014 ธรรมปัจเวกขณ์
วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๖

ผู้มาปฏิบัติธรรม พิจารณารอบตื้น พิจารณารอบซ้อน และลึก ถ้าได้พิจารณาดีๆแล้ว ก็จะเกิดปัญญา จะเห็นสัจธรรม อีกมากชั้น มากเชิง จะเห็นว่าเราเอง เราบางคน ได้รอบตื้นง่าย หยาบๆ ทำปีนขึ้น ได้เลยก็มี อันนั้นหมายความว่า อินทรีย์พละ หรือว่า ความเพียรของผู้นั้น ยังไม่พอ ส่วนที่ทำได้ง่าย ในรอบหยาบ ก็เพราะว่า เป็นบารมีเดิม เป็นของเก่า ที่ได้มีมาแล้ว เพราะฉะนั้น เวลามาทำ จึงง่าย ได้แล้วเสร็จ เสร็จแล้ว เราก็เพียรน้อยไป แล้วเราก็จะต้องบุกบั่น เพราะว่า การเพิ่มชั้น เลื่อนชั้นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไหนแต่ไหน ยิ่งขั้นต่ำ มันก็ยิ่งยาก ถ้าสูงขึ้นไปอีก ชั้นต่ำนั่นผู้จะเลื่อนสูงขึ้น มันก็ยากทั้งนั้น ยิ่งสูงขึ้น จะว่ายาก อีกเชิงหนึ่ง ที่ว่ายากนั้น ก็เพราะว่า มีกิเลสลึกซึ้ง ซับซ้อน ที่เนียนใน มานะก็สูงขึ้น ภาระอะไรต่ออะไร ที่จะต้อง ระมัดระวัง ที่จะต้องมี สังวรระวัง มีระเบียบ มีวินัย อะไรต่ออะไร สิ่งแวดล้อม ของสมมุติสัจจะ ก็สูงขึ้น มันจึงยาก เพราะฉะนั้น บางคน จึงไปไม่รอด

ส่วนผู้ใด ถ้าเผื่อว่า ได้เห็นความสบาย เห็นอย่างสอดคล้อง ทั้งสิ่งแวดล้อมนอก ทั้งสิ่งใน ที่เราเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นความเบา ความว่าง ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะมีวินัย มีกฎ มีหลัก มีระเบียบ

ถ้ายิ่งผู้ใด ปฏิบัติถูก ทางทฤษฎี มรรคองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า แล้ว และได้ทำมา เป็นขั้นเป็นตอน อย่างแข็งแรง ผู้นั้นจะไม่รู้สึก ท้อต่ออุปสรรค หรือว่าบทที่เรา จะปฏิบัติประพฤติ กลับจะเห็นว่า เป็นกำไร ที่เราได้มี แบบฝึกหัด ที่เราได้ลดละ ได้ฝึก ได้ทดลอง ดีกว่าว่างๆ ไม่มีแบบฝึกหัดเลย เหมือนนักมวย ไม่มีคู่ซ้อม มือถึงๆ มือดีๆ นักมวยเกๆ ไม่มีคู่ซ้อมมือถึงมือดี จะรู้สึกว่า มันรู้สึกว่า มันไม่ค่อยจะสมบูรณ์ ไม่เจริญ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น แต่ถ้าเผื่อว่า มีคู่ซ้อมมือถึงๆ มาให้ซ้อมเสมอๆ จะรู้สึกว่า ถนัดถนี่ รู้สึกตัวเอง แข็งแรง รู้สึกตัวเอง มีความสามารถ ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ฉันใด

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ทฤษฎีของ พระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่หนีเลย แต่เป็นทฤษฎี ที่กล้าหาญ องอาจ ผจญประจัญ แล้วก็สามารถ ที่จะแข็งแรง แกล้วกล้า มั่นคง ไม่ถดถอย เป็นทฤษฎีที่ ตรงข้ามกันเลย กับทฤษฎี เดียรถีย์ ซึ่งเป็นการอ่อนแอ เป็นเรื่องที่หลบลี้ หลบเลี่ยง ไม่ผจญ ไม่ประจัญ เพราะฉะนั้น ก็ต้องสังเกต ให้ดีๆ

ข้อสำคัญ มันอยู่ที่ อย่าทำเกินภูมิ เกินฐาน ฐานะของผู้ใด ดูตนมองตน ตรวจตนให้ดีๆ อย่าเหิมห่าม จนเกินการ เสร็จแล้วจะเข็ดเขี้ยว ไปไม่รอด แล้วก็ตื้นๆ แล้วก็ถดถอยลงไปได้ ถ้าเผื่อว่า ไม่เข็ดเขี้ยว ไปได้ อย่างเต็มมือ

อย่ามีมานะ อันใดสูง ต้องยอมรับว่า มันสูงเกินแรง เกินฐานะของตน ผู้ใดวัด ความสูงเกินแรง ของตนเอง ได้ชัดเจนอยู่ ผู้นั้นไม่พลาดง่าย แต่ระวังอีก ในมุมกลับ ตัวเอง อยู่ในฐานะสูง เหมือนกัน แต่เสร็จแล้ว ก็หลงผิด เข้าใจผิด นึกว่าตัวเองต่ำ ก็ทำให้ช้าเหมือนกัน ทำให้ช้า ไม่ค่อยเดิน ไม่ค่อยเจริญดี มันไม่ตึงๆมือ มันไม่สมฐานะ ก็ดูเบาดูง่าย ดูเบาดูง่ายแต่ว่าช้า เพราะฉะนั้น ก็ต้องพยายาม ระมัดระวัง ดูให้มันพอเหมาะพอสม ในเรื่อง มัชฌิมา หรือ สมฐานของตนๆ ถ้าได้สมสัด สมส่วน ดีทุกขนาดแล้ว เราก็จะเป็น ผู้ที่ปฏิบัติได้เร็ว เจริญ และไม่หนักหนา สบายๆ

ในการปฏิบัติธรรม ถ้าเผื่อว่ารู้ว่า เราก็จะต้อง ตั้งตน อยู่ในความลำบาก คือ จะต้องขัดเกลา ต่อสู้มาก เพียรเป็นไปด้วยใจ ที่เข้าใจแล้วนี่นะ มันไม่ทุกข์ มันไม่เดือดร้อน นอกจาก คนนั้นขี้เกียจ ถ้าไม่ขี้เกียจแล้ว มันก็ต้องทำงาน มันก็ต้องพากเพียร สร้างสรรไป ทั้งบทปฏิบัติ ทั้งการงาน มันอยู่ร่วมกัน การงานก็อยู่ร่วมกัน บทบาทปฏิบัติธรรม ก็สอดซ้อนอยู่ ในการกระทบ สัมผัส ด้วยทวารทั้ง ๖ สังวรระวัง สำรวม สิ่งที่จะมา ผจญประจัญ ทำให้เราเกิด ธรรมวิจัย เกิดกุศล เกิดอกุศล แล้วก็ไปมีผล ต่อเนื่องถึงจิต ที่เราเรียกว่า "มโนปวิจาร ๑๘" ต่อเนื่องถึงจิต เราจะดู เวทนาในเวทนา เสมอๆ หรือ เราจึงเรียกว่า "จิต" หรือ เราเรียกว่า "ธรรมารมณ์" ก็ได้ แต่ว่าในการปฏิบัติธรรมแล้ว

การปฏิบัติ สติปัฏฐาน ๔ มันเดินบท พร้อมกันทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม มันเดินร่วมกัน ไปหมดเลย "กาย" แปลว่า องค์ประชุม "เวทนา" ก็คือ สภาพที่ลึกไปถึง ตัวความรู้สึก สุขทุกข์ แล้วเราก็ปรับไปสู่ ไม่สุข ไม่ทุกข์ นี่เป็นระบบง่ายๆ เป็นความหมายง่ายๆ ซ้อนลงไปในจิต "เวทนา" ก็คือจิต เพราะฉะนั้น ซ้อนลงไปในจิต เรียกละเอียดลงไป เรียกว่า "อารมณ์" หรือ "ธรรมารมณ์" เราก็จะรู้สภาพของ สภาพธรรมารมณ์ หรือ อารมณ์ของจิต ที่มันซับซ้อน ลึกซึ้ง แยบคาย ลงไปอีก ไม่ใช่แต่เพียง ว่าสุขว่าทุกข์ และแม้ที่สุด ไม่ใช่แค่โสมนัส มันถึงขั้นว่า ชอบหรือชัง เป็นอิฎฐารมณ์ หรือ อนิฎฐารมณ์หรือไม่ ถึงปานนั้นทีเดียว และเมื่อเวลา สูงสุดแล้ว อารมณ์จะเป็นถึงขนาด อิฎฐารมณ์ หรือ อนิฎฐารมณ์ เราก็จะรู้ฐานอาศัย ฐานอาศัย ที่เรียกว่า อนิฎฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ ไม่น่าพึงใจนัก แต่ว่าอารมณ์ ที่ไม่น่าพึงใจนัก โดยสภาวธรรม ไม่ใช่อารมณ์ที่เสพ หรือที่ติดของเรา เป็นอารมณ์ที่เรียกว่า เราก็จะตั้งอยู่ใน ทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ มันตั้งอยู่ ในอารมณ์ที่ลำบาก สำหรับ เสขบุคคล จะมีอย่างนั้น เสมอๆ

ถ้าเราเข้าใจ ไม่ถูกต้องแล้ว เราก็จะเห็นว่า อารมณ์ที่ เราจะต้อง ตั้งตนอยู่ในความลำบาก เป็นอารมณ์ของ อนิฎฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ ไม่น่าพึงใจ ไม่น่าชอบใจ เราจะเข้าใจผิด ได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปพึง เข้าใจผิด ต้องพยายามเข้าใจ ให้ชัดว่า อารมณ์ที่มัน ที่จะต้องฝืน อยู่บ้างนี่แหละ จะต้องทนอยู่บ้าง นี่แหละ เรากำลังขัดเกลา แล้วขณะขัดเกลา เราจะเห็นสภาพ ทุกอย่างเลย ว่ากระทบสัมผัส อย่างนั้น ๆ อย่างนี้แล้ว เราก็กำลัง ได้ลดกิเลส ได้ฆ่ากิเลส ได้พยายามตั้งมั่น แข็งแรง สู้ทน ได้เดินสู่สูง ได้เดินสู่สูงๆ อยู่เรื่อยๆ เราก็จะเป็นผู้รู้ สิ่งที่เป็นนามธรรม พวกนี้เอง เพราะฉะนั้น ในขั้นจิต หรือ ธรรมารมณ์แล้ว ก็ยิ่งลึกซึ้ง เป็นดังกล่าว ที่พูดคร่าวๆ ให้ฟังนี้

ถ้าผู้ปฏิบัติธรรม โดยหลักเอก หรือทางเอก ของพระพุทธเจ้า พิจารณาสติปัฎฐาน ทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม จึงเป็นเรื่องที่ ปฏิบัติมรรคองค์ ๘ แล้วเดินไป มีสภาพให้เราเรียกได้ ขานได้ จะหยิบมาเป็น แต่ละชื่อ แต่ละเรื่องว่า กายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ก็เรียกได้ทุกอัน มีอยู่พร้อมสรรพ เพราะมันเกี่ยวพัน ทั้งข้างนอก และถึงข้างใน แก่บุคคลๆ นั้นทีเดียว

นี่เป็นการฝึก เป็นการปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ จะต้องพิจารณา กระทำให้จริง ผู้ใดเข้าใจแล้ว เรียบร้อย จะปฏิบัติธรรม โดยไม่หมองหม่น โดยไม่ผิดลักษณะธรรม เบิกบาน ร่าเริง มีความเพียร และสนุกกับ การปฏิบัติธรรม เสียด้วยซ้ำไป ผู้ที่ปฏิบัติธรรม มีความเบิกบาน ร่าเริง หรือ มีความเพลิดเพลิน ในการปฏิบัติธรรม ถูกตามทฤษฎี ของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงสร้างประโยชน์ตน และ ประโยชน์ท่าน ไปพร้อมๆ กัน ในขณะที่ปฏิบัติธรรม ของทุกๆคน และจะเจริญเร็ว พร้อมกันนั้น เราเรียกอันนี้ว่า สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา

สาธุ.