045 ธรรมปัจเวกขณ์
วันที่ -- สิงหาคม ๒๕๒๖

เราได้พยายาม ปฏิบัติธรรม ให้เข้าแนว หรือเข้าทาง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ยืนยันว่า มีทางนี้ทางเดียว เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ซึ่งสรุปย่อๆลง ก็เรียกว่า มรรค อันมีองค์ ๘ มรรคแปลว่าทาง ทางปฏิบัติ อันมีองค์ ๘ เท่านี้ เป็นทางเดียว ทางเอก

ทีนี้ในส่วนประกอบ ที่จะปฏิบัติ มรรคองค์ ๘ นั้น ก็ขยายความไปได้ เราก็ได้พยายาม ขยายความ กันหลายนัย ในหลักวิชา ก็ขยายไป จนกระทั่งถึง สติปัฏฐาน ซึ่งก็มี หลักย่ออยู่ที่ สัมโพชฌงค์ ๗ ซึ่งก็เคยขยาย ให้ฟังแล้ว และ ก็ได้เคยขยาย เป็นภาษา เคียงไปอีก ให้ฟังว่า เราจะปฏิบัติอย่างไร

เราก็ปฏิบัติ มีสติ นั่นแหละ รู้ตัวทั่วพร้อม นั่นแหละ ปฏิบัติให้รู้ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นเป็นหลัก ๓ ทาง ๓ กรรม เพราะงั้น กิริยาที่จะแสดงออก ต้องควบคุม

เคยเขียนไว้ ตั้งแต่ในหนังสือ "คนคืออะไร" ว่าทาง ๓ ทางนี้ เราระวังจะออก เพราะฉะนั้น กายกรรม จะแสดงออก ให้ระมัดระวัง วจีกรรม จะแสดงออก ให้ระมัดระวัง มโนกรรม จะแสดงออก ให้ระมัดระวัง ควบคุม มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัว กาย วจี มโน ให้พรั่งพร้อม จริงๆ แล้วก็ วิเคราะห์วิจัย เป็นธัมมวิจย สัมโพชฌงค์ ให้จริงๆ อย่าให้มันเป็นทุจริต อันเกินฐานเรา อย่าให้มันมิจฉา อันเกินฐานะของเรา เรากำหนดตัวเราเองว่า เราจะมี กาย วจี มโน ให้ดีอย่างนี้ อยู่ในแวดวง โดยเฉพาะ หลักซ้อนลงไปว่า เป็นหลักของศีลก็ดี หลักกรรมฐาน ก็ตาม หลักตบะ ก็ตาม อย่าให้มัน ละเมิดออกไป เป็นทุจริต ในแง่เชิง ที่เราได้ตั้งให้แก่ตน ให้สำคัญ เพราะฉะนั้น

การปฏิบัติธรรม ศีลหรือ หลักกรรมฐาน ก็ประกอบอยู่ในนี้ ควบคุม กาย วจี มโน จริงๆ ส่วนที่จะรับเข้านั้น ก็คือ ทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส แล้วเราจะรับเข้ามา ปรุงร่วมกับจิต กับกาย กับวจีกรรม ของเรานี่ เราจะต้อง พยายาม วิเคราะห์แล้ว วิจัยอีก อย่าให้มันมาร่วม มันมาเป็นเหตุปัจจัย ทำให้เราอะไรตอบออกไป หรือว่ารับเข้าไว้ จนกลายเป็น สั่งสมกิเลส หรือสั่งสมไม่พอ แสดงออก ตอบโต้ เป็นกิเลส ย้อนออกไปอีก

ก็จะต้องตรวจตาม พยายามพิจารณา รู้เห็นจริงว่า เรารับสัมผัส กระทบด้วย ทวารทั้ง ๖ นี่แหละ ไม่มีอื่น แล้วเราก็เอามา ร่วมปรุง ร่วมรู้ ร่วมกระทำ บทกิริยา ออกทางกาย ทางวจี ทางมโน ก็สัมพันธ์กัน ระหว่าง ทวารทั้ง ๖ นี้ เพราะทวารรับ คือ ๖ ทวาร ทวารจ่ายออก คือ ๓ ทวาร เป็น ๙ ทวาร ทั้งหมดนี่ เคยสรุป เคยเขียนไว้ใน "คนคืออะไร"

เมื่อเราได้ควบคุม ทวารออก ๓ ทวาร ทวารเข้าอีก ๖ ทวารนี้ อย่างดี มีปัญญารู้แจ้ง รู้วิเคราะห์วิจัย กันอย่าง จริงจังเลย อย่าให้เป็นอกุศล อย่าให้เป็นทุจริต อย่าให้เป็นชั่วบาป อย่าให้เป็นความผิด อันสมเหมาะ กับฐานะ ของเรา เราจะมีกรรมฐาน เราจะมีศีล เราจะมีตบะ เราจะมีหลักประพฤติ อันที่เราได้กำหนด สมาทาน

สมาทาน หมายความว่า เราฉวยเอาไว้ ประพฤติ ให้มีเสมอๆ ถ้าบอกว่า อย่าทำอย่างนี้ เราก็อย่าให้ได้เรื่อยๆ อย่าไปกระทำ อย่าให้มันเกิด อาการบทบาท ถ้าเราบอก เราจะทำอย่างนี้ ก็จงทำอย่างนั้นให้ได้ เป็น อภิสมาจาร ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ลักษณะบอกว่าเป็น บาปสมาจาร คือเราจะต้อง ละเว้น เลิกหลุด วางปล่อย ก็อย่าให้ได้ อย่าทำ ให้ได้จริงๆ อย่าให้มันเป็น จริงๆ

หลักการกว้างๆใหญ่ๆ ก็เป็นดังนี้ สัมพันธ์กับตัวชีวิต ไม่ว่าทวารออก ทวารเข้า หรือจะอธิบาย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ในนัยซ้อน ลงไปอีก มันก็อยู่ ในหลักการ อันนี้ทั้งสิ้น

นี่เป็นมรรคองค์ ๘ ปฏิบัติแล้ว จะสั่งสมเป็น สมาธิ ดังที่ได้ยืนยันแล้ว ยืนยันอีก ใน มหาจัตตารีสกสูตร และในสมาธินั้น ก็จะพยายามผลิตผล ออกเป็นญาณ สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุติ เป็นที่สุด อย่างแท้จริง ญาณและวิมุติ ไม่ได้เกิดเอง ก็เกิดมาจาก สมาธิ ที่มันได้สั่งสม ด้วยองค์ ๗,

องค์ ๗ นี้ เมื่อปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรง ไตร่ตรองจริง แล้วก็เกิดสภาวะที่ ละก็ดี ที่ทำให้ยิ่งก็ดี อันใดทำให้ยิ่ง ก็ทำให้ยิ่ง อันใดควรละ ละให้จริงแล้วกัน และก็ทำให้ยิ่งกัน สนับสนุน สอดคล้อง กันอยู่อย่างนี้ เราจะเกิด อธิจิต

จิตของเรา จะกล้าแข็ง มีอำนาจทางจิต สามารถปล่อยปละ ละวาง ปัญญาก็จะ ละเอียดลออ รู้ลึก รู้ซึ้ง รู้ความจริง ที่แม่นชัด แม่นตรง เห็นรู้ แล้วทำได้ เสมอๆๆ สลับซับซ้อนเป็น สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อันลึกซึ้ง ลึกซึ้งขึ้น เสมอๆ

นี่เป็นเรื่องที่ กำชับกำชากันอีก อธิบายกันอีก เป็นบทอธิบาย ที่ใช้หัวข้อ ใช้หลักธรรม มาขยายความ ให้พวกเรา ได้ยืนยัน ยืนหยัดว่า เราได้ปฏิบัติอย่างนี้ ถูกทาง ถูกมรรค องค์ ๘ ของพระพุทธเจ้า ดีอยู่หรือ?

ขั้นตอนฐานะ ก็บอกซอยไว้แล้ว ว่าขั้นตอน ของเราเอง มีตบะ หรือว่า มีสมาทาน บทสมาทาน หรือว่า มีกรรมฐานอะไร ก็เรียกมีศีล ก็เรียกมีวินัย ก็เรียกมีพรต พรตก็คือ หลักปฏิบัติ ที่จริงพรต เป็นตัวประพฤติ ก็เรียก เรามีอย่างนั้น จริงหรือเปล่า แล้วเราก็ประพฤติ ให้ซ้ำซาก ให้เกิดผลจริง ให้เป็นไปได้จริง เป็น พหุลีกตา คือ มากหลาย ซ้ำซาก อยู่นั่นแหละ จนเกิดปรากฏ แล้วไอ้สิ่งที่ มันหลุด ก็ปรากฏออก หรือไอ้สิ่งที่ สามารถลด จางคลาย ก็ปรากฏได้ ไอ้สิ่งที่อยู่เหนือ ก็ปรากฏจริง ให้เกิดผล เป็นวิมุติ วิมุติหลุดพ้น จางคลาย ออกจากอกุศล ชั่วบาปทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ได้จริงๆ เราก็ต้องประพฤติ ปฏิบัติพิสูจน์ และ ก็ทำจริงๆนะ นี่เป็นเรื่องที่ เล่าให้ฟัง ซ้ำให้ฟัง ย้ำให้ฟัง

เราจะดูถูกกายกรรม ดูถูกวจีกรรม โดยเรา ไม่สำรวมสังวร ไม่อ่าน ไม่รู้ เข้าไปอีกไม่ได้ เราต้องอ่านรู้ เรานึกว่า เราพูดดีแล้ว แต่ในพูดนั่นแหละ ยังไม่ดี เรานึกว่า เราทำกิริยาดีแล้ว กายกรรมดีแล้ว ในกรรมกิริยา นั้นแหละ ยังไม่มีดี หรือยังมี ดีกว่านั้น จริงๆ เรายังมี ข้อบกพร่อง ในสิ่งเหล่านี้ อีกมาก หลายชั้น หลายเชิง หลายระดับเหลือเกิน แต่เราก็ประมาทว่า เราทำดีแล้วทุกอัน

ในขณะที่ เราทำดีแล้ว ถ้าเรามีปัญญา รู้ว่า ดีกว่านี้ยังมีอีก เราก็จะรู้ว่า เออ! ในองค์ประกอบอย่างนี้ ถ้าเราทำดี อย่างนี้ จนเขาก็สามารถ เป็นคุณเป็นค่า เป็นประโยชน์ เราก็สามารถทำได้ แนบเนียน สุภาพ เรียบร้อย ดีงาม สละสลวยกว่านี้ นั่นคือ ความเจริญอยู่ ทุกเมื่อๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วเราก็จะกระทบ รับสัมผัส ทางทวารทั้ง ๖ จะรู้เท่าทัน จะนิ่งแน่ มีสติสัมปชัญญะ ความแข็งแรง มั่นคง สุภาพเรียบร้อย สุขุม ประณีต สละสลวย งดงาม ไม่หวือหวา ฟู่ฟ่า หลบนั่น เลี่ยงนี่ หรือว่า บกพร่องนั่น บกพร่องนี่เลย เป็นอันขาด นะ

คิดว่าได้อธิบายแค่นี้ นักปฏิบัติพวกเรา ก็คงจะได้ สังวรสำรวม เป็น สังวรปธาน ปหานปธาน และก็ ภาวนาปธาน เกิดมรรค เกิดผล เกิดสิ่งที่ เป็นไปได้ สุดท้ายก็ถึง อนุรักขณาปธาน คือจะต้อง ติดตาม รักษา สิ่งที่ได้ ที่ดีนี้ไว้ ไปตลอดเสมอๆ แล้วก็พัฒนา สิ่งดีเกิดขึ้น ตราบที่เรายังมี รูปนาม ขันธ์ ๕ เราต้องมี อากัปกิริยา มีอิริยาบถ มีการกระทำ การงาน อยู่ตลอดไป เพราะฉะนั้น จึงจำเป็น ที่จะต้องเรียนรู้ ให้ชัดแจ้ง ไม่เช่นนั้น เราทำสิ่งที่ สัมพันธ์กับโลก สัมพันธ์กับผู้อื่น สัมพันธ์กับ ความกว้างขวาง อะไรไปอีก ไม่ได้

เราจะต้อง สัมพันธ์ให้ได้ เป็นประโยชน์ท่าน ให้จริง ประโยชน์ตน ก็เรียนรู้ รู้ที่จบ รู้ที่ตัด รู้ที่ต่อ รู้ความสงบ ความสูงสุด ที่ดีที่สุด แห่งจิตแล้ว และเราก็สามารถ รังสรรค์ สร้างสรรไปได้ ไม่ขัดแย้ง ไม่ค้านกัน ทุกคนเห็นร่วม ทุกคนเห็นดี หรือ มากคนเห็นร่วม มากคนเห็นดีนะ สามารถทำได้ ปานฉะนี้ นั่นคือ ผลสำเร็จ

ขอให้ทุกคนฟัง ไตร่ตรอง และก็เอา รายละเอียด เหล่านี้ มากำกับตน ประพฤติตนให้ได้ สมแก่ ฐานานุฐานะ เป็นสามีจิปฏิปันโน คือ ผู้ประพฤติธรรมนั้น ได้ธรรมะ สมควรแก่ธรรม ตามฐานานุฐานะ ของแต่ละบุคคล เถิดเทอญ

สาธุ.