027 ธรรมปัจเวกขณ์
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖

ตอนนี้ได้พยายามแนะนำ ในเรื่องสัจจะ ให้เข้าใจในสัจจะ แต่ก็ยังไม่ได้ขยาย เรื่องสัจจะ ที่เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ กับ สมมุติสัจจะ ให้พิศดาร เอาไว้สักวัน จะขยายให้ฟัง แต่ตอนนี้ เข้าใจให้ลึกซึ้งว่า สัจจะนั้น เป็นความจริง โดยส่วนนอก ความจริงโดยวัตถุ ความจริงโดยตัวตน บุคคล เรา เขา ก็เป็นด้วย สัจจะที่เราเอง ที่จะเน้น ให้เห็นจริง อยู่ตอนนี้ นี่ก็คือสัจจะ ที่เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วก็เล็งเห็น ถึงสภาพจิต จิตของเรา ได้ถูกขัดเกลา จิตของเรา ได้ละล้าง จางคลาย ซึ่งเป็นปรมัตถธรรมด้วย

เริ่มต้นเข้าไปหา แก่นที่สูงสุด เริ่มต้น ละทางจิต ล้างทางจิต นั่นท่านเรียกว่า อภิธรรม หรือ ปรมัตถธรรม ให้มันเป็น สภาพจริง แล้วเราก็จะต้อง รู้จริง จนเรามั่นใจ ปัญญารู้ ความเชื่อถือ เชื่อจากของจริง ที่เกิดจริง เป็นจริง เราลด เราจาง เราคลาย แม้แต่ชั่วเดี๋ยว ชั่วด๋าว เราก็รู้ ทำแล้ว มันมั่นคงขึ้น เห็นผล เห็นประโยชน์ เป็นรสสัจจะ รสอันล้ำเลิศ ของสัจจะ ก็จะรู้เองว่า มันเป็นรส อันล้ำเลิศ ที่เรายินดี พอใจในรสนี้ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ว่า รสอะไรเลิศที่สุด อะไรหนอ ที่เป็นรส ที่ล้ำเลิศที่สุด ก็สัจจะ เป็นรสที่ ล้ำเลิศที่สุด เพราะฉะนั้น

สัจจะที่เป็นรส ที่ล้ำเลิศที่สุด ไม่ใช่มีสัจจะอะไร เป็นรสของมัน สอดคล้องกันกับ สภาพของ วิมุติรส วิมุติรสเป็นรสเลิศ เป็นธรรมรสที่เลิศ เพราะฉะนั้น มันสอดคล้องกันอยู่ รสสัจจะที่เลิศ ว่ารสวิมุติ รสที่ไม่มีรส รสที่ไม่บำเรอ รสที่ไม่เสพสม แต่มันว่าง มันวาง มันปล่อย มันสบาย มันเบา เมื่อถึงที่สุดแล้ว เป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่ถึงที่สุดแล้ว คุณก็จะเห็นของจริง จะเชื่อถือ เชื่อมั่นได้ว่า มันจางคลาย มันง่ายขึ้น จะมีสภาพที่เรา จะเห็นบทบาทลีลา ความเป็นอยู่ ความเกี่ยวพัน ความดึงดูด ความปล่อยคลาย เราจึงจะเกิดปัญญา ในการปฏิบัติธรรม เห็นความละ ล้าง หน่าย คลาย จืด จาง ปล่อยคลาย ไม่ติด ไม่ดูด แล้วก็จะเห็นความจริง ความเห็นจริง

ถ้าเผื่อว่า เราปฏิบัติธรรม อ่านไม่ออก มองไม่ออก ถึงอาการจิต สภาพที่กำลังพูดอธิบาย ด้วยภาษา ให้ฟังนี่ แล้วเราก็ไม่เข้าใจ ไม่เห็นจริง สัมผัสของจริงไม่ได้ ไม่ถึง ก็ยากที่เราจะเกิด ศรัทธาตัวจริง แต่ถ้าเผื่อว่า เราเห็นจริง สัมผัสได้ อ่านออกแม่นแท้ เราจะเห็นสภาพ สัจจะนั้น และ จะเกิดศรัทธาตัวจริง

แนวคิด แนวความเห็น แนวความยินดี แล้วมันก็เป็นไป ตามทางนี้ด้วยจริงๆ บางคน เห็นเหมือนกัน เห็นว่า มันว่างลง เบาลง แล้วก็รู้สึกว่า ตัวเองว้าเหว่ ตัวเองจืดชืด แล้วตัวเอง ก็ไม่พอใจ ไม่ยินดี โอ๊ย! สู้ไปมีรสไม่ได้ นี่แสดงว่า ยังไม่เข้าใจ ในสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่เบื้องต้น ว่าโลกุตระนั้น เป็นไปเพื่อ ความจางคลาย และหมดสภาพ เราต้องกล้าหาญ เราต้องมี ความเข้าใจอันนี้ แล้วเราจะเอาอันนี้ จนเกิดจิต เกิดปัญญาเองจริงๆ เลยว่า เรายินดีพอใจ ที่จะอยู่อย่างสบาย ง่าย ว่าง จากรสพวกนี้

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เป็นปมด้อย ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อยากจะไปแข่ง ไปขัน อะไรเขาจริงๆ แต่เราก็อยู่ กับเขาได้ เขามีอะไรๆๆ เราก็สัมผัสเฉย ว่างอยู่จริงๆ แตะต้อง กระแทกกระทั้น อย่างไร ก็ไม่กระเทือน หวั่นไหว อะไรเลย จริงๆ มันถึงจะถือว่า มั่นคง หรือตั้งมั่น หรือไม่หวั่นไหว หรือ จะเรียกด้วย ภาษาบาลี จะเรียกว่า ไม่หวั่นไหว อย่างใดๆ นกัมปติ หรือว่า อเนญชา อะไรก็ได้ทั้งนั้น มันไม่ไหว ไม่หวั่น ไม่กระเทือน ไม่สะเทือนสะท้าน มันนิ่งเงียบ อยู่อย่างเบิกบาน ร่าเริง พอใจ ไม่น้อยหน้า ไม่น้อยตาอะไรเขา ไม่เป็นปมด้อย ปมลดอะไร เป็นปมน้อย น่าน้อย น่าเสียดาย อะไรเลย

สัจจะที่กำลังเน้นนี้ เป็นสัจจะทางโลกุตระ เป็นสัจจะ ที่ไม่ใช่ไปเสพสม แบบโลกียะ ก็ขอให้เข้าใจ สัจจะอันนี้

และขอให้เข้าใจคำว่า ศรัทธา ดังที่ได้พยายาม อธิบายให้พิศดาร มามากมายนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้เข้าใจว่า ศรัทธา ไม่ใช่ไปตามๆ เชื่อดายๆ แต่ต้องมีสัจจะ ปรากฏ ทรงขึ้น ตั้งขึ้น เป็นขึ้น เห็นรูปรอยแห่ง ความละ ปล่อย เห็นความบริจาค เห็นความวางออก เห็นความไม่ติด ไม่ยึด

สิ่งเหล่านี้ว่าด้วยภาษา กล่าวด้วยภาษา แล้วเราก็พิสูจน์ ถ้าเรามีจิตใจยินดี พอใจในเรื่อง ของโลกุตระ อย่างนี้จริง เราเป็นคน พันธุ์เดียวกันกับ พระพุทธเจ้า แล้วเราเป็นคน เผ่าเดียวกัน พันธุ์เดียวกันกับ พระพุทธเจ้า ที่พาเป็น พระพุทธเจ้า ท่านก็เป็นอย่างนี้ จนกระทั่ง ท่านปรินิพพาน ดับสูญไปแล้ว

ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา ท่านก็สูญกับ ความเบิกบาน ร่าเริง ด้วยอันนี้ ด้วยสัจจะอันนี้ ผู้ใดที่จะเป็นไป ตามคิด ว่าเราจะมา เป็นลูกของ พระพุทธเจ้า มาเป็นเผ่าพันธุ์ ของพระพุทธเจ้า จิตใจ ก็จะต้องมาเป็น แล้วจิตคุณ จะรู้เองว่า มันยังฝืนอยู่นะ มันยังอยากไปทางโลกีย์ คุณก็จะรู้ หมดอยาก ไปทางโลกีย์แล้ว มันมาทางนี้ โดยจริง สนิทมาก สนิทน้อย คุณจะรู้ของคุณเอง ไม่มีไหว ไม่มีแว้บ คุณจะรู้ของคุณเอง หรือ มีไหวมีแว้บ คุณจะรู้ของคุณเอง นี้เรียกว่า สัจจะ

ยิ่งมีเวลานานวัน นานปี นานเดือน มากปีเข้า ก็ยิ่งเห็นชัด คุณก็จะทบทวนได้ สอบทวนได้ ของตัวเอง พยายามระลึกดู อย่าหลง อย่าเข้าใจเอนเอียง เข้าข้างตัว อย่างกลบๆ เกลื่อนๆ เราต้องซอกเซาะ ดูจริงๆ ให้ละเอียด แยบคายว่า มีอะไรซุกแทรก มันมีอะไรซ่อน มันมีอะไรบังเรา มันมีอะไร ปกปิดตัวเองอยู่ อย่าให้มันมี เมื่อไม่มีแล้ว เราจะรู้ความจริง ที่เรียกว่า สัจจะ

มีรู้ว่ามี เหลือน้อย รู้ว่าเหลือน้อย แม้เหลือน้อยแล้ว แล้วเราก็ปกปิด อำพรางมันเลย แล้วก็หลงตัวเอง ว่าหมด มันเป็นได้ง่ายๆนะ สำหรับคนที่ หวงแหนกิเลส กิเลสมันก็ มีบทบาท ของมันเหมือนกัน มันก็จะดึงเราไว้ เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามแยบคาย ดูให้ดี ใจเย็นๆ ได้ดีขนาดหนึ่ง ก็ดีแล้ว แล้วได้ดียิ่งขึ้น ก็ดีอีก ได้จนสนิท จนเต็ม จนสมบูรณ์บริบูรณ์ คุณก็จะรู้ สภาวะแห่งสัจจะ และความเชื่อ หรือ ศรัทธาจริงนี้ จะเป็นศรัทธาที่เต็ม จนกระทั่งถึง ดังที่ได้ยก ศรัทธาสูตร มาอ้างอิง มาประกอบ ให้ฟังแล้วว่า มันจะถึงขั้นเต็มครบ ถึงขั้น ปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ เป็นปัจจุบัน นั่นเทียว อย่างนั้นจริงๆเลย เรียกว่า เต็มครบ ศรัทธาอย่างอื่นๆ ก็มีพรักพร้อม

แล้วก็ได้แนะนำ แนะเอา ศรัทธาสูตร มาแล้ว คนที่ยังติดใจ ในเรื่องการว่า เป็นพระธรรมกถึกไม่ได้ ไม่องอาจ แกล้วกล้า ในการที่จะเข้าสู่บริษัท แสดงธรรมแก่บริษัท ให้เข้าสู่บริษัทเถอะ จะแสดงธรรม โดยภาษา ยังไม่ได้ ก็แสดงธรรมด้วยกาย เพราะอยู่กับบริษัท บริษัทอื่น บริษัทไหน เราก็ฝึกฝน

การมาเป็นพระ เราจะไปงานรับนิมนต์ เข้าไปยังบ้าน เข้าไปยังเรือน เข้าไปยังโน้น ยังเราก็แสดง กายธรรม แสดงวจีธรรม ผู้เป็นภันเต ท่านแสดง วจีธรรมรับหน้า ได้ครบครัน ก็ให้ท่าน เรารับไม่เป็น เราก็ฝึกปรือไป มันจะอาจหาญ แกล้วกล้า เข้าสู่บริษัท แม้ยังแสดงไม่ได้ทางปาก ทางกายกรรม ให้มั่นคง เท่ากับเราเอง เรามีแล้ว หรือ ยังไม่มั่นคงทางกาย ทางสัมผัสทางกาย เราก็จะได้รับ บทเรียน แบบฝึกหัด ได้มั่นคง แน่ใจ ศรัทธาตนเอง เชื่อมั่นคงในตนเอง เกิดจริง มีจริง ไล่ระดับไปเรื่อยๆ

แม้ที่สุด เราไม่มีความสามารถ เราไม่มีบุญบารมี ที่จะแสดงธรรม ทางภาษาได้ เป็นสุขวิปัสสโก เป็นพระอรหันต์ ทางด้านที่เรียกว่า ไม่มีนิรุตติ ภาษา ไม่มีปฏิภาณ ที่จะแจกแจง ใช้ภาษาอะไร กับเขาได้ แต่เราก็อย่างน้อย ก็จะมีอรรถ ธรรมะ ที่เป็นเชิงชั้น ต่างๆ แต่เรามีอรรถ มีแก่นสาร ที่ได้อาศัย ได้พึ่งพาแล้ว

ไม่ต้องมีมานะ ที่ว่าเราเอง แสดงอย่างเขาไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา ไม่ต้องมีมานะ ไม่ต้อง เราได้ศีล อันบริสุทธิ์แล้ว ก็ไม่ต้อง อยากสอนเขาอะไร ให้เป็นกิเลส มองตน แล้วก็มีที่พักพิงของตน ได้เท่านี้ ก็ว่าไป ถ้าแม้ว่าเราเอง จะพอเป็นไปได้ ค่อยๆได้ฝึกได้ฝน สามารถสอนผู้อื่น บอกผู้อื่น แนะนำผู้อื่น ได้นิด ได้หน่อย ก็เป็นไปเอง ตามบุญบารมี ที่จะเกิดตามกรรม

ถ้าผู้ใด ไม่ได้สั่งสม กรรมนั้นมา ก็ไม่มีมาก ถ้าผู้ใด ได้สั่งสม กรรมนั้นมามาก มันก็มีมาก มันเป็นธรรมดาเอง เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเรา อย่าอิดหนา ระอาใจ เข้าใจให้แม่น อย่ารู้สึกว่า มันวางใจไม่ได้ มันเดือดร้อน มันหงุดหงิด มันมีมานะน่ะ ตัวเราเอง มันไม่ได้ดังเขา แล้วเราก็นึก น้อยเนื้อต่ำใจ นึกท้อแท้ นึกหดหู่ ไม่อาจหาญร่าเริง ก็เพราะเรา วางสภาพอย่างนี้ไม่ได้ วางสภาพว่า ไม่เป็นไรหรอก เราได้อย่างนี้ ก็ดีแล้ว สิ่งที่ได้ เราก็มีอยู่ สิ่งที่อาศัย เราก็มีอยู่ สิ่งที่มันยังไม่ได้ ยังไม่เจริญกว่านั้น ก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร เจริญได้ก็เอา เจริญไม่ได้ ก็เป็นไปตามนี้ สิ่งที่ดีมี ได้อาศัยแล้ว ก็น่าจะเข้าใจตนเอง ไม่น่าจะให้มีกิเลส ซ้ำซ้อนขึ้นมา เป็นมานะ ทำให้ตนเอง ไม่แกล้วกล้า ในการปฏิบัติ อย่างกล้าประจัน กล้าประจัญ กล้าเป็นไป ร่วมรวมกับหมู่ไป อะไรต่ออะไรไปนะ ไม่ต้องหลบ ไม่ต้องเลี่ยง ถ้าเป็นหลบๆ เลี่ยงๆ อยู่ มันจะช้า ถ้าไม่หลบ ไม่เลี่ยง เป็นไปโดยไม่ห่าม ไม่เหิ่มเกินไป เกินแรง เกินฐานะ เราก็ชนะ ประจัญ ประจัญดะ ไปอย่างนั้น ก็ไม่ดี ก็ต้องรู้ความจริง อีกเหมือนกัน

พอเป็นพอไปได้ขนาดนี้ พอประจันประจัญได้ เราก็จะเป็น ผู้ที่ได้รับสารัตถะ พวกนั้น ตามความจริง ที่เราได้ ประพฤติปฏิบัติ ต้องอบรมตน ต้องมีแบบฝึกหัด อยู่ดีๆ มันมาเอง เอ้า! คนนั้นจับยัด คนนี้จับยัด ไม่มี ไม่เป็นไปได้เลย ทุกอย่างต้องมาจาก การอบรมตน มาจากเหตุ อบรมยุคนี้ กาลนี้ ขณะนี้ หรือว่า อบรมเมื่อก่อน เมื่อปางไหน ยุคไหน ชาติไหนก็ตาม ก็ต้องทำทั้งสิ้น ก็ต้องอบรมทั้งสิ้น ไม่อบรมตอนนี้ ก็ต้องไป อบรมชาติหน้า ไม่อบรมชาติหน้า ก็ต้องไป อบรมชาติโน้น แล้วจะให้มันช้า ไปอีกกี่ชาติ เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ เรามีโอกาส ที่จะได้อบรม มีผู้พา มีผู้นำ มีเพื่อนพ้อง พอได้อาศัย พอได้ช่วยเหลือ เกื้อกูล กันล้ม กันเจ็บอะไร หรือว่า พอช่วยปัดเป่า พอช่วยบัง ช่วยพราง ไม่ใช่พรางซ่อนบัง ช่วยคุ้มช่วยกันอะไร ให้แก่เราบ้าง มันก็มีการเกื้อกูล ระหว่าง มิตรดี สหายดี เพื่อนดี ด้วยกันนี้อยู่ เพราะฉะนั้น โอกาสที่ดีแล้ว วางใจ ตัวที่เป็นจุด ควรวางได้ ปล่อยสิ่งที่ ควรปล่อยได้ แล้วก็ฝึกหัด ฝึกฝน กระทำไป อย่างสบายๆ เป็น สุขาปฏิปทา สิ่งที่มันไม่ถูกฐานะ ไม่ถูกตัว ไม่ถูกตน เกินฐานะ หรือ น้อยไป ที่ต้องพยายาม ให้มันแข็งแรงขึ้นมา ด้อยไป ก็ให้พยายามเต็มขึ้นมา ในสภาพ ที่กล่าวไปแล้ว เป็นพิศดารหลายนัย ทั้งมาก ทั้งน้อย

ขอฟังให้ดีๆ และพิจารณาแก่ตน เราจะได้สัจจะ และเราจะเกิดศรัทธา อันมีปัญญาครบครัน เป็น ปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติ อันสมบูรณ์ เป็นที่สุดได้

สาธุ.