001 ธรรมปัจเวกขณ์
วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖

เหล่าพวกเราที่ได้พึงเพียรปฏิบัติ ที่เราทำท่าทีพิจารณานี้ ก็อยู่ในหลักการ ของการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น แม้เราจะอยู่กิจ ที่กำลังฉันอาหาร เราก็จะพิจารณาเรื่อง อาหาร นี้เป็นกิจ ที่เราจะทำ ณ บัดนี้ ซึ่งการจะละ ล้างกิเลสอะไร เราก็ได้พูดกันมาก ในเรื่องของอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา ที่เราจะต้องมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม และก็จะต้อง พยายาม ลดละกิเลสภายในใจ ในขณะที่ เราจะต้องเดินหน้าชน เพราะเราเป็นคน จะต้องกิน เพราะฉะนั้น เราจะทิ้งหนีไปไหนไม่ได้ เราจะต้องกิน แต่กินก็จะต้องกิน อย่างละกิเลส นี้เป็นมรรค องค์ ๘ หรือนี้เป็น การปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติธรรม อยู่กับข้าศึก โดยตรง อยู่กับที่มันแฝงกับกิเลส อยู่ในนั้น ได้อย่างแน่แท้ และเราก็จะยืนอยู่บนนี้ สู้กันอยู่ตรงนี้ และเราก็ชนะอยู่ตรงนี้ เหนือๆมัน อย่างเด่นชัด

เพราะฉะนั้น แม้แต่อาหารการกิน จะต้องพิจารณา นอกเหนือกว่านั้น เราก็ได้แนะนำ ให้กว้างขวางไป เพราะเรามี วันเวลาศึกษามาก แล้วพิจารณา ให้ถ้วนทั่ว รอบไปหมด แม้แต่เรื่องอื่นๆ แนะนำแนะเชิง ให้เราเข้าใจ ในการพิจารณา เพื่อที่จะได้ ตัดกิเลสไป ทุกเรื่องทุกราว ทุกขณะ ทุกอิริยาบถ ที่เราจะสามารถ พึงพิจารณา มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เพื่อที่จะปฏิบัติธรรม ให้ถูกวิธีการ ตามฐานานุฐานะ เรามีฐานะเท่าไหร่ จะสมาทานศีล เท่าไหร่ หลักการหรือกรรมฐาน ที่เราจะกระทำแก่ตน อะไรเด่น อะไรชัด อะไรที่เรา ได้สมาทาน อะไรที่เราตั้งใจ ทำกับมัน อะไรที่เรารู้ตัวว่า จะเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มให้เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็จะเกิดตาม

เมื่อเราทำอธิศีลได้ อธิจิต อธิปัญญา ก็เกิดจิตจริง ละจริง ล้างจริง รู้จริง มีปัญญาเห็น ยถาภูตญาณทัสสนะ มีปัญญา ที่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ว่ามันเกิด เกิดแล้วเราก็ทำ ให้มันลด จาง คลายได้ มันอ่อนจางได้ หรือ มันดับได้สนิท ทั้งๆที่เราอยู่กับมัน บนมัน เหนือมัน ทุกเรื่องทุกราว ไม่แต่เฉพาะ เรื่องกิน แม้แต่จะเรื่อง ทำการทำงาน

แม้แต่จะสัมผัสสิ่งแวดล้อม องค์ประชุม จะเป็น วัตถุต่างๆ เป็นบุคคลต่างๆ เป็นอิริยาบถต่างๆ แม้ที่สุด เป็นจิตวิญญาณ ของบุคคล เราก็สามารถ ที่จะพอรู้ และก็พอที่จะเห็น แก่จิตวิญญาณ แก่กันและกัน เกื้อกูลกัน กระทำกันและกัน ให้สู่ที่สูง ไปด้วยกัน

เรามีหมู่มาก เรามีคนมาก จริตมาก จิตวิญญาณมาก พฤติกรรมมาก หลายๆ อย่างมากขึ้น กระทำให้เราเอง จะต้องระมัดระวัง มากขึ้น สำรวมมากขึ้น สังวรมากขึ้น สติเราก็จะต้อง กล้าแข็งมากขึ้น แม้จะมีมาก ก็ตาม เราก็คงทำตาม ฐานะของเรา แต่ละบุคคล ที่สมาทาน ตามความพอเหมาะพอดี เราทำได้แค่นี้ เราก็เอาแค่นี้ก่อน เพราะฉะนั้น อันอื่น แม้จะรุมล้อมมาเยอะ แต่เราตัดแล้ว เราจะต้องแม่น จะต้องเข้าใจ ให้ชัดว่า สิ่งนี้ เกินตัวเรา สิ่งนี้เรายังไม่รับ เรายังไม่เอา ไม่ใช่เราไม่รับ มันก็เป็นอยู่ละ แต่ว่าเรายังไม่เป็น บทปฏิบัติ หรือว่า เรายังไม่ลด ไม่ละอันนี้ เพราะว่า เราสู้ไม่ได้ เราต้องลดละ ไปในฐาน ที่เราได้ ตั้งสมาทาน ให้แก่ตนเสียก่อน ทำไป จนกระทั่ง ค่อยอ่อน ค่อยจาง ค่อยมีแรง ค่อยมีเรี่ยว เพิ่มขึ้นๆๆ เราจึงค่อยสมาทาน สูงขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มกฎเพิ่มหลัก เพิ่มเรื่อง ที่เราจะต้อง ต่อสู้กับมัน มากขึ้น ตามที่จะสามารถเพิ่มได้ อย่างแท้จริง

เราก็จะเป็นผู้ปฏิบัติไป ถูกขั้น ถูกตอน ถูกระดับ แล้วก็จะสมส่วน ที่เราพอสู้ได้ ไม่เกินแรง สามารถทำได้ อย่างแข็งแรง อาจหาญ ชาญกล้าชนะ

ขอให้เราทำให้แข็งแรง อุตสาหะวิริยะ มีความมานะ อดทน ทั้งพิจารณา ที่เห็นความจริง ด้วยปัญญา ที่ซับซาบ ทั้งทำให้ลด ให้ละ ด้วยจิตใจ แข็งแกร่งขึ้น อธิจิตสูงขึ้น เจโตก็กล้าแข็ง ปัญญาก็เฉียบแหลม เห็นจริงเห็นชัด ยิ่งๆขึ้น

การปฏิบัติธรรมด้วยทฤษฎี หรือด้วย ระบบของ พระพุทธเจ้า ที่ดำเนิน โพธิปักขิยธรรม ที่เรียกภาษาเต็ม ไม่เช่นนั้น เราจะแบ่งเรียกว่า มรรคองค์ ๘ เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ก็ล้วนแล้วแต่ เป็นเรื่อง ปฏิบัติธรรม ทางเดียว ทางเอก เอกะ ทั้งนั้น เอกายน มัคโค หรือว่า เอเสว มัคโค เป็นทางเอก ทางเดียว หรือ ทางสายนี้ สายเดียว ไม่มีทางอื่น เป็นทางที่เรียกต้น หรือเรียกปลาย ก็อยู่ในตัวของมัน หรือเรียกรวม เรียกต้น ก็เรียกว่า สติปัฏฐาน เรียกปลาย ก็เรียกว่า มรรคองค์ ๘ เรียกรวมก็เรียก โพธิปักขิยธรรม เรียกย่อก็ เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ ที่เคยสรุป ที่เคยวิจัยวิจารณ์ ให้ฟังมากหลาย ถ้าเข้าใจ อย่างดีแล้ว ไม่มีสงสัย ในหลักการแล้ว ก็เหลือแต่ เราจะปฏิบัติ ประพฤติจริง

ขอให้ทุกคน จงได้พิจารณาทุกเมื่อ มีธัมมวิจัย ทุกอารมณ์ ทุกเวลา ให้มากเวลา ให้มากขณะ มีสติ อันแข็งแรง และเราก็มีธัมมวิจัย แล้วมีวิธี ที่จะลด จะละกิเลสนั้น ได้ทุกๆคน เป็นไปสู่ทางดี ทุกๆคนเทอญ

สาธุ.

ธรรมปัจเวกขณ์ ๒๕๒๖