054 ธรรมปัจเวกขณ์
ประจำวันที่ - - ตุลาคม ๒๕๒๖

เราปฏิบัติธรรมมาด้วย หลักของชีวิต หลักกิน อยู่ หลับ นอน ฟังชื่อว่าหลัก กิน อยู่ หลับ นอน เราเรียกกัน จนกระทั่งว่า เป็นคำกรรมฐาน ในการปฏิบัติของเรา ให้พิจารณาจริงๆ ในการกิน ไม่ใช่พิจารณาแต่คิด ต้องพิจารณา ต่อผัสสะ ตั้งแต่เรานึก เราคิด อยากกินนั่น คิดอยากกินนี่ ก็ต้องพิจารณา ความคิดว่า มันไป เกี่ยวกับอาหาร ไปเกี่ยวกับ สิ่งที่จะกิน ทั้งคิด ทั้งสัมผัส ทั้งพูด สัมผัสอยู่ ทันทีโทนโท่ กำลังแตะ กำลังเห็น กำลังจะหยิบ กำลังจะจับ กำลังจะกิน หรือแม้แต่พูดถึง เราก็พิจารณา วิเคราะห์วิจัยดูจิต ดูอารมณ์ ของเราทั้งสิ้น ดูอาการของจิต คิดก็ดี พูดก็ดี ยังไม่เกี่ยวข้อง ยังไม่สัมผัส ยังไม่ได้แตะกับ อาหารนั้นเลย หรือ ของที่กินนั้นเลย มันก็เกิดปฏิกิริยา ต่อจิตเราได้ แค่คิดอยากกิน แค่คิดชอบ อย่างนั้น ชังอย่างนี้ หรือ คิดอะไร ต่างๆ นานา เกี่ยวกับ อาหารจะกิน จนกระทั่งพูด พูดก็มาจากจิต เป็นเอก เหมือนกัน

พูดไป บางทีพูดไป จิตเราไม่ได้เป็น อย่างนั้นซะหน่อย เราก็พูดไป บางที มันสมควร ไม่สมควร เราก็ต้องพยายาม บางทีเราก็พูด อนุโลมเขา แต่ใจเรา ไม่เป็น และบางทีใจเรา มันเป็น ด้วยซ้ำไป แต่เราก็โกหก คนอื่นเขา อะไรพวกนี้นะ

เราจะต้องพิจารณา สภาพที่ว่า ให้มันเป็นกุศล กุศลแก่จิต มาจากจิต มาจากวาจา จนกระทั่ง ถึงข้างนอก กายกรรม สัมผัส มีวัตถุนั้น แตะต้องแล้ว เห็นแล้ว แตะต้องแล้ว สัมผัสแล้ว ได้กลิ่นแล้ว เคี้ยวเอาเข้าปาก ได้รับรสแล้ว พิจารณาให้จริงๆ พิจารณา โดยการปรับปรุง โดยการเปลี่ยน พฤติกรรมของ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม บางทีเปลี่ยน ทางกาย เราไม่แตะต้อง เราไม่จับ เราไม่หยิบ ไม่เอาเลย เมื่อไม่เอาแล้ว จิตใจ เป็นอย่างไร ก็ปรับจิตต่อ อย่าให้จิต มันอยาก ใจมันอยาก เราก็บอกว่า เอาหละ ไม่ให้มัน ใจมันอยาก ไม่ให้มัน มือไม่เอา กายไม่จับไม่เอา แต่ใจมันเอา ก็ต้องปรับอย่าให้ ใจมันวาง ให้มันวาง ให้มันปล่อย ให้มันคลาย พิจารณา ด้วยกดข่ม ด้วยอดทน ด้วยวิธีการ นานาวิธี ที่เราสามารถ จะให้มัน จางคลาย ปล่อยวาง ไม่ให้มันอยาก ไม่ให้มันโหย ไม่ให้มันหา ไม่ให้มันอาวรณ์

หรือแม้มันชัง ใจมันชังเอา เราจะเอา มันผ่านมา มันชัง เอามันดู นี่มันเป็นอาหาร มันเป็นของที่ คนอื่นเขากิน มีคุณค่า มีธาตุอาหาร รู้ซะด้วย แต่เราไม่ชอบหรอก เราไม่ติด เราก็รับมันมากิน กินให้มันเป็นไป โดยจริง กินดีๆ กินให้มันราบรื่น กินไม่ให้มี ใจฝืดใจฝืน กินมันเป็น ธาตุอาหาร แล้วมันก็เป็น คุณค่าอาหาร ที่ดีด้วย เราก็ควรกิน ควรทำ แล้วก็หัดวางใจ พวกนี้เป็นการ ปฏิบัติธรรม ทั้งสิ้น

ปฏิบัติโดยฝึก โดยยอกย้อน จนสุดท้าย เราเองเราชอบ เราชอบ แล้วเราก็วางใจ ได้ด้วย ชอบ วางใจได้แล้ว แต่ก่อนชอบ ตอนนี้ เราวางใจได้แล้ว แล้วเราก็จะเอา จะหยิบ จะจับละ ตอนนี้ กายสัมผัส แต่ใจ ไม่ได้ดูดซึม ใจไม่ได้ติดอาหาร บอกแล้ว แม้เรา จะต้องเป็น พระอริยะ ขั้นพระอรหันต์ ยังจะต้องกิน เพราะฉะนั้น จำเป็นจะต้อง ปฏิบัติอย่างยิ่งจริงๆ แล้วเราก็จะสัมผัส จะผ่านมัน

ถ้าเรายังหลงเป็น ไม่ว่าอะไรๆอยู่ เราก็จะต้อง เจอมัน ในธรรมชาติ นี่แหละ แล้วมันก็จะ ไม่รู้จักจบ จักสิ้น จนกว่า เราจะอยู่ เหนือมันจริงๆเลย ว่ามันอยู่ก็อยู่ เราสัมผัส สัมพันธ์มัน เราจะกินมันก็กิน แต่ใจเรา ไม่ติดไม่ยึด แล้วจริงๆ ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชัง ของควรกินก็กิน ก่อนนี้ เราเคยชังมันนะ เดี๋ยวนี้ เราก็กินมันได้ โดยที่เรียกว่า ไม่ได้ชังอะไร ก็กินพอประมาณ ธรรมดาๆ ไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้ร้อนอะไร ของชอบ แต่ก่อนนี้ กินด้วยชอบ ด้วยติด ด้วยยึด ด้วยเอร็ดอร่อย เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ได้ เอร็ดอร่อยอะไร ก็พอประมาณ พอเป็นไป ไม่กินก็ได้ กินก็ได้ อย่างนี้ใช้อาศัย พิสูจน์ดูซิ ดูใจ อ่านใจ

เรื่องอาหารนี้ อ่านใจได้ดีมากๆ เราจะรู้เลย มันเหลือนิดหน่อย เหลือนั่น เหลือนี่ แต่อ่านยาก เหมือนกันนะ ชอบกับ วางแล้วนี่ บางทีมันมีง่าย เคยอธิบาย ให้ฟังแล้วว่า บางอย่าง มันง่าย รสมันง่ายกินแล้ว อย่างพริกกินยาก กินยาก แล้วเราก็ พยายามกิน แล้วเราจะบอกว่า เราไม่ชอบ ก็ต้องอ่านใจ ซ้อนดีๆ ว่าไม่ใช่ ไม่ชอบนะ แต่จริงๆแล้ว มันกินยาก หรือแม้แต่ขม ขมมันก็กินยาก แต่พริกเผ็ด กับสะเดาขม นี่นะ พริกกินยากกว่าสะเดา เราก็ต้อง เปรียบเทียบ จิตใจของเรา หรือบางอย่าง มันกินง่าย แต่ก่อน เคยชอบด้วย ชอบกับไม่ชอบ แล้วนี่ แต่มันง่าย กินของ ที่มันจืด หรือว่ามันหวาน แต่ก่อน เคยอร่อย หวาน เคยติดหวาน ด้วยซ้ำ แล้วเรา ก็อ่านจิต ให้ละเอียด ละเมียดละไม เลยว่า ตอนนี้ ไม่ชอบจริงๆนะ เป็นยังไง ซึ่งอาตมา บอกไม่ได้ว่า คุณเอง คุณจะชอบ หรือไม่ชอบ มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ บอกคุณ ไม่ได้หรอก คุณต้องรู้ใจ ของตัวเอง แล้วเปรียบเทียบ วางใจ ให้สนิทสนมชัดๆ เราจะได้เป็น ผู้ที่รู้ อาการของจิต อย่างแยบคาย

ในสิ่งเหตุปัจจัยอื่น ไม่ว่าแต่เรื่องอื่นๆใดๆ มันก็สัมผัส มาถึงจิต เกิดเวทนา สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ ชัง ไม่ชัง พวกนี้ โทมนัส โสมนัส เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้ใดปฏิบัติ มีปัญญา ในการรู้จิต อ่านจิต แยบคายดีแล้ว ผู้นั้นได้ปัญญา ทางธรรม เหตุปัจจัยอื่นๆ มันก็มีนัยสงเคราะห์ เข้าคล้ายกัน มันอาจจะไม่คล้าย ทีเดียวก็ได้ เพราะว่า เหตุปัจจัย ไม่เหมือนกัน มันจี๋จ๋า กว่ากัน มันหยาบ กว่ากัน มันละเอียดกว่ากัน อะไรอีก เยอะแยะ แต่มันก็มีลักษณะ รวมๆ เป็น มโนปวิจาร ๑๘ รวมลงมา เป็นเวทนา สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ โดยเป้าหมาย เราก็พยายาม ให้เป็น สภาพไม่สุข ไม่ทุกข์ โดยการสัมผัส แม้เราจะรับอยู่ หรือไม่รับ ก็ตาม

สุดท้าย เราก็ไม่ต้องรับ อันนี้เลย ไม่ต้อง แตะต้องอันนี้ ขาดไปเลย แต่บางอย่าง มันจำเป็น จะต้องรับ ต้องแตะอยู่ แต่เราก็ใจวาง ใจขาด ใจสงบ ใจดับสนิท ซึ่งกิเลสแล้ว เราจะต้อง อ่านศึกษา จริงๆ จึงจะรู้ ความจริงว่า สุดท้ายแล้ว แม้เรา จะสัมผัส หรือไม่สัมผัส แม้เราจะ ละขาด เลยแล้ว แต่เราก็ยังจะต้อง อยู่กับมันในโลก เราก็เหนือมัน อย่างเด็ดขาด เพราะจิตของเรานั้น วิมุติหลุดพ้น ไม่ติด ไม่ยึด ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่จริงๆ แล้วเราก็อยู่กับมันได้ อย่างสนิทเนียน อยู่ได้อย่าง จิตว่างๆๆๆ จะเป็นยังไง จะมาก จะน้อย เราก็รู้ว่า ไอ้นี่มาก ไอ้นี่น้อย เราจะรู้ค่า ด้วยซ้ำไปว่า นี่เผ็ดจัด นี่ขมจัด มันขมน้อย ยากหน่อยนะ ไอ้นี่เผ็ดจัด ก็ยากหน่อย นี่ขมมาก ก็ยากกว่า ขมน้อย ดีง่ายหน่อย หรือจืดๆ จางๆ ก็ยิ่งง่ายกว่า อะไรพวกนี้ เราจะเข้าใจ สภาพจริงว่า แม้แต่ว่า เราชอบ ไม่ชอบ หรือว่ามันไม่ชอบ ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี แต่ว่ามันยาก สัมผัส รับเข้ามา มันยาก มันง่ายกว่ากันบ้าง ก็ขอให้เข้าใจ นัยอันละเอียด พวกนี้ด้วย

แล้วเราก็จะหมด วิจิกิจฉา จะไม่สับสน ในการที่จะรู้ ความจริง ของอารมณ์จิต หรือ มโนปวิจาร หรือ จิต-เจตสิก อารมณ์ของจิต เป็นที่สุด

แล้วเราก็จะเข้าใจ จะรู้ความจริง ความเป็น ความมี ของเราได้ อย่างของจริง ไม่ใช่เดา ไม่ใช่ไปเที่ยว คำนวณ ด้นเดา สภาพธรรม แต่มีของตนเอง ให้อ่าน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ด้วยการกิน ด้วยเรื่อง ของอาหาร ที่มันเป็นอาหาร คำข้าว โดยตรงนี่แหละ จึงเป็นเรื่องของ ปรมัตถธรรม อย่างยิ่ง มีผัสสะ มีมโนสัญเจตนา มีวิญญาณาหาร อยู่ในนั้นเสร็จ สอดซ้อนอยู่ในนั้น

ขอให้เรา ได้ปฏิบัติธรรม ทุกวัน มีการพิจารณาอาหาร มีการบอกกล่าว เป็นเรื่องอื่น ก็ตาม แต่ไม่ได้ หมายความว่า พาเล่าพาพูด ถึงเรื่องอื่นๆ แล้วเราคิดกิน กินอาหาร ก็กลับไม่ได้ พิจารณามันเลย สติตก สัมผัส สัมพันธ์ มันอยู่ ก็ไม่ได้ประโยชน์ จากการกิน อาหาร อย่างนั้นก็ขาดทุน ก็ขอให้ อย่าปล่อยปละ ละเลย อย่าลืมพิจารณา ไปให้สนิทเนียน ไปเลย เมื่อไหร่ๆ ก็เถอะ แม้คุณจะเป็น พระอริยเจ้า ชั้นสูงๆๆ แม้แต่ เหลือเศษนิด เศษน้อย เป็นรูปราคะ เศษนั่นเศษนี่ เราจะรู้ธรรมะ ที่ชัดเลยว่า อ๋อ! อย่างนี้ พ้นกามแล้ว อย่างนี้ เราทนได้ โดยไม่ยาก ทนได้ โดยไม่ลำบาก แต่ยังมีเศษ อาสวะอยู่นะ เป็นรูปราคะบ้าง เป็นอรูปราคะบ้าง เล็กๆน้อยๆ เราจะเข้าใจเลยว่า ชอบหรือชัง เป็น ภวตัณหา วิภวตัณหา อยากหรือไม่อยาก

เราจะเข้าใจ สภาพธรรมเหล่านั้น จึงจำเป็น การศึกษาที่แท้ มีของจริง เกิดจริง เป็นจริง มีองค์ประกอบ กาโย มีความประชุม อยู่ร่วม อยู่พร้อม แต่เราสามารถ มีความสามารถแน่ สามารถแท้ อยู่ที่เราเหนือ และ รู้ความจริง ว่าเหนือ อย่างชัดเจน เหลือยู่บ้าง พอทนทุกข์ได้ หรือไม่ต้องทนเลย ถอนอาสวะสิ้นเลย เราก็จะรู้ว่า "ถอนอาสวะ" พ้นรูปราคะ พ้นอรูปราคะ แล้วไม่มีกิเลสใหม่ ที่เป็นมานะ

แม้แต่ที่สุด เราก็อยู่กับโลกเขา ยังอาจหาญ ไม่มีการสะดุ้ง สะเทือน สะเทิ้น สะท้าน เป็นอุทธัจจสังโยชน์ ใดๆเลย อยู่กับเนียบ และความจริง

คนอื่นจะตู่จะท้วงอย่างไร เราก็รู้ได้ ด้วยวิชชา ไม่มีอวิชชา ไม่มีอุทธัจจะ และไม่มีมานะ ที่จะทำอยู่กับสังคม อยู่กับใคร จนกลายเป็น ความแตกร้าว เป็นความ ไม่สมานสามัคคี ไม่สันตะ เราอยู่อย่างสันติ และเราอยู่กัน อย่างเป็น ผู้ที่มีบทบาท อันงาม เป็นที่น่าเลื่อมใส และขัดเกลา เขาได้ด้วย ช่วยเหลือเขา ได้ด้วย ประโยชน์ตนสมบูรณ์ ประโยชน์ท่าน ก็ได้ฝึกหัด ทำประโยชน์ และจะฉลาด จะสามารถ ในการทำ ประโยชน์ท่าน ให้ผู้อื่น ได้รู้ธรรมะ และ ก็พยายาม ให้เขา ได้รู้ธรรมะ พ้นทุกข์ พ้นสิ่งที่เป็น กิเลสตัณหา อุปาทาน ไปด้วย ก็เท่ากับ เราเป็นผู้ที่ สืบสาน ศาสนา เป็นธรรมทายาท ได้รับผลของตน และได้ช่วยงาน ศาสนา กตัญญูกตเวที ไปตลอดชีวิต จะหาไม่

สาธุ.