนุม ทั้งที่มาขึ้นเวที และมาเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจ นักคิด นักเคลื่อนไหว ในสังคม activist ทั้งฝั่ง ประชาธิปัตย์ พันธมิตร และ อีกหลากหลายกลุ่ม

ในค่ำคืน วันที่ ๒๓ ส.ค. ๒๕๕๖ แกนนำพันธมิตร ประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ทั้งรุ่น ๑ และรุ่น ๒ ประกาศ สลาย แกนนำพันธมิตรฯ ปลดปล่อย มวลชน ให้มีอิสระ ในการเคลื่อนไหว ร่วมกับกลุ่มอื่น เพราะแกนนำ ถูกดำเนินคดี จากการประท้วง ที่ผ่านมา จึงมีเงื่อนไข จากศาล ที่ทำให้ ไม่สามารถ นำมวลชนได้ จึงประกาศ ยุติบทบาท ของแกนนำ พันธมิตรฯ หลังจาก ได้นำมวลชน ต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ มาร่วม ๘ ปี เป็นกระบวนการ ประชาภิวัฒน์ และ ตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกัน สามารถไล่ ทักษิณ ออกนอก ประเทศได้ และล้มรัฐบาล นอมินีทักษิณได้ ๒ รัฐบาล นี่คือตัวอย่าง อันน่าชื่นชม ของการสลายตัวตน เพื่อประโยชน์ ของชาติ บ้านเมือง และ ในคืนวันที่ ๒๕ อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำ พันธมิตร ก็ประกาศ เข้าร่วมชุมนุม ที่สวนลุมฯ อย่างเต็มตัว

๒๔ ส.ค. ๕๖ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ก็สัตตาหกรณียะ กลับมาเทศน์ ที่สวนลุมฯ ต่ออีก เป็นคำรบสอง ภายหลังว่างเว้น ให้สมณะ และสิกขมาตุ ได้จัดรายการ เรียนอิสระ (ตามสำนึก) ไป ๔ วัน ซึ่งตอนนี้ รายการ ช่วงเย็น บนเวที จะมีสมณะ สิกขมาตุ มาหมุนเวียน แสดงธรรม สลับกับพ่อครู ในช่วง เวลาประมาณ ๑๘.๒๐-๒๐.๒๐ น.

อาทิตย์ที่ ๒๕ ส.ค. ๕๖ เป็นวันที่ มีประชาชน หลากหลายกลุ่ม มารวมตัวกัน ที่สวนลุมฯ ชุมชนดูไป มากที่สุด ตั้งแต่เริ่ม ชุมนุมมา มีทั้งกลุ่ม หน้ากากขาว ที่มาอยู่แล้ว ทุกวันอาทิตย์ และมีกลุ่มนักศึกษา อาชีวะ ที่รวมตัวกัน มามากถึง ๔๘ สถาบัน ทำให้เกิด ภาพประทับใจ จากที่เคยได้เห็น ภาพนักศึกษาอาชีวะ ยกพวกตีกัน ก็มาเป็นภาพ นักศึกษาอาชีวะ ยกพวกไหว้กัน พากันมา แสดงพลัง ปกป้อง สถาบัน พระมหากษัตริย์ และต่อต้าน คอรัปชั่น ถือเป็น ความมหัศจรรย์ ของพลังที่เกิดได้ เพราะการลดละ อัตตาตัวตน และพลังแห่ง ความรักสถาบัน เปลี่ยนพลัง วัยรุ่นร้อนแรง ฆ่าแกงกัน มาเป็น พลังสร้างสรร รวมกันเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ วันอาทิตย์ จึงเป็นวันที่มี ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นจำนวนมาก

น้ำย่อมไหลไปหาน้ำ น้ำมันย่อมไหล ไปหาน้ำมัน คนดีย่อมไหล ไปรวมกัน เหมือนแม่น้ำ ร้อยสาย ที่ไหล มารวมกัน เป็นแม่น้ำใหญ่ ที่จะไปช่วย ชะล้าง บ้านเมือง ให้สะอาด จากความสกปรกโสมม ของระบอบ ทักษิโณมิกซ์ ที่กัดกิน บ้านเมือง จนใกล้ จะล่มจมอยู่แล้ว ดังที่ พ่อแห่งแผ่นดิน องค์ราชัน ของพวกเรา ได้มีพระบรมราโชวาทว่า ให้มีความ "รู้รัก สามัคคี" และ "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใคร ที่จะทำให้ทุกคน เป็นคนดี ได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมือง มีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่ การทำให้ ทุกคน เป็นคนดี หากแต่อยู่ที่ การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อ ความเดือดร้อน วุ่นวายได้" ถึงเวลาแล้ว ที่ลูกที่ดี จะได้ออกมา ร่วมมือกัน ทำเพื่อพ่อ โปรดเก็บอัตตา ใส่เซฟไว้ก่อน ได้ไหม ประเทศไทย ทุกข์แย่แล้ว

ตลาดอาริยะกู้ชาติ

ในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๖ นี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๕ ก็ประกาศ กระชาก ค่าครองชีพ โดยประกาศ ขึ้นราคาแก๊ส แอลพีจี อีกกิโลกรัมละ ๕๐ สตางค์ โดยจะขึ้นราคา ทุกเดือน แถมยังขึ้นราคา ค่าไฟฟ้า และ ค่าผ่านทางด่วน พร้อมกันอีก ส่งผลกระทบ ให้ค่าครองชีพ สูงขึ้น แทบทุกรายการ และ ในวันเดียวกับที่ รัฐบาล ขึ้นราคาแก๊ส กองทัพธรรม ก็ประกาศ กระชาก ราคาสินค้า ให้ต่ำกว่าทุน จัดงาน ตลาดอาริยะ ในใจกลาง กรุงเทพมหานคร ที่สวนลุมพินี โดยจะจัด ทุกวันอาทิตย์ที่ ๑ และ ๓ ของเดือน เริ่มตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๕๖

ในเวลา ๘ นาฬิกา ของวันที่ ๑ กันยายนนี้ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ประธาน กองทัพธรรมมูลนิธิ ก็ได้ให้เกียรติ มาเปิดงาน ตลาดอาริยะ ในตลาดอาริยะ จะพบกับสินค้า คุณภาพดี ราคาถูก ที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต (ไม่มีสินค้า มอมเมา) เช่น ข้าวกล้อง ไร้สารพิษ น้ำมันพืช น้ำตาล วุ้นเส้น ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำยาล้างจาน สินค้าสุขภาพ สินค้าชุมชน ผักสด ไร้สารพิษ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญคือ สินค้าทั้งหมด ขายในราคา ต่ำกว่าทุน เช่น ฟักทอง, ฟักเขียว ขายเพียงลูกละ ๑ บาท สินค้าจาก ร้านดินอุ้มดาว ทุกชิ้น ราคา ๑ บาท เป็นต้น โดยงบประมาณ การจัด เป็นงบจาก ชุมชนชาวอโศก ไม่ได้เอามาจาก เงินบริจาค ในการชุมนุมเลย เราทำด้วย เลือดเนื้อ ของอโศกเอง การเมือง และประชาธิปไตย คือการเสียสละ เราปลูกฝังกัน ตั้งแต่เล็กๆ มีนักเรียน สันติบาล (เด็กอนุบาล กับประถม) มาทำ น้ำยาล้างจานขาย ทำเอง ขายเอง ต้นทุนขวดละ ๑๐ บาท แต่ขายเพียง ๕ บาท

มีการเปิดโรงบุญ หลายสิบร้าน แจกอาหาร มังสวิรัติ ฟรีตลอดงาน คนขาย บอกว่า แจกสนุก คนมากิน เยอะมากเลย ข้าวเหนียว ส้มตำ บ๊ะจ่าง ก๋วยเตี๋ยวน้ำข้น ขนมจีนปักษ์ใต้ เป็นต้น ทั้งหมด แจกฟรี เราใส่ใจดีๆ เข้าไปเต็มๆ จึงมีคนนิยม รับประทาน ต่อคิวยาวเหยียด เป็นอาหารบุญ ให้คน สุขภาพแข็งแรง ทั้งกายและใจ เปิดบริการ ๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. นี่คือ วัฒนธรรม โรงบุญ ที่นิยมทำกันมา แต่ครั้งพุทธกาล แล้วมาสูญหายไป ในปัจจุบัน เรามารื้อฟื้น วัฒนธรรมดีๆ ขึ้นมาใหม่

บนเวที มีรายการขายสินค้า ในราคาบาทเดียว หากมีผู้กล้า ออกมาร้องรำ ทำเพลง ร่วมกับพิธีกร และ วงฆราวาส จะได้รับสิทธิ์ ซื้อสินค้า ๑ ชิ้น ในราคา ๑ บาท มีผู้คนสนใจ เข้าร่วมกิจกรรม ล้นหลาม ทำให้ บรรยากาศ ตลาดอาริยะ ยิ่งเพิ่มสีสัน และความสนุกสนาน

ตลาดอาริยะนั้น เป็นบุญญาวุธ หมายเลข ๒ ของชาวอโศก อุดมการณ์ ตลาดอาริยะนั้น กำไรของชีวิต คือ การให้ และการเสียสละ Our loss is our gain สินค้าที่ขาย ต้องราคา ต่ำกว่าทุน การยอมขาดทุน นั่นคือ การเสียสละ เจตนาให้ผู้ซื้อ ได้แสดงน้ำใจ เปิดโอกาส ให้ผู้อื่น ซื้ออย่างแบ่งปัน ไม่โลภ ไม่ทำแบบ ประชานิยม แต่ทำแบบ บุญนิยม คือคนขาย ได้เสียสละ ลดละกิเลส คนซื้อ ก็ได้มาซึมซับ วิญญาณแห่งการ แบ่งปันกัน เราไม่ได้ทำ เพื่อต้องการ สิ่งใด ตอบแทนกลับมา แม้เสียงชื่นชม แต่ปัญญาชน ที่เข้าใจ จะมาเสียสละ ร่วมกับเรา ดังที่ในงานนี้ มีคนเหมาซื้อวัตถุดิบ มาช่วยเหลือ อย่างมากมาย

มีคนถามว่า ตลาดอาริยะนี้ กู้ชาติได้อย่างไร คำตอบคือ เราได้กู้ชาติ หรือ ความเกิด ที่เห็นแก่ตัว ของเรา มาเป็น ชาติที่เสียสละ ชาติไทยเรา จะล่มจม อยู่แล้ว เพราะความเห็นแก่ตัว ของคนที่ บูชาลัทธิ ทักษิโณมิกซ์ และ ชาวไทยเฉย ที่เห็นแก่ตัว ไม่เอาภาระบ้านเมือง เรามาช่วยกัน ทำตัวอย่าง ของความเสียสละ เปลี่ยนแปลง ชาติในตัวเรา แต่ละคน ให้เกิด ความเสียสละ แล้วออกมา รวมกัน จึงจะเปลี่ยน ชาติไทยได้ ดังที่ ในวันนี้เอง มีกลุ่ม นักศึกษา อาชีวะศึกษา กว่า ๕๖ สถาบัน ก็มารวมตัวกัน รวมทั้งกลุ่ม หน้ากากขาว ก็มาร่วม สมทบด้วย ทำให้บรรยากาศ ในชุมชนดูไป คึกคัก อบอุ่น คุ้นเคยกัน เพิ่มขึ้นอีก

ตลาดอาริยะเกิดได้ เพราะความเสียสละ ของชาวอโศก แต่ละชุมชน มีผู้ลดละ กิเลส มารวมกัน จนเกิดชุมชน สาธารณโภคี เป็นเศรษฐกิจ ระดับ จุลภาค กระจายอยู่ แบบเครือแห ทั่วประเทศ โดยแต่ละชุมชน เชื่อมโยงกันเป็น เศรษฐกิจมหภาค คือที่สันติอโศก หรือ ราชธานีอโศก หรือที่ไหนๆ ของอโศก ก็เป็น อันหนึ่ง อันเดียวกันหมด เป็นเครือแห ซับซ้อนอยู่ในนั้น หลายชั้น ซึ่งชาวอโศกเรา มั่นใจว่า เศรษฐศาสตร์ บุญนิยม แบบนี้ จะสามารถ กอบกู้ชาติ กอบกู้โลก ได้ในอนาคต

โรงครัวกู้ชาติแบบคนจน ที่ชุมชนดูไป

ตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ระบอบทักษิณได้ครอบงำ และกัดกิน ประเทศไทย ด้วยวาทะกรรม "จะพาคน ไปรวย หมดทั้งประเทศ" แต่ปัจจุบัน คนไทย กลับมีแต่หนี้สิน ล้นพ้นตัว หนี้สาธารณะ พุ่งสูงเป็น ๗๐% ของ GDP พวกที่ร่ำรวย กลับเป็นไพร่ ที่กลายร่างเป็นอำมาตย์ แบบ "สู้แล้วรวย" ใช้อำนาจรัฐ แสวงหา ผลประโยชน์ แก่ตน และพวกพ้อง บนความเดือดร้อน ยากเย็น ของประชาชนไทย

ย่างเข้าเดือนที่สอง ของการชุมนุม ปักหลักพักค้าง ที่สวนลุมฯ ชุมชนดูไป ในใจกลาง กรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่คนจนๆ ซึ่งไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีนายทุน หนุนหลัง จะสามารถจัดการ การชุมนุม อย่างสงบ เรียบร้อย มาได้กว่า ๑ เดือนแล้ว แถมยังคงมีอัตรา การก้าวหน้า รายทางเพิ่มขึ้น อยู่ตลอดเวลา การชุมนุม ชุมชนดูไป เป็นไปอย่างเรียบร้อย เพราะเป็น การชุมนุม ที่เกิดจาก การมาเสียสละ ของผู้ร่วม ชุมนุม เป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่ได้มี ผลประโยชน ์ส่วนตน เป็นที่ตั้ง อันคือ การทำงานการเมือง ที่แท้จริง เพราะการเมือง เป็นเรื่องเสียสละ เพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ใช่เรื่อง นำมาหา ผลประโยชน์ ส่วนตน ทุกคนที่มา ร่วมชุมนุม ทำงานฟรี ไม่ได้สินจ้างรางวัล แต่อย่างใด

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง การชุมนุม จะเป็นไปไม่ได้ หากผู้ร่วมชุมนุม ไม่มีอาหารกิน ในที่ชุมนุม มีคนอยู่ ปักหลัก พักค้าง วันละ หลายร้อยคน และที่มา หมุนเวียนทุกวัน ตั้งแต่หลักพัน ไปถึงหลัก หมื่นคน ในแต่ละวัน ทั้งหมดนี้ ล้วนต้องกิน ต้องอยู่ ต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งสิ้น แต่คนจนๆ ที่รักชาติ เหล่านี้ เขาทำได้ อย่างไรกัน ในการอยู่ร่วมกัน มากว่า ๑ เดือน

คำตอบคือ อยู่ได้ด้วยระบบ "สาธารณโภคี" ที่ทุกคน อยู่รวมกัน อย่างญาติ พี่น้อง ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้ ของส่วนกลาง ทำงานฟรี เสียภาษี ๑๐๐% ให้ส่วนกลาง ประชาชน ที่เห็นด้วย ก็มาร่วมบริจาค เข้ากองกลาง เมื่อชุมนุม ไปแล้ว ประมาณ ๑ เดือน มีประชาชน บริจาคข้าวสารมา ประมาณ ๘ ตัน ใช้ไปแล้ว ๖ ตัน พืชผักรวมๆแล้ว ประมาณ ๓๕ ตัน รับบริจาค มาจากเครือแห ชาวอโศก และพี่น้อง ประชาชน ผู้รักชาติ แม้พี่น้อง ที่มา ออกกำลังกาย ที่สวนลุมฯ ก็มาบริจาคเงิน และวัตถุดิบ สำหรับทำอาหาร ทั้งหมด ที่อยู่ได้ เพราะเราทำ แบบคนจน ที่เสียสละ ทำแบบที่ ในหลวงสอนไว้ "ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา" จึงมีคนเห็นดี และมาร่วม เสียสละด้วย

โรงครัวกลาง ของการชุมนุมนั้น ให้บริการเป็น สามจุดหลัก คือที่ กองทัพธรรม ที่เฮียบุ๊ง และที่ เจ๊วรรณ-เจ๊พร เป็นสามจุดหลัก ที่รับใช้ บริการอาหาร ให้พี่น้องทุกวันๆ ซึ่งบริการ อาหารมังสวิรัติ เป็นหลัก

แต่ละวัน ทางกองทัพธรรม ต้องหุงข้าว วันละ ๑๐ กว่าหม้อ เบอร์ ๕๐ ถ้าวันที่มี การเคลื่อนขบวน หรือมีผู้มา ร่วมชุมนุมมาก ต้องหุงถึง วันละ ๒๐ กว่าหม้อ นอกจากนั้น ยังมีข้าวเหนียว ที่ต้องนึ่งทุกวัน วันละ ๒๐-๕๐ กก.

ชาวกองทัพธรรม จะเป็นตัวหลัก ในการทำอาหาร ญาติธรรม แต่ละชุมชน แต่ละพุทธสถาน จะจัดสรร แบ่งงานกันทำ และยังมีพี่น้อง ที่มาร่วมชุมนุม เข้ามาช่วยงาน กันทุกวัน มีสามีภรรยา คู่หนึ่ง สามีเป็นกัปตัน ขับเครื่องบิน เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะชวนกัน มาช่วยงาน ที่โรงครัว อยู่ประจำ แม้เป็นงานพื้นๆ เช่น หั่นผัก กัปตัน ก็กล้าหาญ ที่จะมาเสียสละ แรงกายแรงใจ แม้จะดูเป็น งานเล็กๆ แต่นี่คือ กิจกรรม ที่จะเป็นพลัง ทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน นอกจากนั้น ในวันหยุด สุดสัปดาห์ จะมีพี่น้อง จากหลายกลุ่ม มาแจกอาหาร เพิ่มเติม ทุกสัปดาห์ ในตอนเช้าตรู่ ของทุกวัน จะมีกลุ่มพันธมิตรฯ จากภาคใต้ เสียสละ ทำปาท่องโก๋ ออกแจกจ่าย แก่ผู้ร่วมชุมนุม และผู้ที่มา ออกกำลังกาย ในแต่ละวัน ใช้แป้งทำ ปาท่องโก๋ ทั้งหมด ถึงวันละ ๘๐ กิโลกรัม

แต่ละโรงบุญ ยังได้มีการพัฒนา การเก็บล้าง ภาชนะ โดยแต่ละโรงบุญ ได้จัดสถานที่ สำหรับล้างภาชนะ ให้ผู้มารับบริการ ได้ล้าง ภาชนะเอง ตามแบบ วัฒนธรรม ล้างจาน ล้างใจ ไม่ล้างตามใจ ล้างตามขั้นตอน อีกด้วย นับเป็น พัฒนาการ ของผู้มาร่วม จัดทำโรงบุญ

ผู้มาชุมนุม ก็ได้มาฝึกเป็น "คนจน" มากินใช้ร่วมกัน กับส่วนกลาง ไม่สะดวกสบาย เหมือนอยู่ที่บ้าน เป็นการ ฝึกปฏิบัติ "รู้จักประมาณ ในการบริโภค" หรือ "โภชเนมัตตัญญุตา" ได้ฝึกเอาชนะ อกุศล คือ ความอยาก เสพสุขสบาย ส่วนตัว มาเสียสละ อยู่ชุมนุมประท้วง มาอยู่แบบ "คนจนมหัศจรรย์" จึงจะกู้ชาติได้ ดังที่พ่อครัวแม่ครัว ในที่ชุมนุมนี้ ได้ทำ เป็นตัวอย่าง เงินทอง และความร่ำรวย ไม่ได้ช่วยกู้ชาติ แต่การมาเป็น คนจนมหัศจรรย์ แม้มีน้อย แต่เสียสละได้ ต่างหาก จึงจะกู้ชาติได้ อย่างแท้จริง

๑ เดือนผ่านไป การชุมนุมประท้วง ยังคงดำเนินต่อเนื่อง "ดูไป" Go on and See out กองทัพธรรม ยังคง ยืนหยัด ร่วมต่อสู้กับ กองทัพประชาชน ทุกหมู่ ทุกเหล่า การมาชุมนุมนี้ ไม่ได้มาเอาชนะ แต่มาบอกว่า ประชาชน ไม่เห็นด้วย กับการกระทำ ของรัฐบาล ที่กอบโกย โกงกิน กันอย่างเมามัน มาชี้ชัดถึง
ความชั่วร้าย ของระบอบทักษิณ ที่กระทำชั่วหยาบ อย่างโหดร้าย กับประเทศชาติ มาสอน ประชาธิปไตย ให้คนไทย ที่ยังไม่รู้ หรือ รู้เรื่องของ ประชาธิปไตย อย่างผิดๆ ให้เข้าใจ ให้เรียนรู้ ให้ถูกต้อง และยังมา ปลุกจิตสำนึก ของคนไทย ที่ยังเป็น "ไทยเฉย" เห็นแต่แก่ประโยชน์ตน ไม่นำพา บ้านเมือง ไม่เอาภาระ ประเทศชาติ ภาครัฐจะโกง จะกินยังไง ก็ปล่อย ไม่สนใจ ทำมาหากิน แต่ของตน ให้หันมาสนใจ ให้มาเสียสละ ให้มาเอาภาระ บ้านเมือง เพิ่มขึ้น

ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ ยังรอคนไทยทุกคน ที่จะก้าวออกมา เสียสละ เพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง อย่าปล่อย ให้คนชั่ว ลอยนวล ออกมา กันมากๆ สัก ๑ ล้านคน รัฐบาลนายทุนสามานย์ จะอยู่ไม่ได้ แน่นอน

ทีมงานข่าวอโศก
(จบความ สารอโศก ฉบับ ๓๓๑)
**************************

(อ่านต่อ สารอโศก ฉบับ ๓๓๒ เดือน ก.ย.- ธ.ค. ๒๕๕๖ หน้า ๔-๕๑)

จากการที่ กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปค.) ได้มีการเริ่มชุมนุม ประท้วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ที่มีการโกงกิน กันอย่างมโหฬาร และกำลังทำให้บ้านเมือง ดำเนินไปสู่หายนะ ศีลธรรม จริยธรรม ถดถอย ตกต่ำลง อย่างน่ากลัว ภายใต้การบงการ ของนักโทษชาย หนีคดี ทักษิณ ชินวัตร การชุมนุมนี้ เริ่มที่ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ และ ยกระดับเป็น การชุมนุม อย่างยืดเยื้อ ปักหลักพักค้างที่นั่น กองทัพธรรม ได้เห็นความสำคัญ ของกู้ชาติครั้งนี้ จึงเข้าร่วม ขบวนประท้วง กับ กปค. ตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ เข้าไปช่วยบริหารจัดการ ทั้งที่เวที ความเป็นอยู่ และสถานที่ โดยดำเนินการ ตามมติของ ที่ประชุม ซึ่งมีคณะเสนาธิการร่วม ของกลุ่มกปค. ตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ และ ตัวแทนของ กองทัพธรรม

กิจกรรมที่เวที จะมีการปราศรัย จากผู้รู้ และนักวิชาการต่างๆ ตั้งแต่ตอนบ่าย จนถึงกลางคืน ตอนหัวค่ำ จะมีการแสดงธรรม จากพ่อครู สมณะโพธิรักษ์ บางวันก็จะเป็น สมณะ-สิกขมาตุ ทั้งมีการแสดงดนตรี และการแสดงอื่นๆ

มีบางท่าน หวังดีติงเตือนมาว่า ถ้าประท้วง แบบฟังธรรมอย่างนี้ ทำให้ขาดสีสัน คนจะถดถอยไป ไม่มาร่วม ประท้วง ต้องลดเวลา การฟังธรรมะ ไปเพิ่มความรู้ ด้านการเมือง และวิชาการ ซึ่งคนกำลังสนใจ คนจะได้มามากๆ เพื่อให้รวมหมู่ ไปสู้

พ่อครูก็ได้ให้แง่คิดว่า เห็นด้วยกับ การรวมกลุ่มหมู่ ให้มาก แต่ว่าการรวมหมู่ อย่างกระเหี้ยน กระหือรือ เอาชนะด้วย อำนาจบาตรใหญ่ จะเรียกว่า ปฏิวัติ เอากลุ่ม อำนาจประชาชนชนะ มีกลุ่มใหม่ มาครองอำนาจ แต่ที่สุดแล้ว ก็หลงอำนาจอีก เหมือนเดิม เพราะคนไม่ได้ เปลี่ยนจิตใจ คนก็หลงโลกธรรม หลงอำนาจ เป็นสมบัติ ผลัดกันชม ประเทศไทยเรา มีปัญญาชน ตื่นตัวรู้ว่า ถ้าจะเปลี่ยนเป็น การเมืองใหม่ แบบเตะหมู เข้าปากหมา คนไทยไม่เอาแล้ว

"บ้านเมืองไทยเรา เจริญความรู้กัน มากมายแล้ว แต่ทำไม มันเดือดร้อน ที่มันเดือดร้อน ก็เพราะไม่มีธรรมะ ไม่ใช่ขาด ความรู้ ความสามารถ เขาเจริญความฉลาดก็จริง แต่ฉลาดเลว ฉลาดแกมโกง เต็มไปด้วยกิเลส ความทุกข์ยาก ของสังคม จึงเกิดเช่นนี้ และฟันธงเลยว่า ไม่มีอะไรแก้ไขได้ นอกจากธรรมะ"

การชุมนุมประท้วง ที่สวนลุมฯ ดำเนินไปถึง ๒ เดือน จนทำให้เกิด ชุมชน "ดูไป" กิจกรรมสร้างสรรต่างๆ เช่น การคัดแยกขยะ การสอน งานประดิษฐ์ วาดภาพ มีร้านปันกัน เป็นที่แลกเปลี่ยน สิ่งของ ที่จำเป็นต้องใช้ มีบริการ ตัดผมฟรี ฯลฯ ในวันอาทิตย์ จะมีประชาชน มาร่วมกิจกรรม กันมาก มีการจัดงาน ตลาดอาริยะ ทุกวันอาทิตย์ ที่ ๑ และ ๓ ของเดือน เป็นการขายของ ราคาต่ำกว่าทุน เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน ที่กำลัง เดือดร้อน จากการถีบตัวสูงขึ้น ของราคาสินค้าต่างๆ นอกจาก ขายขาดทุนแล้ว สินค้าส่วนใหญ่ ยังเป็นสินค้า ที่มีคุณภาพ ไร้สารพิษ ผลิตจาก ชุมชนชาวอโศก โดยงบของ ชาวอโศก ชุมชนต่างๆ ช่วยกัน และยังมีญาติธรรม และผู้ที่เห็น ความสำคัญ มาร่วมบุญด้วยกัน

กองทัพธรรม ได้มีบทบาท รับใช้พี่น้อง ผู้ร่วมชุมนุม อย่างเต็มที่ และก็ยังคงพยายาม ทำให้พื้นที่ชุมนุม เป็นเขตปลอด อบายมุข เหมือนทุกครั้ง ปลอดทั้งเหล้า บุหรี่ และการพนัน ได้เรียบร้อยดี

การรณรงค์ให้การชุมนุมปลอดบุหรี่ จะไม่สำเร็จได้เลย ถ้าผู้ชุมนุม ไม่พัฒนาพฤติกรรม ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ต่างผ่านสนามรบ ชุมนุมร่วมกับ กองทัพธรรม มาหลายครั้ง จนได้พัฒนา จิตใจตนเอง ให้มีความอดทน และเคารพ ในกฎกติกา มากขึ้น การชุมนุมครั้งนี้ จึงสามารถทำให ้ปลอดบุหรี่ได้

การปฏิรูปใดๆหากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว มักจะประสพ ผลสำเร็จ เมื่อประชาชน ตื่นรู้ โดยเริ่มต้นที่ เปลี่ยนจิตใจ ตนเองก่อน ยกระดับ จิตวิญญาณตน ให้พ้นจาก การเป็นทาสบุหรี่ ได้อย่างเด็ดขาด ถาวร อย่างนี้ จึงมีหวังว่า จะสามารถ กอบกู้ชาติได้ ในอนาคต เพราะคนที่มี จิตวิญญาณ ที่เข้มแข็ง ไม่ตก เป็นทาส อบายมุข และโลกธรรม เมื่อมารวมกลุ่มกัน ย่อมมีพลานุภาพ ที่จะพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดินได้ จึงจะเป็น การปฏิรูป ประชาธิปไตย ของประชาชน ที่แท้จริง

มาชุมนุมแล้วได้อะไร ? จะจบตรงไหน ?

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้กล่าวถึง เป้าหมายการชุมนุมว่า จะไม่พาพวกเรา มาเอาชนะ ไม่ได้มาข่มใครให้แพ้ ไม่ได้ต้องการ เอาแพ้ชนะใคร ไม่ได้มารุกราน เข่นฆ่าใคร แต่ต้องการ มาทำงานพัฒนา การเมือง ให้เจริญขึ้น พัฒนาการเมือง มีหลักก็คือ ต้องพัฒนา ประชาชน เพราะฉะนั้น นักการเมืองก็คือ ประชาชน ผู้ที่จะไปทำงานการเมือง ก็คือประชาชน

พ่อครูไม่ได้มุ่งหมายเอาชนะ พ่อครูต้องการ ให้เกิดคุณธรรม ของความเป็น ประชาธิปไตย ให้ได้มากที่สุด อันนี้คือ เป้าหมาย ส่วนจะชนะ หรือแพ้ พ่อครูก็ทิ้งไว้ ไม่ได้ขัดข้อง แต่ชนะได้ก็ดี ชนะอย่างสวยงามด้วยนะ

ประชาธิปไตยนั้น ชนะด้วยความสงบ ชนะด้วยคุณธรรม ชนะด้วยความถูก ไม่ใช่ชนะ ด้วยความผิด ความขี้โกง ความฉ้อฉล เล่ห์เหลี่ยม แต่ชนะด้วยสัจจะ ที่ตรงที่สุด พ่อครูก็จะนำ ไปสู่ประตูนี้ ถ้ามันเป็นไปได้ สุดท้าย ถ้าจบลง โดยทางโน้น ยอมแพ้เลย เขาต้องจำนนว่า เขาพาเป็นอย่างนี้ ไม่ได้หรอก และเขาเห็นว่า เราพาเป็นอย่างนี้ เยี่ยมเลย ถ้าจบอย่างนี้ ให้ที่ ๑ เลย

และที่พวกเรามาชุมนุมนี้ มีผลอัตรา การก้าวหน้าไหม? อย่างน้อย ให้คนได้เข้าใจ ธรรมะพระพุทธเจ้า เพิ่มขึ้น เท่านี้ก็ได้กำไร เป็นอัตรา การก้าวหน้าแล้ว ตลอดเวลา เราไม่ได้เป็นคนขี้โลภ ตะกละตะกลาม แต่ทำงาน ให้มันเกิดผล ทุกวาระเวลา จะอยู่ไป ๑๐๐ ปีก็ไม่ว่า ถ้าอยู่ได้ ส่วนมัน จะไปจบ ตรงไหนนั้น มันมีความลงตัว ของมัน ที่มันจะจบ จบเมื่อใด ก็เมื่อนั้น เสร็จแล้ว เราก็ต้อง มาทำอีก เพราะว่าโลกนี้ มันยังไม่หยุด คนยังไม่หมดกิเลส งานเช่นนี้ทำได้ ตลอดนิรันดร

ยกระดับชุมนุมปักหลักพักค้าง หน้าทำเนียบรัฐบาล

๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีการจัดงานรำลึก ๗ ตุลาฯ ที่ลานพระบรมรูป ทรงม้า ร.๕ ภายหลังจาก ร่วมทำบุญ ตักบาตร กลุ่มกองทัพ ประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ร่วมกับกลุ่ม กองทัพธรรม นำมวลชน ที่ปักหลักชุมนุม อยู่บริเวณ สวนลุมพินี บางส่วน มาปักหลัก ชุมนุม ที่ด้านหน้า ทำเนียบรัฐบาล บริเวณ เชิงสะพาน ชมัยมรุเชฐ โดยไม่มีการประกาศ บอกล่วงหน้า จึงทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถ สกัดกั้น การล้อมทำเนียบฯไว้ได้

เหตุผลของการชุมนุมครั้งนี้ เพราะไม่เห็นด้วยกับ การบริหาร ราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล ที่ไม่เห็นแก่ ประโยชน์ของ ประชาชน แต่เอื้อประโยชน์ ต่อพวกพ้อง โดยเฉพาะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. ในวาระ ๓ ที่ก่อนหน้านี้ มีการยื่นเรื่อง ต่อศาล รัฐธรรมนูญ  แต่นายกฯ ไม่ฟังเสียง ประชาชน ยืนยัน จะทูลเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งรัฐบาล ไม่เร่ง ที่จะแก้ไขปัญหา เขตชายแดน ไทย-กัมพูชา

ตอนเช้า พ่อครูไปเยี่ยมให้กำลังใจ วันนี้พ่อครู ตั้งใจจะงด ฉันอาหารด้วย เนื่องจาก บรรยากาศ การชุมนุม อย่างนี้ คงไม่เหมาะ สำหรับ การฉันอาหาร ตอนประมาณ ๐๙.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม.... ขณะนี้ ที่สถานี เอฟเอ็มทีวี วันนี้เบิกฤกษ์ นีโอโพรเทส (Neo-Protest) เป็นการชุมนุม ประท้วงแนวใหม่ ครั้งนี้ น่าจะเป็น ครั้งแรก ที่เราประท้วง โดยใช้ธรรมนำหน้า อย่างแท้จริง การชุมนุมประท้วงที่อื่น ก็มีที่บอกว่า ใช้ธรรม นำหน้า แต่ว่าครั้งนี้ น่าจะเป็น การใช้ธรรมนำหน้า อย่างแท้จริง และจะใช้ พุทธธรรม เป็นหลัก เป็นอาริยธรรม แท้จริง

ประชาชนผู้รักชาติ ได้เพิ่มจำนวน มากขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจได้ปิด ถนนพิษณุโลกไว้ อีกทั้ง ตั้งด่าน สะกัด ผู้ชุมนุม มีการตรวจค้น ผู้ที่เข้ามา ร่วมชุมนุม อย่างละเอียด ไม่ให้มีการนำเต็นท์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้ามา ทีมงาน เอฟเอ็มทีวี จะนำเครื่องปั่นไฟ กับเต็นท์ ใส่รถบรรทุกเข้ามา ก็ถูกสะกัด ตั้งแต่ออกมาจาก สวนลุมฯ ได้ไม่นาน แต่ทาง กองทัพธรรม และ กปท. ก็ไม่ได้ย่อท้อ พยายาม ใช้อุปกรณ์ เท่าที่มี ในการถ่ายทอดสด การชุมนุม แม้แต่รถ ขนอาหาร ตำรวจก็ไม่ยอม ให้เข้ามาส่ง ภายในที่ชุมนุมได้ แต่ก็เป็นผลให้ ผู้ชุมนุม ได้เกิดความสมัครสมาน ร่วมมือ ร่วมใจกันยิ่งขึ้น โดยช่วยกัน ยืนต่อสายพานกัน ลำเลียงอาหาร เข้าไป ในที่ชุมนุม เป็นภาพที่แสดงถึง ความไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรค ของการชุมนุม

๙ ต.ค.๕๖ คณะรัฐมนตรี มีมติให้ประกาศพื้นที่ การรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติ การรักษา ความมั่นคง วันที่ ๙-๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ ในพื้นที่ กทม. ๓ เขต คือ เขตดุสิต เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

กลุ่มผู้ชุมนุม ในช่วงเช้า ยังบางตา โดยต่างพากัน หลบอยู่ในที่ร่ม เพื่อหลบแดด ท่ามกลาง กิจกรรมดนตรี สลับปราศรัย อย่างต่อเนื่อง พลตำรวจตรี อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. มาเจรจากับ คณะเสนาธิการร่วม และตัวแทน กองทัพธรรม เพื่อขอให้ ผู้ชุมนุม เคลื่อนย้ายออกจาก บริเวณข้าง ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐ ประชาชนจีน จะเดินทาง มาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

แต่ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม ยืนยันจะปักหลัก ชุมนุมเช่นเดิม พร้อมที่จะดูแล พื้นที่การชุมนุม ให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย  และขอให้ ภาครัฐ หยุดบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้ายกลุ่ม ผู้ชุมนุม กรณีที่มีการติดป้าย ทุกเส้นทาง รอบทำเนียบรัฐบาล ที่มีข้อความ ระบุว่า "กองทัพธรรม ชุมนุมปิดถนน" ซึ่งในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ ตำรวจ เป็นผู้นำ แผงกั้นเหล็ก และ กองกำลัง มาปิดพื้นที่ ล้อมกลุ่ม ผู้ชุมนุมไว้เอง

ตำรวจ มิให้นำห้องน้ำเข้าไป เพื่อบริการผู้ชุมนุม แม้แต่ข้าวและน้ำ ก็ไม่ให้เข้า จนผู้ชุมนุม ต้องอาศัยน้ำขวด แทนน้ำประปา เวลาถ่ายทุกข์ และอาศัยคลอง นำหม้อใส่อาหาร ลำเลียงให้ผู้ชุมุนม อย่างน่าสงสาร แก่ผู้พบเห็น จนหลายคน ถึงน้ำตาไหล ด้วยความเห็นใจ ผู้ชุมุนม

ในช่วงเย็น พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะ และสิกขมาตุ จำนวนหนึ่ง ได้มาให้กำลังใจ และอยู่ร่วม ปักหลัก พักค้าง กับมวลชน ตำรวจได้ทำการ กระชับพื้นที่ เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่มวลชน ก็หลั่งไหลกันมา ในช่วงเย็น-ค่ำ เพื่อตรึงพื้นที่

๑๘.๐๐ น. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ขึ้นเทศนา ในช่วงเย็น เรื่อง ถ้าเขามาสลาย การชุมนุม จะปฏิบัติเช่นไร?

เราจะนั่งสงบ นั่งตรงนี้แหละ เคยนั่งสมัย ผู้การแต้ม เอาตำรวจ จะมากวาดล้าง ก็นั่งลง อย่างที่เคยพาทำ เขาจะทำอย่างไร ก็ให้เขาทำ ถ้ามวลมานั่งนี้ สักล้านคน ก็ให้ไปเกณฑ์มาเลย สักล้านคน ดูสิว่า ตำรวจ จะทำอย่างไร แม้คนน้อย แต่มีประสิทธิภาพ คนมีคุณธรรมพอ เขาจะไม่ทำร้าย คนดีหรอก อาตมามั่นใจว่า ความสงบ สยบความรุนแรงได้ แน่นอน ไม่ใช่แค่ในหนัง ถ้าไม่แน่ใจ ก็ออกมาช่วยกันสิ ออกมาสักล้านคนสิ ...... วิถีที่เราจะทำคือ ทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด อย่าทำ เราเอาความถูกต้อง มาสู้ แม้สู้ไม่ได้ก็สู้ สู้ด้วยความถูกต้อง สู้ด้วยความดี ตายเป็นตาย(วะ) ใครสมัครใจ จะทำร่วมกับอาตมา ก็เชิญ

กปท .และกองทัพธรรม ยังคงยืนหยัด ปักหลักพักค้าง แม้รัฐบาล จะประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง อีกทั้ง ระดมกำลัง ตำรวจมา ไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ นาย ทั้งที่ประชาชน มีจำนวนหลักร้อย ถึงหลักพัน ทั้งยังเป็น การชุมนุม  ที่สงบ สันติ อหิงสา

เช้าตรู่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ ท่ามกลางข่าวลือว่า ตำรวจจะเข้าสลาย การชุมนุม มีมาตลอดทั้งคืน จนถึงเช้านี้ มีความเคลื่อนไหว จากฝั่งตำรวจ ในการแจกหน้ากาก  กันแก๊สพิษ มีการระดม กำลังพล สับเปลี่ยนกันมา มากขึ้น มีการเตรียม รถยก ล้วนทำให้ ผู้ชุมนุม ต้องเตรียมตัว รับกับการสลาย การชุมนุม

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เมตตาขึ้นเทศนา ในช่วงเช้าถึง ๓ ชั่วโมง เนื่องจาก บรรยากาศ ในตอนนั้น กำลังตึงเครียด ตำรวจ พยายามเคลื่อนไหว กดดันมวลชน หลายอย่าง เช่น กระชับพื้นที่เข้ามา เตรียมรถดับเพลิง สำหรับฉีดน้ำ เตรียมรถยก และยังห้าม ไม่ให้มวลชน เดินทางเข้ามา ภายในที่ชุมนุม โดยเด็ดขาด แต่ใครจะออก ให้ออกได้ แต่ออกแล้ว ห้ามเข้ามา

เป็นเรื่องที่เป็น อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้น นั่งฟังธรรม อย่างสงบ ทั้งที่เป็นธรรมะ ขั้นลึกซึ้ง ถึงปรมัตถธรรม ทำให้บรรยากาศ ลดความตึงเครียดลง

มีการกดดัน จากทางตำรวจ ห้ามไม่ให้นำอาหาร และน้ำ เข้ามาในที่ชุมนุม ถือเป็นการกระทำ ที่ขาด มนุษยธรรม อย่างมาก ของรัฐบาล เพราะแม้คนทำผิด ติดคุก เขาก็ยังให้ข้าว ให้น้ำ ให้มีชีวิตอยู่ได้ การชุมนุม ก็เป็นการชุมนุม อย่างถูกกฎหมาย และยังสงบ สันติ อหิงสา

ผู้ร่วมชุมนุม ต้องใช้ความพยายาม ลำเลียงอาหาร มาบนท่อน้ำประปา ที่ข้ามคลอง เข้ามาในที่ชุมนุม อย่างทุลักทุเล แต่ทำได้ ไม่เท่าไหร่ ตำรวจก็ปิดทางอีก ห้ามลำเลียง มาบนท่อ น้ำประปาข้ามคลอง ผู้ร่วมชุมนุม ก็ยังไม่ย่อท้อ พากันเสียสละ ลงลุยน้ำ ในลำคลอง ที่เน่าเหม็น ช่วยกันประคอง หม้ออาหาร ใบโต เบอร์ ๕๐-๖๐ ลอยตัดลำคลอง ข้ามฝั่ง มายังที่ชุมนุม เป็นภาพที่ น่าประทับใจมาก อีกทั้งยัง ดัดแปลง ตู้เย็น นำเอาฝาตู้เย็นออก แล้วใช้ตู้เย็นเปล่า เป็นเรือ สำหรับ ลำเลียงคน เข้ามาในที่ชุมนุม ได้ทีละคน

ตำรวจเอง เมื่อเห็นภาพ ความอุตสาหะ ของผู้ร่วมชุมนุม ในการลำเลียงอาหาร เข้ามาทางน้ำแล้ว ตำรวจ หลายนาย ก็หันหลัง ให้กับภาพนี้ ปล่อยให้ผู้ชุมนุม ลำเลียงอาหารได้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจ สำหรับตำรวจ ชั้นผู้น้อย ที่ต้องทำตาม คำสั่งเจ้านาย แม้ไม่เห็นด้วย ก็ต้องทำตาม

หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ได้นำคณะลูกศิษย์ จำนวนมาก ออกเดินเท้า จากสวนลุมฯ มาที่ข้าง ทำเนียบรัฐบาล เพื่อลำเลียง เสบียงอาหาร มาให้ผู้ชุมนุม ซึ่งขณะนั้น มีมวลชน จำนวน ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน ที่รับฟังสื่อสาร ที่ส่งออกไป ทางโทรทัศน์ ดาวเทียม และ สื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้เกิด ความเห็นใจ ผู้ชุมนุม ที่ถูกทรมาน จากตำรวจ ทำให้พากันออกมา ร่วมชุมนุม เป็นจำนวนมาก แต่เข้ามา ในที่ชุมนุมไม่ได้ เพราะตำรวจ ตั้งด่านสกัดไว้ ที่แยก สนามม้านางเลิ้ง ผู้ชุมนุม จึงตั้งเวที ปราศรัยขึ้น บนรถยนต์ โดยใช้เครื่องเสียง ขนาดเล็ก มีกลุ่มนักศึกษารามฯ มาเข้าร่วมด้วย

คณะตำรวจ รวมทั้งสื่อมวลชน นำโดยพลตำรวจตรี อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ ก็มาตกลงเจรจา สองสามรอบ ผู้ชุมนุม ก็ยืนยัน ที่จะปักหลักต่อ จนมีการเจรจา ตกลงกับ คณะตำรวจ ระดับสูง ที่มีอำนาจ

พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พร้อมคณะเสนาธิการร่วม จึงประกาศ ยุติการชุมนุม ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล ชั่วคราว ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาล รับปากว่า หากเสร็จสิ้น ภารกิจ การเยือนประเทศไทย ของนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐ ประชาชนจีน จะให้กลับมา ชุมนุม หน้าทำเนียบรัฐบาล อีกครั้ง และในระหว่างนี้ จะไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ ได้อำนวย ความสะดวก โดยการจัด รถบัส ๑๕ คัน เพื่อให้ผู้ชุมนุม โดยสาร กลับไปยัง สวนลุมพินี รถบรรทุก ๕ คัน เพื่อขนสัมภาระ และอุปกรณ์ต่างๆ

มวลชนจะย้ายกลับไป ปักหลักชุมนุมที่ สวนลุมพินี ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุม กปท. บางส่วน ไม่พอใจ จึงทำให้ กลุ่มผู้ชุมนุม กปท. กว่า ๒๐๐ คน ไปรวมตัวกันที่ บริเวณ สามแยกนางเลิ้ง ด้านหน้า ราชตฤณมัยสมาคม แห่งประเทศไทย (สนามม้านางเลิ้ง) นำโดย นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำ ผู้ชุมนุม กลุ่มย่อย ที่ได้ขึ้นปราศรัย บนรถดัดแปลง ติดเครื่องขยายเสียง ปลุกระดม กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ไม่พอใจ มติแกนนำกปท. ที่รับข้อเสนอ ของรัฐบาล

จากนั้น เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ได้เข้าเจรจากับ แกนนำกลุ่มย่อย ที่ต้องการ จะชุมนุมต่อ ให้ยอมรับ มติของ คณะเสนาธิการร่วม เนื่องจาก ไม่ต้องการ ทำผิดกฎหมาย และเปิดทาง ให้ต้อนรับ รัฐบาลนายกฯจีน สุดท้าย กลุ่มผู้ชุมนุม ได้เคลื่อนย้าย จากแยก นางเลิ้ง ไปปักหลัก ยังบริเวณ แยกอุรุพงศ์ โดยมีนายอุทัย ยอดมณี นายกองค์การ นักศึกษา รามคำแหง เป็นแกนนำ

ภายหลังจากที่ พล.อ.ปรีชา ขึ้นกล่าวคำยุติ การชุมนุมชั่วคราว พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ จึงได้ขึ้น เทศนา ให้สติปัญญา แก่ผู้ชุมนุม แล้วจึงไปที่ สวนลุมฯต่อ เพื่อเทศนา ในรายการภาคค่ำ เป็นการยุติ การชุมนุม อย่างสงบ เรียบร้อย ประชาชน สามารถกลับไปยัง ฐานที่มั่น อย่างมีเกียรติ (มีรถตำรวจ นำส่งให้ถึงที่) โดยไม่มีใคร บาดเจ็บ ล้มตาย และต้องไม่มีคดีใดๆ ติดตัว

ซึ่งพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เทศนาไว้ตอนหนึ่ง หลังกลับที่ สวนลุมฯว่า ...

เหตุการณ์ที่มีผู้ผิดหวัง จากการไปครั้งนี้ แล้วไปชุมนุม ที่อุรุพงศ์ เป็นความก้าวหน้า ของประชาธิปไตย ไม่ได้วางแผนมาก่อน ไม่ได้มีพิมพ์เขียว มาก่อน ซึ่งบางอย่าง อาตมาก็พูดไม่ได้ มันเป็นเรื่อง เคล็ดวิชา ของจอมยุทธ เปิดเผย จะเสียงานหมด เคล็ดวิชานี้ ไม่ได้มีการวางแผน แล้วเหตุการณ์นี้ เกิดโดยธรรมชาติ ที่มีพลังงานจิต ทำให้เกิด บ่งถึงการตื่นรู้ เรื่องประชาธิปไตย ของประชาชน ชาวไทย เหตุปัจจัยมีว่า พวกหนึ่งแพ้ แต่พวกนี้ ไม่ยอมแพ้ เรายอมหน้าแหก แหกเพื่อให้เกิด สิ่งที่ดี ถ้าเรามีตัวตน หน้ามันจะแหก แต่เรา ไม่มีตัวตน มันน่าทำนะ ขอนับถือ พล.อ.ปรีชา คุณปรีชารบมา ไม่เคยไปออกรบ แล้วจะถอยเลย แต่ครั้งนี้ พล.อ.ปรีชา เลื่อนชั้น เป็นการยกระดับ ของคุณปรีชา ชนะอย่างโลกุตระ ชนะอย่างอาริยะ เห็นน้ำใจของ คุณปรีชาเลย  นี่คือกำไร ที่เราได้ ได้อย่าง เอาอะไร มาตีราคา ไม่ได้เลย เป็นเรื่องหาค่า บ่ มิได้ อาตมาไม่ได้จากใคร ได้จาก พล.อ.ปรีชาคนเดียว ก็คุ้ม สุดคุ้มเลย แต่ว่าไม่ใช่แค่ คุณปรีชาด้วย ได้จากพวกเรา ทุกคนด้วย  คณะเสนาธิการด้วย เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วลีลา เหลือกิน เหลือใช้ บางอย่าง คิดไม่ถึงเลย เก่งกว่าเราอีก จบอย่างสวยงามมาก ไม่เสียเกียรติยศด้วย

เราได้เห็นพฤติกรรม ของมนุษยชาติ การชุมนุมของ เสธ.อ้าย คนเป็นหมื่น แต่ครั้งนี้ คนของเรา สามพัน แต่เขาเอาตำรวจมา ๓ หมื่น นี่คือ ชี้บ่งพฤติกรรม ว่าแพ้หรือชนะหว่า มารังแกกัน กินก็ไม่ให้กิน ขี้ก็ไม่ให้ขี้ นี่คือ Phenomenology ปรากฏการณ์วิทยา

มัฆวาน ผ่านฟ้า ประชาธิปไตย คือ ชัยชนะของ มหาประชาชนไทย

ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ เข้าฤดูหนาวแล้ว แต่สถานการณ์ บ้านเมือง กลับร้อนแรง  เกิดกระแสต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ขึ้นทั่วประเทศ แทบทุกกลุ่ม ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอยเหมาเข่ง ฉบับนี้ มีทั้ง นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา นักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ คนวงการบันเทิง คนในวงการ สาธารณสุข ตุลาการ กลุ่มราชนิกูล และแม้แต่เสื้อแดง ด้วยกันเอง ที่เคย สนับสนุนรัฐบาล ยังออกมา ต่อต้าน พ.ร.บ.อัปยศนี้ ที่เผยธาตุแท้ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าทำเพื่อคน คนเดียว คือ เพื่อนิรโทษกรรม ลบล้างความผิด ให้นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร

กลุ่มประชาชน ที่ปักหลักต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างต่อเนื่อง เหนียวแน่น มีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มสามเสน ที่นำโดยส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนี้มีมวลชน มากที่สุด อีกสองกลุ่มคือ กลุ่มคปท. หรือ เครือข่ายนักศึกษา และประชาชน ปฏิรูป ประเทศไทย ที่ปักหลักชุมนุม ที่แยกอุรุพงษ์ กลุ่มสุดท้ายคือ กปท. หรือกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ที่รวมกับ กองทัพธรรม ปักหลัก พักค้าง ที่สวนลุมฯ ประท้วง ระบอบทักษิณ มาตั้งแต่ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ซึ่งทางสวนลุมฯ ก็ได้ช่วยเหลือ เป็นกองหนุน ให้ทางอุรุพงศ์ ด้านต่างๆ และด้านเสบียงอาหาร ก็ไปตั้งเต็นท์ แจกอาหาร มังสวิรัติ ที่แยกอุรุพงษ์ด้วย

แม้กระแสต่อต้าน จะมาแรง แต่ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๔.๒๕ น. ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ลงมติ เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ในวาระที่ ๓ ด้วยคะแนน ๓๑๐ ต่อ ๐ เสียง งดออกเสียง ๔ เสียง ก่อนที่ นายสมศักดิ์ จะสั่งปิด การประชุม ทันที เป็นการใช้ เผด็จการรัฐสภา เพื่อลุแก่อำนาจ ทำลาย นิติรัฐ นิติธรรม ของบ้านเมือง อันจะทำให้เกิด ความเสียหาย จนกู้ประเทศคืน ไม่ได้ จึงทำให้ประชาชน ผู้รักชาติ ทนไม่ไหว ออกมาเคลื่อนไหว ต่อต้านกัน ทั่วบ้านทั่วเมือง

วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. กปท. และกองทัพธรรม รวมทั้ง เครือข่าย ภาคประชาชน ๗๗ จังหวัด ประกาศ ยกระดับ การชุมนุม นำพี่น้อง ผู้รักชาติ จากสวนลุมพินี เดินขบวน ไปสมทบกับกลุ่ม คปท. ที่แยกอุรุพงษ์  เป็นการประกาศ อย่างกะทันหัน แบบ No planning No project ทำตามเหตุปัจจัย ไม่มีแกนนำ แต่พลังของ ประชาชน ผลักดัน ให้เกิด เหตุการณ์นี้ขึ้น งานนี้ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้เดินตามมวลชน ไปจนถึง แยกอุรุพงษ์ เวลา ๑๘.๔๐ น. จากนั้น มีการปราศรัย โดยมีแกน นำ กปท. คปท. และเครือข่าย ภาคประชาชนฯ พลตรีจำลอง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ตนยืนเคียงข้าง ตนเป็นแกนตาม สิ่งที่มวลชนทำ ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขอให้กำลังใจ ประชาชน ที่ออกมาต่อสู้ เพื่อชาติ และ ราชบัลลังก์ ทุกกลุ่ม ขอเป็นแกนตาม ประชาชนไปไหน จะตามไปที่นั่น

วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. กลุ่มการชุมนุม ที่สามเสน นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคลื่อนพล เรือนหมื่น ออกเดินเท้า จากสถานีรถไฟ สามเสน  ไปตามถนน พระราม ๖ จนไปปักหลัก ชุมนุมประท้วงที่ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย พร้อมประกาศว่า จะคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ให้ถึงที่สุด และจะไม่กลับไปที่ เวทีสามเสนอีก อีกทั้งยังแสดง จุดยืนว่า หากไม่ชนะครั้งนี้ จะไม่ยอม เลิกชุมนุม โดยเด็ดขาด

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๖.๓๐ น. กปท. และกองทัพธรรม ประกาศยกระดับ การชุมนุม โดยได้ออกเดิน ธรรมยาตรา จากแยก อุรุพงษ์ ไปสู่บริเวณ สะพานผ่านฟ้าฯ อย่างสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม สันติ อหิงสา ระหว่างทาง มีประชาชน ให้การต้อนรับ สนับสนุน ตลอดเส้นทาง และในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ได้ประกาศ ถอนการชุมนุม จากสวนลุมฯ ชุมชน "ดูไป" มาตั้งเวที อยู่ที่ บริเวณ สะพานผ่านฟ้า และถนนราชดำเนินกลาง พ่อครูได้ให้ชื่อ สถานที่ชุมนุม แห่งใหม่นี้ว่า ชุมชน "ไปดู" นับเป็นสองกลุ่มแล้ว ที่ชุมนุม อยู่ในบริเวณ ถนนประชาธิปไตย

วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กลุ่มคปท. ได้ประกาศยกระดับ การชุมนุม เคลื่อนพล ผู้ชุมนุม ไปตามถนน หลานหลวง เข้าสู่แยก จปร. ถนนราชดำเนินกลาง มุ่งหน้าสู่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ต้องหยุดเดินลงที่ แยกจปร. เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ระดมพล มาประจัญหน้ากับ ผู้ชุมนุม ที่แยกจปร. และแกนนำคปท. ได้พยายาม เจรจากับตำรวจ

ระหว่างนั้นเอง มีคณะผู้ชุมนุม ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ จำนวน เรือนหมื่นคน ได้เดินเท้า มาสมทบกับ กลุ่มคปท. ที่บริเวณแยก จปร. ทำให้ฝ่ายประชาชน มีมวลหนาแน่น หลายหมื่นคน การเจรจากับตำรวจ เป็นไปอย่าง ถ้อยที ถ้อยอาศัย ในที่สุด ตำรวจก็ยอมเปิดทาง ให้ผู้ชุมนุม เดินต่อไปได้ และคปท. ได้เคลื่อนพล ทั้งหมด ไปตั้งเวที ปราศรัย ที่บริเวณ สะพาน มัฆวานรังสรรค์ ได้สำเร็จ

ปรากฏการณ์ การชุมนุม สามจุดหลัก ในถนนประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ของคปท.  ที่สะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ ของกปท. และ กองทัพธรรม และที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ของพรรค ประชาธิปัตย์ รวมทั้ง การชุมนุม ของทุกภาคส่วน เกือบทั่ว ทั้งประเทศ นับเป็นพัฒนาการ ของประชาธิปไตยไทย อย่างสำคัญ ก้าวหนึ่ง ที่ประชาชน เกิดการตื่นรู้ ออกมาใช้สิทธิ์ ตามหน้าที่ พลเมืองไทย หนึ่งคน หนึ่งเสียง ล้านคน ล้านเสียง เป็นคะแนนเสียงสดๆ ยิ่งกว่าไปเลือกตั้ง และปรากฏการณ์นี้ จะมีฤทธิ์ มีอำนาจ ขนาดที่ทำให้เกิด การปฏิรูป การเมืองไทย ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูไป

กลุ่มประชาชน ที่ตื่นตัว เอาจริงที่สุด ตอนนี้ มีสามกลุ่ม เป็นสามเส้า กลุ่มที่เกิดได้ก่อน คือ กลุ่มที่ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย กลุ่มถัดมาคือ กลุ่มที่ผ่านฟ้า ส่วนกลุ่มที่เกิดถัดมา คือ กลุ่มมัฆวาน เป็นสามกลุ่ม เป็นสามเส้า ถ้าสามกลุ่มนี้ รวมกันได้ แล้วมีการเคลื่อนที่ เป็นเส้าที่สี่ ออกมาได้ ถ้าเส้าที่สี่ รวมกันเคลื่อน เมื่อไหร่ เป็นพลังงานที่ ๔ ได้ก็จบ ประชาชน ต้องสลายอัตตา มารวมกันให้ได้ ถ้ามากัน เป็นล้านคน ยาวไปตั้งแต่ มัฆวาน ผ่านฟ้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปถึงสนามหลวง จะเกิด ปรากฏการณ์  มัฆวาน ผ่านฟ้า ประชาธิปไตย แล้วจะเป็น ชัยชนะของ มหาประชาชน

ประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย People's revolution reforms Thailand.

เสียงนกหวีด ที่ดังหวีดหวิว แทนเสียงตะโกน ขับไล่ รัฐบาลทรราชย์ แสดงถึง ความตื่นรู้ของ ประชาชน ที่ไม่ทนกับ รัฐบาลชั่วนี้ อีกต่อไป และการชุมนุมของ ประชาชน ๓ กลุ่ม ที่ถนนราชดำเนิน ก็ยังดำเนินต่อไป อย่างเข้มข้น มีกลุ่มที่ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ที่สะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ และที่สะพาน มัฆวานรังสรรค์ ในการชุมนุมครั้งนี้ นกหวีด กลายเป็น การแสดงพลังของ ผู้ร่วมชุมนุม

วันเสาร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กปท.และกองทัพธรรม ได้ยกระดับ การชุมนุม รณรงค์ ให้ประชาชน ผู้รักชาติ ออกมา ร่วมชุมนุม ให้มากที่สุด เพื่อขับไล่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก ในตอนเย็น ของวันที่ ๙ นี้เอง พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ ก็ได้ทำพิธี อัญเชิญสมเด็จปู่ มาวิชิตอวิชชา บนเวที ผ่านฟ้าฯ ในเวลา ๑๘.๐๐ น. ซึ่งสมเด็จปู่ วิชิตอวิชชา เป็นพระพุทธรูป ปางวิชิตอวิชชา หมายถึง การชนะความโง่ ของคนโง่นั่นเอง เป็นพระพุทธรูป ปางวิชิตอวิชชา องค์แรกของโลก ที่เพิ่งทำเสร็จ ในเย็น วันที่ จะทำพิธีนี้ อีกด้วย เป็นนิมิต ให้เห็นถึง การตื่นรู้ เพื่อเอาชนะอวิชชา ของชาวไทย หลายคนรู้สึก ปลาบปลื้ม จนน้ำตาไหล มีกำลังใจ ในการกู้ชาติ มากยิ่งขึ้นกับ พิธีกรรมนี้

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขึ้นประกาศ บนเวทีผ่านฟ้าฯ พร้อมคณะ เสนาธิการร่วมฯ และผู้รับใช้ กองทัพธรรม เชิญชวนพี่น้อง ออกมากู้ชาติ มาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ มากัน ให้มากที่สุด พรุ่งนี้ ๑๑ พ.ย. ๕๖ เพื่อแสดงพลัง ขับไล่รัฐบาล และไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันที่ ศาลโลก จะตัดสินคดี ประสาทพระวิหาร และในเวลา ๐๙.๐๙ น. กปท. และ กองทัพธรรม ร่วมกันออกเดิน แสดงสิทธิ์ ประชาธิปไตย ไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก ที่จะตัดสินคดี ปราสาทพระวิหาร ในเย็นวันนี้ โดยไปที่ กระทรวงกลาโหม ยื่นหนังสือ เรียกร้องให้ทหาร ปกป้อง ดินแดน ระหว่าง การเดินรณรงค์นั้น มีประชาชน ให้การตอบรับ  โบกมือ ให้กำลังใจ ตลอดทาง จากนั้น ไปที่กองทัพบก แล้วไปสิ้นสุด การรณรงค์ ด้วยการไปยื่น หนังสือ ประท้วง ไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก ที่สำนักงาน สหประชาชาติ หรือ UN ใกล้สะพาน มัฆวานรังสรรค์

วันที่ ๑๑ นี้เอง เป็นวัน เคลื่อนพลของ ๔ ประชาคม ในกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมต่อต้าน ระบอบทักษิณ มีประชาคมสีลม ประชาคมอโศก ประชาคมรัชดา และประชาคม สะพานควายอารีย์ โดยมีเป้าหมาย เคลื่อนพลมาที่ ถนนราชดำเนิน ในช่วงบ่ายของ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน จึงเป็นวันที่ มีคลื่นมวลมหา ประชาชน หลั่งไหลมาที่ ถนนราชดำเนิน อย่างมืดฟ้ามัวดิน

ในเวลา ๑๕.๓๐ น. พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ได้ประกาศปฏิวัติ โดยประชาชน และไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก ณ สะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลาง มวลมหาประชาชน เป็นการปฏิวัติ ที่สวยงามที่สุด ที่ไม่เคยมี มาก่อนในโลก เพราะเป็น การปฏิวัติ โดยไม่ใช้อาวุธ อย่างสงบ สันติ อหิงสา ไม่เสียเลือดเนื้อ และประกาศ จัดตั้งสภา ประชาชน เพื่อปฏิรูป ประเทศไทย ต่อไป เป็นการ ประกาศปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐบาล ก่อนที่จะมี คำตัดสิน ของศาลโลก โดยศาลโลก ได้มีคำตัดสิน คดีปราสาท พระวิหาร ในเวลา ๑๖.๐๐ น. ทำให้ไทย อาจสูญเสียดินแดน ส่วนหนึ่ง ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับ ๑,๓๐๐ ไร่ รอบประสาท พระวิหาร และจะมีผลให้ กัมพูชา สามารถขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกได้ ถ้ารัฐบาลนี้ ยังบริหารประเทศต่อไป

ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กปท. กองทัพธรรม ออกเดิน ธรรมยาตรา จากสะพาน ผ่านฟ้าฯ มีสมเด็จปู่ วิชิตอวิชชา นำขบวน ตามด้วยพ่อครู สมณะโพธิรักษ์ สมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม และ พี่น้องผู้รักชาติ กว่า ๓,๐๐๐ คน เดินขบวน อย่างสงบ เรียบร้อย มีพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (ประธาน กองทัพธรรม มูลนิธิ) และ คณะเสนาธิการ ร่วมขบวน เดินผ่าน อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย มีพี่น้องผู้รักชาติ เป่านกหวีด และปรบมือ ให้กำลังใจ ล้นหลาม และได้ไปถึง สำนัก ราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง เมื่อเวลา ๑๐.๒๐ น. เพื่อยื่นถวายฎีกา ทูลเกล้าฯ ขอให้ในหลวง ทรงมีพระราชวินิจฉัย พระราชทาน จัดตั้งสภาประชาชน เพื่อปฏิรูป ประเทศไทย ทำงานบริหารประเทศ ด้วยประชาชน โดยได้ยื่นฎีกา ผ่านทาง นายฐากร ธรรมประทีป ผู้ช่วยราชเลขาธิการ เมื่อเสร็จสิ้น การถวายฎีกา พล.อ.ปรีชา ก็พาผู้ร่วมชุมนุม กราบพระบรมมหาราชวัง ๓ ครั้ง จากนั้น ร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี เสร็จสิ้นพิธี ตอน ๑๐.๔๗ น. แล้วเดินทางกลับ สะพานผ่านฟ้าฯ โดยสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม

แม้ว่าการปฏิวัติ โดยประชาชนครั้งนี้ คนส่วนใหญ่ จะยังไม่เข้าใจ ไม่ให้คุณค่า แต่สัจจะ ย่อมเป็นสัจจะ สิ่งที่คณะปฏิวัติ โดยประชาชน ทำในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อปกป้อง อธิปไตยของชาติ เป็นการประกาศ ปฏิวัติ โดยประชาชน เพื่อยึดอำนาจ ของรัฐบาลนี้ ไม่ให้มีสิทธิ์ รับคำตัดสิน ก่อนที่ศาลโลก จะตัดสิน ตามแบบอย่าง คณะเสรีไทย ที่เคยประกาศ ไม่เข้าร่วมกับ ฝ่ายอักษะ ในสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นผลทำให้ ไทยไม่ตกอยู่ในภาวะ ประเทศผู้แพ้สงคราม

การปฏิวัติ ครั้งนี้ เป็นการปฏิวัติ โดยประชาชน อย่างแท้จริง จึงตั้งชื่อ การปฏิวัตินี้ว่า ประชาชน ปฏิวัติ ปฏิรูป ประเทศไทย หรือ ปปปป.

แม้รัฐบาล จะบอกว่า เสียที่ดินไปไม่มาก ยอมเถอะ แต่สำหรับประชาชน ผู้รักชาติแล้ว แม้ตาราง เซ็นติเมตรเดียว ก็ไม่ยอม ให้เสียไป รัฐบาลได้ทำผิด กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๑ ที่ว่าประเทศไทย เป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ตามสัจจะแล้ว ต้องหยุด การบริหารประเทศ ส่วนคณะประชาชน ได้ทำถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติ ตามกฎหมาย ขอเชิญประชาชน ผู้เห็นด้วย กับการปฏิวัติ โดยประชาชน เข้าร่วม การชุมนุม ที่ถนนราชดำเนิน ถนนแห่งประชาธิปไตย ในเร็วพลัน

มวลมหาประชาชน ทวงคืนอำนาจ จากรัฐบาลกบฏ
Whistle Revolution

ปลายพฤศจิกายน เข้าสู่อากาศหนาว ของเหมันตฤดู แต่เรื่องราวการต่อสู้ ของประชาชน บน "ราชดำเนิน ถนนแห่ง ประชาธิปไตย" ยังคงเดินหน้า ต่อไป อย่างเข้มข้น เสียงนกหวีด ที่ดังแสบหู อยู่ทุกหน ทุกแห่ง ทั่วประเทศไทย คือเสียงที่ ปลุกประชาชน ให้ ตาสว่าง ออกจากบ้าน เดินสู่ท้องถนน เพื่อต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ มาเป็น มวลชนตื่นรู้ ที่ สนธิกำลังพล รวมกัน หลายกลุ่ม ยังคงมี อัตราก้าวหน้ารายทาง แต่ยังคงไม่ถึง ผลสัมฤทธิ์ ขั้นสุดยอด เพราะความ ด้านหนา ราวคอนกรีต ของ กบฏรัฐธรรมนูญ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กำนันสุเทพ พาทำ อารยะขัดขืน ทุ่มหมดหน้าตัก ลาออก จากการเป็น ส.ส. พร้อมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ๙ คน นัดชุมนุมใหญ่ ๑๓-๑๕ พฤศจิกายนนี้ พร้อมกำหนด ๔ มาตรการ อารยะขัดขืน คือ
๑. หยุดงาน หยุดเรียน ทั่วประเทศ มาร่วมชุมนุม
๒. ชะลอการจ่ายภาษี 
๓. ต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ คือใช้ธงชาติไทย
๔. เป่านกหวีดฯ ไล่นายกฯ และลิ่วล้อ

๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ยกระดับอีกขั้น ไล่ระบอบทุศีล!!! กำนันสุเทพ ลั่นชัด ถอนราก ถอนโคน ระบอบทักษิณ งัด ๔ มาตรการ จัดการ ส.ส.ทาส -สมุนแม้ว –ต่อต้านสินค้าเครือทักษิณ -ชวนข้าราชการ หยุดงาน ย้ำคนร่วม ครบล้านวันไหน ลุยเด็ดขาดทันที แม้วันนี้ ประชาชน จะมาร่วมชุมนุม จำนวนมากล้น แต่ด้วยจิตใจคนที่ ด้านหนา เกินกว่า จะจินตนาการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังตะแบง โกงกินต่อไป อย่างไม่ยี่หระ  

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา คดีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยมีมติ เสียงข้างมาก ๖ ต่อ ๓ ว่า การดำเนินการ และการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำ โดยมิชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒, ๑๒๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, ๑๒๖ วรรคสาม, ๒๙๑ และมาตรา ๓ วรรคสอง และมีมติ เสียงข้างมาก ๕ ต่อ ๔ ว่า เนื้อความ ที่เป็นสาระสำคัญ ขัดแย้งต่อ หลักการพื้นฐาน และเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ การปกครอง ประเทศ เป็นการขัดต่อ มาตรา ๖๘ วรรค ๑ ส่วนการเพิกถอน สิทธิ์เลือกตั้ง และ ยุบพรรคการเมือง ยังไม่เข้า เงื่อนไข จึงยกคำร้อง ขณะที่ ส.ส. และ ส.ว. ทาสรับใช้ ระบอบทักษิณ พากันดาหน้า ออกมาปฏิเสธ อำนาจศาล รัฐธรรมนูญ กันจ้าละหวั่น

เวลา ๐๒.๔๙ น. ที่รัฐสภา วุฒิสภาได้ประชุม พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ที่ประชุม ลงมติ เห็นชอบ ผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ๒ ล้านล้านบาท ในวาระที่สาม ด้วยเสียง ๖๓ ต่อ ๑๔ งดออกเสียง ๓ เสียง ก่อนจะส่งให้ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศบังคับใช้ และยังไม่สำนึกมี การเสียบบัตร แทนกันอีก แต่พรรค ประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่อง เพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ เมื่อเวลา ๐๓.๐๐ น. ทำให้รัฐบาล ต้องชะลอ การนำขึ้นทูลเกล้าฯ

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คณะกรรมการ ปปปป. หรือประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย เปิดสภา ประชาชน ที่เวทีผ่านฟ้าฯ มี อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานสภาฯ และมีผู้รู้ด้านต่างๆ มาอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีพี่น้อง ผู้รักชาติ เข้าร่วม อภิปราย กันอย่างล้นหลาม เป็นการให้ความรู้ แก่ประชาชน เพื่อให้เท่าทัน เล่ห์เหลี่ยมเลวร้าย ของระบอบทักษิณ ที่โกงกินมา ยาวนาน เกินกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา

๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ทางคปท. ได้ย้ายเวทีไปตั้งที่ แยกนางเลิ้ง ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ทาง กปท. และ กองทัพธรรม ได้ย้ายเวทีมาที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้า UN แทนที่ คปท. เพื่อขยายให้มีพื้นที่ รองรับ มวลมหา ประชาชน ที่นัดกันมา ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน และช่วงเย็นวันนี้ เป็นวันที่แกนนำของ สามเวที รวมทั้งเครือข่ายร่วม โค่นล้ม ระบอบทักษิณ รวมตัวกัน ขึ้นเวที ประกาศ ร่วมมือกัน อย่างเป็นทางการ เพื่อโค่นล้ม ระบอบทักษิณ โดยเริ่มจากเวที อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ไปเวทีมัฆวานฯ แล้วไปต่อที่เวที แยกนางเลิ้ง ระบอบทักษิณ ได้สั่นสะเทือน หวาดไหว ต่อความสามัคคี ของคนดี ที่กล้าหาญเหล่านี้

แม้ว่าทางรัฐบาล จะมีการดำเนินการ ให้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกคว่ำในสภาสูง ซึ่งทางฝั่งรัฐบาล และ พรรคร่วม ได้ลงสัตยาบันว่า จะไม่เอากลับมา พิจารณาอีก แต่ประชาชน คงยากจะเชื่อได้ สำหรับ สัตยาบรรณ ของคนที่ โกหกจนชิน เพราะร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็จะยังคงสามารถ ถูกหยิบยกขึ้นมา พิจารณาอีกได้ ภายใน ๑๘๐ วัน

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ถือเป็นวันอีกวันหนึ่ง ที่จะต้องบันทึกเอาไว้ ในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย รวมถึงโลกหล้า ต้องจารึก อภิมหาชน คนไทย ล้านหัวใจ เฉพาะที่ ปรากฏตัว -ปรากฏนาม ร่วมเขียน อภิมหาประวัติศาสตร์ อีกหน้าของไทย ณ ถนนราชดำเนิน

เพราะคลื่น มวลมหาประชาชน ที่มากันอย่าง  มืดฟ้ามัวดิน ยาวเหยียด สุดลูกหู ลูกตา ล้นถนนราชดำเนิน จนต้องไป ตั้งอีกเวที ที่สนามหลวง เป็นปริมาณ คนมาชุมนุม ที่ทำลายสถิติ ทุกการชุมนุม ทางการเมือง ที่เคยเกิด ในเมืองไทย แม้ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ ว่าประชาชน มามากแล้ว แต่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลมหาประชาชน มาอย่างมากมาย ทุบทำลาย ทุกสถิติ

ตัวเลข ที่คำนวณ โดยหลักวิชาการนั้น เกิน ๒ ล้านคน จาก เหนือ-ใต้-ออก-ตก สี่ล้านบาทา ออกเดินอย่าง สันติ อหิงสา เดิน... เดิน... เดิน ร่วมมหกรรม สหบาทา เพื่อขจัด มารแผ่นดิน ระบอบทักษิณ ให้สิ้นไปจาก แผ่นดินไทย

ภาพมวลมหาประชาชน ถูกบันทึก ด้วยกล้อง เป็นภาพถ่าย มันบอกได้แค่ ความมหาศาล ของจำนวน แต่ไม่สามารถ บอกได้ถึง คลื่นขับเคลื่อน เขยื้อนสังคมชาติ ให้เดินหน้าได้ เพราะพลังรักชาติ ใน จิตวิญญาณ เป็นสิ่งจริง แต่มันถ่ายเป็นภาพ ไม่ติด!

หลังจากที่ มวลมหาประชาชน นับล้านคน ออกมาบนถนน ราชดำเนิน ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อไม่ให้มวล มหาประชาชน มาแล้วเสียของ ในวันถัดมา คือวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กำนันสุเทพ จึงนำมวลชน ทวงคืน สำนักงบประมาณ กระทรวง การคลัง สำเร็จ โดยตั้งแต่เช้า จนถึงค่ำวันนี้ กำนันสุเทพ พามวลชน ดาวกระจาย แยกไปตาม จุดต่างๆ ๑๓ จุด ทั้งหน่วยงานราชการ และโทรทัศน์ ฟรีทีวี ช่องเลขคี่ ซึ่งส่วนใหญ่ เมื่อแกนนำ ได้พามวลชน ไปถึงแล้ว ก็ได้เคลื่อนทัพกลับ จะมีก็แต่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ที่นำโดย กำนันสุเทพ เท่านั้น ที่มีระยะทาง เดินเท้า ไกลที่สุดถึง ๑๗ กิโลเมตร พอไปถึง ก็ได้รับการต้อนรับ ที่ดีจากข้าราชการ กระทรวงการคลัง สามารถเข้าไปได้ โดยสะดวก และได้ทำการ ปักหลัก พักค้าง พร้อมตั้งเวทีปราศรัย ทำเป็นฐานที่มั่น อีกแห่งหนึ่ง

ส่วน คปท., กปท. และกองทัพธรรม แยกย้ายดาวกระจาย ไปปิดล้อมตำรวจ ที่มีฐาน รวมกำลังพล กว่า ๒๐,๐๐๐ นาย อยู่ในกระทรวง ศึกษาธิการ และทำเนียบรัฐบาล รวมถึง ศูนย์ราชการ รอบบริเวณนั้น โดยคปท. ได้เคลื่อนกำลังพล ไปทวงคืน กระทรวง การต่างประเทศ แล้วปักหลัก พักค้าง เป็นเวลา ๑ คืน ก่อนเคลื่อน กลับมาที่ แยกนางเลิ้ง

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ พล.อ.ปรีชา นำทัพกปท. และกองทัพธรรม ทวงคืนกระทรวง เกษตรและสหกรณ์, กระทรวงท่องเที่ยว และการกีฬา และ กระทรวงคมนาคม ได้อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ พากัน หยุดทำงาน แต่โดยดี และ ร่วมเป่านกหวีด เป็นสัญลักษณ์ ในการเลือกข้าง ประชาชน จากนั้น พล.อ.ปรีชา จึงนำผู้ชุมนุม กปท. และกองทัพธรรม มุ่งหน้าไป กระทรวงมหาดไทย โดยภายใน กระทรวง มีเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร นับพันนาย และตำรวจ จำนวนหนึ่ง อยู่ภายใน แม้ว่าวันนี้ ฝนตกหนัก แต่มวลชน ยังกางร่ม สู้ไม่ถอย

เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ นำผู้รับใช้ หรือการ์ด จำนวน ๑๐ นาย เข้ากระทรวง มหาดไทย เพื่อตรวจอาวุธ ภายในกระทรวง ข้าราชการ ระดับสูง ในกระทรวง ให้ความร่วมมืออย่างดี ยินดีออกจาก กระทรวง คงไว้แค่ อาสาสมัคร ไม่กี่สิบคน และทั้งหมด ยินดีปลดกระบอง

ช่วงค่ำวันนี้ แกนนำกปท. และกองทัพธรรม ประกาศนำมวลชน กลับมัฆวานฯ หลังเจ้าหน้าที่ ระดับสูง ให้คำมั่น จะไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งรัฐบาล ก่อนกลับ มวลชนยังได้มอบ อาหารกล่อง และน้ำดื่ม ผ่านรั้วเหล็ก ให้อาสาสมัคร ที่อยู่ภายใน กระทรวง มหาดไทย อีกด้วย

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันปลดปล่อย ข้าราชการ ของพระราชา ออกจาก ระบอบทักษิณ เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เปิดเกมรุก ด้วยการ ออกหมายจับ กำนันสุเทพ กรณีบุกยึดกระทรวงการคลัง ดังนั้น ในเช้าวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลมหา ประชาชน ได้พร้อมใจกัน ไปทวงคืน ทุกกระทรวง รวมทั้ง ศาลากลาง ทุกจังหวัด ปรากฏว่า สามารถทวงคืน ศาลากลาง ได้ทั้งหมด ๓๐ จังหวัด และเกือบ ทุกกระทรวง โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ไม่มีความรุนแรง เกิดขึ้น เพราะข้าราชการ ส่วนใหญ่ ให้ความร่วมมือ กับมวลมหาประชาชน

โดยกำนันสุเทพ ได้เคลื่อนมวลชน จากกระทรวง การคลัง เดินเท้าไปที่ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ แล้วเข้าไป ในพื้นที่ ได้อย่างเรียบร้อย ง่ายงาม ไม่มีความรุนแรง และ ตั้งเวทีปราศรัย ใช้ศูนย์ราชการฯ เป็นฐานที่มั่น อีกแห่งหนึ่ง ส่วนมวลชน กปท. และกองทัพธรรม เคลื่อนมวลชนไป กระทรวงพลังงาน อย่าง สงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ ข้าราชการ กระทรวง ออกมาโบกมือ เป่านกหวีด แจกน้ำให้กับ ผู้ชุมนุมอีกด้วย และข้าราชการ ได้ให้ความร่วมมือ ในการหยุดทำงาน ในช่วงค่ำ มวลชน จึงเดินทางกลับ มัฆวานฯ     

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลชน กปท., กองทัพธรรม และเครือข่าย โค่นล้มระบอบทักษิณ ประกาศ เคลื่อนพล ไปเยี่ยมเยือน สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. เพื่อเชิญชวน ข้าราชการตำรวจ ของพระราชา และประชาชน ให้เลิกรับใช้ ระบอบทักษิณ หันกลับ มาเป็นตำรวจ ของประชาชน อย่างแท้จริง โดยการเดินเท้า เป็นระยะทาง ประมาณ ๗ กิโลเมตร เมื่อไปถึงหน้า สตช. แล้วทาง แกนนำ ก็ได้ปราศรัย เรียกร้อง ให้พี่น้องตำรวจ หันมาทำงาน เพื่อประชาชน หยุดรับใช้ ระบอบทักษิณ และประกาศว่า มวลชน มาอย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

ตัวแทนมวลชน ได้เจรจากับตำรวจ ผลปรากฏว่า วันนี้ตำรวจยืนยันว่า จะไม่ทำร้าย ประชาชน และจะทำงาน เพื่อชาติ และประชาชน พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า ชัยชนะครั้งนี้ เป็นของชาวไทย ทุกคน ขอกราบ ขอบคุณ ในน้ำใจ และความกล้าหาญ ของพวกเราทุกคน ที่มั่นสุดท้าย ของระบอบทักษิณ ได้จบลงแล้ว เขากลับคืนสู่ ประชาชน ให้เกียรติกับเขา

จากนั้น ผู้ชุมนุม ต่างพากันนำ ดอกกุหลาบ ยื่นผ่านรั้วลวดหนาม ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นบรรยากาศ แห่งชัยชนะรายทาง อีกครั้งหนึ่ง ของ พลังแห่ง มวลมหาประชาชน ก่อนเดินทางกลับ

ส่วนทางด้านมวลชน เวทีราชดำเนิน ได้เคลื่อนพลเดินเท้า ถึงหน้ากระทรวง กลาโหม เพื่อปลุกสำนึก ให้ทหารเลือกข้าง ความถูกต้อง ยืนอยู่ข้างประชาชน มีผู้ชุมนุมหลายพันคน ร่วมเดินไป โดยนำดอกกุหลาบ นกหวีด มามอบให้ทหาร ที่กระทรวง กลาโหม โดยผู้บัญชาการของทหาร มีคำสั่งให้เฉพาะ พันเอกคงชีพ ตันตระวานิชย์ ตัวแทนเท่านั้น ที่รับได้ ผู้ชุมนุม ส่งดอกกุหลาบ นกหวีด ให้ แต่ทหารรับไว้ไม่ได้ เลยเอาผูกไว้ที่ ลวดหนามแทน อยู่ประมาณ ๒๐ นาที แล้วก็เดินกลับ ราชดำเนิน โดยสงบ สันติ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กลางดึกเมื่อคืนนี้!! คนร้ายเผารถ เรือตรีแซมดิน ผู้ประสานงาน กองทัพธรรม รถเสียหาย ไม่มีใคร บาดเจ็บ คาดโยงการเมือง! เรือตรีแซมดิน เผยเหตุเผา รถยนต์ส่วนตัวกลางดึก ไม่ส่งผล การชุมนุม ยันเดินหน้า ชุมนุมต่อ ยึดหลัก สันติ-อหิงสา

ช่วงบ่ายวันนี้ มวลชน คปท.ได้บุกเข้า กองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก มวลชนสามารถ ผ่านเข้าประตู กองทัพบกได้ แล้วกระจาย เต็มสนามหญ้า หน้าตึกบัญชาการ แกนนำขึ้นเวที บนรถปราศรัย บอกมวลชนว่า อย่าเข้าไป ในอาคาร เป้าหมายการมา เพื่อถามจุดยืนทหารว่า ยังยืนอยู่ข้างประชาชน หรือไม่ และ ไม่ได้มาเรียกร้อง ให้ปฏิวัติ

นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำผู้ชุมนุม ได้ยื่นหนังสือผ่าน พล.ต.พลภัทร์ วรรณพักตร์ เลขาฯทบ. ถึง พล.อ. ประยุทธ์ ให้เลือกข้าง ประชาชน ไม่ทำตาม คำสั่งรัฐบาล ที่ไม่ชอบธรรม จากนั้น จึงเดินทางกลับ ไปเวทีนางเลิ้ง

ในเวลา ๑๙.๓๐ น. วันที่ ๒๙ พ.ย. นี้ ที่เวที ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กำนันสุเทพ ได้แถลงการณ์ถึง การรวมกัน ของหลายองค์กร หลายเครือข่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ โค่นล้ม ระบอบทักษิณ และ ปฏิรูป ประเทศไทย ที่นับตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป จะรวมอยู่ ภายใต้ชื่อชื่อเดียว คือ คณะกรรมการ ประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อๆว่า กปปส. ทางกองทัพธรรม ก็ได้เข้าร่วมอยู่ใน กปปส.ด้วย โดยมีเรือตรี แซมดิน เข้าร่วม เป็นคณะกรรมการ กปปส.

โดยจากนี้ไป คณะกรรมการ กปปส. จะเป็นผู้กำหนด แนวทางตัดสินใจ ในการดำเนินการ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นเลขาธิการ ของ กปปส. และประกาศ ให้วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันชุมนุมใหญ่ จากนั้น กปปส. ได้ประกาศ แผนปฏิบัติการสุดท้าย เพื่อกำจัด ระบอบทักษิณ ให้สิ้นไปจาก แผ่นดินไทย ด้วยการเข้าควบคุม ทุกกระทรวง ทบวงกรม ของทางราชการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่รัชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดกับ มหาวิทยาลัย รามคำแหง มีมวลชน มาไม่เต็ม สนามกีฬาฯ แต่แล้วมี เหตุร้าย เกิดขึ้น เนื่องจากมีเหตุ คนเสื้อแดง ทำร้ายนักศึกษา มหาวิทยาลัย รามคำแหง นักศึกษา จึงรวมตัวกัน กว่า ๒,๐๐๐ คน เพื่อชุมนุมประท้วง ให้คนเสื้อแดง หยุดชุมนุม จากนั้น มีนักศึกษา ถูกยิงเสียชีวิตไป ๑ คน และ ได้รับบาดเจ็บ อีกนับสิบราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วุฒิศักดิ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัย รามคำแหง ยืนยันกับ ช่อง ๗ ว่า มีนักศึกษารามฯ เสียชีวิต ๑ คน โดยถูกยิง บริเวณท้อง ด้านหลัง มหาวิทยาลัย ได้แจ้งไปที่ สถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ บอกว่า ไม่สามารถ จะให้ความช่วยเหลือได้ ลูกศิษย์ผม เสียชีวิตไป -บ้านเมือง ไม่มีขื่อ -ไม่มีแป! ขอเชิญศิษย์เก่า, ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์อนาคต มาร่วมกันปกป้อง มหาวิทยาลัย ของเราร่วมกัน พรุ่งนี้!

๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันที่ กปปส. นัดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทวงคืน อำนาจรัฐ กปปส. ส่ง กองทัพมือเปล่า แยกสาย กันไปเยือน และขอความร่วมมือ โทรทัศน์ช่องคี่ (ฟรีทีวี ๓, ๕, ๗), ไทยพีบีเอส และทีเอ็นเอ็น ให้ความร่วมมือ (ยกเว้นช่อง ๙ และ ช่อง ๑๑) ถ่ายทอด  กำนันสุเทพ อ่านแถลงการณ์ กปปส. ฉบับแรก ถึงประชาชน ทั่วประเทศ เมื่อเวลา ๑๖.๓๘ น.

ตั้งแต่ช่วงเช้า ของวันนี้ มีเหตุร้ายเกิดอีกที่ ม.รามคำแหง เวลา ๐๗.๕๕ น. ข่าวล่าสุด เสื้อแดง ใช้เอ็ม๗๙ ยิงเข้ารามคำแหง มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต!!!! กลุ่มเสื้อแดง และตำรวจ ร่วมกันล้อม มหาวิทยาลัย ถล่มยิง และปาระเบิด เข้าไปใน มหาวิทยาลัย เสียงปืน มากกว่า ๑๐๐ นัด นักศึกษาถูกยิง ๖ คน เสียชีวิต ๒ คน กลุ่มเสื้อแดง เผาร้านค้า ย่านรามคำแหง วอด ๒ ห้องแถว รามคำแหง ๒๔ สุมยางรถยนต์ เผารอบ มหาวิทยาลัย ศูนย์เอราวัณ แจ้งว่า มีผู้เสียชีวิต ๓ ราย และบาดเจ็บ ๕๔ ราย จนแกนนำ คนเสื้อแดง ต้องประกาศ สลายการชุมนุม คนเสื้อแดง ในตอนค่ำวันนี้

ในตอนบ่าย ของวันนี้ ทหาร ร.๑๑ พัน ๑ รอ. ก็ได้ยื่นมือ เข้ามาช่วยเหลือ นำนักศึกษา ออกจาก มหาวิทยาลัย ได้โดยปลอดภัย ในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับแกนนำ คนเสื้อแดง ประกาศ สลายการชุมนุม ทหารเหล่านี้ ล้วนเป็น ทหาร รักษาพระองค์ เหล่านักศึกษา ต่างเปล่งเสียง ทรงพระเจริญ อย่างกึกก้อง ด้วยซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ท่าน

ส่วนแนวรบ ด้านทำเนียบฯ ด้านบช.น. และ สตช. ดุเดือดเลือดพล่าน ตั้งแต่เช้า ยันค่ำ โดยเฉพาะ ศึกชิงสะพาน ชมัยมรุเชฐ ที่เป็นสะพานข้าม คลองเปรม จากฝั่งพาณิชยการ ไปฝั่งทำเนียบรัฐบาล

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ตั้งแต่ตอนเพล ไปยันพลบค่ำ แต่กองทัพ มหาประชาชนปฏิวัติ ภายใต้การนำของ คปท. มี นิติธร และอุทัย เป็นแม่ทัพใหญ่ เรียกว่า สู้ด้วยมือเปล่า กันสุดใจขาดดิ้น ตำรวจยิงแก๊สมา ฝ่ายประชาชน จับยัดถัง ก็มีทั้ง ล้มคว่ำ คะมำหงาย มีทั้งสำลักน้ำตา กระจาย หายใจไม่ออก ที่ม่อยกระรอก ช่วยกันหาม ไปพยาบาล ที่ยังยืนได้ ก็หนุนเนื่อง แท่งปูนกีดขวาง รูดลวดหนาม เหมือนรูดยอดกระถิน จิ้มน้ำพริก ขยิกเข้าไป... ขยิกเข้าไป... ตำรวจซัดใส่ตูม..ตูม ก็หงายท้อง หงายไส้ คันคะเยอ แสบตากันไป ตะโบยน้ำล้างตา แล้วโดดผึง... อย่าหนีนะ!

ประชาชนสู้ยิบตา จนเกิด วีรกรรม ฮีโร่กางเกงใน จากเสื้อแดงกลับใจ มาเป็นฮีโร่ ของประชาชน เป็นวันที่ วีรชาติ ต้องจำไป อีกนาน คือ เหตุการณ์ที่เขา เสี่ยงตาย สู้กับตำรวจในม็อบ ด้วยสภาพ กางเกง ในตัวเดียว แถมยัง ถูกตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตา ใส่เข้าที่ หน้าผาก จนได้รับบาดเจ็บ กระทั่งหลายคน นึกว่า เขาจะไม่รอด แต่ก็ขอหมอ รีบถอดน้ำเกลือ กลับมาต่อสู้อีกจนได้

ตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตา ตามด้วยฉีดน้ำ มวลชนถอยมา ถนนพิษณุโลก ตำรวจยังลุยหนัก?? ฉีดน้ำผสมสีม่วง สาดใส่ ประชาชน หลังยิง แก๊สน้ำตา จนเกือบสามทุ่ม แนวรบด้านนี้ จึงสงบ

ส่วนมวลชน กปท. และกองทัพธรรม อยู่ตรึงกำลัง ปิดล้อมตำรวจ ที่อยู่ภายในทำเนียบ และ กระทรวง ศึกษาธิการ หน้าสวนสัตว์ เขาดิน สะพานเทวกรรม อย่างสงบ สันติ อหิงสา แนวรบด้าน สะพานมัฆวานฯ เป็นแนวรบ ที่มีการเจรจา กับตำรวจได้อย่างดี ไม่มีความรุนแรง บนเวที พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เทศนา ให้ผู้ชุมนุม ยึดหลัก สันติ อหิงสา ท่ามกลาง เสียงตูมๆๆ ของระเบิด แก๊สน้ำตา ที่ส่งกลิ่น ฟุ้งกระจาย จากสะพานชมัยฯ โชยมาถึง สะพานมัฆวานฯ แนวหน้า มีพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ดูแล อย่างใกล้ชิด คอยให้สติ ผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ แต่ตำรวจ ก็ใช้เครื่องขยายเสียง เปิดเพลง เสียงดังมากๆๆๆ ใครไม่มีที่อุดหู ปวดหูแน่ๆ

เมื่อเวลา ๒๑.๓๗ น. (๑ ธ.ค.) ที่ศูนย์ราชการ กรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการ ประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตย โดยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงว่า เมื่อประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ ที่ผ่านมา ตนได้พบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และได้พูดคุยกัน ต่อหน้า ผู้บัญชาการ เหล่าทัพ ทั้งผู้บัญชาการ ทหารบก (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ผู้บัญชาการ ทหารอากาศ (พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) และผู้บัญชาการ ทหารเรือ (พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเรืองรมย์)

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งสิ้น และยืนยัน สิ่งที่ดำเนินการมา ต้องเสร็จสิ้น เรียบร้อย ภายใน ๒ วันนี้ จึงไม่มี ข้อเรียกร้อง ต่อรองใดๆ ที่จะเสนอต่อ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยินยอมโดยดี มอบอำนาจคืนประชาชน หรือ ดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ประชาชน จะเดินหน้า ต่อไป นายกฯไม่ได้ตอบ ข้อที่ตน กราบเรียนไป แต่ตนถือว่า ได้เป็นตัวแทน ประชาชน บอกเจตนารมณ์แล้ว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ในการพบกัน คราวนี้ เป็นข่าวดี เพราะผู้บัญชาการ ๓ เหล่าทัพ ได้แสดงเจตนารมณ์ ชัดเจนว่า กองทัพ ยืนอยู่ข้าง ประเทศไทย ผบ.ทบ. ได้พูดต่อหน้า ผบ.ทุกเหล่าทัพ และนายกฯว่า ไม่ต้องการเห็น ประชาชน บาดเจ็บล้มตาย เพราะกองทัพ ยืนอยู่ข้าง ประเทศไทย แล้ว นายสุเทพ ยังเรียกร้อง ให้ข้าราชการ หยุดงาน หยุดรับใช้ ระบอบทักษิณ แล้วมายืน เคียงข้าง ประชาชน

๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ในกรุงเทพมหานคร หลายแห่ง ประกาศ ปิดการเรียน การสอน เนื่องจาก สถานการณ์ การชุมนุม มีความรุนแรงขึ้น มวลชนที่ สะพานชมัยฯ เปิดฉากรุก ด้วยสันติวิธี ปราศจากอาวุธ ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น. โดยได้เคลื่อนพล เข้ารื้อ แท่งปูนกีดขวาง ที่สะพาน ชมัยมรุเชษฐ์ แยกพณิชยการ ตำรวจก็ประเคน แก๊สน้ำตา ออกมาไม่ยั้ง เพราะมีเฮลิคอปเตอร์ เทียวบินส่งแก๊ส อยู่หลายเที่ยว มีคนพูด ติดตลกว่า ใครแก๊สหมด มาเติมที่ สะพานชมัยฯได้ ยังดีที่ แก๊สน้ำตา พัฒนาไป เยอะ ตอนปี'๕๑ แตกตูมมม!! ขาขาด, มือขาด แต่ปี'๕๖ ไม่แตกตูมมม!! ลอยมา ปล่อยควันน่ารักๆ แต่ถูกหัวก็แตก ฤทธิ์เดช แก๊สน้ำตาปี'๕๖ คงเทียบเท่า มาตรฐานสากล มวลชน คปท. หลายราย ไม่มีหน้ากาก อ้วกแตก อ้วกแตน!! บางคนบอก แบบนี้รับได้ เท่ามาตรฐาน ขาไม่ขาด!!!

วันนี้มวลชน มีการพัฒนา การต่อสู้ มีอุปกรณ์เสริม เช่น กระสอบป่าน ชุบน้ำ เอาไว้สยบ แก๊สน้ำตา อย่างได้ผล มีหน้ากาก กันแก๊สพิษใส่ มีโล่ที่ทำเอง แบบบ้านๆ และสารพัดประดามี ตามประสา นักรบ มือเปล่า แต่ทั้งหมด ไม่ใช่อาวุธร้ายแรง ทำอันตราย ถึงแก่ชีวิตได้ ได้เห็นน้ำใจ ของคนไทย ที่ไม่ทิ้งกัน เมื่อบนเวที ประกาศว่า ขาดสิ่งใด ไม่กี่เวลา ข้าวของก็จะ ประเดประดัง ส่งมา จนหาที่เก็บไม่ได้ ต้องรีบ ประกาศ ของดรับของ เนื่องจากพอแล้ว ส่วนตำรวจ ก็น่าชื่นชม ที่ส่วนใหญ่ จะพยายาม ไม่ใช้อาวุธร้ายแรง นอกจาก ยิงแก๊สน้ำตา, ฉีดน้ำแรงดันสูง กับคลื่นเสียง ความถี่สูง คอยรบกวน จะมีบกพร่อง ที่ใช้ปืนยิงกัน จนบาดเจ็บ ทั้งสองฝ่ายบ้าง ก็เป็นจำนวนน้อย สรุป คือไม่มีคนตายเลย แม้จะรบกันมา เป็นวันที่สองแล้ว แม้ทางตำรวจ จะมีการใช้ กระสุนยางด้วย

ในขณะที่ตำรวจ ระดมยิงแก๊สน้ำตา บนแยกพล ๑ รอ. ประชาชน วิ่งหลบแก๊สน้ำตา พบทหาร ๒-๓ นาย ช่วยกัน กรอกน้ำใส่ขวด และยื่นส่งให้ ผู้ชุมนุม

ส่วนประกาศ บนเวทีราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บอกว่า วันนี้จะเคลื่อนขบวนไป ๒ จุด คือที่ บช.น. และที่ ทำเนียบรัฐบาล พอสายๆ มวลชนไปถึงหน้า บช.น. สภาพการต่อสู้ ก็ไม่ต่างกับ ที่แยก พณิชยการนัก มีนักรบมือเปล่า เข้าโรมรันกับ ห่าแก๊สน้ำตา ที่มาจาก เงินภาษีของประชาชน แม้กระนั้น มวลชนก็สู้ไม่ถอย ตำรวจหันมา ใช้พัดลม มาช่วยเป่า แก๊สน้ำตา ที่ผู้ชุมนุม ใช้พัดลมยักษ์ เป่ากลับมา จนต่อมา ทางเวทีราชดำเนิน ส่งรถแทร็กเตอร์ ฝ่าแนว แท่งปูนกีดขวาง เพื่อบุกยึด ทำเนียบ และบช.น. แต่ก็ยัง ไม่สามารถ ฝ่าแนวแท่งปูนกีดขวาง เข้าไปได้ เพราะแก๊สน้ำตา ที่เฮลิคอปเตอร์ ขนมานั้น ยังมีอีกมาก และบ่ายวันน ี้(๒ ธันวาคม) ๑๓.๓๐ น. นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีพูล

๑. ข้อเสนอจาก กปปส. นั้น รัฐบาลไม่ได้ติดยึด การคืนอำนาจนั้น ยังไม่เห็น ข้อกฎหมาย ที่รองรับ ขอให้หารือ หาแนวทาง ร่วมกัน

๒. ไม่อาจละเลย แนวทางการลาออก หรือยุบสภา อะไรที่จะทำให้เกิด ความสงบสุข ดิฉันยินดี เรียกร้อง ให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ให้มาเจรจา หารือข้อยุติ ไม่ได้ยึดติด

๓. สถานที่ราชการยังเปิดอยู่ ข้าราชการให้ทำงานต่อไป โดยหาสถานที่ บริการประชาชนอื่นๆ

ทางรัฐบาลพยายามบอกว่า ตนยอมไม่ติดยึด ลาออก หรือยุบสภาก็ได้ ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลถอย เพราะสู้กัน ซึ่งหน้าไม่ได้ แต่ก็ต่อสู้ ในทางลับ หาข้อกฎหมาย มาทำลาย ความชอบธรรม ของฝ่ายประชาชน ทั้งที่ตนเป็น รัฐบาลกบฏ ตั้งแต่ดาหน้า ออกมาปฏิเสธ อำนาจศาล รัฐธรรมนูญแล้ว โดยวันนี้ รัฐบาลยังได้ ขอให้ศาล ออกหมายจับ กำนันสุเทพ เนื่องจาก ข้อหาเป็น กบฏ

๒๐.๓๐ น. กำนันสุเทพ ขึ้นปราศรัย เวทีศูนย์ราชการ ลั่นจบงานนี้ ไม่กลับไปเป็น ส.ส. และไม่กลับไป พรรคประชาธิปัตย์ อีกแล้ว สุเทพ ขอโทษสื่อฯ ถ้าทำอะไร ให้โกรธเกลียด ย้ำ ไม่มี ทางเลือก แค่ต้องการ ให้ประชาชน ทั่วประเทศ รับทราบว่า มวลมหาประชาชน กำลังทำอะไรอยู่ พูดถึงเมื่อคืน ที่เจรจากับ ยิ่งลักษณ์ ต่อหน้า ผบ.ทบ. ทหารไม่พูดว่า อยู่ข้างรัฐบาล แต่พูดว่า อยู่ข้างประเทศไทย แปลว่า เขาไม่เอา ยิ่งลักษณ์ แค่เขาประกาศว่า เขาอยู่ข้าง ประเทศไทย ผมก็ชื่นใจแล้ว เพราะไม่ว่า เราจะทำอะไร ต่อไป เขาไม่มีวัน หันปากกระบอกปืน มาหาประชาชน เด็ดขาด พรุ่งนี้ต้องยึด กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล ให้ได้ รวมกำลัง มวลมหาประชาชน ทุกสาย ยึดตำรวจนครบาลให้ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ท้าตำรวจมาจับ บอกชีวิต เป็นมาหมดแล้ว ยกเว้นนักโทษ ล้มระบอบทักษิณได้ จะไปมอบตัวสู้คดี ข้อหากบฏ ยันไม่หนี แน่นอน...

แนวรบวันนี้ที่หนักสุด เป็นที่รอบ ทำเนียบรัฐบาล ทั้งสะพานชมัยฯ แยกเทวกรรม และสะพานอรทัย มวลชน ฮึกเหิม คึกสุด จนแกนนำ คปท. ไม่สามารถควบคุม ฝูงชนได้ ส่อเดือด!!! ตำรวจระดมยิง แก๊สน้ำตา มวลชนฮึกสุด!! ขว้างปาทุกอย่าง ใส่ตำรวจ เสียงตูม สนั่น! ต่อเนื่อง

รถนักข่าว อัลจาซีรา ถูกยิง ๒ นัด ขณะรายงานสดอยู่ ถ.พระราม ๕ วิถีกระสุน จากแนวตำรวจ และ ประกาศชัด!! ยกระดับ ใช้กระสุนยาง ควบคุมฝูงชน???

ต้น-สุรเชษฐ์ หัวหน้า ช่างภาพ น.ส.พ. เดลินิวส์ โดนกระสุนหูฉีก ขณะถ่ายรูป อยู่ฝั่งคปท. และมีผู้ชุมนุม คปท. แยกพาณิชยการ ถูกยิง ใต้ราวนมขวา หน่วยกู้ภัย นำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ที่แยกเทวกรรม และ สะพานอรทัย ใกล้สะพาน มัฆวาน ตลอดทั้งคืน มีเสียง ประทัดยักษ์ และ พลุตะไล จากกลุ่ม ผู้ชุมนุม ที่ไร้แกนนำ จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ คน ที่ระดม ยิงใส่ตำรวจ อย่างดุเดือด ตำรวจ ก็ตอบโต้ ด้วยแก๊สน้ำตา ตลอดทั้งคืน รอบบริเวณ แนวรบด้านนี้ สว่างไสวไปด้วยแสง จากพลุตะไล จนกระทั่ง ประมาณ ตีห้า ของเช้าวันที่ ๓ จึงค่อยสงบลง โดยที่สะพาน มัฆวานฯ มีพล.อ.ปรีชา คอยประกาศ ให้สติ แก่ผู้ชุมนุม อยู่จนดึกดื่น ค่อนคืน รวมผู้บาดเจ็บ เหตุชุมนุมวันนี้ ๙๔ คน โดนกระสุนจริง สาหัส ๒ คน

 

แปลก... แต่จริง!

๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ ตั้งแต่เช้าค่ำวันที่ ๒ ยันเช้าของวันที่ ๓ ข้างทำเนียบรัฐบาล ยังเป็นสงคราม แก๊สน้ำตา กับประดา พลุไฟตะไล ที่ผู้ชุมนุม ระดมยิงเข้าไป สู่ฝั่งตำรวจ ตำรวจก็ตอบโต้ ด้วยแก๊สน้ำตา จนแทบว่า จะท่วมทับถนน เลยทีเดียว และเช้าของ วันที่ ๓ ก็ว่า จะลุยกันแหลก ประชาชน ก็คึกคักเต็มที่ ตำรวจ ก็เตรียมตัว อย่างดี แต่วันที่ ๓ พฤศจิกายนนี้ พอมวลมหาประชาชน ยาตราทัพ ไปถึงหน้า บชน. และที่ข้าง ทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกลับเปลี่ยนใจ ตั้งแถว ตำรวจ แจกดอกไม้ แก่ประชาชน ตลอดช่วงสาย ถึงบ่าย ของวันที่ ๓ ทั้งที่บช.น.และ ทำเนียบ ตำรวจพากันเก็บของ กลับบ้าน ไปพบหน้าลูกเมีย ผู้ชุมนุม หลั่งไหล เข้ามา แล้วสวมกอดตำรวจ ชื่นมื่น ยิ้มแย้ม จับมือขอโทษ ขอโพยกัน

ขณะที่นักข่าว CNN รายงานสด จากกรุงเทพ มีการพักรบ (truce) ตำรวจกับ ผู้ประท้วง กอดถ่ายรูป พิธีกรบอก How bizarre...this turn of events in Thailand. (แปลกประหลาด อะไรเช่นนี้ กับการกลับกัน ของเหตุการณ์ ในประเทศไทย)

ส่วนนักข่าว BBC: "BKK mood shifts" บรรยากาศในกทม . วันนี้แตกต่างจาก ความตึงเครียด ๓ วันก่อน มิตรภาพตำรวจ-ผู้ชุมนุม มีขึ้น อย่างน่าประหลาดใจ แต่ไม่น่าวางใจ 

แม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านไป ดูคล้ายสงบศึกชั่วคราว แต่ว่าคงมีประเทศไทย ประเทศเดียว ที่ทำได้อย่างนี้ เมื่อคืนวาน รบรา ราวจะฆ่าฟันกัน แต่อีกวัน ก็โอบกอดกัน ด้วยน้ำใจ แม้ว่าจะดู ไม่น่าไว้ใจ แต่ภาพ ที่ปรากฏนั้น ทั้งประชาชน และตำรวจ ชั้นผู้น้อยนั้น ก็ต่างโล่งอก โล่งใจ เพราะไม่มีใคร อยากให้คนไทย ฆ่ากันเอง คงมีแต่ผู้ได้รับ ผลประโยชน์ ที่อยู่ชั้นบน ของรัฐบาล เท่านั้น ที่จะใช้ตำรวจ เป็นเครื่องมือ ในการรักษา อำนาจ ที่ได้มาอย่างฉ้อโกง ของตนเอง

และที่ปรากฏการณ์นี้ เกิดได้นั้น ก็ด้วยพระบารมีของในหลวง ที่เป็นที่รักของ ปวงชนชาวไทย ถ้าประเทศนี้ ไม่มีในหลวง ร.๙ ไม่มีวันที่ ๕ ธันวาฯ การรบรา ก็คงไม่สงบ ไม่พักยก มิคสัญญี จะเกิดขึ้น อย่างเลี่ยงไม่พ้น เราคนไทย ทุกคน ไม่ว่าจะฝ่ายไหน สีไหน ควรสำนึก ในบุญคุณ ของในหลวงให้มาก

เลขาธิการ กปปส. สุเทพ แถลงการณ์ ว่าวันนี้ มวลมหาประชาชน ได้ยึด บช.น. และทำเนียบรัฐบาล ได้แล้ว ด้วยสองมือเปล่า เป็นชัยชนะ ส่วนหนึ่ง ระบอบทักษิณยังอยู่ จึงยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องชุมนุมต่อ สู้ให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนชนะ แล้ววางรากฐาน ประชาธิปไตย ให้สมบูรณ์ แล้วผมจะเลิกยุ่ง กับการเมือง ตลอดชีวิต ไม่ต้องการ รับตำแหน่งใดๆ และกปปส. จะจัดงานวันพ่อ ที่ราชดำเนิน –กระทรวงการคลัง -ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ จะจัดให้ยิ่งใหญ่ ชวนประชาชน ออกมาร่วม เฉลิมฉลอง และถวายพระพร ในวันที่ ๕ ธันวาคม

ยังมีสำนักข่าว เอเอฟพี รายงานด้วยว่า เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ทำให้เมืองหลวง ของไทย กลับสู่อารมณ์ แห่งความสงบ ผู้ประท้วง ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ พากัน ทำความสะอาด บริเวณอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม แกนนำ ฝ่ายต่อต้าน บอกว่า จะมีการประท้วงอีกครั้ง ในวันศุกร์ (๖) และ จะไม่หยุด จนกว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก จากตำแหน่ง พร้อมกับ คืนอำนาจ แก่สภาประชาชน ที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง

          ฝรั่งหลายสำนักข่าวทั่วโลก ที่มาทำข่าว การประท้วง.. ในบ้านเราบอกว่า ไอก็มาทำข่าว ประท้วงใหญ่ เมื่อสามปีก่อน (๒๕๕๓) สะใจจริงๆ บู๊ล้างผลาญ.. ทำลายทุกอย่าง ที่ขวางหน้า มีเผายางรถ มีพกอาวุธ แบบสงคราม.. เผาตึกรามบ้านช่อง..  สะใจจริงๆ เรดติ้ง ไม่แพ้การประท้วงทั่วโลก.... แต่ไอมาครั้งนี้ ผิดหวังจริงๆ.... ทั้งที่ราชดำเนิน.... เมื่อวานไอ เดินไปพร้อมกับ ขบวนประชาชน ที่ไปปิดศูนย์ราชการ ทั้งที่กระทรวงการคลัง ทั้งที่ศูนย์ราชการ ที่แจ้งวัฒนะ นี่มันอะไรกัน.. ยังกะขบวน เฉลิมฉลอง festival อะไรซักอย่าง เต้นรำ ร้องเพลงเฮฮา กลางคืน มีการแสดงสี่ภาค.. อุ้มลูกจูงหลาน.. ล้างรถเช็ดรถ ให้ตำรวจ ที่มาปราบจาราจล... ช่วยกันเก็บกวาดขยะ... โอ๊ย!... ไอผิดหวังจริงๆ... พูดไปแล้ว น้ำตาไหล ภาพทุกภาพ ที่ปรากฏให้เห็น คนที่รักชาติ รักแผ่นดิน รักบ้านรักเมือง รักความถูกต้อง แม้แต่เม็ดทรายเล็กๆ ก็ต้องดูแลครับ...  นี่คือ พลังที่แท้จริง ของพวกเรา ชาวไทยครับ... ที่เราจะมาร่วมมือกัน สร้างสรรค์ สังคมใหม่..  ร่วมพัฒนาประเทศไทย.. มาร่วมสร้างหัวใจแบบ... อารยะขัดขืน....

๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ; ๘๖ พรรษา มหาราชา มหาสมาคม ครั้งประวัติศาสตร์ ณ วังไกลกังวล... ปีนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออก มหาสมาคม เนื่องในพระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ครั้งประวัติศาสตร์ ในต่างจังหวัด เป็นครั้งแรก ณ ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็ยิ่งทำให้ ปวงชนชาวไทย พร้อมใจกัน ไปเข้าเฝ้า เพื่อชื่นชม พระบารมี และถวายพระพร ชัยมงคล

แน่นอนว่า เสียง ทรงพระเจริญ ซึ่งเป็นเสียงแห่งความปลื้มปีติ ที่ได้เห็น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มีพระพักตร์ สดใส และ มีพระพลานามัย ที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังกึกก้อง ไปทั่วหัวหิน ตลอดรวมถึง ในทุกๆ จังหวัด ทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส เนื่องในการเสด็จออก มหาสมาคม ในครั้งนี้ว่า...  ขอขอบใจ ท่านทั้งหลาย เป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พร้อมๆกัน มาให้พรวันเกิด รวมทั้ง ให้คำมั่นสัญญา ด้วยประการต่างๆ ข้าพเจ้า ขอสนองพร และไมตรีจิต เหล่านั้น ด้วยใจจริง เช่นกัน

บ้านเมืองของเรา สงบสุขมาช้านาน เพราะเรามี ความเป็นปึกแผ่น ในชาติ และต่างบำเพ็ญ กรณียกิจ ทำหน้าที่ ให้สอดคล้อง เกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคน จึงควรจะตระหนัก ในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจ ประพฤติตัว ปฏิบัติงาน ให้สมภาระ และหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์ ส่วนรวม เพื่อความมั่นคง ปลอดภัย ของชาติบ้านเมืองไทย

ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษา ท่านทุกคน ให้มีแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดไป

ในช่วงเย็นวันที่ ๕ ธันวาคมนี้ มีพิธีจุดเทียนชัย ถวายในหลวง ที่สนามหลวง นำโดย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คู่ขนานไปกับ เวทีของ มวลมหาประชาชน กปปส. ที่จัดกระจาย หลายเวที เช่น เวทีมัฆวาน ทำอย่างไทยๆ กันเองมาก แต่ละคน มาด้วยใจ ทำด้วยใจ ถวายในหลวง เวทีของทาง คปท. ก็เอาจริง เอาจัง เทใจให้เต็มใจ เวทีของราชดำเนิน ก็เป็นฟอร์มใหญ่ ที่พูดไปร้องไป น้ำตาไหลไป เพราะซาบซึ้งในหลวง เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ก็อลังการ ด้วยดวงเทียน ล้านดวง แทนดวงใจ แห่งความจงรักภักดี ต่อในหลวง ทุกเวทีของ กปปส. ประชาชนเนืองแน่น มองไปไกล สุดลูกหู ลูกตา ทุกเวที มีการแสดง เทิดไท้ องค์ราชัน มีการแสดง หลายรายการ ที่มีภาพน้ำตา ของประชาชน ที่ไหลริน ด้วยความรัก ความห่วง ในหลวง ผู้เป็นพลังแผ่นดิน เพราะพวกเรารู้ว่า ความสุขของ ในหลวงนั้น อยู่ที่พสกนิกรของท่าน หากชาติบ้านเมือง ไร้ความเป็นอยู่ผาสุก เช่นนี้ ความรู้สึกของ พระองค์ท่าน จะเป็นอย่างไร?.....

พ่อเหนื่อยเพื่อลูก มาเนิ่นนานแล้ว ตรากตรำ พระวรกาย เพื่อลูกมา มากมายแล้ว ทรงพระชราภาพ มากแล้ว ถึงเวลาแล้ว ที่ลูกๆที่ จงรักภักดี ไม่ใช่แค่เปลือก หรือแค่ปาก แต่จงรักภักดี ทั้งกายใจ และจิตวิญญาณ จะได้ออกมา ร่วมกันให้มาก กำจัดมะเร็งร้าย ที่กัดกิน อวัยวะภายใน ของประเทศ จนเสียหาย ใกล้ล่มจมแล้ว

วันประกาศนัดหมาย เป่านกหวีด ครั้งสุดท้าย.

๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒๐.๓๕ น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัย บนเวทีการชุมนุม ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะว่า หลายคนบอก การชุมนุมครั้งนี้ ถ้าทำไม่สำเร็จ เสียดายมาก เพราะคนอุตส่าห์ ออกมาเป็นล้าน พวกตนไม่ใช่ พวกเพ้อเจ้อ เคารพความเป็นจริง ชีวิตพวกเรา ทุกคน วางเป็น เดิมพัน ทุ่มหมดหน้าตัก ในการสู้ครั้งนี้ ชัดเจน สู้ครั้งนี้ หนเดียว สุดกำลัง แพ้หรือชนะ ก็ต้องยอมรับ แต่กราบเรียน ด้วยความเป็นจริง ถ้าจำนวนมีกันแค่นี้ แม้จะมีหัวใจ ห้าวหาญอย่างไร กอดคอเหนียวแน่น อย่างไร ก็ต้องมี คนเจ็บ-ตาย เพราะพวกโจรห้าร้อย ไม่เคยปรานี ประชาชน ตนรู้ พี่น้อง ก้าวพ้นความกลัว เหล่านั้นมาแล้ว แต่ว่าชัยชนะของเรา ไม่วัดกันที่ จำนวนคนเจ็บ-ตาย แต่วัดกันที่ จำนวนคน ที่ออกมา ร่วมกันต่อสู้ ถึงบอกว่า การต่อสู้เรื่องนี้ ต้องกำหนดวันจบได้แล้ว

ฉะนั้น วันจันทร์ที่ ๙ ธ.ค. เรื่องนี้ต้องจบ ไม่มีประโยชน์ ที่ต้องยืดเยื้อ จะเป็นจะตาย แพ้ชนะ ให้มันรู้กัน บรรดาคณะกรรมการ กปปส. ทุกคน แกนนำ ทุกเครือข่าย ปรึกษากัน และ มีมติเอกฉันท์ วันจันทร์ที่ ๙ ธ.ค. ต้องทำให้ การต่อสู้ครั้งนี้ จบลงให้ได้ ยืนยันใช้หลัก สันติ ไม่มีอาวุธ จะชนะได้ จำนวนคน ที่ออกมา ต้องมากมาย มหาศาล จนมันยอมแพ้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทุกคน ในประเทศไทย ต้องตัดสินใจ เลือกข้าง ถ้าตัดสินใจ เป็นเสรีชน ต้องการปกปัก รักษาบ้านเมือง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องออกมา แต่ถ้าทำใจได้ เป็นขี้ข้าทักษิณ ต่อไปทั้งชาติ ก็นอนเสพสุขที่บ้าน ไม่ต้องออกมา ถ้ายอมออกมา เพราะเลือกข้างถูก เราจะชนะ โดยไม่มีคนเจ็บ ตาย และชนะ ตลอดไป วันที่ ๙ ธ.ค.นี้ ข้าราชการทั้งหลาย ถ้าเห็นแก่ อนาคต ประเทศไทย หยุดทำงาน แล้วมาร่วมกับ ประชาชน

ทั้งนี้รัฐบาล มีแผนการ จะเกณฑ์ข้าราชการ และเด็กนักเรียน แต่งเครื่องแบบ เดินมาอ้อนวอน พวกเรา ให้เลิกชุมนุม ถ้าไม่เลิก นายทักษิณ สั่งไว้แล้ว ให้ปราบปราม ด้วยความรุนแรง ตนจึงได้ประกาศเลย ถ้าเช่นนั้น วันที่ ๙ ธ.ค. ได้เห็นดำ เห็นแดงกันเลย

วันจันทร์ที่ ๙ธันวาคม เวลา ๙.๓๙ น. ลุกฮือทั้งประเทศ ทวงอำนาจ อธิปไตยคืน ต่างจังหวัด เดินขบวน ในจังหวัดตัวเอง แล้วก็มุ่งหน้า ไปที่ศาลากลางจังหวัด ทุกแห่ง ปิดทางเข้าไม่ให้ข้าราชกา รเข้าทำงานได้ นิสิต นักศึกษา นักเรียน ทุกแห่ง ๙.๓๙ น. เป็นสัญญาณ นัดหมาย ปฏิเสธ ไม่รับรัฐบาลนี้ สำหรับพี่น้องกทม. เช้าวันที่ ๙ ธ.ค. ต้องออกมา บนท้องถนน ทุกคน ใครนอนบ้าน ทรยศประเทศไทย เดินขบวน ครั้งใหญ่ ไปบนถนน ทุกสาย มุ่งหน้าไปที่ ทำเนียบรัฐบาล

นายสุเทพกล่าวอีกว่า ๙ ธ.ค. รวมพลังครั้งสุดท้าย ชนะก็เป็นไทย แพ้ก็ยอม ก้มหน้าก้มตา เป็นขี้ข้าเขาไป ถ้าออกมา หลายล้านคน จะประกาศ อำนาจอธิปไตย กลับมาถึงมือ ประชาชนแล้ว หลังจากนั้น ใช้อำนาจ ประชาชน บริหารจัดการ ประเทศไทย ให้ประเทศ เดินหน้าไปได้ มีกฎหมาย รองรับแน่นอน กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ และ ๗ มีไว้ชัด ถ้าไม่มา พวกเราที่สู้ทั้งหมดนี้ พร้อมยอมรับ ความพ่ายแพ้ ขอประกาศว่า นี่คือ การเป่านกหวีด ครั้งสุดท้าย ถ้าพี่น้อง ประชาชน ทั้งหลาย และข้าราชการ ไม่เลือกข้าง พวกตน ยอมเดินหน้า เข้าคุก ไม่สู้แล้ว ยอมติดคุก ข้อหากบฏ ประหารชีวิตก็ได้ ดีกว่า เอาชีวิตพี่น้อง ไปเสี่ยง เราจะไม่บุกเข้าไป ในทำเนียบฯ เพื่อให้เกียรติทหาร แต่ก็จะเป็น การวัดใจทหารด้วย เช่นกัน

 

วันแห่งประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วง

๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เมื่อยิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภา ตอน ๐๘.๔๕ น. โดยไม่รอ พระปรมาภิไธย จากพระเจ้าอยู่หัว แต่หาได้ ลดทอน จำนวนของ มวลมหาประชาชนไม่ แม้รู้ข่าว แต่ประชาชน ก็ยังหลั่งไหลมา ราวสายน้ำ มุ่งหน้าไปที่ ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลขประมาณไว้ที่ หลักล้านนี้ ไม่เกินเลย เพราะมามากกว่า วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แน่นอน...

แต่ว่าการที่ ยิ่งลักษณ์ ยุบสภา รอเลือกตั้ง แถมปชป. ยังทำท่าทาง อยากลงเลือกตั้ง อีกทั้ง นักวิชาการ สื่อสารฟรีทีวี ช่องคี่ ก็ประโคมข่าว อีกว่า รัฐบาล ถอยสุดซอยแล้ว ทำไมยังดื้อ ประท้วงอยู่อีก กองทัพ ก็ทำท่าที ยินดีด้วยกับ การยุบสภา ดูเหมือนทิศทาง เป็นการทำลาย ความชอบธรรม ของการตั้ง "สภาประชาชน"

แต่พลังของ มวลมหาประชาชน เรือนล้าน ที่พุ่งมาที่ ทำเนียบรัฐบาล แม้ได้ยิน ประกาศ ยุบสภานั้น เป็นสิ่งบ่งบอกว่า ความคาดหวังของ มวลมหาประชาชน ที่อยาก จะเปลี่ยนแปลง ประเทศ ตั้ง "สภาประชาชน" เพื่อปฏิรูป ประเทศไทยนั้น มันมากมาย ล้นปรี่ขนาดไหน

นาทีนี้ต้อง "ปฏิรูปประเทศไทย" ตั้ง "สภาประชาชน" เท่านั้น จึงเป็นคำตอบ ที่จะทำให้ ประเทศไทย ไม่วนเวียน ในวัฏจักรเดิมๆ จนชินกับ การโกงกิน อีกต่อไป 

และแม้ว่า ปรากฏการณ์ ๙ ธันวาฯ วันแห่ง มวลมหาประชาชน จะไม่สามารถ ชนะเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดตอนนี้ แต่ว่าประชาชน ได้สะสม ชัยชนะรายทาง อยู่ตลอดเวลา...... ครั้งนี้ มีคุณลุงจำลอง กับ คุณลุงสนธิ กลับมาเดิน ร่วมกับประชาชน บนถนน ราชดำเนินแล้ว เดินนำ เหลืองรักชาติ พันธมิตร อ.ปานเทพ พี่ตั้ว และอีกมากมาย แม้แต่พรรคการเมือง เก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อมั่นว่า การเมืองนั้น เป็นเรื่อง ในสภา ยังตัดสินใจ ลาออกมา ยกพรรค มาร่วมเดินขบวน เพื่อไม่ให้ตกรถด่วน ขบวนประวัติศาสตร์

เราได้เห็นน้ำใจ ของคนไทย ที่ออกมาช่วยกันเดินๆๆๆ เดินกันอย่างอึดเลย ทั้งไกล ทั้งร้อน ลุงกำนัน เดินตั้ง ๒๐ กม.ใช้เวลากว่า ๗ ชม. พี่น้อง มวลมหาประชาชน ที่ร่วมเดินบอกว่า มันไกลและเมื่อยมาก เหมือนขา จะลอยหลุดไป แต่ว่าใจ กลับเป็นสุข กับการได้ร่วม มหกรรมประวัติศาสตร์ ครั้งนี้

เหล่าดารา นักร้อง นักแสดง คนมีชื่อเสียง ในสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ แรงงาน กสิกร ทุกสาขาอาชีพ มารวมกันเดิน ครั้งประวัติศาสตร์ เราจะได้ใกล้ชิด เห็นตัวเป็นๆ เห็นความเสียสละ มาเป็น "กบฏต่อระบอบทักษิณ" ของท่านเหล่านั้น นี่สิคือ "คนของประชาชน" อย่างแท้จริง

เราได้เห็นหลายบ้าน หลายร้านรวง นำ "น้ำใจ และน้ำจริง" รวมทั้งอาหาร มาแจกจ่าย หน้าบ้าน หน้าร้าน เป็นกำลังใจให้กับ การเดินครั้งนี้ และที่น่าประทับใจมาก ก็คือว่า ไม่มีใครบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเลย ไม่มีความรุนแรงเลย สวยงามมาก มันเป็นพัฒนาการของความเข้าใจว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้มีแต่ การเลือกตั้ง หรือในรัฐสภา การออกมาเดินประท้วง ด้วยตัวเป็นๆนี่แหละ คือประชาธิปไตย มาแสดงอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ ของมวลมหาประชาชน ที่ไม่ทนต่อ ระบอบเผด็จการ ทุนนิยมสามานย์นี้ อีกต่อไป..

สื่อสารทั้งไทยและเทศ ต่างจับจ้อง ติดตามข่าว การประท้วงใหญ่ครั้งนี้ แต่ก่อน ฟรีทีวี ไม่แยแส แต่ตอนนี้ แม้ไม่ต้อง ยกพลไปกดดัน ที่สถานี เขาก็ยอม ถ่ายทอดสดให้ฟรี เช่น ช่อง ๓ ที่ถ่ายสด ลุงกำนัน แถลงการณ์ให้ อย่างนี้ก็เป็น ความก้าวหน้ารายทาง อย่างหนึ่ง

ภาพมุมสูง ที่คอยเก็บบรรยากาศ บ่งบอกเลยว่า ไม่มีภาพไหน สมบูรณ์ ที่จะเก็บภาพ มวลมหาประชาชน ได้ครบหมด องค์ประกอบ การเคลื่อนทัพ มากกว่า ๑๐ ทัพครั้งนี้ ทุกทัพนั้น มันมากมาย แต่ต้องกระจาย ไปตามถนนต่างๆ แต่ละจุดนั้น มันมาก จนโดรน (Drone = เครื่องบินบังคับ) ยังเก็บภาพ แต่ละจุดๆ ไม่ครบหมดเลย นี่ยังไม่รวมถึง ในต่างจังหวัด อีกบางจังหวัด มีเป็นจำนวนหมื่น คลื่นมวลมหาประชาชน ที่ทะลักล้น ราวสึนามิ หลั่งไหลไปตาม ตรอกซอกซอย เพื่อไปรวมกัน ที่ทำเนียบฯ แต่เป็นคลื่น สึนามิ ที่อบอุ่น เต็มไปด้วย น้ำใสใจจริง เต็มไปด้วย อุดมการณ์ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้พ้น ความวอดวาย หายนะ

เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยมวลมหาประชาชน สองมือเปล่า สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ไม่รอหวังพึ่ง พลังอำนาจอื่นใด นอกจาก พลังอำนาจโดยธรรม ของประชาชน ที่เรียกว่า   "ประชาภิวัฒน์" ประเทศนี้ ต้องดีขึ้นได้ ด้วยมือของ ประชาชน

ในช่วง ๑๘.๐๐ น. "กำนันสุเทพ" เลขาธิการ กปปส. แถลงการณ์ ฟรีทีวี ๔ ช่อง คือช่อง ๓, ๕, ๗ และ Thai PBS ลิงก์สัญญานสด จากช่อง Blue Sky ที่ไม่ใส่โลโก้ หน้าจอ

ประเด็นหลักที่พูด คือ

๑. กล่าวแถลง ความผิดรัฐบาล ที่เป็นหุ่น ที่ถูกเชิด ของระบอบทักษิณ นักโทษหนีคดีอาญา

           ๑. ใช้เผด็จการรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ และนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้า เป็นการมิบังควร

           ๒. ใช้เผด็จการเสียงข้างมาก ผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม การผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษฯ เพื่อหวัง ล้างผิด เหตุการณ์ กรือเสะ ของพ.ต.ท.ทักษิณ และการผ่านร่าง ตอน ๐๔.๐๐ น. เป็นการเร่งรีบ เร่งรัด ผิดวิสัย ประชาธิปไตย

           ๓. รัฐบาลเพิกเฉย ต่อการใช้ความรุนแรง ของมวลชน ที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นเหตุให้ นักศึกษารามฯ เสียชีวิต

           ๔. เลือกปฏิบัติ สร้างความแตกแยก เลือกปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม ในปี'๕๓ ให้ได้สิทธิพิเศษ

           ๕. ใช้อำนาจบริหารราชการ เล่นพรรคเล่นพวก รังแกข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งพวกพ้อง รับตำแหน่งสูง ในหน่วยงานรัฐ เพื่อรับใช้ทักษิณ

           ๖. รัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น เช่น จำนำข้าว การจัดการน้ำ และในราชการ –หน่วยงานรัฐ ใช้นโยบาย ประชานิยม เสียหายต่อ เศรษฐกิจ ผู้รับผลประโยชน์ คือ ทักษิณ และครอบครัว

๒. กปปส. ไม่อาจยินยอม ให้เผด็จการ เสียงข้างมาก ทำลายดุลยภาพของ ประชาธิปไตย ทำลาย สัญญา ประชาคม อย่างชัดแจ้ง ประชาชน จึงไม่ต้อง อยู่ในอาณัติ อีกต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ขอประกาศว่า มวลมหาประชาชน มีความจำเป็น ต้องพิทักษ์ หลักการประชาธิปไตย ใช้สิทธิ์ เรียกคืนอำนาจ ให้กับประชาชน เป็นการ "ประชาภิวัฒน์"

๓. กปปส.ขอประกาศว่า ปวงชนทั้งหลาย ขอประกาศว่า ทุกคน จงรักภักดี ต่อราชบัลลังก์ และ จะพิทักษ์ไว้ ด้วยชีวิต

และในเวลา ๒๒.๓๓ น. เลขาธิการ กปปส. ได้อ่านแถลงการณ์ กปปส. ฉบับที่ ๑/๒๕๕๖ ให้นายกฯ ลาออกจาก รักษาการณ์นายกฯ ภายใน ๒๔ ช.ม. โดยนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งใคร ขึ้นมาแทน ภายใน ๒๔ ชั่วโมง และให้ประชาชน ชุมนุมต่ออีก ๓ วัน

คืนวันนี้ เป็นคืนที่ มวลมหาประชาชน จำนวนมาก ได้เสียสละ นอนตากยุง ตากน้ำค้าง กลางถนน ราชดำเนิน และบริเวณรอบๆ ทำเนียบรัฐบาล 

๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ภายหลังจากที่ กปปส. ออกแถลงการณ์ ให้นายกฯ ลาออก ทาง ฟากฝั่งรัฐบาล รวมทั้ง แนวร่วม ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อแดง นักวิชาการเสื้อแดง ต่างดาหน้า ออกมาประกาศ ไม่ยอมรับ การทวงคืนอำนาจของ กปปส. และหาเหตุผล สารพัด มาอ้างว่า "สภาประชาชน" ไม่สามารถทำได้ ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้าง ของคนที่ฉีก รัฐธรรมนูญ ถึงขั้น ไม่ยอมรับ อำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การหาเหตุผล สารพัดมาค้าน ก็คือ การไม่ยอม ลงจากอำนาจรัฐ ที่ตนเองได้มา อย่างฉ้อฉล นั่นเอง

ขณะนี้ประชาชน ได้รู้เท่าทันเล่ห์กล ของรัฐบาล ที่ประกาศยุบสภาฯ แต่ไม่ลาออก นั้นเป็นเพียง การถอย เพื่อรุกของ รัฐบาลทรราชย์ เพียงเท่านั้น มวลมหาประชาชน จำนวนมาก จึงยังไม่ถอย จนกว่าอำนาจรัฐ จะตกถึงมือ ประชาชน จนสามารถ จัดตั้ง "สภาประชาชน" เพื่อ "ปฏิรูปประเทศไทย " ได้เท่านั้น

สิ่งที่กปปส.ทำนี้ แม้ไม่เรียกว่า การปฏิวัติ แต่แท้จริง เนื้อหาคือ การทวงคืนอำนาจ ของประชาชน เพราะอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ ย่อมสถิตอยู่กับ ประชาชน... ตลอดกาล ดังคำปราศรัยของ อับราฮัม ลินคอล์น ในวันเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดี  ปีพ.ศ.๒๔๐๔... "This country, which its institutions, belongs to the people who inhabit it. Whenever they shall grow weary of existing government they can exercise their constitutional right of amending it, or their revolutionary right to dismember or overthrow it." แปลเป็นไทย "ประเทศนี้ กับทั้งสถาบัน ทั้งปวง ของประเทศ เป็นของราษฎร ผู้ซึ่งครอบครองอยู่ เมื่อใดราษฎร รู้สึก ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่บริหารอยู่ เมื่อนั้นราษฎร ย่อมใช้สิทธิของตน ตามรัฐธรรมนูญ ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือใช้สิทธิ แห่งการปฏิวัติ เพื่อปลดหรือ ขับไล่รัฐบาล นั้นเสียได้"

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรียกว่า "ประชาภิวัฒน์" คือการปฏิวัติ โดยประชาชน ซึ่งถ้าปฏิวัติ โดยทหาร โดยปืน โดยรถถัง ก็ง่าย จบไปนานแล้ว คือเอาปืน ไปจี้นายกฯ จับรัฐมนตรี และผู้ต่อต้าน ยึดโน่นยึดนี่ แล้วออกประกาศ แค่นี้ก็จบแล้ว แต่การปฏิวัติ โดยประชาชน นั้นไม่ง่าย เหมือนทหารปฏิวัติ  ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน เพราะผู้ครองอำนาจ จะไม่ยอมง่ายๆ ตราบใด ที่ยังไม่จนตรอก ก็จะดิ้นรนต่อไป

ดังนั้น มวลมหาประชาชน ต้องกระชับพื้นที่ ไปเรื่อยๆ เพื่อขุดรากถอนโคน ระบอบทักษิณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่คือ ภาระที่ยิ่งใหญ่ ของประชาชนคนไทย ยังต้องลุกกันขึ้นมา ทำการประชาภิวัฒน์ ประชาชน ต้องอดทน ต้องยืนหยัด พวกรัฐทรราชย์นั้น มีทั้งเงิน และอำนาจ มีทั้งพวกพ้องบริวาร แต่ที่เขาต้อง ถอยกรูด ก็เพราะพลังแห่ง มวลมหาประชาชน การต่อสู้ ด้วยมือเปล่า ไม่ใช้วิธีรุนแรง ไม่เผาบ้าน เผาเมือง...  มันต้องใช้เวลา และก็ต้องทนเมื่อย ช้าหน่อย แต่ยั่งยืน

ในเวลา ๒๒.๓๐ น. เลขาธิการ กปปส. "กำนันสุเทพ" อ่านแถลงการณ์ กปปส. : บัดนี้ครบ ๒๔ ชั่วโมงแล้ว ปรากฏว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ปฏิบัติ ตามที่ กปปส.สั่งการ ดังนั้น กปปส. จึงมีคำสั่งเพิ่มเติม คำสั่ง กปปส. ๒/๒๕๕๖ 

๑. ให้ดำเนินคดี ยิ่งลักษณ์ และพวก ฐานกบฏ ตามมาตรา ๑๑๓ เนื่องจาก จงใจฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

๒. ให้ตำรวจถอนกำลัง ภายใน ๑๒ ชั่วโมง

๓. ทหารได้รับ ความไว้ใจ จากประชาชน มากที่สุด ให้รักษา สถานที่ราชการ ให้เรียบร้อยต่อไป

๔. ให้ประชาชนติดตาม ความเคลื่อนไหว ตระกูลชินวัตร และคณะรัฐมนตรี และแสดงออก ต่อบุคคล อย่างสันติ อหิงสา ให้หยุดการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ

        ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ทางตำรวจ ก็ยังไม่ถอนกำลัง ออกจาก กระทรวงศึกษาธิการและ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า การที่ตำรวจ ไม่ถอนกำลัง ออกจากที่ชุมนุม แสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.อดุลย์ และตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นสมุน ระบอบทักษิณ ชัดเจน ดังนั้น แกนนำ กปปส. จะหารือ เพื่อกำหนด แนวทาง การต่อสู้ต่อไป

ในช่วงค่ำ นายสุเทพได้กล่าว ต่อสื่อมวลชนว่า ได้พยายาม ติดต่อผู้ใหญ่ ในบ้านเมือง เพื่อขอร้อง ให้ตัดสินใจ ออกมาทำประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ มาเลือกอยู่ข้าง ประชาชน โดยได้ติดต่อไปยัง ผู้นำเหล่าทัพ ทั้ง ๓ เหล่าทัพ และ ผบ.สส. เพื่อเข้าพบปะ พูดคุย ในวันรุ่งขึ้น

แต่ในเวลา ประมาณ ๒๓.๐๐ น. มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ระบุ ว่า วันพรุ่งนี้ (๑๒ ธ.ค.'๕๖) ทางผบ.สส. ผบ. ๓ เหล่าทัพ และผบ.ตร. ไม่สะดวก ให้นายสุเทพ แกนนำกปปส. เข้าพบชี้แจง และถ้าประชาชนในประเทศ ยังคงแบ่ง เป็นฝักฝ่าย ทหารย่อมเลือก ข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ขอให้ทาง นายสุเทพ ไปพบปะกลุ่มอื่นๆ ในสังคมก่อน เพื่อร่วมกัน หาทางออก

๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ เมื่อทางผู้นำเหล่าทัพ ได้ปฏิเสธ การขอเข้า ปรึกษาหารือ ของ กปปส. ดังนั้น วันนี้ ทางกปปส.จึงได้นัดปรึกษา หารือกับ กลุ่ม ๗ องค์กรเอกชน

วันนี้ ในช่วงสาย มวลชนกลุ่ม คปท. ได้ปีนเข้าไปรื้อ รั้วลวดหนาม ที่อยู่ภายใน ทำเนียบรัฐบาล ออกได้สำเร็จ แล้วมวลชน ก็ออกมาจาก ทำเนียบรัฐบาล เป็นการปฏิบัติการ อย่างรวดเร็ว ไม่มีการเกิด การบาดเจ็บ หรือรุนแรง แต่อย่างใด

ในเวลา ๑๓.๒๓ น. พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย แถลงการณ์ นำเตรียมทหารรุ่น ๑-๑๑ เป็น "ทหารเก่า ไม่มีวันตาย" สนับสนุน กปปส. ณ สนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ เป็นปธ. เตรียมทหารรุ่น ๑ ได้ทำการ เแถลงการณ์ ร่วมกับตัวแทน เตรียมทหาร ๑๑ รุ่น เห็นด้วยกับ แนวทาง กปปส. เพราะเหตุที่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้มีการจาบจ้วง สถาบัน

ในช่วงบ่าย คณะกรรมการ กปปส. ได้เข้าปรึกษาหารือกับ ภาคเอกชน ๗ องค์กรประกอบด้วย สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย และ สมาคมบริษัท จดทะเบียนไทย ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมเดอะสุโกศล เพื่อแสดงจุดยืน และหาทางออก ให้กับประเทศ โดยภาคเอกชน หลายฝ่าย เห็นตรงกันว่า ต้องมีการปฏิรูป การเมืองไทย

แม้ว่ากรรมการ การเลือกตั้ง หรือ กกต.จะได้ประกาศ วันเลือกตั้งส.ส. เป็นวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แต่มวลมหาประชาชน ภายใต้ชื่อ กปปส. ก็ยังคงเดินหน้า ที่จะปฏิรูปประเทศ ให้ดีก่อน ที่จะให้มี การเลือกตั้ง โดยระหว่าง วันที่ ๑๗-๑๙ ธ.ค.' ๕๖ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เวียนกัน จัดเสวนา ทางวิชาการ เรื่อง "ทำไมต้องปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง" ถือเป็นการตกผลึก ทางภูมิปัญญา ของมวลมหาประชาชน ผู้ตื่นรู้ ทำให้ตาสว่าง เสียทีว่า การเลือกตั้ง ภายใต้กติกา ของคนโกงนั้น ไม่อาจจะทำให้เกิด ประชาธิปไตย ที่แท้จริง

๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ มีเวทีเสวนา ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับ การปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง ในวันนี้เอง ในตอนสายถึงบ่าย ทางกองทัพไทย ก็มีการจัด เวทีเสวนา สาธารณะ เพื่อความสงบสุข และประโยชน์สูงสุด ของประเทศไทย ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อสันติภาพ กองบัญชาการ กองทัพไทย ผู้บัญชาการ กองทัพบก ผู้นำเหล่าทัพ ต่างๆ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และคณะกรรมการ กปปส. หน่วยงานต่างๆ องค์กรอิสระ นักวิชาการ และอธิการบดี มหาวิทยาลัย ได้เข้าห้องประชุม เพื่อหารือร่วมกัน การประชุมระหว่าง ฝ่ายกองทัพไทย กับ กปปส. ครั้งนี้ ไม่ได้มีตัวแทน ของรัฐบาล เข้าร่วมแต่อย่างใด การประชุมครั้งนี้ ทหารก็ไม่ได้แสดงจุดยืน ที่จะมายืนข้าง ประชาชน เพียงแต่ยังรักษา ความเป็นกลาง แบบที่จะไม่เข้าข้าง ฝ่ายใดอยู่เช่นเดิม

         ๑๙-๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ "การเมืองข้างถนน คือประชาธิปไตย ที่แท้จริง" เมื่อกปปส. จัดเดินขบวน ครั้งใหญ่ ในวันที่ ๑๙-๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ เกิดอะไรขึ้น!

ท่านขุนน้อย แห่งไทยโพสต์ ได้ลิขิตไว้ว่า... บ้าไปแล้วครับ! ทั้งมวลมหาประชาชน ทั้ง "กำนันเทพ" ผมไม่เคยเห็น ประชาชน ลงไปเดินบนถนน แสดงความบ้า ที่จะปฏิรูป ประเทศไทย สลัดให้หลุดพ้นจาก ระบอบทักษิณ อันชั่วร้าย มากมาย ขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ออกมาล้านกว่าคน นั่นว่าบ้าแล้ว วันที่ ๙ ธันวาคม บ้ายิ่งกว่า ออกมาร่วม ๕ ล้านคน มาวันที่ ๑๘ ธันวาคม ทีแรกผมคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรมาก แค่ "กำนันสุเทพ" พามวลชนทัวร์ กรุงเทพฯ ที่ไหนได้ มี "ม็อบข้างถนน" ออกมาบ้าตาม ไปด้วย ภาพมันบาดตา ระบอบทักษิณ จริงๆครับ "ม็อบข้างถนน" ของจริงเสียงจริง ไม่ว่ามวลมหาประชาชน และกำนันเทพ เดินไปถึงจุดไหน มี "ม็อบข้างถนน" ออกมาเป่า นกหวีด ริม สองข้างทาง ส่งเสียงสาปส่ง ตระกูลชินวัตรกันลั่น มันเยอะเสียจน ผมคิดว่า วันที่ ๒๒ ธันวาคมนี้ ตัวเลข ๕ ล้าน น่าจะถูกทำลาย ที่ต้องมาพูด เรื่องบ้าๆ อันประเสริฐนี้ เพราะผมนึกถึง " ทฤษฎีส้นตีน" ของ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ครับ การชุมนุม โดยสันติ ปราศจากอาวุธ จะสำเร็จได้ ต้องมีมวล มหาประชาชน เข้าร่วม มากเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลเท่านั้น บอกตรงๆ ผมอยากเห็น ตัวเลข ๑๐ ล้านคน หรือถ้าเป็นไปได้ ขอสัก ๑๕ ล้านคน เอาให้เท่า จำนวนคน ไปใช้สิทธิ์เลือก ส.ส. พรรคเพื่อไทย จะได้เลิกอ้าง กันเสียทีว่า ข้าคือเสียงข้างมาก ผมชอบใจ " ม็อบข้างถนน " เป็นพิเศษ นั่งดูถ่ายทอดสด การเดิน ชวนเชิญ ขับไล่ ยิ่งลักษณ์ ถึงกับขนลุกครับ! แม่ค้าริมทาง เจ้าของร้านทอง พนักงานบริษัท พนักงานธนาคาร ฯลฯ ออกมายืน หน้าร้าน หน้าสำนักงาน ผูกธงชาติ เป่านกหวีด ส่งเสียงร้อง ให้กำลังใจ โดยเฉพาะ ย่านอโศก ใครจะไปคิดล่ะครับว่า ยิ่งกว่า เบียดเสียด แหวกเข้าไปดู "ณเดชน์" ทั้งๆที่คน ซึ่งเดินนำ มวลมหาประชาชน คือ "ณ เทพ" จำได้ว่า เมื่อครั้งที่ เสื้อแดง ชุมนุมใน กทม. ปิดแยกราชประสงค์ แล้วออกอาละวาด ใช้จักรยานยนต์ นำ เดินขบวน ไปทั่วกรุง ชาวบ้าน ห้างร้าน รีบปิดประตูหนีครับ แต่คราวนี้ ฟุตบาท แทบไม่มีที่ยืน! ใจผมคิด อยากให้กำนัน เดินนำมวลชน แบบนี้ที่ ตัวเมืองเชียงใหม่ ผมว่าผลไม่น่า จะต่างกันมาก แม้จะเป็นถิ่นของ ตระกูลชินวัตร ก็ตามที เพราะที่นั่น คนเกลียด ตระกูลการเมืองนี้ ก็มีไม่น้อย เพียงแต่เขา ไม่มีโอกาส ได้แสดงออก แบบคน กรุงเทพฯ เท่านั้นเอง ไม่ได้หยาบคายนะครับ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ส้นตีนกู้ชาติ โดยม็อบ ข้างถนน จะแสดง ให้เห็นถึง พลังของ มวลมหาประชาชน ครั้งยิ่งใหญ่ เป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง แน่นอน ร่วม ๑๐ กิโลเมตร ตั้งแต่ปิ่นเกล้า ยันประตูน้ำ ต้องออกมา ให้เต็มครับ! ขุดกันขนาดนี้ หาก "ยิ่งลักษณ์" ยังดื้อด้าน อย่างหนา ไม่ลาออก ก็ต้องยกระดับ ให้หนักขึ้นครับ ไม่ต้องรอ คราวหน้า เอาคราวนี้เลย... เผด็จศึก! ขั้นเด็ดขาด แล้วเราจะได้การเลือกตั้ง ที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ซึ่งเป็นผลิตผล ของการปฏิรูป

 ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ กปท. และกองทัพธรรม นำมวลชน เดินขบวน ไปให้กำลังใจ พรรคประชาธิปัตย์ ให้เลือกข้าง ประชาชน ซึ่งในที่สุดแล้ว วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้มีมติลาออกจาก การเป็นส.ส. ทั้งพรรค เป็นอีกหนึ่ง ชัยชนะรายทาง ของการต่อสู้ ของมวลมหาประชาชน ทำให้พรรคการเมือง เก่าแก่ ที่ถือเป็น สถาบันหนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลง แนวคิด จากเดิม ที่ยึดถือว่า การเมือง ต้องทำในสภา เท่านั้น แต่วันนี้แล้ว เมื่อเผชิญกับเผด็จการ ทางรัฐสภา ของระบอบทักษิณแล้ว น่าดีใจ ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้พบแสงสว่าง ว่าการเมือง ที่แท้จริง ต้องออกมา ยืนเคียงข้างประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ตาม ท้องไร่ ท้องนา อยู่บนถนน ประชาธิปไตย คือ การออกมาประท้วง

๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ มวลมหาประชาชน "เดินสู่ชัยชนะ ของประเทศชาติ" ... เมื่อมหาประชาชน จาก ๑ ล้าน ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน เป็น ๕ ล้าน ในวันที่ ๙ ธันวาคม และเพิ่มเป็น ๖ ล้าน ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ที่มวลมหาประชาชน ภายใต้ชื่อ กปปส. ได้ทุบทำลาย ทุกสถิติโลก ในการชุมนุม ทางการเมือง อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการก้าวข้าม คำว่า "แพ้-ชนะ" เพื่อตัวตนอีกแล้ว แต่เป็นการ "เดินสู่ชัยชนะ ของประเทศชาติ"

มวลชนผู้ตื่นรู้นั้น ได้เอาชนะตัวตน ที่ไม่กล้า ทำความดี เพราะกลัวเหนื่อย กลัวลำบาก สารพัด ในการมาชุมนุม ไปแล้ว ทำให้แทนที่ หมู่มวลมหาประชาชน จะอ่อนล้า เมื่อรัฐบาล เดินเกม ยื้อเวลาออกไป ใช้สารพัดวิชามาร ในการทำให้ กปปส. อ่อนล้า แต่กลับกลายเป็น แรงกระตุ้น ให้หมู่มวล มหาประชาชน ฮึดสู้ ออกมา เดินสู่ท้องถนน แน่นขนัดมืดฟ้า มัวดิน ทั้ง ๕ จุดใหญ่ และ ๑๐ จุดย่อย ไม่มีเหตุร้ายเกิด เป็นการ เดินขบวน ทางการเมือง ครั้งที่มีจำนวนคน มากที่สุดในโลก ไปในเวลานี้ ไปแล้ว และเดินอย่าง สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เต็มไปด้วย ความสุข ทั้งคนเดิน และชาวกรุงเทพฯ ห้างบางแห่ง บอกว่า ตั้งแต่เปิดห้างมา วันน ี้เป็นวันที่ ยอดขายของ มากที่สุด และไม่มีเหตุ ของหาย หรือ มีการขโมยของ แต่อย่างใด ตามสอง ข้างทาง มีแต่คนโบกมือ เป่านกหวีด ประดับธงชาติ รวมทั้ง ให้น้ำให้อาหาร อย่างเต็มใจ ยินดีปรีดา สยามเมืองยิ้ม ได้กลับคืนมาสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้า ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

และเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงๆ มันไม่มีวัน "เสียของ" โดยเด็ดขาด!!! เพราะด้วยผล แห่งการ อภิวัฒน์ ที่มันเกิดขึ้นมาจาก ด้านล่าง ไม่ใช่ถูกสั่งการ ลงมาจากข้างบน แบบการปฏิวัติ รัฐประหาร ทั้งหลาย มันย่อมนำมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพนับตั้งแต่ เบื้องต้น พูดง่ายๆ ว่า... ไม่ว่ารัฐบาล จะเปลี่ยน-ไม่เปลี่ยน กันในตอนไหน อย่างไร ไม่ว่ากลไก อำนาจรัฐ หรือ ระบบราชการ ทั้งหลาย จะเปลี่ยน หรือไม่เปลี่ยน ก็ตาม... แต่ประชาชน เปลี่ยนแล้ว!!! เปลี่ยนจากไทยเฉย เป็นไทยเข้มแข็ง เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม หวิดๆจะถึงขั้น เปลี่ยนอุดมคติ ทางสังคม แบบที่ท่าน พุทธทาสภิกขุ ท่านเคย ได้ตั้งความหวัง เอาไว้นานแล้ว ถึงประชาธิปไตย ที่แท้จริง อันมีที่มาจาก ประชาชน ผู้ยึดมั่น ในธรรม

แม้เพศหญิง จะถูกมองว่า เป็นเพศอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงนั้น เป็นเพศที่ มีความอดทน เป็นเลิศ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธ.ค.'๕๖ นี้ คุณปอง อัญชะลี ไพรีรัก และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา สองหญิง ที่คนหนึ่ง หญิงจริง อีกคนหนึ่ง รักจะเป็นหญิง ก็ได้พร้อมใจกัน พามวลมหา ประชาชน ทั้งสาวประเภท ๑ และประเภท ๒ ตั้งขบวนเป็น "ดอกไม้เหล็ก ปราบกบฏ" ที่ราชดำเนิน ออกเดินเท้า ไปที่บ้านของ รักษาการณ์ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ซอยโยธินพัฒนา ๓ เพื่อแสดง สัญลักษณ์ของ พลังหญิง และนำ ดอกไม้จันทน์  ไปมอบให้ พร้อมกับ อ่านแถลงการณ์ ขอร้องให้ นายกรัฐมนตรี ลาออก จากตำแหน่ง

  เมื่อเดินทางไป ก่อนจะถึงบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ก็ต้องเผชิญกับ กำแพงรถตู้ ของตำรวจ แต่เหล่านักรบ ดอกไม้เหล็ก ก็ได้รวมพลังกัน ขยับเขยื้อนรถตู้ ของตำรวจ ออกอย่างง่ายดาย จนตำรวจ เกรงรถจะพัง เลยยอม ถอยรถ ให้มวลมหาประชาชน เข้าไปถึงหน้าบ้าน อดีตนายกฯ ได้อย่างเรียบร้อย

และแน่นอนว่า เมื่อมีคนจำนวนมาก หลายพันคน ในซอยแคบๆ อย่างนี้ ก็ย่อมต้อง มีการประจันหน้า กระทบ กระทั่ง กันบ้าง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่าวว่า มีตำรวจ ตบหน้ามวลชน ที่เป็นผู้หญิง คนหนึ่ง จึงเกิดเหตุการณ์ มวลชน ลุกฮือกันไป จะไปลุยกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งก็เป็น ตำรวจหญิง เสียส่วนใหญ่ แต่ด้วยความกล้าหาญ ของคุณปอง เธอก็สามารถ ควบคุม สถานการณ์ได้ โดยประกาศ ให้พี่น้อง ถอยออกจาก รั้วบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สำเร็จ รวมถึง ลุยลงไปเคลียร์ ในพื้นที่ ได้อย่างดี จนสถานการณ์สงบ พี่น้องมวลชน ก็ได้นำดอกกุหลาบ ไปมอบให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอโทษ ขอโพยกัน เป็นบรรยากาศที่ดี ระหว่าง ผู้ชุมนุม กับตำรวจ ที่หาได้ยาก เหตุการณ์หนึ่ง ที่จะทำให้เกิด ความสงบ สันติ อหิงสาได้

ถือเป็น ความสำเร็จ อีกขั้นหนึ่งของ ประชาธิปไตย ที่มีนิยาม ให้ถูกต้องว่า คือ "การออกไปประท้วง ความอยุติธรรม อย่างสงบ สันติ อหิงสา" และคนไทย ก็ทำได้อีกครั้งหนึ่ง ต้องชื่นชม ทั้งตำรวจ ผู้ชุมนุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองหญิงแกร่ง ผู้นำกองทัพปราบกบฏ ในครั้งนี้

วันนี้หลังจากที่ มวลมหาประชาชน กปปส. ออกมาแสดง พลังอธิปไตย เป็นเชิงสัญลักษณ์ นับอย่าง มีหลักฐาน ทางวิชาการ คำนวณ จำนวนคน ได้ถึง ๖ ล้านคน ในตอนค่ำ ของวันนี้ กำนันสุเทพ ก็พามวลชน ออกเดินเท้า ไปปักหลักพักค้าง ล้อมรอบสนามกีฬาไทย –ญี่ปุ่น ดินแดง สนามกีฬาเวสน์ฯ ซึ่งเป็นสถานที่ ที่กกต. จะใช้เป็นสถานที่ รับสมัครเลือกตั้ง แบบปาร์ตี้ลิสต์ ในวันรุ่งขึ้น เพื่อแสดง ความไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้ง ก่อนปฏิรูป ยืนยันเดินหน้า ไล่จนกว่า ยิ่งลักษณ์ จะหมดอำนาจ ไม่มีกำหนดยุติชุมนุม ยืนยันขอปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง

๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ ปฐมบทแห่งการ(ล้ม)เลือกตั้ง! เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ได้เขียนเกี่ยวกับ การรับสมัคร เลือกตั้ง ปาร์ตี้ลิสต์ ที่สนามไทย-ดินแดงไว้ว่า เห็นจะต้องแสดงความยินดี ล่วงหน้ากับ "ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ ๑" ของเพื่อไทย นามว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" พลันปรากฏชื่อ ในบัญชีรายชื่อ ยื่นสมัครต่อ กกต.วันแรก (๒๓ ธ.ค.'๕๖) นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ ต่อจาก ยิ่งลักษณ์ ก็จะเป็นใครอื่น ไปไม่ได้ นอกจากคนชื่อ ยิ่งลักษณ์

หมายความว่า วันที่ ๒ กุมภา'๕๗ กกต. ปลุกเสกการเลือกตั้ง ให้เกิดได้ อย่างถูกต้อง ตามกฎหมายจริง!? เพราะผมไม่เชื่อว่า ประเทศไทย –คนไทย จะสยบยอม ให้ระบอบทักษิณ อาศัยพิธีกรรมเลือกตั้ง เป็นฉาก ประชาธิปไตย ให้ปล้นชาติ ซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่า

แม้ว่า ตลอดทั้งวัน มวลชน กปปส. จะนั่งปิดล้อม ประตูทางเข้า ทุกประตู ของสถานที่ รับเลือกตั้งไว้ จนผู้สมัครส.ส. ไม่สามารถเข้าไป สมัครได้ แต่ปรากฏว่า ในหลายสิบพรรค มีแค่ ๗-๘ พรรค เข้าไปยื่นได้ เพราะสามารถ เล็ดลอดเข้าไป ตั้งแต่ตอนตี ๓ พอรับสมัครเสร็จ คณะกรรมการ กกต. ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ออกไปจาก สนามกีฬาเวสน์ ๒ รวมทั้ง ผู้สมัครส.ส. และเจ้าหน้าที่ ก็ได้ออกไป โดยวิธีเดียวกันนี้ 

แม้ว่าจะสามารถสมัครได้ แต่มีคำถาม จากสังคมว่า การทำแบบนี้ โมฆะหรือไม่ เพราะไม่ใช่เวลา ที่ประกาศไว้ เป็นทางการ และเป็นธรรม กับพรรคอื่นๆหรือไม่?

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ ในข้อที่ใช้กับ คณะรัฐมนตรี ที่ยุบสภาฯ มีว่า.....

(๒) ไม่กระทำการอันมีผล เป็นการอนุมัติ ให้ใช้จ่าย งบประมาณ สำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับ ความเห็นชอบ จากคณะกรรมการ การเลือกตั้งก่อน

(๓) ไม่กระทำการ อันมีผล เป็นการอนุมัติงาน หรือโครงการ หรือมีผล เป็นการสร้าง ความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรี ชุดต่อไป

(๔) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใด ซึ่งจะมีผลต่อ การเลือกตั้ง และ ไม่กระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืน ข้อห้าม ตามระเบียบ ที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกำหนด

ส่วนผู้ที่ ไม่สามารถ เข้าไปสมัครได้ ก็พากันไป แจ้งความที่ สน.ดินแดง แต่ข่าว ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ของ กกต. บางส่วน ได้ไปตรวจรับ เอกสาร การสมัครที่ สน.ดินแดงด้วย ดังนั้น มวลชน กปปส. จึงได้แบ่งกำลัง ไปปิดล้อมที่ สน.ดินแดงด้วย ซึ่งทั้งหมด เคลื่อนไหว ด้วยความสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ไม่เกิด ความรุนแรงใดๆ มวลชน ได้ปักหลัก พักค้าง ต่อสู้กับ ความหนาวเย็น ของฤดูหนาว บนถนนคอนกรีต ยอมเผชิญกับ ความลำบาก ทั้งอาหารการกิน และการขับถ่าย ไม่สะดวกใดๆเลย อีกทั้งต้อง เสี่ยงอันตราย อาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็ปรากฏ มวลชนเป็นจำนวนมาก ปักหลักพักค้าง ล้อมรอบ สนามกีฬาเวสน์ ๒ อย่างมากมาย         

๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ยังคงอยู่ในช่วง รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต. ยังประกาศ ยืนยัน ใช้สถานที่เดิม ในการรับสมัคร ต่อไป ซึ่งมวลชน ก็ยังคงปักหลัก พักค้างอย่างเหนียวแน่น ไม่มีทีท่าถอย และไม่ลด จำนวนลงด้วย แต่ว่ากกต. ก็หาวิธี ให้การรับสมัคร สำเร็จจนได้ ดังนั้น ช่วงเย็นวันนี้ กกปส. จึงมีมติให้มวลชน กลับที่ตั้ง กำนันสุเทพจึงได้พามวลชน เดินเท้ากลับมาที่ เวทีราชดำเนิน อย่างปลอดภัย

๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันคริสต์มาสต์ คปท. ได้ตั้งขบวน ออกเดินทางไปที่ อาคารกีฬาเวสน์ ๒ ศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง หลังจากนั้น ได้เข้าปิดล้อม อาคารกีฬาเวสน์ ๒ ไม่ให้นักการเมือง เข้าไปยื่น ใบสมัครได้ พร้อมนำธงชาติ ยาวกว่า ๑ กม. ล้อมอาคาร

ตลอดทั้งวัน มวลชนคปท. ได้ปะทะกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายาม กีดกันมวลชน ไม่ให้เข้าไป ภายใน สถานที่ รับสมัครได้ แต่ว่าไม่มีอันตราย ร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะไม่มี การใช้อาวุธ ประหัตประหารกัน ที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่กกต. ก็ไม่สามารถ รับสมัคร ส.ส.ได้ วันนี้จบลงด้วยดี ตำรวจกับประชาชน จับมือกัน ตอนจบ อย่างเป็นมิตรไมตรี ต่อกัน 

และ ในตอนบ่าย วันนี้เอง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แถลงข่าว หลังครม.เห็นชอบ ตั้งสภาปฏิรูปประเทศ ที่บก.ทอ. โดย "จะสรรหา สมาชิก สภาปฏิรูป ซึ่งจะประกอบด้วย ประชาชน จากสาขาอาชีพ ๒,๐๐๐ คน และ ให้ทั้งหมด มาเลือก ๔๙๙ คน" โดยมี ทหาร, หัวหน้าส่วนราชการ, เลขาพัฒนาสังคม, อธิการบดี มหาวิทยาลัย, ปธ.หอการค้า, ปธ.อุตฯ มาเป็นกรรมการ คัดเลือก หลายฝ่าย มองว่า นี่เป็นเพียง การซื้อเวลา ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์เท่านั้น เพราะที่ผ่านมา ตั้งสภาปฏิรูป มาหลายสภาแล้ว มีรายงาน ที่สภาได้ศึกษา มามากมาย แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หาได้มี ความจริงใจ ในการปฏิรูปประเทศ แต่อย่างใด

ในช่วงเย็น โฆษกเวที คปท. ประกาศเคลื่อนมวลชน กลับข้างทำเนียบ แกนนำคปท. ประกาศ สลายชุมนุม พรุ่งนี้ นัดมาที่นี่ใหม่!! เวลา ๐๖.๐๐ น.

 

ไม่มีชัยชนะที่แท้จริงบนกองเลือดและน้ำตา

         ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ "ชัยชนะที่ได้มา โดยการใช้กำลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับ ความพ่ายแพ้ เพราะมันเป็นเพียง สิ่งชั่วครู่" นี่คือ วาทะของ คานธี ที่ได้กล่าวไว้ เป็นคำสัจจ์ เหตุการณ์สงคราม แก๊สน้ำตา ของตำรวจ กับนักรบมือเปล่า ของมวลชน คปท. ที่พยายาม เข้าไปหยุด พิธีกรรมเลือกตั้ง อันอัปลักษณ์ และไม่ชอบธรรม ในวันที่ ๒๖ ธันวาคมนี้ กินเวลายาวนาน เกือบ ๑๐ ชั่วโมง ตำรวจ ประเคน แก๊สน้ำตา ใส่ผู้ชุมนุม ตลอดทั้งวัน แต่การจับสลาก เบอร์ผู้สมัครส.ส. ก็ยังดำเนินไป อย่างไม่ยินดียินร้าย ต่อเลือด และน้ำตา ของผู้ชุมนุม ภายนอก สนามกีฬาเวสน์ ๒ โดยทางพรรคเพื่อไทย ยังคงส่ง ยิ่งลักษณ์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ ๑ เช่นเดิม ซึ่งเป็นเหมือนกับ การใช้เท้า ลูบศีรษะของ มวลมหาประชาชน ไม่เห็น ความสำคัญของ มวลมหาประชาชน หลายล้านคน แต่อย่างใด

รอบนี้ รัฐบาลดูเหมือน จะได้เปรียบ ดูเหมือน จะได้ชัยชนะ ที่สามารถ ดำเนินการจับสลาก เบอร์ผู้สมัคร ส.ส. ได้สำเร็จ แต่เป็น ความสำเร็จ และชัยชนะ บนกองเลือด และน้ำตา ของผู้ชุมนุม แม้ว่าตำรวจ สามารถ สกัดมวลชน คปท.เสียอยู่หมัด ด้วยแก๊สน้ำตา สลับกับน้ำ แรงดันสูง เจือสารสีม่วง และกระสุนยาง ทั้งที่มวลชน มีแต่มือเปล่า พร้อมหัวใจ ที่ยอมพลีให้ชาติ เกินร้อย มีอะไร อยู่ใกล้มือ ก็ใช้ขว้างใส่ตำรวจ ซึ่งตำรวจ มีทั้งอาวุธ มีทั้งโล่ และชุดป้องกันตัว ครบชุด จะไปยี่หระอะไร กับก้อนอิฐ ก้อนกรวด สุดท้าย ตำรวจสามารถ จับมวลชน คปท. ไปกักขังไว้ได้กว่า ๑๔ คน ซึ่งถูกซ้อม เสียจน สะบักสะบอม สามารถ ประกันตัว ออกมาได้ ในวันรุ่งขึ้น

ภายหลังจากเสร็จสิ้น การจับสลาก กกต. ก็ได้ออกมาแถลง เสนอให้รัฐบาล เลื่อนการเลือกตั้ง ออกไป อย่างไม่มีกำหนด แม้ว่ารัฐบาล จะออกมาแถลงว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ เลื่อนวันเลือกตั้ง ก็ตาม ก็แสดง ให้เห็นถึงว่า กกต. ไม่อาจจัดการเลือกตั้ง ภายใต้สภาวะ บ้านเมืองเช่นนี้

แม้ว่าภายหลังจาก เหตุปะทะ ได้สงบลง ในตอน ๑๖.๐๐ น. แกนนำคปท. ได้พามวลชน ส่วนใหญ่ ถอนตัว แต่อารมณ์คุกรุ่น คั่งแค้น ของตำรวจ ยังมีอยู่ พากันรวมตัว ออกมาทุบตีรถ และสิ่งของ ของผู้ชุมนุม และพยาบาลอาสา

เพียงไม่กี่ชั่วโมง เหตุการณ์จากที่รัฐบาล ดูเหมือนจะได้ชัยชนะ แต่ในยุคของ การสื่อสารไร้พรมแดน ฟ้า บ่ กั้นนี้ ความจริง ถูกตีแผ่ ผ่านโลกของ การสื่อสาร แม้มีบางฝ่าย พยายาม บิดเบือน ข้อมูลให้ร้าย ว่าประชาชน ยิงปืนใส่ตำรวจ แต่ประชาชน ผู้ตื่นรู้ หาได้หลงเชื่อไม่ เพราะทั้งโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียม และ โซเชียล เน็ตเวิร์ค มีภาพ การปรากฏตัว ของชายชุดดำ อยู่บนที่สูง พร้อมอาวุธปืน เล็งยิงมายัง ผู้ชุมนุม อย่างไม่เกรงกลัว ต่อบาป ตรงกับ ผลการชันสูตรศพ ที่มีวิถีจาก มุมสูง ยังมีหลักฐาน ที่ทหาร ช่วยขน อาวุธต่างๆ ออกจากรถตำรวจ ภายหลัง เหตุการณ์สงบลง ซึ่งมีทั้ง ปืนจริง กระสุนจริง แก๊สน้ำตากระป๋อง ชนิดขว้าง ลูกระเบิดจริง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำร้าย ประชาชนมือเปล่า

ศูนย์เอราวัณ ได้สรุป จำนวนผู้บาดเจ็บ จากเหตุปะทะ ทั้งหมด ๙๘ คน และเสียชีวิต ๒ คน เป็นตำรวจ ๑ คน คือ ดาบตำรวจ ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ถูกยิงที่ หน้าอกซ้าย กระสุน ยิงจากมุมสูง ตัดขั้วหัวใจ และผู้ชุมนุม เสียชีวิต ๑ คน คือ นายวสุ สุฉันทบุตร จากชุมพร ถูกยิงด้วยกระสุนจริง เข้าช่องท้อง ทำลาย อวัยวะภายใน ทั้งสองชีวิต เป็นประชาชนชาวไทย ภายใต้ พ่อหลวงเดียวกัน แต่กลับต้อง มาเสียชีวิตลง ในการปะทะกัน ครั้งนี้ แน่นอน ไม่มีใคร อยากเห็นการตาย แต่ผู้ที่สั่งการ ให้ตำรวจชั้นผู้น้อย กระทำการ อย่างรุนแรง ใช้แก๊สน้ำตา และ กระสุนยาง กับประชาชน ที่สู้อย่างสันติวิธี มาตั้งแต่ต้น จะต้องรับผิดชอบ ในการก่อ ความรุนแรงก่อน

ผู้ที่สั่งการ รวมถึง ผู้ที่ยิงกระสุนจริง เพื่อหวังผล ให้เกิดการตาย คือผู้ที่จะต้อง รับผลกรรมวิบากนี้ ไปอย่าง ไม่ต้องสงสัย แม้กฎหมาย จะเอาผิด พวกเขาไม่ได้

ในตอนนี้ แต่กฎแห่งกรรม ยุติธรรมเสมอ ไม่ว่าจะทำในที่ลับ หรือในที่แจ้ง บัญชีแห่งกรรม บันทึกละเอียด ทุกขั้นตอน ไม่มีตกหล่นรั่วซึม แม้เท่าปลายเข็ม ยิ่งกรรมยุคนี้ ติดจรวดเสียด้วย

          ๒๗-๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ค่ำคืนของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ได้งดจัด รายการบันเทิง เพื่อจัดงาน ไว้อาลัย ให้กับวีรบุรุษ ของมวลมหา ประชาชน วสุ สุฉันทบุตร คราบน้ำตา แห่งความสูญเสีย ยังไม่ทัน จะลบเลือนไป แต่แล้วเวลา ๐๓.๐๐ น. ของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ก็ได้มีกลุ่ม ชายฉกรรจ์ ไม่ทราบจำนวน ขับรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบ หมายเลขทะเบียน มาจาก ถนนพิษณุโลก ผ่านแยกนางเลิ้ง ตรงมาที่ สะพาน ชมัยมรุเชฐ ก่อนมีการจอดรถ จากนั้น คนที่นั่ง อยู่ที่เบาะหลัง ได้ลดกระจก ใช้อาวุธปืน ไม่ทราบขนาด ยิงใส่แนวรั้ว เวทีปราศรัย ของกลุ่มคปท. ก่อนขับรถ หลบหนีไปทาง ถนนพระราม ๕ เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต ๑ ราย ทราบชื่อ นายยุทธนา องอาจ อายุ ๒๖ ปี และมีผู้บาดเจ็บ ๓ ราย

ในค่ำของวันที่ ๒๘ ธันวาคม เราก็ต้องมา จัดงานไว้อาลัย ให้แก่ผู้กล้า ยุทธนา องอาจ อีกงานหนึ่ง เป็นสองวัน ติดต่อกัน ที่เวทีราชดำเนิน นับเป็นความสูญเสีย ที่ไม่มีใคร อยากให้เกิดขึ้น แต่ตายหนึ่ง เกิดแสน เกิดล้าน มวลมหาประชาชน "ในความตาย ชีวิตก็ยังคงอยู่ ในความอสัจจ์ สัจจะก็ยังคงอยู่ ในความมืดมิด แสงสว่าง ก็ยังฉายสู่ ข้าพเจ้า จึงกล่าวได้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ชีวิต สัจจะ แสงสว่าง ความรัก และความดีงาม อันสูงสุด" เป็นวาทะของ มหาบุรุษ แห่งอหิงสา "มหาตมา คานธี" เหตุการณ์ การเสียชีวิตของ ทั้งเจ้าหน้าที่ และผู้ชุมนุม ในการชุมนุมของ กปปส. ครั้งนี้ จะไม่สูญเปล่า เพราะมวลมหา ประชาชน จักแปร ความสูญเสีย ให้เป็นพลังแห่ง สันติ อหิงสา ออกมาร่วมกัน ยืนหยัด ทำสิ่งที่ดี อย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ มากัน ให้มากกว่าเดิม จนกว่า จะได้ชัยชนะ

ชีวิตของชาวไทย ที่ต้องสูญเสีย ในการดื้อดึงดัน ที่จะทำพิธีกรรม การเลือกตั้ง ทั้งที่ตนเป็นรัฐบาล ที่โมฆะ ไปแล้วนั้น ทำให้เกิดกระแส ที่จะปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง ของประชาชน ยิ่งพุ่งสูงขึ้น เกิดมวลชน กปปส. หลายจังหวัด พากันรวมตัว ไปปิดล้อม สถานที่รับสมัครส.ส. ในหลายจังหวัด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน ๘ จังหวัดภาคใต้ ไม่สามารถ รับสมัครส.ส.ได้ มีกกต. บางจังหวัด แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจาก การเป็น กกต.จังหวัด ยิ่งทำให้เห็นว่า เป็นไปได้ยาก ที่จะเกิด การเลือกตั้งได้ ตามกำหนดเดิม

ทีมงานข่าวอโศก

สารอโศก อันดับ ๓๓๒ เดือน กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๖

อ่านต่อฉบับ ๓๓๓

www.asoke.info