ฌานในพระพุทธศาสนา
สมณะโพธิรักษ์
ณ วัดนรนาถสุนทริการาม เทเวศร์
บางขุนพรหม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๑๗


 

วันนี้ก็มาเริ่มต้นที่เราจะอธิบายธรรมะ สู่กันฟังอีกวันหนึ่ง ธรรมะที่อาตมาบรรยาย ทุกวันเสาร์ ที่เรามาพูดกันฟัง ที่วัดนี้ก็ดี หรือไปเทศน์ที่วัดอื่น ในวันอื่นก็ดี หรือพูดในสถานที่อื่น ที่ไม่ใช่วัดก็ดี ล้วนแล้วแต่ อาตมาพูดอยู่ในมุมเหลี่ยม ที่เรียกว่า เป็นไปแบบ นวังคสัตถุศาสตร์ คืออยู่ในมุมเหลี่ยม ที่มีของเก่ากับของใหม่ ผสมกันอยู่เสมอๆ ตามโอกาส ตามเวลาฟัง ฟังดูประหนึ่ง มันก็เรื่องเก่า แต่ฟังๆไป ถ้าใครสามารถ ที่จะฟังธรรมะด้วยดี ด้วยโยนิโสมนสิการอันดี พากเพียร แยกแยะ ธัมมวิจัย แทงทะลุธรรมนั้น ให้เข้าใจได้เสมอๆ แล้วล่ะก็ เราจะได้อานิสงส์ ในการฟังธรรมนั้นทุกครั้งไป ดังที่ได้เคยพูดถึง อานิสงส์ของการฟังธรรม ให้ฟังเสมอแล้วว่า อานิสงส์ ในการฟังธรรมนั้น มันมีอยู่ว่า

๑.จะได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง

๒.เราจะเข้าใจ สิ่งที่ไม่เข้าใจนั้นยิ่งขึ้น

๓.ความคิดที่เคลือบแคลงสงสัยก็จะได้หมดไป

๔.ได้กระทำความเห็นของเราให้ถูกตรงยิ่งขึ้น

๕.จิตใจเราจะผ่องใสเบิกบาน

อานิสงส์ ๕ ประการนี้ ไม่ใช่ภาษาพูดเล่นๆ เป็นของจริง มีจริง เกิดจริง ผู้ใดฟังธรรมอย่างที่กล่าวแล้ว คือฟัง ด้วยการตั้งใจฟัง อย่างแท้จริงแล้ว จะได้อานิสงส์อย่างที่ว่านี้จริงๆ ความใหม่ คืออะไร? สิ่งที่ไม่เคย ได้ยินได้ฟัง ก็จะได้ฟัง นั่นหมายความว่า ความใหม่ หรือสิ่งใหม่สิ่งแปลก ที่เพิ่มขึ้น สิ่งใหม่สิ่งแปลก นั้นแหละ จะทำให้เราเข้าใจ สิ่งที่ยังไม่เข้าใจยังไม่พอ ยิ่งขึ้น นี่คืออานิสงส์ ข้อที่ ๒ สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ มันยังคลางแคลงใจ ยังสงสัย ยังวิจิกิจฉาอยู่นั่น มันก็จะหายสงสัย คลายข้องใจ ลงไปได้ หายเคลือบแคลงลงไปได้ เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๓ เมื่อเราเกิดปัญญา อันเพิ่มขึ้น ถูกตรงขึ้นได้ เข้าใจเป้า มันดีขึ้น ความสงสัยหมดลง ความเห็นของเรา ก็เข้าเป้าหมายที่ยิ่งขึ้น หมายความว่า ความเห็นของเรา ก็ถูกตรงยิ่งขึ้น เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๔ ผู้ใดฟังธรรมแล้ว ได้ประโยชน์สี่ข้อนี้ แน่นอน ผู้นั้นฟังธรรม ก็เบิกบาน สดใส ร่าเริง แจ่มใส ร่าเริงในธรรมนั่นเอง เพราะว่า เราฟังธรรมแล้ว ไม่สูญเปล่า ฟังธรรมแล้ว ก็ร่าเริงในธรรม ได้รับสิ่งที่เรามาฟังนั้น สมใจ แม้น้อย แต่ค่าของธรรมนั้น มีค่าสูง มันเป็นปีติก็ตาม หรือเป็นอะไรก็ตาม มันเทียบกับค่าของเงิน ไม่ได้หรอกตอนนี้ มันดี มันทำให้เราภาคภูมิ เหมือนกับเรา ได้รับอะไรเพิ่ม มันก็รู้สึกสบายใจ อิ่มเอิบ เมื่ออิ่มเอิบ ร่าเริง เบิกบานสดใส นี่เรียกว่า เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นของจริง

พระพุทธเจ้าท่านตรัส สภาวธรรม ท่านเอาสภาวธรรม มาแยกออก เป็นภาษา แบ่งเอาไว้ เรียบเรียงเอาไว้ มันไม่ใช่ของเล่น ที่ว่าแสดงธรรมะ ที่อาตมาแสดงธรรมเป็น นวังคสัตถุศาสตร์ นั่น อาตมาไม่ได้พูดเอง อาตมาเป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า อาตมาเห็นจริงๆ จริงๆ ว่า อาตมาแสดงธรรมเป็น นวังคสัตถุศาสตร์ แม้จะเป็นนวังคสัตถุศาสตร์ ที่ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่พิสดาร ไม่เป็นธรรมะที่เยี่ยม เหมือนกับที่ของ พระพุทธองค์ ทรงแสดงเอง แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเอง ก็ย่อมจะเป็นธรรม ที่มีคุณภาพ เป็นธรรมะที่มีค่า อันสูงยิ่ง ถูกตรงละเอียดลออ สามารถที่จะแยกแยะ อย่างพิสดาร หรือว่าเป็นธรรม ที่ตรงกับ เป้าหมายแล้ว เด็ดขาด ได้อย่างแน่นอนที่สุด เพราะเป็นของ พระพุทธองค์ ท่านย่อมแสดงได้ดี ได้เก่งกว่าอาตมาแน่ อาตมาเป็นแค่ พุทธสาวก อาตมาก็แสดง ตามภูมิของอาตมา

แต่อาตมาก็ยืนยันว่า อาตมาแสดงแนวเดียวกับ พระพุทธองค์แสดง ...

สภาพของทุกอย่างในโลก มีสภาพ ๓ เท่านี้แหละ สุตะ เคยยะ ไวยากรณะ เป็นลักษณะอย่างนี้ เป็นธรรมะ นี่ก็หมู่หนึ่ง เรียกว่า ไตรลักษณ์ มี ๓ อย่าง ก็ทำอย่างนี้ทุกที คุณก็ทำอย่างนี้ ฟังไป ก็เอาไปจดไว้ จดไว้แล้วก็เอาไปทบทวน ทบทวนดูให้ดี เข้าใจ แล้วคุณก ็เอาไปกระทำ มันก็เป็นธรรม ที่ได้แก่คุณ ทุกที ทุกทีไป แม้ในลักษณะ ที่ทำเพิ่มเติมยิ่งกว่านั้น อันมีคาถา อุทาน อิตติวุตตกะ นี่ก็เป็น อีกหมวดหนึ่ง สามองค์เหมือนกัน คาถา อุทาน อิตติวุตตกะ ก็เป็นการกระทำซ้ำ แต่ว่ามีใหม่ คาถาก็คือ เอาสิ่งที่เราได้ เป็นเนื้อหาสาระ ที่เราได้แล้วนี่ เราเอาพิจารณา เป็นไวยากรณะแล้ว เห็น อ้อ เรียบเรียงแล้ว เห็นอย่างนั้น ชัดเจนก็ไปกระทำ ก็ได้สิ่งนี้มาเป็นธรรม พอได้ธรรมอันนี้มา คุณก็เอาธรรมอันนี้ มาร้อยเรียงกัน เป็นคาถาใหม่ เป็นคัมภีร์ใหม่ เอามาพูดสู่คนอื่นฟัง จากที่อาตมากระทำนี่แหละ

อาตมาเห็นธรรม และอาตมารู้ธรรม อาตมาก็เอามาเรียบเรียง เป็นคาถา หรือเป็นคัมภีร์ใหม่ เราจะเรียก คาถา หรือเราจะเรียกว่า อาคมก็ได้ ภาษาบาลีอีกคำหนึ่ง จะเรียกอาคมก็ได้ อาคม ก็หมายความว่า บาลี เป็นคัมภีร์ หรือเป็นตำรับตำรา หรือเป็นข้อ ร้อยเรียง หรือเป็นภาษาพูด หรือเป็นบัญญัติ อันที่จะเอา ออกมา แสดงอีกทีหนึ่ง ผู้เรียนรู้แล้ว ก็มาแต่งคาถาเองก็ได้ หรือเรียกว่า คาถา หรือเรียกว่า อาคม อาคมหรือคาถานี้ บางคน เขาจะเรียกซ้ำกัน เป็นอาคม คาถา เป็นอาคม เรียกซ้ำกันไปเลย ต่อไปเลยว่า คาถาอาคม เรียกอย่างนั้น เรียกคาถาอาคมก็ได้ ได้เหมือนกัน คำว่าอาคม ก็แปลว่า คัมภีร์ แปลว่า ตำรับตำรา แปลว่าบัญญัติ อันที่ได้เรียบเรียง ร้อยเรียงขึ้น คาถาก็เหมือนกัน มีคาถา แล้วก็คาถาอันนี้ ที่เอามาบรรยายนี้ มันก็จะทำให้คุณนี่ฟัง ฟัง คาถาอันนี้ใหม่ พอนั่งไปแล้ว คุณก็เหมือน สุตะ นั่นแหละ คือฟังใหม่ อีกทีหนึ่ง ฟังเป็นคาถาใหม่ พอฟังแล้ว คุณก็เอาไป จด เอาไปใช้ หรือคุณจะฟังเดี๋ยวนี้ก็ได้ ก็มีสิ่งใหม่ ขึ้นมาอีก เอ้ คุณก็อุทานขึ้นเอา แล้วแต่คุณจะได้รับ เพิ่มเติมเป็น อุทานะ อุทาน คุณก็จะเพิ่มเติม ซาบซึ้งขึ้น อ้อ มันมีอย่างนั้น อย่างนี้ คุณก็จะอ๋อเพิ่มขึ้น นี่แหละอุทาน แปลตาม ภาษาง่ายๆ ว่าคุณจะ อ๋อเพิ่มขึ้น เรียกว่า อุทานะ พอคุณอ๋อ เพิ่มขึ้น คุณก็เอาไป เก็บไว้อีก สะสมไว้อีก แล้วก็ไปทำอย่างเก่าอีก แล้วก็อิตติวุตตกะ

อิตติวุตตกะ ก็ไปทำอย่างเก่านี่แหละ เอาไปคิด ทบทวน แล้วก็เอาไป ประพฤติ ประพฤติทบทวน แล้วก็เอาไปทำอย่างเก่า นั่นอีก จากฟังเรื่อยไป หรือคุณจะเอาจาก อ๋อ ที่ใหม่ขึ้นไป แล้วก็เอาไปทำ เพิ่มขึ้นอีกเป็น อิตติวุตตกะ มันก็จะได้อย่างนี้ มากขึ้นๆ เวียนขึ้น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ก็เป็นอย่างที่คุณได้ ในตน เป็นเหตุ เป็นปัจจัยอยู่ในตน เพราะฉะนั้น คุณมีสิ่งนี้แล้ว คุณจะเอาไป สอนผู้อื่นอีกทีไร คุณก็ชักดาบออกมา ทีนี้ก็ชักเอาของเก่า นั่นแหละออกมา เขาเรียกว่า ชาดก มันจะเก่าแค่ไหนล่ะ ชาดกน่ะ หรือนิทาน น่ะที่เล่าๆ ออกมาแล้ว ดี ดี มาแล้ว ก็ของคุณนั่นแหละ ที่เรียกว่า ชาดก หรือว่า นิทาน พระพุทธเจ้าท่านได้มา ก็เหมือนกัน ได้มา ก็ชักออกมา ก็มีแต่ของเก่า ของท่านนั่นแหละ ท่านเรียนรู้มา ก็ของเก่า ของท่านนั่นแหละ เอามาให้คุณรู้ คุณฟังอีก คุณฟังไปได้ใหม่ คุณฟังโดย โยนิโสมนสิการ ฟังด้วยดี แล้วคุณก็ได้ฟัง สิ่งที่ยัง ไม่เคยได้ฟัง ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น สงสัย คลายสงสัยยิ่งขึ้น ความเห็น ของคุณถูกตรงขึ้น แล้วคุณฟัง ก็ได้ความผ่องใสเบิกบาน ในธรรมขึ้น คุณก็ได้อย่างนี้ ทุกที ทุกทีไป

แล้วคุณเอาไปปฏิบัติ คุณก็ได้ธรรมเป็นอัพภูตธรรม อัพภูตธรรมเป็นธรรมที่ เฉลียวฉลาด สูงขึ้น เรียกว่า อัจฉริยะขึ้น หรือจะเรียก อริยะขึ้นก็ได้ เก่งขึ้น เป็นผู้ที่เฉลียวฉลาด ทันคนขึ้น เป็นผู้รู้ ผู้แจ้ง ผู้สว่างเพิ่มขึ้น เรียกว่า อัพภูตธรรม ธรรมนั้น ทำให้เรา กลายเป็นอัจฉริยะ ทำดั่งนี้เรื่อยไปทั้ง ๘ อย่างนี้ มีตั้งแต่ สุตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิตติวุตตกะ แล้วก็ ชาดก ไปจนกระทั่งถึง อัพภูตธรรม ๘ อย่างนี้ ทำมันเรื่อยๆ ก็สั่งสมลงเป็น เวทัลละ ข้อที่๙ สั่งสมลงเป็น เวทัลละ เวท นั่นเอง เวทัลละ เวท+อัลล เวท ก็คือ ความรู้นั่นเองแหละ ความรู้อันยิ่ง ที่มันสั่งสม ลงไปในตน แล้วก็ เวท เวทัลละ หรือแปลโดยอรรถ เวท+อัลล นี่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสตร์ คือเป็น ความรู้ที่มีองค์ ๘ "นวังค" หมายความว่า องค์ ๙ "นว" แปลว่า ๙ นว+องค = นวังค ก็องค์ ๙ ศาสตร์ นวังคสัตถุศาสตร์ สัตถุ ก็หมายความว่า ความรู้ ก็ได้ แปลว่า อาวุธก็ได้ ศาสตร์หมายความว่า ความรู้ก็ได้ อาวุธก็ได้ เหมือนกัน

ถ้าหมายอันหนึ่ง เป็นของบุคคลผู้แสดงเสีย สัตถุ หมายเอาตัว ผู้แสดง ศาสตระ หมายเอาความรู้ ที่แสดงออกมาก็ได้ เอาอย่างนั้นแหละ ภาษามันเป็นสิ่งที่ชี้ สภาวะ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เราก็หมายความว่า แสดง นวังคสัตถุศาสตร์ ก็คือ ผู้แสดงธรรมอันนั้น เพื่อเป็นไปให้ความรู้ โดยระบบ เก้า หรือ โดยองค์ ๙ เรียกว่า นวังค อย่างนี้เอง วนเวียนๆ ซ้ำแซะ แต่ก็มีของใหม่เพิ่มขึ้น ละเอียดขึ้น เรื่อยไป ใครจับได้ เอาไปประพฤติได้ หรือเข้าใจแทงทะลุ ได้มากยิ่งขึ้น คนนั้นก็ได้ภูมิ และปัญญา เพิ่มขึ้น ที่ตนเสมอๆๆ

อันนี้อาตมาเกริ่นมาก่อน ก่อนที่จะพูดถึง การบำเพ็ญฌาน แบบพุทธศาสนาโดยตรง เรื่องนี้เป็น เรื่องลึก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ อาตมากล้ากล่าวได้ว่า เดี๋ยวเข้าใจฌานผิดกัน ๙๙.๙๙๙๙๙% เข้าใจกันว่า ฌานนี่ ของพุทธศาสนาโดยตรง เป็นอีกแบบหนึ่ง อาตมาจะขอพูด จุดแรกเสียก่อนให้ฟังว่า มันไม่ตรงอย่างไร แล้วคุณจะเห็นทันทีเลย คือฌาน ของพุทธศาสนานั้น เป็นฌานที่บำเพ็ญ ในปัจจุบัน เป็นไปโดยปัจจุบัน บรรลุฌาน โดยปัจจุบัน และได้รับผลเป็นปัจจุบัน นี่ของพุทธ

เมื่อผู้ใดบรรลุฌาน ทำฌานแกล้วกล้า แล้วก็สำเร็จผลในฌานเสร็จ ก็เป็นผู้ได้กระทำลงแล้ว อย่างเก่ง กระทำลงแล้วอย่างเก่ง เสร็จในตัว เรียกว่า ฌาน ของพระพุทธเจ้า ส่วนอุบาย ในการกระทำนั้น จะไปนั่ง หลับตาบ้าง จะไปลืมตา ปฏิบัติบ้าง จะไปบำเพ็ญตบะต่างๆ หลายๆอย่างบ้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็น อุบายโกศล หรือว่าเป็นวิธีที่จะบำเพ็ญ ประพฤติ เพื่อให้เกิดฌาน

องค์ของฌาน มีอะไรบ้าง เอาตรงนี้เสียก่อน องค์ของฌานนั้นมี
๑. ตรึกตรอง ไตร่ตรอง และวิพากษ์วิจารณ์ เรียก ภาษา ตามองค์ของฌาน ว่า วิตกวิจาร ผู้ใดเรียนจิต ผู้ใดสามารถ ที่จะทำจิตให้ตัวเอง เอาจิตนั้นมาใช้ ในการที่จะ วิจัย วิจาร ไตร่ตรอง พากเพียร แยกแยะ สิ่งที่เราจะกระทำนั้น ให้ออก ทันทีใด ในขณะนั้น โดยไม่มีอำนาจของ กามฉันทะ ไม่มีอำนาจ พยาปาทะ ไม่มีอำนาจของ ถีนมิทธะ ไม่มีอำนาจของ วิจิกิจฉา หรือไม่มีอำนาจของ อุทธัจจะ ใดๆ ที่จะก่อ ให้รำคาญ เป็นอุทธัจจกุกกุจจะ มากวนในจิต ขณะนั้นได้แล้วล่ะก็ จิตนั้นทำงานได้ โดยอิสระ โดยไม่มี กิเลสนิวรณ์ ๕ นี้ จิตอย่างนั้น เราเรียกว่า จิตที่เป็นฌาน เพราะกำลังทำหน้าที่อยู่

หน้าที่อะไร หน้าที่ไตร่ตรอง ตรึกตรอง เพ่งพิจารณา อยู่ในสิ่งใด สิ่งหนึ่ง เรียกว่า วิตกวิจาร ภาษาง่ายๆ เขาเรียกกัน ควบคู่กับ วิตกวิจาร นั่นคือ กำลังพิจารณา ไตร่ตรอง เมื่อพิจารณา แจ้งแทงออก อ๋อ ออก ก็เกิดปัญญารู้ พอรู้แล้วเป็นไง อารมณ์ของจิต มันก็ปีติเข้าให้ พออ๋อขึ้นมา คุณเอ๋ย มันปีติ บางคน น้ำตาไหล บางคน กระโดดโลดเต้นเลย บางคน เนื้อกายสั่น บางคน กระโดดลอยเลย บางคนเหาะได้ วืดว้าดเลย ถ้ามันปีติแรง ถึงขั้นขนาด เหาะวืดว้าดได้เลย มันแรงนะ ปีติขั้นนี้ อุพเพงคาปีติ ลอยก็แล้ว จะลอยได้ วืดว้าดจริงๆ ถ้าเผื่อว่าอำนาจจิต ได้เป็นอย่างนั้นแท้ แต่อย่าเพิ่งไปนึกฝันว่า เราจะลอย เพราะอย่างนี้ แค่นี้นะ ประเดี๋ยวคุณลอย หัวตกหกคะเมน คุณไม่มีหางเสือ พอเดี๋ยวเอาหัวไถพื้น นั่นแหละ ลอยแต่ขา แล้วยุ่งเลย เพราะฉะนั้น อย่านึกมัน นั่นมันเป็นไป ตามสภาวะ ซึ่งมันเป็นไป ตามเหตุและปัจจัย

มันเกิดปีติแล้ว มันก็เกิดความสุขในคน คนเราเกิดปีติ แล้วมันสุข ปีติแล้วไม่ทุกข์หรอก นอกจาก คุณระงับ ปีตินั้นไม่ได้ ให้มันเป็น คันคะเยอ เกาดิ้น เนื้อตัวมากมาย นั่นปีติแบบนั้น มากเข้า คุณไม่สุข แล้วทุกข์ อย่างนั้นก็เป็นได้ และเป็นอำนาจของ พวกที่ไปบำเพ็ญจิต ยึดมั่นถือมั่นแบบ ฌานหลับตา ก็จะเกิดปีติ ดังที่กล่าว เมื่อตะกี้นี้ ได้เยอะแยะ มากมายเลย อาการทางนั่ง หลับตานี่ ทางปีตินี่ มีมากมาย หลายอย่าง ถ้าใครเคยอ่านตำรา ทาง ฌานหลับตา มาแล้วนะ ก็จะเข้าใจ อาตมาไม่เห็น ประหลาด ตรงไหนเลย อาตมาก็เคยบำเพ็ญฌาน ทางนั่งหลับตามา ก็เคยเกิดอาการ เหล่านั้นมา พอเดาได้ น้ำลายยืด น้ำลายย้อย อะไรก็เคย อย่างนั่นแหละโค้งโก่งไป เอนหลังเหมือนกับ จะล้มลงไป ก็ไม่ล้ม จะไม่ล้มก็ไม่ล้ม ถ้าคนธรรมดา อยู่ไม่ได้ แต่เวลาอยู่ในฌาน มันไม่ล้มเหมือนกันแฮะ ก็เคยกระโดด โลดเต้น ตัวลอยอะไร ก็เคยทั้งนั้นแหละ อาตมาเคยบำเพ็ญมา ฌานหลับตา ก็เคยเล่นมา

แต่วันนี้เราจะพูด ฌานแบบพุทธศาสนาโดยตรง จะไม่เน้นในเรื่อง ฌานหลับตา แต่จะพูดเกี่ยวพันกับ ฌานหลับตา ไปบ้าง เพื่อจะให้เห็นดำ กับ เห็นขาว ให้ชัดๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ฌานใด ที่ได้กระทำ วิตกวิจารจริง หรือเพ่งเพียร ไตร่ตรอง ประพฤติอ่านออกมา ให้ชัดเจน จริงแล้วละก็ พอมันอ๋อ แล้วจะเป็น ปีติ นอกจากมีปีติแล้ว มันก็จะมีสุข โดยแท้จริง พอเกิดสุขแล้ว คุณเสพย์สุข อยู่ได้ประเดี๋ยว คุณก็ต้องปล่อย มันก็จะเป็น อุเบกขา ขึ้นโดยตรง ถ้าในเรื่องใด ของคุณเอง ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น มันมาก คุณก็จะปล่อยเลย อุเบกขาก็จะเกิดเร็ว

แต่ถ้าคุณเอง ไปยึดมั่นถือมั่นมันมาก อุเบกขามันก็ไม่ค่อย จะถึงหรอก มันจะปีติ มันจะสุข มันจะอยากเอาไปโม้ มันจะอยาก เอาไปแสดง มันจะอะไรต่ออะไร อยู่นั่นแล้ว มันก็แบกความรู้ไป กลายเป็น พรหมปุโรหิตา แบกอยากเป็นครูเขา อยากอวด อยากอ้าง อะไรต่ออะไร อยู่ตลอดเวลาเลย มันจะเป็น อย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น องค์ฌานนี้ ถ้าใครเข้าใจสภาพ ธรรมของมัน แท้จริงแล้ว มันจะเป็นไป ด้วยอำนาจ แบบหมุนเวียน อยู่อย่างคร่าวๆ อยู่ ๔ อย่างแบบนี้ เรียกภาษาสั้นๆ ตั้งบัญญัติเอาไว้ ก็มีคำจำกัดความ ง่ายๆ ว่า วิตกวิจาร ปีติ สุข อุเบกขา จะมีอย่างนี้แหละ หมุนเวียนอยู่

ถ้าดับสิ่งที่เราได้คิดไว้ ก็จะเหลือแต่ ปีติกับสุข ตก เอกัคคตารมณ์ อย่างนั้นแหละ แต่มันยังไม่ใช่ อุเบกขา ทีเดียวหรอก ในขณะที่เราคิด ในขณะที่เราตรอง พอตรองได้เจอสิ่งที่ เราตรองแล้ว เรารู้ผลแล้ว มันก็ยังไม่อุเบกขา มันยังมีสังขารธรรม อยู่มาก ท่านถึงไม่เอาอุเบกขามาใส่ เพราะฉะนั้น ฌาน ๑ ฌาน ๒ ท่านยังไม่ให้มี อุเบกขา พอไปฌาน ๓ ปีติมันก็น้อยลงแล้ว มีสุขสบายอยู่ สุขมันก็รวมลง ท่านถึงเรียกว่า อุเบกขา เป็นสภาพ ยิ่งสุขก็ลดลง เหลือความเฉยๆ ชินชา แล้วมันก็อุเบกขา มีแต่ความเฉยๆ มันก็ยิ่งจะเป็น เอกัคคตารมณ์ เป็นจิตที่เป็นหนึ่ง อยู่ว่างๆ ใหญ่เลย นี่เป็นองค์ของฌาน ธรรมดาๆ ที่เป็นอยู่ มีอยู่ ลืมตาก็มีอย่างนี้ หลับตาก็มีอย่างนี้

ถ้าผู้ใดมีองค์ฌาน แล้วรู้จิตที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่อธิบายสภาพของฌาน ให้ฟังก่อนนะ ประเดี๋ยว จะบอกว่า ฌานนี่ หมายความว่ายังไง มาจากอะไร และจะทำยังไง ถึงจะเป็นฌานแท้ และไปหลับตา เอานั่นน่ะ มันเป็นยังไง มันจะแตกต่างกันยังไง เดี๋ยวจะอธิบาย พูดให้ฟังชัดๆ คุณไปเห็น ความแตกต่าง ของคำว่า ฌานในแบบพุทธ โดยตรง ฌานในแบบที่หลับตา หรือ ฌานในแบบที่ของเดียรถีย์ หรือว่า อาจารย์ที่ปฏิบัติตบะ ในทางอื่นๆ เขากระทำกันมา เยอะแยะ มันจะผิดแผกกันยังไง คุณจะเข้าใจได้

ทีนี้ถ้าผู้ใด เข้าใจสภาพธรรมอย่างนี้ แล้ว เข้าใจคร่าวๆ เป็นภาษาเสียก่อน แล้วทีนี้ก็เอาไปปฏิบัติดู ให้มันรู้ว่า เราจะเป็นได้ยังไง วิธีลัด เข้าไปนั่งหลับตาก็ดี วิธีลัดลองดูซิ ลองนั่งหลับตาเข้า เอาอุบายโกศล อะไรก็ได้มานั่ง อาจจะท่อง พุทโธๆๆๆ แล้วก็จิต เอาไปผูกไว้ที่ พุทโธ โดยเอาพุทโธ เป็นหน่วยหนึ่ง ที่เราจะเกาะ เรียกว่า เอกัคคตา เอาจิตของเรา ไปผูกไว้ที่พุทโธ ว่านั้นเถอะ พุทโธนี่เป็นวจี โตหน่อย ถ้าอย่างสมัย พระพุทธเจ้าไม่มี นั่งหลับตา แล้วท่องพุทโธ ไม่มี นั่งหลับตา ท่องพุทโธ ไม่มี นอกจากนั่งหลับตา ท่องพุทโธ ไม่มีแล้ว จะนั่งหลับตาท่อง ยุบหนอพองหนอ ก็ไม่มี นั่งหลับตาท่อง สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง ก็ไม่มี หรือจะนั่งหลับตา ท่องภาษาอะไร ก็ไม่มี เท่าที่ดูแล้วในตำรา พระไตรปิฏกมา ไม่มีนั่งท่อง

จะมีบอกว่า บำเพ็ญอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า บำเพ็ญจิตในจิต เป็นเรื่องต่อไปอีก พระพุทธเจ้าท่านให้เพ่ง ลมหายใจ อันเรียกว่า อาณาปาณสติ อย่างนั้นมีแฮะ อย่างนั้นมี แต่ตำราที่ว่า นั่งท่อง ยุบหนอ พองหนอ แล้วยืนยันว่า มีในสมัยพระพุทธเจ้า อาตมาขอยืนยัน ขอยืนยัน เอาหัวชนกำแพง เหมือนกันแหละว่า ไม่เห็นแฮะ ไม่เห็นมี แต่ใครว่ามีก็มีนะ แต่มันได้ผลเหมือนกันนะ พูดไปปฏิบัติอย่าง ยุบหนอ พองหนอ ก็ได้ผล ปฏิบัติพุทโธ ก็ได้ผล ปฏิบัติสัมมาอรหัง ก็ได้ผลเหมือนกันแหละ แต่ทีนี้ ผลมันไปถึงไหนล่ะ เราวางฐาน หรือว่าเราใช้ผลของมัน ใช้อุบายโกศลแบบนี้ไป แล้วเราได้ผลอันนั้นหรือยัง ถ้าได้ผลแล้ว เราก็ปฏิบัติต่อซิ เรียนจบ ป.๑ - ป. ๒ แล้วเราก็หา ป. ๓ - ป. ๔ ต่อ พอเรียนจบ ป. ๓ - ป. ๔ จบ แล้ว ก็หา ป. ๕ - ป. ๖ ต่อ ก็จะไปยันป้ายอยู่กับวิชา ป. ๑ ไปยันจบเลย ไม่มีนะ พระพุทธเจ้า ไม่สอนหรอก วิชาประเภทเดียว พ่วงแพอันเดียว อันพาบรรลุถึงขั้น อรหันต์เลยไม่มี ท่านมีจะไต่ เป็นระดับๆ เพราะฉะนั้น ใครจะนั่งลองดูก็ได้ ไปทดสอบดู อย่างที่ว่านี้ คงเข้าใจแล้วว่า

ถ้าจิตมันไปรวม เป็น เอกัคคตา โดยเราจะเอาบัญญัติ ใหญ่ๆ เอาพุทโธ มานั่งท่อง พุทโธๆๆ หรือ จะเอาคำว่า พุทโธ ไปบวกกับ ลมหายใจ เอ้า พุท-เข้า โธ-ออก พุท-เข้า โธ-ออกนะ อ้าว พุท - โธ - พุท - โธ นะ จะทำอย่างนี้บ้าง ก็ได้ไม่ว่าๆ มันจะได้ เป็นบัญญัติใหญ่ๆ ที่คนจิตหยาบๆ ยังยึดติดไม่ได้เลย พอจะให้จิต มันอยู่กับเนื้อ กับตัวบ้าง ก็ไม่ได้แล้ว มันไปเที่ยวจะคิด เรื่องนี้เรื่องนั้น ถูกโจรพาไป ว่างั้นเถอะ ถูกยักษ์มาร มันดึงจิต ไปหมด เราก็หาบัญญัติหยาบๆ ใหญ่ๆ มาผูกติดเอาไว้ อรหัง สัมมาก็ได้ อรหัง สัมมา แต่อรหังสัมมา นี่มันไม่ได้ใกล้เคียงกับเขา ก็เลยไม่รู้ว่า เขาใช้บัญญัติ ที่เป็นรูปอะไร แต่ว่าใช้บัญญัติ เป็นภาษาว่า อรหังสัมมา ก็คนจะเอาจิตไปผูกไว้ที่อรหัง อ้อ เขาใช้บัญญัติ ด้วยลูกแก้ว นอกจากลมหายใจ อย่างพุทโธๆ พุท-เข้า โธ-ออก ที่ลมหายใจ แต่ อรหัง สัมมา บัญญัติ เขาใช้ เอานะ จิตไว้ที่เหนือสะดือ หนึ่งนิ้ว หรือสองนิ้ว อะไรไม่รู้ จำไม่แม่น อาตมาจำไม่แม่น แล้วก็ให้ เอาจิตไปผูกไว้ที่ตรงนั่นนะ แล้วก็ สร้างเป็นรูป ลูกแก้ว ที่มีจริงแล้วนั้น แล้วก็ท่อง อรหังสัมมาๆ อย่าให้จิต ออกจากตรงนั้นนะ มันก็เป็นอุบายโกศล ดึงจิตเอาไว้ อย่าให้ โจร มาชิงจิตไป เป็นอุบาย อย่าให้โจรมาชิง จิตไป ก็ดีเหมือนกัน ไม่เป็นไร ก็ดีเหมือนกัน ในภาวะที่อยากทดสอบว่า ถ้าจิตอยู่เป็น เอกัคตารมณ์ แล้วนี่ เราจะใช้จิต คิดอะไร หรือจะพิจารณาอะไร หรือว่า ปัญญามันจะเกิดได้ไหม ในขณะจิต ที่มันว่างลง จบลง มันจะใช้ได้ไหม ถ้าใครทำจะเห็นผล หรือแม้จะท่อง ยุบหนอ พองหนอ แล้วก็กำหนด ที่ท้อง พองออก ยุบเข้าๆ เอาเป็นบัญญัติควบคู่

ผู้ใดที่เอาสิ่งที่เป็นบัญญัติที่ว่านั้น เป็นอุบายเข้าไป ประพฤติ ปฏิบัติจริงๆ ก็จะช่วยให้คุณผูกจิต ได้จริง จนกระทำเข้า ชำนิชำนาญ จนสามารถรู้ได้ และมีจิต รวมเป็นหนึ่งจริงๆ ไม่ฟุ้งซ่าน ไปมากมาย สามารถเอาจิต มาพิจารณาได้ พิจารณาอะไรล่ะ ที่นี้แหละ เวลาพิจารณา คุณก็จะพิจารณาอะไร เมื่อเวลา เอามาแล้ว เอาพิจารณา พระพุทธเจ้า ท่านก็ให้พิจารณา กาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม นี่เป็นหลักตายตัวเลย เอกายนมัคโค คุณได้จิตของคุณ เป็นหนึ่งแล้ว คุณจะเอาไปพิจารณา สุ่มสี่สุ่มห้า อันไหนมันนอกฐานทั้งนั้น นอก เอกายนมรรค นอกมรรค ถ้าคุณพิจารณาอย่างอื่น นอกมรรคแน่ๆ ไม่ใช่สัมมาอริยมรรค ถ้าใครได้จิต ที่เป็นหนึ่ง อย่างนี้แล้ว แล้วก็เอามาพิจารณากาย

กายคืออะไร กายก็คือ รูปธรรม มีคู่กับอะไร มีคู่กับเวทนา นี่เป็นคู่แรก เมื่อมีกายแล้ว มันก็มีเวทนา เข้าไปควบคู่ เวทนาก็เป็น นามธรรม กายก็เป็นรูปธรรม พอพิจารณากายเข้า เช่น สมมุติว่า เราจะพิจารณา สิ่งหยาบๆ เสียก่อน คิดถึงเอาอดีต มาพิจารณาก็ได้ ถ้าเอาอดีตมาพิจารณา แล้วเราจะเรียกว่า ปัจจุบันธรรมก็ได้ เป็นปัจจุบันธรรมของจิต ซ้อนจิต แต่ถ้าพิจารณา โดยเอาอดีต มาพิจารณาแล้ว เรียกตรงๆ ไม่ใช่ๆ พิจารณาเป็นปัจจุบันธรรม มันเป็นปัจเวกขณ์ เพราะเอาเรื่อง ที่ผ่านแล้ว มาคิดทบทวน เขาเรียกว่า ทบทวน ปัจเวกขณ์ เอามาทบทวน เอาสิ่งเก่าๆ มาคิด เราได้ผ่านรูป รูปใด รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปธรรม เช่น เราเอารูปธรรมชัดๆ ที่เราเอง ยังติดยึดอยู่มาก รักมาก หรือ ทำให้โกรธมาก สิ่งที่รักมาก อาจจะเป็นแฟน สิ่งที่ทำให้โกรธมาก อาจจะเป็นศัตรูก็ได้ เราเอาคนผู้นั้น มาคิดเลย ยกรูปธรรม ขึ้นมาชัดๆ เป็นรูปศัตรู แล้วก็เรื่องราว ที่เราเป็นศัตรูกัน ประกอบอยู่ในนั้นเสร็จ เรียกว่า รูปธรรม หรือ แฟนที่เรารัก ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงก็พิจารณาผู้ชายคนหนึ่ง แล้วก็ คุณธรรม หรือ เรื่องราว ที่ทำให้เรารักแฟนคนนั้น ก็เอามาพิจารณา พิจารณาไป พิจารณาไป จะเห็นได้ว่า ที่เรารักกันนั้น เราได้อะไรจากกัน เราได้มีทุกข์ เพราะเรารักกัน เท่าไร เราได้มีสุข จากที่เรารักกัน เท่าไร คุณก็จะเกิดรู้แจ้ง ในสุขเวทนา กับทุกขเวทนาขึ้น เพราะพิจารณากาย ฟังให้ดีนะ

พิจารณารูปธรรม นี่แหละเรียกว่า กาย โดยที่อาตมายกตัวอย่างว่า เอาสิ่งที่รัก กับสิ่งที่ชังมานี่ คุณเอา สิ่งที่ชังมา โดยเอาคนที่โกรธแค้น อาฆาตกันมา ก็เหมือนกัน เอาพิจารณา แล้วคุณก็จะได้เห็นว่า คุณได้รับ ความสุขจาก การกระทำกับ คู่อาฆาตนี้ เท่าไร คุณได้รับความทุกข์ จากการกระทำกับ คู่อาฆาต นี้เท่าไร อย่างไร เมื่อคุณได้รับรู้ คุณก็จะได้เห็นว่า อ้อ ปู้โธ่เอ๊ย เรานี่ไปสร้าง สุขเวทนา กับ ทุกขเวทนา ให้ตัวเราเท่านี้ ๆ หนอ คุณพิจารณาคู่อาฆาต คุณก็จะวางคู่อาฆาตได้ง่าย เพราะมันจะให้ สุข หรือทุกข์มาก ถ้าพิจารณาคู่อาฆาต ได้สุขหรือทุกข์มาก ใครเห็นมั้ย ได้ทุกข์หรือสุขมาก คำพิจารณา จากคู่อาฆาต มันให้ทุกข์มากกว่า เพราะฉะนั้น คุณก็จะเห็นทุกข์ ตอนนี้เข้าหา อริยสัจ เสียแล้ว พอคุณเกิดเห็นทุกข์ขึ้นมา ก็เอ๊ะ อริยสัจ ชักโผล่แล้วซิ เห็นยัง อริยสัจ ชักโผล่แล้ว เกิดเห็นทุกข์ ขึ้นมาแล้ว โอหนอ นี่เราไปผูกพันธ์กับคู่อาฆาตอยู่นี่ มันเป็นทุกข์ อย่างนี้เองหนอ เพราะจิตของเรา ยังไปอาฆาตกันอยู่ ยังไปผูกพันกันอยู่ ยังไปอาลัยอาวรณ์ อารักษ์อะไรก็ตามแต่ ยังจะไปเอาเป็น เอาตายกันอยู่ เป็นสาเหตุ หรือเป็นสมุทัย

ก็ถ้าเผื่อว่าเราบอกว่า อโหสิกันเสียซิ เลิกกันเสีย อย่าจองเวร จองกรรมกันเลย อย่าอาฆาตกันเลย ปล่อยไปเสีย มันจะหนักหนา มันจะเป็นยังไง ถ้าไปต่ออีก มันก็ทุกข์อย่างเก่านั่นอีก อย่ากระนั้นเลย คุณได้ทุกข์ขึ้นมาว่า ตัดเหตุเสีย เอาละ ตั้งแต่บัดนี้ไป แผ่เมตตากันเลย สัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ เวรกรรมใด อย่าได้จองเวร จองกรรม กันอีกเลย คุณเคยทำให้เราเจ็บ ก็แล้วไปนะ วางกันเสีย เราเคยทำให้เธอเจ็บ ถ้าเธอรู้ได้ เธอก็จงวางเสียก็แล้วกัน ต่อไปนี้ เราจะไม่จองเวร จองกรรมกันเลย เพราะถ้า คุณดันทุรัง ทำต่อไปอีก มีอะไรทุกข์ยิ่งกว่า อย่างที่ว่านี้ ทำเสมอๆ คุณต้องวางได้ คุณก็จะปลดปล่อย ตัวเอง เกิดเมตตาธรรมขึ้นในใจ เกิดการวางพยาบาทขึ้น อย่างจริงจัง แท้จริงได้ คุณก็ปลดปล่อยไป ปลดปล่อยไป คุณได้อะไรตอนนี้ ได้ธรรมหรือยัง ได้ธรรมหรือยัง ได้หรือยัง ถ้าคุณปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ได้ธรรมแล้ว มาเขกหัวอาตมา เอ้าจริงๆ ด้วย ถ้าคุณทำอย่างนี้ ไม่ได้ธรรมะ มาเขกหัวอาตมา คุณก็จะได้ธรรมจริงๆ อย่างที่คุณว่า ไม่มีอะไร

แต่ถ้าคุณไปนั่งหลับตา เล่น ฌานเข้า ท่องพุทโธก็ดี ท่องสัมมา อรหัง สร้างลูกแก้ว ยุบหนอ พองหนอ เข้าก็ดี เสร็จแล้ว คุณก็ไปเที่ยวได้นั่ง ยิ่งเป็นลูกแก้ว ประเดี๋ยวเอาลูกแก้ว พาไปเที่ยวนรก ประเดี๋ยว เอาลูกแก้ว พาไปเที่ยวสวรรค์ คุณก็ว่าคุณได้ธรรมะ เอ้า ก็ได้ไปก็แล้วกัน อาตมาก็ไม่บรรยายต่อ ปล่อยให้คุณได้ธรรมะ แบบไปหาสวรรค์ ไปหานรกแบบนั้น ก็แล้วกัน

แต่ถ้าคุณทำ อย่างที่ อาตมาว่านี้นะ อย่างที่อาตมา ยกตัวอย่าง ปล่อยคู่อาฆาต คุณได้กระทำ องค์ฌาน ที่ถูกต้อง ที่สุดเลย คือคุณกำลัง ละนิวรณ์ กิเลส ข้อที่เรียกว่า พยาบาท อย่างแท้จริง เมื่อคุณละ นิวรณ์ พยาบาท อย่างนี้ อย่างแท้จริงแล้ว ลืมตาออกมาจากฌาน คุณก็ได้เข้าใจว่า อ้อเมื่อกี้นี่ เราได้ตั้งใจ แล้วว่า เราจะไม่อาฆาตอีกแล้ว ในคู่อาฆาต ที่เราได้เคยมีเคยเป็น คุณก็ได้ละกิเลส ออกมาจากใจ แน่นอน คุณเจอหน้าคู่อาฆาต ทีนี้คุณก็ยิ้มน้อยๆ ให้ หรือยิ้มมากๆ ก็ได้ แต่อย่ายิ้มให้กว้าง บางทีมันยิ้ม คู่อาฆาต มันยิ้มมาก มันยิ้มไม่ไหวเหมือนกัน หรืออาจจะยิ้มน้อยๆ มันยังกะลิ้มกะเหลี่ย หรือดู ปูเลี่ยนๆ ยังไงแหละ ถ้าคุณทำได้โดยบริสุทธิ์ใจ ใจคุณวางได้ขาด ว่างแล้วนะ คุณยิ้มให้อย่างสดใสได้เลย แสดงว่า คุณชนะมาร ชนะภัย อย่างจริงเลย คุณวางพยาบาท หรือว่าคุณลด อพยาปาท ตัวนี้ อย่างเยี่ยมเลย คุณทำได้อย่างนี้ คุณก็ลด กิเลส ตัณหา ออกจากใจ ได้อย่างแท้จริง

เห็นไหมว่า ธรรมของพระพุทธเจ้านี้ให้ ตัด กิเลส ตัณหา อย่างนี้ แม้แต่คุณนึกถึงคนรัก ถ้าคุณไป นึกถึงคนรักแล้ว คุณเอง คุณก็ไปนึกว่า เมื่อเวลาคุณคบหา กับคนรักคุณ คุณได้รับสุข กับได้ทุกข์เท่าไร คุณเอง คุณไม่ค่อยได้เห็นทุกข์หรอกนะ บางทีฝนตก แดดออกเท่าไร คุณก็ไม่ยั่นเลย ไปขอให้นั่งใกล้ เห็นเสื้อ ผ้านุ่งเธอ ตากอยู่ก็ชื่นใจ คุณเจอแต่สุข แต่คุณไม่เห็นเลยว่า คุณบุกฝน บุกแดดไปเท่าไรๆ คุณไม่เห็นทุกข์เลย คุณผ่านทุกข์ไปหมด ชนะสัญญา ที่มันจะมุ่งมั่นเอา กับตัวโลภ ความสุขตัวเดียวนี่ มันบังจิตของคุณหมดเลย ชนะสัญญานี้ ยังเป็นโมหะไม่ออก ไม่รู้เรื่อง

บางที นี่นะ ถ้าหนุ่มๆ พ่อแม่ไม่ให้ไปนี่ ลักลอบออกจากบ้าน ปิดประตูใส่กลอน ออกไปแล้ว อาตมา เป็นมาแล้ว ตัวเองเป็นมาแล้ว แอบ ให้ผู้ใหญ่ เขานอนเสียก่อน แล้วเราก็แอบย่อง ซื้อกุญแจอันหนึ่ง ออกมาแล้ว ก็ปิดกุญแจข้างนอก แล้วก็รีบออกไป ไปหาแฟน เคยมาแล้ว ทั้งนั้นแหละ การลักลอบ แบบนั้น ผู้ใหญ่เขารู้ เขาด่าให้ ดุให้ ตีให้ แต่ไม่รู้เรื่องหรอก อย่างนั้น เรื่องเล็ก ช่างมัน ทุกข์นะ ที่จริงไม่ใช่สุขนะ ทุกข์นะ ไป ไปมันอย่างนั้นแหละ ฝนตก แดดออก ดึกดื่น อดนอน อดหลับ ยังไง ก็ไม่รู้เรื่องหรอก บางที เงินทอง หามาได้ด้วยยาก ก็ไม่เสียดงไม่เสียดายหรอก ตัวเองจะกิน ก็ไม่เอาละ ไม่กินแล้ว ซื้อของไปให้แฟนนะ ซื้อไป ไม่มีอะไร ก็ซื้อดอกไม้ ดอกไร่ไป ให้ชื่นอกชื่นใจอะไรก็เอา ดีละ แล้วแต่จะเอาไป ประเคนประดัง ไปประเคนกันให้ อย่างนี่ ทำกันสารพัด ที่จะเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า พากเพียร หวังที่จะได้เสพความสุข ด้วยอารมณ์ที่คิดว่า อย่างนั้น มันเป็นความสุข แล้วก็กระทำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ไม่ได้ย่นย่อ ไม่ได้คิดถึงเลยว่า ตัวทุกข์มันอยู่ไหน ความสุขนี้ จึงไม่ค่อยเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ได้ยากกว่า แต่คุณค้นหาดูดีๆ ค้นหาเบื้องหลังของความสุข ทุกตัวให้ดี คุณจะเห็นความทุกข์ มันซ่อนแฝงเจือปน อยู่ในนั้นทุกอัน เป็นอริยสัจ เป็นความจริงของ คนฉลาด เท่านั้น ที่จะได้เห็น คนโง่จะไม่เห็นความจริงอันนี้

พระพุทธเจ้าค้นมาหมดแล้วในโลก ท่านค้นจนกระทั่งรู้ว่า โลกครอบจักรวาลแล้ว ท่านเห็นแต่ทุกข์ อริยสัจ ท่านไม่เคยเจอ สุขอริยสัจเลย ไม่เคยเจอ ท่านค้นมาเสร็จแล้ว ท่านก็มาประกาศแก่โลก บอกว่า "โอ โลกทั้งหลายตัวน้อย ตัวใหญ่ ฟังเรา เราค้นเจอแล้ว ในโลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ เท่านั้น ตั้งอยู่ และมีแต่ทุกข์เท่านั้น ดับไป เราไม่เคยเจอ สุขตัวไหนเลย ในโลกนี้" พระพุทธเจ้า ประกาศ ธรรมอย่างนี้ เป็นอริยสัจ แล้วเจ้าตัวทุกข์นั้น มันมีเหตุเสียด้วย มีสมุทัย ซ่อนอยู่เสียด้วย ถ้าใครรู้ สมุทัยแล้ว ดับสมุทัยเสีย โดยการประพฤติเข้า มีปฏิปทาเข้า ปฏิปทาอันนั้น จะเข้าไปดับ ดับความเป็น คามินี หรือดับความเป็นกามในบุคคล หรือดับความเป็นโลกียสุข ดับความเป็น โลกียสุข นั่นเอง มันจะดับ พอมันดับได้แล้วก็ เหลือนิโรธะ คือความดับ ดับจริงๆ พอทำได้ตรงเป้า ถูกเปี๊ยะ ก็เกิด นิโรธขึ้น เกิดความดับ ดับแล้วทีนี้ คุณก็มานั่ง อ่านความดับให้ออก อ่านนิโรธให้ออก หรือว่าอ่าน วิมุตติ ให้ออก พออ่านออกแล้ว คุณจะได้รับรสชาติ ของวิมุตติ เรียกว่า วิมุตติรส ภาษาไม่มีตัวเรียก แต่วิมุตติรสนี้ แหม อร่อยยิ่งกว่าโลกียรส อร่อยยิ่งกว่า

อาตมาชักชวนคุณ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ชักชวนคน มามากนักแล้ว คุณบอกว่า คุณไปหาแฟน แล้วได้ มีความสุข ได้นั่งชิด ได้เสพย์ทางด้านสัมผัสกาย สัมผัสตา สัมผัสหู สัมผัสจมูก สัมผัสลิ้น สัมผัสกัน ให้เต็มคราบ ห้าทวาร หกทวาร คุณจะมีทวาร ไหนอีกเสพย์ ให้เจ็ดทวาร สิบทวาร ถ้าคุณจะตั้งเอา เชิญ เสพย์เข้าไปให้ครบ ๑๐๐ ทวารก็ได้ มันก็ยังสู้ วิมุตติรสไม่ได้

อาตมาไม่ใช่พูดเล่นๆ อาตมาเคยเสพย์มาเหมือนกัน พวกคุณเสพย์ แต่ไม่อร่อยเท่า วิมุตติรสแฮะ วิมุตติรส คือรสที่ไม่ต้อง ไปเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องไปเสพย์อย่างนั้นอีกแล้ว ก็หมดความดิ้นรน ในหัวใจ หัวใจมันจะอาเนญชา เฉย ไม่ปรุงเป็นอร่อยหรือไม่อร่อย อร่อยท่านเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร ไม่อร่อย ท่านเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ไม่มีสังขาร แบบปุญญาภิสังขารก็ไม่มี แบบอปุญญาภิสังขารก็ไม่มี เฉยเป็น อาเนญชาภิสังขาร เป็นรสไม่หวั่นไหว ไม่เกิดเดือดร้อน ได้เสพย์หรือไม่ได้เสพย์ ฉันก็เฉยๆ ของฉันอยู่ อย่างนั้นแหละ สบาย จิตใจไม่ต้าน มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ไม่มี คุณไม่มีตัวที่จะ ฮึ เอาน่า น่า ไม่น่า ไปเสพย์เถิดน่า แฮ่ๆ ไม่มี

ฟังนะ ธรรมของอาตมานี่ ไม่รู้จะใช้ภาษา วจีกรรมอย่างไร ก็ไม่รู้แหละ อาตมาก็พยายามจะชี้ และให้เห็นสภาวะให้ได้ ไม่มี ไม่มีตัวไหนมาเป็น สสังขาริ ไม่มีตัวไหนมาคอยกระตุ้น เอาน่าๆๆ ไม่เสพย์โน้นน่า ไปเอาโน่นน่า เขาเอามาล่อเห็นไหมนะ น่าเสพย์ น่ามี น่าเป็น น่าได้ น่าเอานะ น่า น่า ไม่มี ไม่มีตัวไหน คอยกระตุ้นอยู่เลย ในเรื่องลึกของจิต มันเป็นจิตอยู่เฉยๆ นิ่งๆ สบายเห็นเห็น รู้ แต่ก่อนนี้ ก็เห็นผู้หญิงก็เห็น อาตมาเคยเห็นผู้หญิงอย่างเก่า เดี๋ยวนี้เก่งกว่าเก่าด้วย เดี๋ยวนี้ แต่งล่อกว่าเก่าด้วย เห็น เห็นเดี๋ยวนี้ ตาอาตมา บอดเมื่อไร แต่ก่อนนี้หลอกอาตมาได้ เพราะอาตมาโง่ แต่งตัวมาหลอกมั่ง เอานี่มาหลอกนั่ง สร้างภพ สร้างชาติแบบนั้น มาหลอกอาตมา พบบ้าง อาตมาก็สนสะพายไป แต่ก่อนนี้ เอ้า จูงจมูกไป เอาด้วย เพราะมันโง่นี่ ประเดี๋ยวนี้แล้ว ฉลาดเสียแล้ว จะมาสนสะพายอาตมา ไม่ยอม จมูกของอาตมา ไม่ให้สนสะพายอีกแล้ว ตอนนี้ เลิกสังโยชน์กันเสียที เลิกผูกกันเสียที ไม่เอาด้วยแล้ว เพราะรู้กันแล้วว่า เบื้องหลังความสุขนั่น มีแต่ความทุกข์ จนจบกันแล้ว รู้เข้าเสียแล้ว รู้เท่าทันเจ้า เสียแล้ว จะมาสนตะพายเราอีก ไม่ได้เสียแล้ว เพราะฉะนั้น อาตมาก็ไม่ให้ใครมาสนตะพายอีก ไม่ว่า จะมาล่อด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

ยกตัวอย่าง คนรักก็ตาม มี ไม่ใช่ไม่มี คนรักจะเอา รูป กลิ่น รส จะเอาอะไรมาหลอก ก็เฉยๆ เดี๋ยวนี้ คนอื่น หลอกอยู่ในโลก ก็ยังมี อาตมาก็เห็นตามนี่แหละ ผู้หญิงก็หลอกผู้ชายได้ ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ เขาก็ยังหลอกอยู่ อาตมาเห็น แต่งกันเฉิดฉายด้วยรูป ปรุงกลิ่นกันให้ โอ้โฮ ยังไม่ทันถึงนี่หรอก อยู่นี่ กลิ่นมันมาแล้ว เอ๊ะ ปรุงเสียอย่าง เสียง แหมพี่คะ พี่ขา ได้ยินๆ แสนที่ได้ยิน จะให้เข้าไปใกล้ชิด ไปสัมผัสรส ให้ครบห้าทวาร หกทวาร อีกอย่างเก่า รู้ทันเสียแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ไม่หลงตาม และรู้ด้วยว่า สุขอย่างโลกียรสอย่างนั้น มันสู้อยู่เฉยๆ ไม่ดีดดิ้นไม่ได้ คุณเห็นอย่างนี้ ก็เกิด วิมุตติญาณทัสสนะ

ญาณทัสสะก็คือ ปัญญาเห็นแจ้งจริง เห็นในอะไร เห็นวิมุตติ และวิมุตติเป็นยังไง มันก็รสอร่อยกว่า โลกียรสนะซิ ถึงเรียกว่า วิมุตติรส เห็นจริงๆ เกิดวิมุตติญาณทัสสะ อย่างนี้จริงๆ ใครเกิดอย่างนี้แล้ว จึงมีจริงแล้ว เอาอะไรมาแลกไม่ได้ เอาอะไรมาแลกไม่ปล่อย พระพุทธเจ้าจึงท้านักหนาว่า ผู้ใดเกิดญาณ ด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วกระทำตน ให้วิมุตติ หลุดพ้นอันนั้นได้เป็น สมุจเฉท แล้วในส่วนใด ในกิเลส อาสวะใด จนกระทั่ง มีวิมุตติญาณทัศนะ ในตนแล้วเสร็จเรียบร้อย ผู้นั้นไม่มีการเวียนกลับ ไม่มีการเวียนกลับ

พระพุทธเจ้าท้า พระพุทธเจ้าท้าจริงๆ ด้วย ท้าว่าผู้สิ้นอาสวะกิเลส ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว เป็นวิมุตติ ด้วยปัญญาวิมุตติ และจิตวิมุตติ พร้อมสองส่วนแล้ว อุภโตภาควิมุตติ ไม่เวียนกลับ ไม่เวียนจริงๆ อาตมาขอปากแข็ง นี่แหละใครจะว่าท้าทายก็ว่า ไม่เอา ไม่เวียนกลับ สู่โลกอีกแล้ว เพราะฉะนั้น จะเอาสภาวะ ลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างโลกๆมาล่อ อาตมาก็เข้าใจเสียแล้ว เห็นจริงๆ ด้วย ลาภ ก็โอ้ โธ่ เท่านั้นแหละ แล้วก็เบื้องหลังลาภ มันก็ต้องเหนื่อย ทุกข์ทรมาน เบื้องหลังยศก็เหนื่อย เบื้องหลัง สรรเสริญ ก็เหนื่อย สุดท้าย เบื้องหลังสุขนี่ก็เหนื่อย เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า นอกจากเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า แล้วก็เป็นไปโดย ความไม่จบ เป็นไปด้วยความหลง เป็นไปด้วยความเห็นว่า มันเป็นสุข เพราะมันหลอกๆ อยู่ มันหลอกยังไง มันก็อัลลิกะนะซี ท่านถึงเรียกว่า มันเป็น กามสุขัลลิกะ กาม+สุข+อัลลิกะ กามก็คือ โลก สุข ก็คือ สุขของโลก อัลลิกะ แปลว่า ตอแหล มันสุขอย่าง ตอแหลๆ อย่างนั้นแหละ หรือหลอกลวง หลอกลวง อยู่อย่างนั้นแหละ ท่านถึงเรียกว่า กามสุขัลลิกะ

ผู้ใดไปหลงกามสุขัลลิกะ หรือหลงสุขัลลิกะอย่างที่ว่านี้ เพราะถูกเรื่องนั้นดึงจมูกอยู่ ผู้นั้นก็ถอย กลับมาไม่ได้ ถ้าผู้ใดเห็นก็เลิก อาตมาเล่านี่ เอาส่วนตัวมาเทียบเคียง เพื่อให้ตนเองเป็น เอหิปัสสิโก เพื่อให้เป็น การเรียกร้องให้มาดู ดูซิ อาตมาทิ้งมาแล้ว แล้วก็สบาย แล้วก็อาตมา ก็ยืนยันว่าสบาย จริงๆ ไม่ได้ตอแหล ไม่ได้โกหกมดเท็จ พูดจริงๆ พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นแล้วนี่เป็นจริงแล้ว แต่ก่อนนี้ อาตมา เคยหลง เดี๋ยวนี้ไม่หลง อาตมาหักยอดเรือน ของตัณหาต่างๆ ที่เป็นไปอยู่ อย่างนั้นแล้ว ขุดโค่น นายช่างปลูกเรือนตัณหา อย่างนั้นออก แล้วอาตมา ก็ไม่ได้ปลูกสร้างอีก อาตมาทำอย่างนั้นจริงๆ จึงเรียกให้มาดู เป็นเอหิปัสสิโก ถ้าใครเข้าใจไม่ได้ จะเพ่งโทษอาตมา ยกตัวยกตน ข่มท่านก็เอา อาตมาก็ไม่ว่า แต่อาตมา ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ที่จะเอาออกมาโชว์ ไม่มีอะไรที่ยิ่งกว่านี้ ถ้าจะเอาออกมา ยืนยัน ถ้าอาตมา จะยกชาดก สมัยพระพุทธเจ้ามา ก็บอก ฮีเท่อ เคยได้ยินแล้ว น่าจะเอาชาดก เอาพระอรหันต์ต่างๆ ที่อยู่ในตำรา ตำนานมาอธิบาย มายกตัวอย่าง เฮ่อ รู้แล้วน่า มันก็ไม่เป็น อนุสาสนี ที่มีปาฏิหาริย์ เป็นคำสอนคำกล่าว ที่ ฮื้อ มันดื้อๆ ด้านๆ เอา รูปด้านมายืนอยู่เรื่อยเลย เอารูปใหม่ๆ มาดูกันหน่อยสิ ให้มันพอเชื่อได้บ้างซิ ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า นิทานก็ไม่รู้ อาตมาก็ถึงไม่พยายาม ยกนิทาน แต่ยก ปัจจุบันธรรมให้เห็น พอพิสูจน์ได้ คือเอาตัวเอง หรือเอาเพื่อนฝูง เดี๋ยวนี้ มีเพื่อนฝูง ไม่มาก อีกหน่อย ถ้าจะมีเพื่อนฝูงมากๆ อาตมาจะยก ยกเพื่อนฝูงมั่ง เอาคนนั้นคนนี้มั่งมายก ก็ว่ายกอวดคณะอื่น อวดตัวอวดตน

ถ้าใครเข้าใจธรรมของอาตมานะ อาตมาพูดวนเวียน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ในมุมที่ ว่า อาตมายกตัวเอง ขึ้นมาเป็นตัวอย่างบ้าง ตนเองเป็น เอหิปัสสิโก เพื่อที่จะเรียกร้อง ให้มาดูตัวอย่าง มาดูซินี่ เรียกร้อง มาดูกันได้ มีพิสูจน์กันได้บ้าง ใครเข้าใจก็จะได้ปล่อยวาง ถ้าใครไม่เข้าใจ ก็จะเพ่งโทษ อาตมาอยู่ อาตมาก็ไม่รู้ จะว่ายังไง อาตมาก็ขออภัยด้วย ถ้าตัวนี้ มันหมั่นไส้เกินไปนัก ก็ขออภัย สำหรับบางคน แต่สำหรับใคร ถ้าเข้าใจได้ ก็จะโปรดกรุณา เข้าใจเจตนา ของอาตมาด้วยนะ ที่กระทำอยู่อย่างนี้ แสดง อานุสาสนี หรือ แสดงปฏิหาริย์ อยู่อย่างที่เรียกว่า ให้มันเป็นสิ่งที่มัน พอเชื่อได้ พอเห็นได้ เห็นว่ามีฤทธิ์มีเดช พอที่จะเอาอย่างตามได้ ไม่ใช่ว่าศาสนานี้ ปฏิบัติแล้วไม่รู้เป็นยังไง มันทิ้งมา ได้จริงหรือเปล่า โอ้! โม้เป็นปรัชญาเปล่าๆ เป็นตรรกวิทยา พูดแล้วทำไม่ได้หรอก ศาสนาพระพุทธเจ้า อย่างนี้ พูดแล้ว ไม่เชื่อหรอก มีอย่างหรือ คนจะทิ้งบ้าน ทิ้งช่อง ทิ้งรายได้ ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทิ้งครอบครัว ทิ้งเงิน ทิ้งทอง ทิ้งคู่รัก ทิ้งอารมณ์ที่เป็นเมถุนธรรม ทิ้งอารมณ์ที่ไม่ต้อง ไปเสพย์สิ่งนู้น สิ่งนี้ที่เป็นอารมณ์ อยู่ในใจ ที่เรียกว่า ธรรมารมณ์ก็ตาม มันจะไปทิ้งได้หรือ ไม่เชื่อหรอก เอ้า เขาก็ว่าไป

แต่ที่นี้เราทำได้แล้ว อาตมามาทำได้ อาตมาเอามาอ้างอิงอย่างนี้ ใครจะว่าก็ว่าไป อาตมาก็ไม่ว่า

ทีนี้หันกลับมาดู คำว่า ฌาน อีกทีหนึ่ง เมื่อกี้ยกตัวอย่าง ให้ฟังแล้วว่า ถ้าเราทำฌาน อย่างที่ว่านี้ และก็พิจารณา ให้เห็นเวทนาในเวทนา คู่เดียวนะนี่ อาตมาไม่ได้พูดถึง จิตกับธรรมารมณ์นะ มันมี กาย เวทนา จิต ธรรม อาตมาอธิบาย แค่กายกับเวทนาหยาบๆ ให้ฟังเป็นเบื้องต้น ส่วนท่ามกลาง บั้นปลาย ไปไว้วันหลัง วันเดียวไม่พอ อาตมาอธิบายไม่พอ มันเป็นสภาพที่ลึกซ้อน เข้าไปอีก เป็นสภาพ หมุนรอบเชิงซ้อน เป็นปริวัฏฏ์ ๓ ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง ตอนนี้เอาแค่ขั้นต้นๆ เสียก่อน ใครทำได้อย่างนี้ พิจารณา กาย แล้วเห็นเวทนาในเวทนา อย่างที่ว่า ซ้อนกันอยู่ เป็นรูป เป็นนาม มีรูปมีนาม ที่พยายามเกี่ยวข้อง กันอยู่อย่างนี้ได้ คนนั้นจะเป็น ผู้ที่ได้ประโยชน์ จากการปฏิบัติธรรม แม้จะหลับตา เป็นพื้นฐาน เสียก่อน ลืมตาขึ้นมา แล้วคุณก็ทิ้ง เอ้อ เห็นจริงแฮะว่า อ้อ เรามีคู่รักนี่ เราก็เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า เหลือเกินแฮะ เพราะเราหลงอะไร เราหลงรสสัมผัสบ้าง หลงรสกามคุณทั้ง ๕ บ้าง คุณเห็นเท่า เห็นทันอย่างนั้น จริงแล้ว คุณเอง คุณก็จะละคลาย หน่ายออกมา พอละคลายหน่ายออกมา ทิ้งออกมาได้บ้าง กามคุณ ทั้งหลาย ก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย คุณปฏิบัติธรรมได้อย่างนี้ มันก็สุขขึ้นจริงๆ มีการหน่ายคลาย ละกิเลส ตัณหาขึ้นมาได้ ลืมตาโพลงๆ เห็นแฟน แต่ก่อนนี้เคยแหม จะเป็นจะตาย เดี๋ยวนี้ ชักเห็นแฟนขึ้นมา ก็ชักมี รสชาติน้อยลง เห็นรูปที่เคยยั่วตา ก็มีรสชาติรักใคร่ปฏิพัทธ์ อยากได้น้อยลง ได้ยินเสียง ที่เคยติดหู แหม อย่างนี้ชื่นใจ เดี๋ยวนี้ ฟังเสียงแล้วก็รู้สึกว่า มีรสชาติน้อยลง ได้กลิ่นที่เคย แตะจมูก โอ้โฮ อยากใคร่อย่างที่รุนแรง กลิ่นเหล่านี้ก็เตะจมูก เราไม่แรงแล้ว เราเองปล่อยวางได้ง่ายขึ้น รสทางลิ้นก็ดี แต่ก่อนนี้ แหม ถึงอก ถึงใจ เดี๋ยวนี้ ถึงอกถึงใจน้อยลง สัมผัสเสียดสี กายสัมผัสต่างๆ ก็ลดน้อยลงได้ คุณก็เป็นไปโดยธรรม

คุณก็ปฏิบัติธรรมได้ดี ลืมตาได้ประโยชน์ทันที เมื่อลืมตา ได้ประโยชน์อย่างนี้ คุณก็คลายกามฉันทะ คลายพยาปาทะ ในขณะลืมตานี้ ท้าให้ได้เลย ขณะที่รู้อะไร ชัดเจนนี่ คุณไม่มีถีนมิทธะ ฟังให้ดีนะ ตอนนี้กำลังวนเวียน เข้าหาองค์ของฌาน อีกทีหนึ่ง เมื่อคุณจะมี ถีนมิทธะอะไรล่ะ จิตของคุณ เพ่งต่อเลย ในขณะลืมตาโพลงๆ เพ่งต่อว่า อ๋อ นี่ เหรอ แฟนเรา นี่เหรอ คู่อาฆาตเรา ขณะนี้เป็นปัจจุบันธรรมนะ ฟังให้ดีนะ กำลังเดินเข้าหาฌาน แบบพุทธศาสนาโดยตรง พอคุณพิจารณา โดยนั่งพิจารณา เป็นปัจเวกขณ์แล้ว ตอนนี้ คุณมาเจอแฟนจริงๆ มาเจอคู่อาฆาตจริงๆ พอเจอปั๊บ เอาสมมุติ คู่อาฆาตก่อน พอเจอคู่อาฆาตในปัจจุบัน คุณรู้เท่าทันลูกกะตา ตาเห็นรูปคู่อาฆาต ได้ยินเสียงคู่อาฆาต แต่ก่อนนี้มาแล้ว ได้ยินเสียงนี้ ปั๊บเลยนะ แหม คนนี้เกลียดจริง คนนี้อยากฆ่าจริงอะไรนี้ ตอนนี้คุณมี สติปัญญา รู้เท่าทัน เกิดธรรมแล้วนี่ อ้อ เราได้อโหสิกรรมแล้วนะ เราได้ละวางกันแล้ว มันเลิกจองเวร จองกรรมกันแล้ว คุณจะหยุดจิตของคุณลงได้ อาฆาตน้อยลง โทสะมูลจิตของคุณ ก็ถูกกำราบลง ในปัจจุบันทันด่วน เดี๋ยวนี้ จิตที่เป็นกิเลส ตัณหา ที่เคยเป็นโทสมูลจิต อาฆาตมาดร้ายอย่างรุนแรง พยาบาทมาดร้ายอย่างรุนแรง

ถ้าใครมีอินทรีย์พละก็ข่มได้สนิท ดับลงเดี๋ยวนี้ แม้จะอยู่ต่อหน้า คู่อาฆาต ก็ใจเฉยได้สบาย เป็นยังไงๆ ได้กระทำจริงมั้ย ผลก็ได้ดีมั้ย ผลอย่างนี้แหละ คุณเอ๊ยชะงัดนัก ชะงัดนัก ถ้าคุณทำได้ครั้งนี้ แหมมันอดข่มไปได้ คุณก็เป็นพระอริยะ แบบโสดา หรือสกิทา อาจจะต้องทำอีกสัก ๓ ครั้ง ๕ ครั้ง หรืออย่างเก่ง ๗ ครั้ง ลองดูอย่างเก่ง ๗ ครั้ง ต่อๆ ไปครั้งที่ ๒ ทำอีก ถ้าคุณมีอินทรีย์พละ แก่กล้า คุณเอ๊ย ในขณะใด ที่คุณรู้เท่าทันนั้น ท่านเรียกว่า โสดาปัตติมรรค ในขณะใดที่กำลังทำอยู่ ท่านเรียกว่า สกิทาคามีมรรค ในขณะใดที่ทำลงเสร็จ ท่านเรียกว่า อนาคามีมรรค เมื่อทำลงเสร็จแล้ว อโหสิ อย่างปล่อยวางได้ ท่านเรียกว่า อรหัตตมรรค เรียกมันอย่างนี้เสียก่อน เอาภาษาเรียกอย่างนี้ เสียก่อนนะ จนกระทั่ง คุณแน่ใจ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เจอะกับคู่อาฆาตทีใด ก็รู้เท่าทันทุกที

แม้เวลาเจอคู่อาฆาต ความโกรธ โกรธขึ้นมา รู้เท่าอีก ความโกรธ จนกระทั่งไม่เกิด ถ้ารู้เท่าแล้วดับ ท่านเรียกว่า สกิทาคามี ความโกรธนี้ จนกระทั่งคราวต่อไป พอเจอะกับคู่อาฆาต รู้เท่าทันแล้วว่า เมื่อแต่ก่อน เคยเป็นคู่อาฆาต เป็นอดีตแล้ว ไม่ยึดในอดีต ไม่ได้เป็นหรอก เป็นคนเหมือนกัน สักแต่ว่า เป็นก้อนธรรมแห่งหนึ่ง ไม่ใช่คน ไม่ใช่บุคคล เรา เขา ไม่ใช่คู่อาฆาต เสร็จแล้ว คุณก็เจอกับคู่อาฆาต จิตจะกระเพื่อม เป็นอุทธัจจะ นิดหนึ่งก็ไม่มี เฉย คู่อาฆาตก็เฉยเสียแล้ว แสดงว่าเป็นอนาคามี อย่างเด็ดขาด จนกระทั่ง คุณสามารถ ที่จะเข้าไป คบหากับเขาได้ อโหสิกรรมกัน บริสุทธิ์ ร่วมส่วน เป็นประโยชน์ต่อเขาเลยจริง ถ้าจะช่วยกัน ก็ช่วยได้ เหมือนกับคนคนหนึ่ง ในโลกเหมือนกัน ก็เป็นอรหันต์ หรือ อรหัตตผล

ฟังให้ดีนะ ฟังอาตมาอธิบาย โสดามรรค สกิทาคามีมรรค อนาคามีมรรค และ อรหัตตมรรค หรือแม้อธิบาย โสดาปัตติผล สกิทาคามีผล และ อนาคามีผล ไปจนกระทั่งทะลุถึง อรหัตผลนี่ อาตมาไม่ได้อธิบาย โดยชี้ว่า เอาข้ามชาติโน้น ตายจากชาติโน้น ไปชาติโน้น ก็อีกหลายชาตินะ อาตมากำลัง อธิบายเป็นปรมัตถ์ ให้คุณพิจารณาปัจจุบันธรรม และกระทำอย่างนี้ กระทำที่ไหน กระทำที่จิตเจตสิก รูปของคุณเท่านี้ คุณเห็นรูปของจิต ของคุณให้ได้ จับจิตของคุณให้มั่นเชียว ถ้าจิตมันเกิด การหวั่นไหวขึ้นมา เมื่อเวลาเจอคู่อาฆาต ช่วยไม่ได้ มันมีอาการยังไง มันมีอาการเป็น โทสะมูลจิต เป็นเจตสิกส่วนอกุศลอย่างไร รู้มันให้ได้ จนกระทั่ง ไม่เป็นอกุศลแล้ว แต่ยังมี สัพพกรณ เจตสิกอยู่ คุณก็รู้มันให้ทัน ดับลงๆ จนเจตสิกมันไม่เกิดอะไร มีอุเบกขาเจตสิก พ้นวิจิกิจฉาเจตสิก ได้แล้ว ตอนนี้สบายมาก เป็นฐาน คุณทำดังนี้เสมอ เสมอๆ จริงๆ รับรอง ถ้าคุณรู้เท่าทัน ไม่ว่าคู่อาฆาต ไม่ว่าสิ่งที่รัก ถ้าคุณทำจริงๆ แล้วรู้เท่าทันจริงๆ นะเจ็ดครั้ง เป็นอย่างสูง ทำอย่างแม่นมั่น ทำให้เสร็จ ลงไป ทุกทีๆๆๆ เจ็ดครั้งเป็นอย่างสูง ส.บ.ม. เสร็จ เสร็จทุกรายไป คุณสั่งสม อรหัตผลจิต แบบนี้ทุกตัวๆ ทุกวัน ๆ และคุณจะไม่ได้เป็น พระอรหันต์ยังไง อาตมาอยากรู้

ลองฟังดูให้ดีนะ คุณจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ยังไง ในเมื่อคุณทำอย่างงี้ ไม่ว่าแต่การดับโทสะ ในประเภท ที่อาตมายกตัวอย่าง คู่อาฆาตอย่างนี้ หรือคุณจะดับโลภะ ในการที่คุณไปหลงรักใคร หลงชอบใคร หลงยินดีผูกพัน อยู่กับอะไร ก็ตามแต่ ไม่ว่าเป็นไปโดยกามฉันทะ ไม่ว่าเป็นไปโดย โลภในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ตาม คุณเห็นได้ รู้ได้โดยแท้จริง สัมผัสเงินทอง กองใบแดงๆ คุณก็ลด จิตลงเสียบ้าง อย่าเต้นให้มันมากนักเลย แหม เห็นเงินก็เต้นกระเส่าอยู่ได้ เห็นรูปสวย ก็เต้นกระเส่าอยู่ได้ ยินดีเสียงเพราะ ก็เต้นกระเส่าอยู่ได้ ระงับมันลง รู้เท่าทันมันลง ปฏิบัติจริงๆ ให้ยังกาย ยังเวทนาให้ถึง หรือเห็น จิตเจตสิกของเรา เห็นรูปจิตของเรา มันเต้นอย่างไร ให้ชัด คุณทำได้อย่างนี้จริงๆ เป็นปัจจุบัน คุณก็ไม่ต้อง ไปนั่งหลับตาแล้วตอนนี้ เห็นหรือยังๆ ตอนนี้ต้องนั่งหลับตามั้ย ไม่ต้องนั่งหลับตาแล้ว เพราะเรามีฐานเสียแล้ว เรารู้เสียแล้วว่า มีจิตของเราเป็นอย่างไร เราจับกาย จับเวทนา จับจิตของเรา ชักอยู่ตัวเสียแล้ว

เมื่อใด คนที่จับจิตอย่างนี้เข้าทางแล้ว เรียบร้อยแล้วนี่นา แล้วเพ่งเพียรปฏิบัติให้จริง ตากระทบรูป ก็ให้รู้เท่าทัน ให้ทุกขณะ ให้ได้มากขณะที่สุด หูได้ยินเสียง ก็พยายามรู้เท่าทัน แล้วก็กำหนดปั๊บเข้าไป ให้ดี อย่าไปหลงเป็นโลภะ โทสะ ให้ได้ จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสทุกที คุณก็พยายาม รู้เท่าทัน ให้ได้ แล้วก็อย่าไปโทสะกับมัน อยู่ตลอดเวลา ขอถามด้วยปัญหาว่า คุณจะได้ฆ่าโลภะ โทสะไหม ได้ฆ่าไหม จิตที่ขณะเป็นอยู่ขณะนี้ ลืมตาโพลงๆ นี้เรียกว่า ฌาน หรือเรียกว่าอะไร เรียกว่าอะไร นี่แหละเรียกว่า ฌานของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา สร้างเทวดา สร้างพระภพ พระภูมิ อะไรอยู่ตลอดกาล ไม่ใช่

แต่เป็นฌานลืมตาโพลงๆ มีอำนาจจิต รู้เท่าทันกาย เวทนา จิต รู้เท่าทัน จิต เจตสิก รูป แล้วก็ทำมัน เป็นอรหัตผลจิต เป็นนิพพานๆ ๆ ๆ มาได้ ทำได้ชั่วขณะหนึ่ง โดยวิธีข่มเรียกว่า วิขัมภนนิพพาน ทำด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทัน แล้วกระทำมันได้ เป็นช่วงๆ เป็นตอนๆ ทำแล้ว อ้าว โผล่ขึ้นมาอีก อ้าวน่ะ ทำแล้วก็โผล่ขึ้นมาอีก ด้วยปัญญาที่รู้ว่า มันเป็นกิเลส เป็นตัณหา แต่อำนาจกิเลส ตัณหามันยังแรงอยู่ อ้าว บางทีมันก็ดึงขึ้นมา เอาน่า หยุดซิน่า นี่ของดี ไม่ดีหรอกน่า เราไปหลงมันอยู่น่า โลกเขาว่าดี แต่โดยธรรมนั้น มันไม่ควร รู้อย่างนี้ด้วย แล้วก็ดับมันลงไป ทีละน้อยๆๆ ทีละช่วง เขาเรียกว่า "ตทังคนิพพาน" สั่งสมจนกระทั่ง แคล่วคล่องได้มาก สามารถสลัดออกก็เร็ว ปฏิบัติการสงบ ระงับลง ก็ได้เร็ว มากเข้า ก็เรียกโดยภาษาบาลีว่า "นิสสรณนิพพาน" หรือ "ปฏิปัสสัทธินิพพาน" ได้แคล่วคล่อง มากขึ้น ว่าอย่างนั้นเถอะ พอกระทบปั๊บ เป็นโทสะ หรือโลภะ สลัดออกได้เร็วขึ้น หรือข่มระงับมัน ได้เร็วขึ้น เรียกว่า ปฏิปัสสัทธิ ถ้าสลัดออก ก็เรียกว่า นิสสรณนิพพาน ก็ได้นิพพานเรื่อย สั่งสมไป อย่างนี้แหละนิพพาน จนอันไหนสะเด็ดเลย ทำได้เด็ดขาด กระทบปุ๊บ เรื่องนี้เฉย ไม่มีการฟุ้ง อุทธัจจะไม่มี ไม่ฟุ้ง ไม่สะเทือนเป็น อาเนญชาภิสังขาร ไม่มีรสชอบ ไม่มีชัง ไม่มีรสโลภะ ไม่มีรสโทสะ จิตดวงใด หรือว่าขณะใด ในกิเลส ตัณหาใด ที่เราเคยติด แล้วเราทำได้อย่างนี้ อันนั้นก็สั่งสม สมุจเฉทนิพพาน ให้แก่ตนเอง มุมเหลี่ยมหนึ่ง เหลี่ยมไหนก็ได้ เรื่องไหนก็ได้ คุณทำได้เด็ดขาด ในเรื่องไหน ก็เรื่องนั้นแหละ เราเรียกมันว่า สมุจเฉทนิพพาน สั่งสมนิพพานอย่างนี้ ใส่ตนไปเรื่อยๆ มากเข้าๆ ก็เรียกว่า คุณกำลังสร้าง ในขณะที่สร้าง ยังไม่เป็นรูปร่างที่ดีจริง ก็เรียกว่า ปนิหิตนิพพาน ถ้ามีรูปร่าง ของนิพพาน ที่ชัดเจน ก็เรียกว่า นิมิตนิพพาน แล้ว ปนิหิตนิพพาน จนคุณได้เป็น นิมิตนิพพาน รูปร่างของนิพพานเก่งกล้า สามารถ แล้วคุณจะต้องมา ทิ้งนิพพานอีกนะ ทิ้งนิพพานอีกนะ เฮอะ ทิ้งนิพพาน ทิ้งอนิมิตนิพพานออกไป ไม่ยึดมั่นถือมั่นในนิพพาน

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนเลย ในมูลปริยายสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ คุณไปค้นดูในนั้น พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้ว่า เราเข้าใจทุกอย่างเลย ท่านเข้าใจสัตว์ เข้าใจบุคคล เข้าใจเทวดา เข้าใจพระพรหม ก็คือ เข้าใจจิตนั่นเอง เทวดาก็คือจิต พระพรหมก็จิต สัตว์นรกก็จิต เข้าใจสัตว์ เข้าใจเทวดา เข้าใจพระพรหม เข้าใจหมด แล้วก็เราเข้าใจแล้ว และเราก็ไม่มั่นหมาย ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ในสัตว์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเทวดา ไม่ยึดมั่นถือมั่นพระพรหม เราเข้าใจ จนกระทั่งถึงว่า นิพพาน เมื่อเราเข้าใจนิพพานแล้ว เรารู้นิพพานแล้ว เราก็ไม่เคยไปกำหนด มั่นหมายในนิพพาน ไม่ไปสัญญากับนิพพาน ไม่ไปติดนิพพาน ไม่ไปหลงนิพพาน และไม่ไปยินดีด้วยนิพพาน ไปอ่านดู ในมูลปริยายสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ไปอ่านดู

ถ้าเผื่อคุณเข้าใจได้ อย่างที่อาตมาว่านี้ คุณเข้าใจนิพพาน และคุณทำนิพพาน ให้แก่ตนได้ คุณไม่สำคัญ มั่นหมายในนิพพาน แล้วคุณก็ทำ คุณก็นิมิตนิพพาน ก็ปล่อยนิพพานไป ไม่ยึดนิพพานนั่นไว้ จนกระทั่ง เหลือรอยของนิพพาน ที่เรียกว่า ปนิหิต นิดๆ หน่อย คุณก็ล้าง ไม่ยึดมั่น ในรอยของนิพพาน นี่เรียกว่า อัปปนิหิตนิพพาน จนไม่ยึดมั่นถือมั่น ในนิพพานจริงๆ มีแต่เรียกมันว่านิพพาน แต่ไม่มีนิพพาน ก็แปล ในภาษาบาลีว่า สุญญตนิพพาน ใครทำสุญญตนิพพาน ในเรื่องใด อันใดให้แก่ตน ผู้นั้นก็เป็นผู้ถึงซึ่ง สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานแล้ว โดยที่ยังไม่ตาย เรื่องไหนก็ตามแต่เรื่อง เอาเฉพาะเรื่องเมถุน เอาเฉพาะเรื่องเงิน เรื่องทอง เอาเฉพาะเรื่องรูป เอาเฉพาะเรื่องรส เอาเฉพาะเรื่องกลิ่น เอาเฉพาะเรื่องเสียง เรื่องไหนก็ได้ๆ คุณก็ทำให้มันได้ ก็แล้วกัน คุณนิพพานมาได้ ทุกเรื่องๆๆ มากเรื่องเข้า คุณก็สั่งสมนิพพาน ให้แก่ตนเอง มากเข้าๆ คุณก็เป็น อรหันต์ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นๆๆ อรหันต์เท่านั้น จะรู้อรหันต์ อรหันต์เท่านั้น เสพย์อรหันต์ อรหันต์รู้รสแห่งอรหันต์ด้วยกัน ผู้ที่ไม่ใช่อรหันต์ มีแต่ฝันหวาน เท่านั้นเอง ไม่มี สภาวะไม่มี ผู้ที่ได้อรหันต์แล้ว ก็เสพย์สภาพอรหันต์ คืออะไรสิ่งที่เป็นไปได้ โดยควร ไม่มีรส เป็นวิมุตติรส เป็นยังไง ผู้ที่เสพเท่านั้น จึงเป็นผู้ที่เสพด้วยกัน ผู้ที่ไม่ได้เสพ พูดแต่ภาษา ไม่มีสภาวะที่เสพย์ด้วย คนนั้นก็บอกว่า ไม่ตรงกัน ไม่ตรงกัน ก็ไม่ตรงนะซิ พูดภาษา แล้วก็สภาวะ ก็ทุกอย่างมี พอเราพูด ก็พยายามเอาอำนาจภาษา ให้เราเข้าใจสิ่งนี้ให้ได้ เขาบอก นิพพานอะไรมันต่ำๆ แค่อบายมุข เขาเรียกว่า นิพพาน

อ้าว พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าทำได้ อบายมุขหมดทุกอัน ก็เป็นโสดาบัน เป็นโสดาบันบุคคล อันสูงส่ง แล้ว ติดอบายน่ะ ถ้ายิ่งติดกามราคะ จนกระทั่ง คุณติดกามราคะ ติดสักกายะ ใหญ่ๆ นี่ ลดสักกายะ ใหญ่ๆ ลดกามราคะลงไปได้ หมดเลย เหลือแต่จิต ที่ฟุ้งอยู่ในจิตของตนเอง เหลือแต่ ความอยากใหญ่ เป็นอำนาจแบบพรหม เป็นจิตที่เป็นพรหม จิตที่รักความใหญ่ ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรอก แต่ว่าจิต เจ้าศักดิ์ศรีบ้าง หลงติดวิชามั่ง หรือหลงติดความสงบมั่ง เป็นเรื่องอัตตา ของจิตทั้งนั้น คุณรู้ได้ว่า คุณไม่ติด อัตตาของจิตอย่างนี้ หรือว่าคุณรู้ได้ว่า คุณยังติด อัตตาของจิต อย่างนี้อยู่ แต่เรื่องกามราคะหมดแล้ว สักกายะหมดแล้ว แม้แต่ใครจะเสพย์กามอยู่ ก็ไม่เคยมี ปฏิฆะ กับใคร มีสัจจานุโลมญาณ อภัย คนนั้นยังติดกามอยู่ ก็เรื่องของคุณนะ สงสาร ก็ช่วยให้คุณเลิกมา แต่ไม่มีปฏิฆะกับเขา ไม่ใช่ว่า เอื้อ เดี๋ยวก็ ฆ่าเสียนี่ ติดทำไมกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างนี้ มีปฏิฆะ

ถ้าใครรู้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า ฐานะของบุคคลแต่ละคน ย่อมไม่เท่ากัน เป็นไปโดยกรรม เขายังติดกามอยู่ ก็เรื่องของเขา ช่วยเขาได้ ก็ช่วยเขาเถิด ถ้าช่วยเขาไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งไปโมโหเขา ปฏิฆะไม่มี ผู้นี้ก็ใจ วางเฉยได้ ไม่มีกามราคะ ไม่มีปฏิฆะ เกลี้ยงจริงๆ ในจิต ผู้นี้ก็ได้ชื่อว่า อนาคามีบุคคล อันแท้จริงเลย แท้จริงเลย นี่ แม้ตายแล้ว คุณเอ้ย ไม่ต้องกลับมาเกิดเลย ขอให้จริงนะ ขอให้จริงนะ ตรวจจิต เจตสิก รูป ของคุณให้จริงน่ะ ถ้าคุณตรวจไม่จริง ยังมีเชื้อกาม รสอร่อยก็ยังอยากกิน เสียงไพเราะ ก็ยังอยาก ยังมีน้อยๆ ยังไปแลบเลีย ยังไปอร่อยกลับมาอยู่ กลิ่นยังมีนิดๆ ก็ยังชื่นใจอยู่ แหม ดอกมะลินี่ ยังดี เอามาบูชาพระหน่อย เปล่า ที่จริงตัวเอง ยังได้กลิ่นดอกมะลิ ก็ยังชื่นใจหน่อยๆ ยังมีรสทางลิ้น แหม กินก็รับรสอร่อยอยู่ ปรุงรู้อยู่ คุณนั่นแหละ รู้ของคุณ โกหกตัวเองไม่ได้หรอก นอกจากคุณไม่มีปัญญา เข้าไปรู้ อย่างแท้จริงว่า ยังมีน้อยๆ อยู่แค่ไหน มันรู้ยากนะ น้อยๆ นี่ มันรู้ยากขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น รู้ยากตัวนี้ มันจะหมดรอบ คุณก็จะรู้ของคุณเอง คนอื่นไม่เกี่ยว ถ้าคุณรู้ของคุณเองได้ คุณเอง พยายาม กำราบ ให้หมดกามราคะจริง หมดปฏิฆะจริง คุณก็เป็นอนาคามีจริงๆ คุณก็ ส.บ.ม. แม้แต่คนนี้ ตายในภพนี้ ปัจจุบันนี้ไปแล้ว ก็ไม่มีมาเกิดอีก นี่พูดตายดับเข้าโลงนะ กายแตกตาย

เมื่อกี้นี้พูดถึงปรมัตถ์ จิตตายที่เป็นอนาคามี เป็นอรหัตตผลจิต พูดถึงจิต นั่นพูดปรมัตถ์ การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติที่ปรมัตถ์ คือ ปฏิบัติที่จิต เจตสิก รูป แต่ผลที่ได้นั้น มันได้ถึงตัว ทั้งตัวตายเน่าเข้าโลง ก็ได้ไปด้วย ถ้าใครไปปฏิบัติ แล้วก็ไปมัวเพ้อ เมื่อตายนี้นะ ไปนึกถึงพระอนาคามี ก็ตอนตายแล้ว วิญญาณของ โอปปาติกะ จะเอาโอปปาติกะที่ไหน พ่อขุนรามคำแหงมั่ง วิญญาณของพระเจ้าฟ้า เจ้าหญิงยอดสร้อย ที่ไหนมามั่ง แล้วก็มาเล่นลิเก ละครอยู่ เอาอย่างโน้น อย่างนี้อยู่ ผู้นั้นก็มีลิเกละคร อยู่ในหัวใจ อยู่อย่างนั่นแหละ มันจะไปมีปฏิบัติธรรมยังไง ธรรมปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติจิต เจตสิก รูป และ ทำนิพพาน อยู่ในหัวใจ ไม่ใช่ไปเล่นลิเกละคร อยู่ในหัวใจ ถ้าใครไปเล่นลิเก ละครอยู่ในหัวใจ ผู้นั้นก็ชื่อว่า ผู้มีลิเก อยู่ในหัวใจ เอาสำนวน อาตมาไปพูดมั่ง ผู้มีลิเกอยู่ในหัวใจ ก็เล่นลิเกไป แต่ถ้าใครจับจิต เจตสิก รูป และอ่านกิเลส ตัณหา ฆ่ากิเลส ตัณหา รู้เท่าทันจิตของเรา กระทบสัมผัสเมื่อไร รู้ กระทบสัมผัส เมื่อไรรู้ หยุด หยุด หน่าย คลาย วาง เห็นทุกข์มันให้ได้ ตลอดเวลา ทุกข์อริยสัจ เท่านั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอื่น ไม่มีอื่น ทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราทำได้อย่างนี้จริง ปฏิบัติลืมตาโพลงๆ ก็มีฌานลืมตา

ฌานนั้นเป็นไปเพื่ออะไร ฌานนั้นเป็นไปเพื่อ ฌาปนกิจ ฟังให้ดี จะเล่นภาษาให้ฟัง ฌานนั้นเป็นไป เพื่อณาปนกิจ ฌาน - ฌ-า นี่แหละ ถ้าฌาน หมายความว่า ผู้นั้นเป็นเจ้าของ ฌานคือมีการเผา มีการเพ่ง แล้วเผา "ฌาน" คำนี้จึงแปลว่า เพ่งและเผา เพ่งอะไร เพ่งดูจิตในจิต เพ่งดูกายในกาย เพ่งดูเวทนาในเวทนา เพ่งรู้แล้วอันไหนเป็นอกุศล อันไหนเป็นกุศล ก็รู้ชัด พอรู้อกุศลในตัว ฌาปนกิจ มันเลย เผาเลย ฟังให้ดีนะ เผาเลย ฌาปนกิจมันเข้าไปเลย เผาให้ได้ เผาอกุศลที่มีอยู่ในตน อย่าไปรอช้า เผาที่จิต เป็นบุคลาธิษฐาน กับพระสารีบุตร ในขณะที่ท่าน กำลังทำพระศพ ของพระพุทธบิดา ท่านล้าง พระศพ พระพุทธบิดาเอง พระสารีบุตรก็หิ้วกระป๋องน้ำ เราเรียกว่า กระป๋อง สมัยนี้กับสมัยนู้น มีอะไร ใส่น้ำก็ช่างเขาเถอะนะ สมัยนี้เราเรียก กระป๋องก็แล้วกัน สมัยโน้น เขาไม่เรียกว่า กระป๋องหรอก เขาก็มีเครื่องใส่น้ำ คือ คอยรับใช้พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านเอาน้ำ ล้างพระศพ แล้วท่านก็สอนไปว่า ศพของบิดามารดาของเรา ต้องทำด้วยมือ แล้วก็เป็นกุศลอันสูง เป็นกตัญญูกตเวที อันดีที่สุด เราทำด้วยมือของเราดี เป็นครั้งสุดท้าย ที่เราจะได้ ตอบแทนบุญคุณ แก่บิดามารดาของเรา เพราะบุพการีที่สูงสุดนั้น ถ้าไม่มีบิดามารดาแล้วไซร้ เราไม่ได้ เกิดมาในโลกนี้ เพราะบิดามารดา ของเรานี่แหละโง่ หลงไปสืบพันธุ์กัน แล้วปล่อยให้เรา มาเกิดได้ แหมปุ๊บ ฉวยโอกาสเกิดมาได้ดีมาก ถ้าบิดามารดาในโลกนี้นะ พ่อแม่หรือว่าผู้ชาย หรือว่า ผู้หญิง ในโลกนี้ ไม่มีสืบพันธุ์กัน เราไม่มีโอกาสได้เกิด แหม บิดามารดาของเรานี่ พูดจริงๆ พูดธรรมให้ฟังนะ ใครอย่าเข้าใจว่า อาตมาแช่งพ่อแช่งแม่นะ เปล่า โดยจิตใจอาตมานี่ เห็นอย่าง พระพุทธเจ้าท่านเห็น จิตสูงส่ง พระพุทธเจ้ามีคุณมาก สืบพันธุ์กันแล้วเราไม่ได้เกิด แหมซวยบรมเลย ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พอไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จะไปปฏิบัติธรรม เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไง มันได้เผลอ ก็เพราะพ่อแม่ โง่เสียแล้ว แหม ไปสืบพันธุ์กัน แล้วฉวยโอกาสนั้นเป็น คันธัพโพอยู่ เข้าสืบเนื่องเลย เป็นคันธัพโพนี่ เข้าร่วม พ่อแม่กำลังมีสันนิบาตกัน พั้บ ฉวยโอกาสเลย ไข่ของแม่สุกพร้อมพอดีด้วย ก็ได้เกิดมา พอได้เกิดมา เราก็จึงขอบคุณ พระคุณพ่อแม่ให้มาก แล้วกตัญญูกตเวทีต่อท่าน ให้ถึงที่สุด จนแม้กระทั่ง เวลาตาย เราก็อย่ารังเกียจเลย มันเป็นขันธ์ ๕ เป็นรูปขันธ์ ตายแล้วเหลือรูปขันธ์ ก็ต้องพยายามทำ เมื่อเวลายังไม่ตาย ทำไม คุณรักมันนัก นี่เวลาตาย คุณตายก็เหมือนกายพ่อแม่ตาย เวลาพ่อแม่ ยังไม่ตาย คุณก็ไปเคล้าเคลีย ไปเกาะแขน เกาะขาได้ เวลาพ่อแม่ตาย เอ๊ มันยังไง เข้าเคล้าเคลีย เกาะแขน เกาะขาไม่ได้ มันเหมือนกัน รูปขันธ์อันเดียวกัน ล้างให้เรียบร้อย แล้วเสร็จ พระพุทธองค์ ก็ยกขึ้นใส่โกฏิ เสร็จเลยนะ หามลงไป ยังจิตกาธารเองด้วยนะ คือกองฟอน หามไปจิตกาธารเองเลย แล้วท่านก็สอน พระสารีบุตรไว้ว่า การตายแล้วนี้ จงทำฌาปนกิจให้เร็ว เผาเสียให้เร็วด่วน เมื่อสิ่งนี้เห็นว่า มันเป็นของไร้ค่า อกุศลแล้ว

ฟังให้ดีนะ ขณะนี้กำลังอธิบาย บุคคลาธิษฐาน เพื่อที่จะเป็น ธรรมาธิษฐานให้คุณฟัง เพราะฉะนั้น ศพของคนนี่ ป่วยการไร้ค่า พอตายแล้ว เหลือแต่รูปขันธ์ ไม่มีประโยชน์ อย่าเอามาดองเค็ม ดองเปรี้ยวอยู่ รีบทำลาย เสียเร็วด่วน จึงรีบทำฌาปนกิจเสีย เผาให้ดีๆ เพราะมันเป็น อกุศลเสียแล้ว ถ้ายังเป็นๆ อยู่ ยังมีกุศล ถ้าตายแล้ว มันไม่เป็นกุศลแล้ว เป็นของเน่าเปื่อย ที่เอาล่ะนะ เอาไปดองไว้สัก ๗ วัน แล้วคุณ จะรู้ว่า เป็นอกุศลแค่ไหน คุณจะทนไหวไหม เท่านั้นแหละ ดองไว้ซิ ไม่เชื่อ

พระพุทธเจ้าถึงสอนพระสารีบุตร บอกว่าให้เผาเร็วที่สุด พระสารีบุตรถามว่า ให้ทำยังไง จงเผาให้เร็ว ที่สุด อย่ารอ แม้กระทั่งญาติ ผู้ยังเดินทางมาไม่ถึง ฟังให้ดีนะ นี่คือคำสอนของ พระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ ๗ วัน ๓๐ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ดองกันไว้นี่ ลูกศิษย์ตถาคต องค์ไหนก็ไม่รู้ แต่อาตมาพูด ตถาคต องค์สมณโคดม ที่มีชื่อว่า สิทธัตถะ แต่ตถาคตองค์อื่น ท่านสอนว่ายังไง อาตมาไม่รู้ แต่ตถาคตองค์นี้ สอนไว้ว่าอย่างนี้ นี่อาตมาสอนตามท่าน เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำศพที่ถูกต้องแล้ว ต้องรีบเผา อย่าไปเสียเวลา เยิ่นเย้อ ไปเที่ยวได้วุ่นวายมาก นี่เป็นบุคลาธิษฐาน เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นธรรมาธิษฐาน เมื่อเราเห็นอะไร เป็นอกุศลแล้ว รีบฌาปนกิจมัน จิตของเราเป็นอกุศลตัวใด ทิ้งเอาไว้ รังแต่จะเหม็นเน่า ทิ้งเอาไว้ รังแต่จะเป็นโทษเป็นภัย เป็นสิ่งที่จะทำลาย เป็นอสุภะ รีบฌาปนกิจมันเสีย รีบเผาทันที เผาทันที ทำกิจ ฌานี้ ฌ - า แปลว่า เผา ภาษาบาลีเผา ฌาปนกิจ ก็หมายความว่า จงทำกิจ อันเผาผลาญนี้ไป

ฌานะก็เหมือนกัน เพ่งรู้อะไร รู้สิ่งที่เป็นกิเลสตัณหา เป็นอกุศล รู้มันทันที ฌาปนกิจมันทันทีๆ แล้วคุณ จะเป็นผู้สูงขึ้นไหม เมื่อคุณเผาอกุศล เมื่อคุณเผาอสุภะ คือเผาสิ่งที่เลว เผาสิ่งที่ชั่ว ให้แก่ตน เรื่อยๆ ที่อยู่ในจิตของคุณนี่เอง เป็นธรรมาธิษฐาน เกิดที่จิตเมื่อใด เผาเมื่อนั้น เกิดที่จิตเมื่อใด เผาเมื่อนั้น ฆ่ามันเมื่อนั้น ดับมันลงเมื่อนั้น คุณสูงขึ้นไหม คุณสูงขึ้นไหม คุณก็เถียงไม่ออก เถียงไม่ออก คุณขึ้นแน่ๆ แหงๆ เลย ใช้ภาษาแสลงแหงๆ เลยนะ แน่ๆ เลย พูดกันได้ว่า คุณสูงขึ้น โดยแท้จริง เพราะฉะนั้น แม้คุณจะไป นั่งหลับตาเป็นฌาน โดยใช้อุบายโกศล อย่างใดก็ตามแต่ คุณจงใช้อุบายโกศลนั้น เพื่อที่จะยังจิต ให้อยู่ในจิต เป็นเอกัคคตารมณ์ ทำวลีให้คล่องแคล่ว เพื่อที่จะ ให้จิตของเรา อยู่กับตัว นั่งอยู่ก็รู้ว่า อาการนั่ง ลองนั่งหลับตาแล้ว ก็ลืมตาออกมาดูมั่ง พอลืมตาออกมา จิตอยู่กับตัวมั้ย เออ... จิตอยู่กับตัวแฮะ เห็นรูปนี้ รู้ทันรูปมั้ย เออ... รู้ทันนะ เอื้อมแขนไป ก็รู้ทันเอื้อมแขนมั้ย เออ.. รู้แฮะ ก้าวขาเดิน รู้ทันก้าวขามั้ย เออ... รู้แฮะ กายสัมผัส หูสัมผัส ตาสัมผัส จมูกสัมผัส ลิ้นสัมผัส รู้เท่าทันมั้ย รู้เท่าทันพอได้แล้ว คุณก็ออกมาสู้กับโลก อะไรสัมผัสมาก็ดับ อยู่ที่จิต ผู้ใดจิตดับได้ อยู่ที่จิตในจิตได้ เฝ้าเป็นทวาร อยู่ที่จิตในจิต ได้ตลอดเวลา ผู้นั้นกำลังเห็น พระอนาคามีมรรค ผู้นั้นกำลังเป็น พระอนาคามีมรรค เมื่ออะไร มันมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันจะเข้าไปหาจิตหมด เข้าไปหาจิตหมด จิตเป็นนายทวาร พอใครสามารถ มีสติสัมปชัญญะ อยู่ที่จิตนะ พออะไรมาปั๊บ ธรรมวิจัย แยกแยะ หรือวิตกวิจารเลย ภาษาเดียวกันนั่นแหละ วิตกวิจาร ธัมมวิจัย เหมือนกัน ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิตกวิจาร ตัวเดียวกัน

เมื่อจิตเป็นฌานแล้วนะ จิตมันก็แยก พอมาปั๊บแยก อันไหนชั่ว อันไหนดี อันชั่วเผา ฌาปนกิจเสียอันชั่ว อันดีเอาไว้ก่อน ทำอย่างนี้เสมอๆ พระอนาคามีเผาชั่ว เผาดี อยู่ที่ธรรมารมณ์ ที่ดักอยู่ที่นี่ เสมอๆ กาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่คุณเอ๊ย มันไม่ช้า ไม่นาน ไม่เหลือหรอก มันก็จะเหลือแต่อารมณ์จิต ที่แลบเลีย ละเอียด จริงๆ เมื่อจิตกระทบเข้ามา ก็อ่อนขึ้นๆ คุณทำอนาคามีผล คุณให้ได้เรื่อยๆ แล้วก็รู้ด้วยว่า อนาคามีผลใด เป็นสิ่งที่สำเร็จแล้ว ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในมัน คุณไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตในอนาคามีผล ของคุณ คุณก็ปล่อยความเป็นอริยะชั้นสูง ทุกอย่างปล่อยคืนไว้ ที่โลกนี้หมด ได้นิพพานแล้ว ก็ปล่อย นิพพาน คืนไว้ที่นี่ ผู้นั้นแหละคือ สั่งสมอรหัตผลจิต ให้แก่ตัวเอง ทุกทีไป

วันนี้ พูดธรรมะสูงหน่อยนะ ฟังให้ดีนะ อาตมายังไม่เคยอธิบาย ต่อหน้าธารกำนัล นอกจากพวกเรา ที่แดนอโศก ถึงเรื่องธรรมะชั้นนี้ ในสถานที่ ที่ผสมด้วยฆราวาส หรือผสมด้วย... อาตมาไม่เคยอธิบาย ธรรมชั้นนี้ ชั้นจิตในจิต แล้วอธิบายถึงจิตที่เป็น อนาคามีมรรค อนาคามีผล และเป็นอรหัตมรรค อรหัตผลอย่างไร อาตมายังไม่เคยอธิบาย วันนี้อธิบายเพิ่มไป เพราะพูดถึงฌาน มันลึกเหลือเกิน

เมื่อเข้าชั้นอนาคามีมรรค จับจิตได้แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ออกมาเที่ยวเพ่นพ่าน แล้วจิตตัวนี้ จะออกมาเห็น เอาตาไปปรุงรูปด้วย เผลอไปเลย ทูรังคมัง เรื่อยกับเขาไป แหม ไปเที่ยวเสียที่ไกล เลยไม่เอา ไม่ทูรังคมัง อยู่ในคูหาสยัง อยู่ในนี้ ในหัว จนกระทั่ง ยันเท้านี้เท่านั้น ไม่ออกไปเพ่นพ่าน ไม่เกะกะ เที่ยวได้เพ่นพ่าน เที่ยวนรก สวรรค์ ไม่เอา จะเพ่นพ่าน เที่ยวได้แลบเลีย ไปบ้านโน้น บ้านนี้ ไม่เอา จิตอยู่ที่จิต หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสัมผัสปั๊บ ส่งเข้ามาที่จิตรู้เลย แล้วก็ฆ่าลง ฆ่าลงๆ จิตตัวนี้แหละ กำลังหน้าที่ อรหัตมรรค อรหัตผลอยู่เรื่อย ฆ่าได้แล้วก็ปล่อยคืน อย่ายึดมั่นว่า ตัวสามารถฆ่ากิเลส ตัณหาได้ ถ้าใครยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวสามารถฆ่ากิเลส ตัณหาได้ ฉันใหญ่ ฉันเป็น อริยะ ฉันฆ่า แล้วมันรู้จริงๆ นะ คนทำไม่ใช่ปากพูดเล่นๆนะ คน ฆ่าได้จริง คนนั้น รู้ด้วยตนเอง จริงนะ พอรู้จริงๆแล้ว อดไม่ได้หรอก ที่จะยึดตัวยึดตน อดไม่ได้หรอก ที่จะยึดว่า เออ ฉันฆ่ากิเลส ได้จริงๆ ฉันลดหย่อนกิเลสได้จริงๆ มันอดไม่ได้หรอก

ถ้าเราไม่มีสัมมาทิฐิ ไม่นึกรู้ไว้เสียก่อน ถ้าคุณไม่เตรียมตัวเสียก่อน คุณยึดตัวยึดตนใหญ่เข้าๆ ทีนี้ คุณก็ใหญ่เลย เพราะฉะนั้น อรหันต์ก็คือ ผู้ที่ไม่ยึดความเป็นอรหันต์ของตน ผู้ใดยังยึด ความเป็นอรหันต์ ของตนอยู่ ผู้นั้นยังไม่ใช่อรหันต์ อันนี้อาตมาเขียนไว้ ที่ท้ายหนังสือเล่ม คนคืออะไร ถ้าใครย้อนไปอ่านดู จะเจอ ผู้ที่เป็นอรหันต์ คือผู้ที่ไม่ยึดตน ว่าเป็นอรหันต์ ถ้าใครยังยึดความเป็น อรหันต์ของตน คนนั้น ยังไม่ใช่อรหันต์ พระอรหันต์คือ ผู้ที่คืนแก่โลก ผู้ที่สลัดคืน ผู้ที่ปล่อยคืน ผู้ที่ไม่เอาอะไรไว้ ผู้ที่ไม่มีตัว ไม่มีตน ผู้ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีทั้งดี ไม่มีทั้งชั่ว แต่เป็นผู้ที่รู้ดีรู้ชั่ว ได้เก่งที่สุด วิจัยได้เก่งที่สุด เพราะได้หัด วิจัยมานานแล้ว มีธัมมวิจยะเสมอ วิจัยได้อย่างเก่งเลย อะไรมาพัวะ แยกออกเลย ดี ชั่ว แต่ท่านไม่ยึดดี ไม่ยึดชั่ว จนกระทั่งท่านเอง ดีก็ช่าง ชั่วก็ช่าง ท่านไม่เหลือตัวตน ท่านไม่เอาอะไร โลกนี้ ท่านไม่เดือดร้อน ด้วยเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่เกี่ยว กามคุณ อุ๊ย! เฉย แม้แต่จิตของตัวเอง ที่มีวิชาความรู้ ก็ไม่ยึดตัว ยึดตนเป็นอัตตา เรียกว่า มานะทิฐิ ไม่ปั้นรูป ไม่ปั้นอรูปเสพย์ ไม่หลงรูป ไม่หลงอรูปในจิต จริงๆ จะไปนั่งหลับตา ดูรูป ไปนั่งลืมตาดูรูป ไปนั่งปั้นสร้างรูปอันโน้น อันนี้ไว้ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นในรูป เอาเป็นเอาตาย ไม่ได้ละ เราจะต้องวางโครงการ ต่อไปจะเผยแพร่ธรรมะ ยกตัวอย่าง ให้ฟังนะ

พระอรหันต์บางองค์ ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์แท้ เป็นอนาคามี มีวิชา รู้แล้วว่าทำอย่างนี้ เป็นโครงการ ที่ดีจะเผยแพร่ธรรม นี่เป็นกิเลสขั้นอุดมคตินะ นี่อาตมาเผย ให้ฟังนิดหน่อย เช่น ฉันจะต้อง สร้างโครงการ อย่างนี้เลย ทำ เอาละ คนโน้นจะบอกเขาไป จะต้องขอเงินเขามาเท่านั้น จะต้องทำอันนี้ อย่างนี้ๆ ให้เป็นโครงการไปเลย แล้วก็ไปลงมือบอก ญาติโยม แล้วจะทำอย่างนี้นี่ ที่จริงเป็นคุณความดี ไม่ทำเพื่อตนหรอก ทำเพื่อผู้อื่น เสร็จแล้วก็ไปนั่งทำ เอ้า วางโครงการนี้ ญาติโยมคนนั้น คนนี้ เขาก็ไม่ค่อย เห็นด้วยมั่ง เห็นด้วยมั่งเขาให้ คนที่ยังไม่เห็นด้วยไม่ให้ พอไม่ให้ก็ยึด คนนี้ไม่เชื่อฉัน ตัวตน เกิดแล้ว ตัวตนเกิดแล้ว ถือดีแล้วๆ รูปราคะ อรูปราคะ ที่ตัวสร้างเอาไว้ พอเกิดรูปราคะ อรูปราคะ เกิดขึ้นมา มานะการยึดตัวยึดตน ยึดจิตที่เกิดทันที เกิดปฏิฆะขึ้นได้

ทางพระอภิธรรม เขาไม่เรียก มานะสังโยชน์ เขาไม่เรียกว่า อรูปราคะสังโยชน์ แต่เขาเรียก มัจฉริยะ กับ อิสสาสังโยชน์ ทางพระอภิธรรมเขาเรียก เอา ๒ ตัวนี่มาเรียก เรียก ๒ ตัวนี้ จริงๆ มันตระหนี่ คือ มันหวงแหน คือ มันอยากจะให้เป็นอย่างนี้ แล้วมันจะอิสสา หรืออิจฉานั่นเอง ไม่พอใจ ไม่พอใจ ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิด เพราะฉะนั้น ถ้าใครมีจิตอย่างนี้อยู่นะ ตัวเองนั่นแหละ มีตัวมีตน ตัวเองนั่นแหละ กระทบกระเทือน มันไม่ว่าง ถ้ามันว่าง มันก็ผ่านเฉย ไม่มีอะไร แต่นี่มันไม่ว่าง มันกระทบถึงใจ ปั๊บ ปิ๋ง เข้าให้โกรธมั่ง รักมั่ง ยังมีโทสะน้อยๆ โลภะน้อยๆอยู่ เมื่อมีโลภะน้อยๆ โทสะน้อยๆ คุณก็เกิดรส เกิดชาติ ของมันเอง อันนี้ของคุณ (สำเนียงหมดเวลาแล้ว เหรอตกลง)

ถ้าผู้ใดรู้เท่าทันอย่างนี้ อนาคามีดับ รูปราคะดับ อรูปราคะดับ มานะดับอย่างนี้ ชัดเจน ลดโลภะ ลดโทสะ ลงไปเรื่อยๆ เอาเถอะ ไม่เป็นอรหันต์ ช่างมันเถอะน่า ไม่เป็นอรหันต์ ช่างมันเถอะน่ะ ใครทำได้จริง อย่างนี้ไหม ถ้าใครทำได้จริงอย่างนี้ ไม่ใช่ปากพูด แล้วรู้กาย รู้ใจ รู้เวทนาของตนเอง แล้วอย่าไป ยึดมั่นถือมั่น แม้เราจะวางโครงการ ทำงานเผยแพร่ศาสนา ที่เป็นคุณงามความดี ถ้าเราไม่ทุกข์ ไปสุข ในการเผยแพร่ศาสนานั้น เกินกว่าปัจจุบันธรรม เกินกว่าทุกข์สภาวะ หรือทุกข์จริงๆ น่ะ อย่างที่อาตมา พูดอยู่นี่ อาตมา กำลังเมื่อยอยู่ ทุกสภาวะ มันเมื่อยทุกสภาวะ เรารู้ ขณะนี้ เรากำลังทำงาน เราหยุด เมื่อไร เราก็หมดทุกข์นี้ แต่เรายังไม่หยุด เราก็มีทุกข์นี้อยู่ นี่เป็นทุกข์สภาวะ ธรรมดาๆ เราทำเพราะ เราเข้าใจ แต่ว่าผลที่ได้ มันจะดีหรือไม่ดี หรือใครมาห้าม ใครจะมาเถียง หรือใครจะมา ว่ากล่าวอะไร ช่างคุณเถอะ ใครจะยังไงก็ช่างใคร เรากล่าวอย่างนี้ เรามีปรุงแต่ง ออกไปอย่างนี้ เป็นวิสังขารตามภูมิ ตามปัญญาของเรา เราทำแล้ว เราไม่ยึดมั่นถือมั่น มันจะจริง หรือไม่จริง มันจะได้หรือไม่ได้ ตามที่เรา คาดคะเน ตามที่เรากะไว้คร่าวๆ อะไรต่ออะไรก็ ไปตามเรื่องของมัน ไปตามเรื่องของมัน ไม่ยึดมั่น ถือมั่นใดๆ เลย เป็นแต่เพียง ทำประโยชน์ตนได้แล้ว ก็เกื้อกูลผู้อื่น เป็นประโยชน์ท่านอันควร มันจะได้หรือไม่ได้ ก็เท่าฤทธิ์แรงของเรานั่นแหละ เท่าความสามารถ ของเรา นี่แหละ มันก็ได้เอง ตามฐานะ ถ้ามันไม่ได้ก็ทำไปนะ จนกว่าจะตาย ก็เท่านั้นแหละ แต่ยืนยันว่า เราทำดี ก็แล้วกันนะ สิ่งที่เราทำนี้ ไม่ใช่สิ่งเสียหาย ไม่ใช่สิ่งเลวก็แล้วกัน ตรองให้ดี ในสิ่งที่เรากระทำแล้ว

พระอรหันต์ ก็ทำงานไปเรื่อยๆ เป็นพุทธกิจ หรือเป็นโพธิกิจ ไปตามเรื่องตามราว ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ ยังไม่ตายดับขันธ์ มันก็ยังมีเชื้อทุกข์อยู่เป็น อุปาทิ อุปาทิ หมายความว่า อุปาทาน ชั้นละเอียด คือเป็นการยึด พอให้ขันธ์ ๕ มันทรงอยู่ ไม่ใช่อุปาทานอย่าง ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้น อุปาทิตัวนี้นี่ มันไม่ใช่อุปาทาน เสียทีเดียว เป็นอุปาทิ คือเป็นการยึดอนุโลมมันไว้น่ะ อย่างน้อยที่สุด ก็อนุโลม เอารูปขันธ์ ให้มันเกาะกันไว้ก่อน ให้มันยึดเกาะกันไว้หน่อย โดยการกินข้าวกินกับ เอาเข้าไว้เลี้ยง เพราะฉะนั้น อัตตาตัวนี้สูงสุดตัวนี้ ก็เหลือโอฬาริกอัตตา ก็เลี้ยงมันไว้ด้วย ข้าวสุก ขนมสด ส่วนจิต ก็เลี้ยงมันไว้ด้วย ผัสสาหารบ้าง วิญญาณาหารบ้าง มโนสัญเจตนาหารมั่ง ตามเรื่อง ที่เรามี มโนสัญเจตนา สิ่งที่รู้ได้แล้วว่า เจตนาอย่างนั้น เป็นผลดี ก็เอาอันนั้นทำไว้ มันผัสสะยังไงมา ถ้าเผื่อ อันไหน มันพอรับได้ เย็นๆ ใจก็รับไป เป็นวิญญาณาหาร อันไหนรับไม่ได้ อันไหนทุกข์ หลบได้ก็หลบ หลบไม่ได้ ทนไม่ได้ ก็ทนมันหน่อย รู้ว่ามันยังไม่ตาย ก็ต้องทน ถ้าเจโตเราไม่พอ ผัสสะใดมา รู้ทันเป็น ผัสสาหารอย่างนี้ เป็นวิญญาณาหารอย่างนี้ อยู่ตลอดเวลา คนนั้นก็อยู่ด้วยสภาวะ เหลือสภาวะ เหลืออัตตา เหลืออุปาทิ ที่แท้ มีแค่นี้ๆ สักกายะไม่มี กามราคะไม่มี พระอานาคามี อยู่ด้วย รู้ โอฬาริกอัตตา รู้มโนมยอัตตา รู้อรูปมยอัตตา รู้อัตตาที่เกิดที่จิต กับอัตตาที่เป็นรูปขันธ์ ที่เรียกว่า โอฬาริกอัตตา อัตตาที่จิตก็คือ มโนมยอัตตา กับ อรูปมยอัตตา ซึ่งอันใดไม่มีรูป ไม่มีร่างอะไรหรอก แต่เรามาปั้นรูป ให้พอสมควร ถ้าปั้นได้แล้วเป็นวจี ก็ปั้นออกมา ปั้นได้แล้วเป็นกายกรรม เป็นกายกรรม ก็ปั้นออกมาตามควร เกิดจากอะไร เกิดจากมโนมยิทธิที่เรามี คือ จิตที่เก่งของเรา เราปั้นอันนี้ออกมา เป็นอย่างนี้ บางทีจิตรู้ มาเป็นภาษาไม่ได้ก็มี มีเยอะ อาตมามีเยอะนะ อาตมาสารภาพว่ามี

อาตมามีจิตที่รู้กว่านี้อีกเยอะ แต่ปั้นมันออกมายังไม่ได้ ยังไม่มีมโนมยิทธิ ยังปั้นออกมาเป็นภาษา หรือ ปั้นออกมา เป็นกายกรรม ให้คุณรู้ด้วยไม่ได้ เยอะเลย เวลาคุณฟังธรรมของอาตมา ใครตามฟังอาตมา วันนี้ พ.ศ. ๒๕๑๖ นะ อีกสัก พ.ศ. ๒๖๐๐ คุยกันใหม่ๆ อาตมาจะมีภาษา หรือ มีกายกรรม ขึ้นอีก เยอะแยะเลย ที่อาตมา จะเอามาปั้น ให้คุณรู้ได้เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่คุณฟัง ภาษาของอาตมา ชั้นเดี๋ยวนี้ เมื่อต้นปีที่แล้ว หรือเมื่อปีที่แล้วนะ คุณจะเห็น อาตมามีเยอะเลย มีอะไรต่ออะไร ปั้นมาเป็นภาษา ปั้นมาเป็นกายธรรม ที่อาตมาปั้นออกมา ได้อีกเยอะเลย มีมโนมยิทธิที่เก่งขึ้น ทำจิตสำเร็จด้วย สภาวะ อันนั้น สำเร็จด้วยจิต ลงมาอีกเยอะ แล้วก็ลงมาปั้นเป็น มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ปั้นออกมา เป็นวจีบ้างนั้น ออกมาเป็นกายธรรม ให้คุณรู้ได้ เป็นบัญญัติให้คุณ รับเอาไปรู้ได้ มีเรื่อยๆเลย จะบอกให้ อาตมายังมีอยู่อีกเยอะ มีมันปั้นออกมาไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร พยายามปั้น ขึ้นมาเรื่อยแหละ แต่มันก็ได้ เท่าที่อาตมาเก่ง อาตมาเป็นสัพพัญญุตญาณ ก็คงจะมาปั้น ได้เก่งกว่านี้ แต่นี่ได้แค่นี้ นิรุตติ เราก็มีแค่นี้ อัตถะก็มีแค่นี้ ธรรมเองเราก็มีแค่นี้ มันก็ได้แค่นี้ เพราะฉะนั้น จึงมีปฏิภาณเท่านี้ ที่เสนอแสดงโชว์อวด เอามากล่าว เอามาแสดง เอามากระทำ เอามาปั้นออกมา ให้คุณรับเอาไปได้เท่านี้ เท่านี้ๆ

ที่อาตมาทำนี่ ก็ทำโดยที่เรียกว่า ใช้ฌานแบบพระพุทธศาสนา คือใช้การรู้ แล้วก็ฆ่า เราจะรู้ได้ ด้วยการ เพ่งพิจารณา เพ่งพิจารณาแยกแยะ ธัมมวิจยะได้อย่าง ความพากเพียร ไม่พากเพียร ไม่รู้ทันนะคุณ ต้องพากเพียร ทำจริงๆ ตั้งสัจจะขึ้นว่า จะถือศีล ๕ ข้อ ศีล ๘ ข้อ ศีล ๑๐ ข้อ จะตั้งจริงๆ แล้วทำจริงๆ คุณจะสั่งสมมาเรื่อยๆ สั่งสมให้แก่ตนเรื่อยๆ เป็นธรรมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วคุณก็จะได้ โดยอำนาจของฌาน นี่คือฌานแบบพุทธศาสนาๆ ไม่ใช่ฌานแบบ นั่งหลับตาเอาเฉยๆ

ทีนี้จะขอกล่าวพาดพิงไปถึง ฌานหลับตาเสียบ้าง สักนิดหนึ่ง ฌานหลับตาใด เมื่อเวลาไปนั่งหลับตา แล้วใช้อุบายโกศล ในการเพ่งพุทโธ อรหังสัมมา หรือว่าจะใช้กสิณ หรือจะใช้อะไร ก็ตามแต่ เมื่อทำจิต ของเรารวมลง ได้เป็นหนึ่ง ถ้าคุณเอาแต่ดับ ดับๆๆ น่ะ จิตของคุณดับลง โดยไม่มีปัญญา แต่จิตสงบ ระงับลงได้ เรียกว่าทำ วูปสโม หรือ อุปสโม ก็ตาม หรือปัสสัทธิก็ตาม คือสงบระงับมันลงน่ะ ทำจิตมัน สงบระงับลง โดยที่คุณไม่มีปัญญาอะไรรู้กิเลส อย่างนี้คือกิเลส อย่างนี้ คือทุกขเวทนา อย่างนี้คือ สุขเวทนา อย่างนี้คือ อุเบกขาเวทนา รู้สุข รู้ทุกข์ อันนี้คือโสมนัสสเวทนา อย่างนี้โทมนัสสเวทนา ไม่รู้ คุณไม่รู้สักอย่างนะ คุณไม่รู้เลย ในสภาวะ สติปัฏฐานแบบนี้ คุณไม่รู้เลย แต่คุณรู้แต่ว่า สงบลง แล้วหนอ สบายแล้วหนอ เออ...สบายลงแล้ว ดับลงแล้วๆๆ คุณก็จะรู้แต่สภาวะดับอันเดียว โดยไม่รู้ กุศลธรรม อกุศลธรรม ไม่รู้สุขเวทนา ไม่รู้ทุกขเวทนา ไม่รู้โสมนัสสเวทนา ไม่รู้โทมนัสสเวทนา ไม่รู้ อทุกขมสุขเวทนา ไม่รู้จริงๆ เมื่อคุณไม่รู้ คุณก็ไม่สามารถดับทุกข์ หรือวางสุขได้เลย

คุณไม่สามารถดับทุกข์ หรือวางสุข แต่คุณดับจิต ฟังดีๆตัวนี้นะ เขาเรียกว่า ดับจิต ภาษาพระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่า เจโตสมถะ หรือพูดง่ายๆ ว่าก็คือ เจโตสมถะ ใครกระทำเจโตสมถะ อย่างนี้ได้เรื่อยๆ จับจิตลง เจโตก็คือ จับจิตนั่นเอง สมถะก็คือทำให้จิตมันสงบลง สงบลง สงบลงไป เรื่อยๆ ไม่ให้มันดิ้น อัสสะ สมถะ+ อัสสะ ตัวท้ายนี่ อัสสะตัวนี้ แปลว่า ดิ้น ดิ้นเก่งก็เท่าม้า ม้าดีดกะโหลก ดิ้นเก่งที่สุด ถ้าดิ้นอย่างน้อยๆ เขาก็เรียก ลมหายใจ มันมีการดิ้นอย่างอ่อน เพราะฉะนั้น อัสสะ จึงแปลว่า ลมหายใจก็แปล แปลว่าม้าก็แปล อัสสะตัวนี้ ถ้าเอาอรรถะ จริงๆ ก็หมายความว่า ดิ้น มันดิ้น สภาวธรรมนั้น ยังไม่สงบ เพราะฉะนั้น ถ้าใครดับความดิ้นลงให้สงบๆ ยังเป็นสมถะลงเรื่อยๆ ผู้นั้นก็ทำจิตเจโต หรือจิตใจสมถะลงเรื่อยๆ ผู้นั้นก็จะได้ผล มีแค่ดับสงบจิต แต่ไม่มีโลกุตรมรรค ไม่มีโลกุตรผล ไม่มีไม่มีเลย คนอย่างนี้มีอยู่ในโลก และคนอย่างนี้ เป็นบุคคลจำพวกหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้ วันนี้อาตมาลอกมาอ่านให้ฟังด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ใน อภิธรรมปิฎก บุคคลบัญญัติปกรณ์ จตุกนิเทศข้อ ๑๓๗ ใครจะไปจด ไปตรวจ ในพระไตปิฎกก็เอา ข้อ ๑๓๗ นะ พระไตรปิฎก ปุคคลปัญญัติ จตุกนิเทศ ที่ท่านตรัสไว้ว่าอย่างนี้ "บุคคล๔ จำพวก

๑. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ นี่เห็นมั้ยท่านเรียก เจโตสมถะ แล้วท่านใช้ คำว่า ในภายใน ด้วย ภาษาบาลี ใช้ว่า อัชฌัตตะ หรือ อัชฌัตตัง ก็ได้ ในภายใน คือสามารถ ทำให้มัน ดับเข้าไปในภายใน เป็นภายใน เป็นการสงบระงับ ภายใน แต่ถ้าลืมตาขึ้นมานี่ ไม่รู้ด้วยนะ จะสงบได้หรือเปล่า จะเจโตสมถะ ลงด้วย ได้หรือเปล่า ไม่รู้ด้วยนะ พระพุทธเจ้า ท่านไม่รับรอง แต่ท่านรับรอง เหมือนกันว่า อาการอย่างนี้มีอยู่ ของคนที่กระทำ คือเป็นผู้ที่ได้ประพฤติ เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญาเห็น ที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ อธิปัญญา ไม่ได้ ไม่มีอธิปัญญา หรือไม่มีปัญญาเห็นแจ้งในธรรม แต่ได้ความดับจิตลงไป เป็นเจโตสมถะนั่นมี ... ทีนี้บุคคลเช่นนี้ เป็นไฉน ท่านก็กล่าวว่า

บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูป สหรคตด้วยรูป หมายความว่า เป็นผู้ที่ปฏิบัติ ได้ลาภทางนี้ คือได้จิตของตัวเอง สหรคต หรือสหคตก็ได้ หรือ สหคตัง ก็ตาม มันแปลว่า ไปร่วมกันกับ หรือเป็นอย่างนั้นแหละ คือจิตมันเป็นอย่างนั้นแน่ะ จิตไปยึดอยู่กับรูปฌาน นี่เรียกว่า สหคตด้วยรูป ถ้าจิตไปยึดอยู่กับ อรูปฌาน ก็เรียกว่า สหรคตกับอรูป แล้วก็ไปยึด ความดับอยู่อันนั้นเฉย เฉยอยู่ นี่เรียกว่า ผู้ที่กระทำ นี่แหละ อิเธกัจโจ ปุคคล บุคคลบางคนในโลกนี้ ลาภี โหติ รูปสหคตานัง วา อรูปสหคตานัง วา สมาปัตตีนัง หมายความว่า ไปปฏิบัติ สมาบัติ แบบนี้อยู่ แต่บุคคลนี้ ไม่ได้โลกุตรมรรค หรือ โลกุตรผลไม่ได้ บุคคลอย่างนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้ได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ ปัญญา ที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ อธิปัญญา ที่เป็นไปโดยโลกุตระ หรือเป็นไปเพื่อความดับสิ้น ที่กิเลสตัณหาไม่ได้ แต่ได้ความดับ ด้วยหลับตาเฉยๆ อย่างนี้ก็มีในโลก ฟังให้ดีนะ ในนี้ท่านกล่าว อยู่แล้วว่า โลกุตระคืออะไร พวกนี้ท่านไม่นับว่า โลกุตระนะ โลกุตระมีนิพพาน แต่นี้ไม่ได้ขั้นนิพพานนะ คนประเภทนี้ ที่กำลังอ่านให้ฟังนี่ ได้เจโตสมถะ ไปนั่งหลับตาเอา แล้วก็ได้ อย่างนั้นอยู่ เดี๋ยวนี้ กำลังมีแยะ และกำลังหลงกันว่า วิธีนี้แหละคือ ฌาน ที่จะประพฤติตนให้ดับ ดับกิเลส ตัณหา มีแยะนะ เดี๋ยวอาตมา จะแยกแยะอย่างอื่นอีก ที่พิสดารกว่านี้ นี่พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันว่า พวกนี้ไม่มีทาง เป็นไปได้ ไม่ได้โลกุตระมรรค โลกุตรผล

บุคคลอีกแบบหนึ่ง คือ บุคคลผู้ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ ได้อธิปัญญา แต่ไม่ได้ เจโตสมถะ เป็นภายใน เออ มีเหมือนกัน คนนี้ได้ อธิปัญญาได้ อธิปัญญา ที่จะเป็นไปเพื่อ โลกุตระ นั่นแหละ แต่ว่าไม่ได้ เจโตสมถะ คือมาทำนั่งหลับตา แล้วก็ดับจิตลงไป สงบอย่างนี้ คนนี้ไม่ได้หรอก ไม่ ทำไม่ได้ นี้เป็นสมาบัติ เหมือนกันนะ เป็นฌานแบบหนึ่ง เหมือนกันนะ ฟังฌานให้ดีนะ อาตมากำลัง แยกฌาน ของพุทธศาสนา และฌานที่นั่งหลับตานี้ให้ฟัง นี่เขาก็เรียก ฌาน พระพุทธเจ้าก็เข้าใจ อาตมาก็เข้าใจ อย่างนี้ ก็เรียก ฌานไม่ผิดหรอก แต่ว่าเป็นฌานอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ฌานแบบพุทธศาสนา เป็นฌานที่ เขาทำอยู่ บุคคลที่ได้อธิปัญญา เป็นไปเพื่อโลกุตระ สามารถดับกิเลส ตัณหา จนกระทั่งถึง อรหัตตผล อรหัตตมรรค อรหัตตผลนี่ มีเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้เจโตสมถะ

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้โลกุตรมรรค หรือโลกุตรผล เขาได้โลกุตรมรรค โลกุตรผล แต่ไม่ได้ สมาบัติที่ สหรคตด้วยรูป หรือสหรคตด้วยอรูป แต่ว่านั่งหลับตาทำฌาน หลับตา สงบระงับเฉยไม่ได้ บุคคลผู้นี้ไม่ได้ บุคคลอย่างนี้ เป็นผู้ได้ปัญญาที่เห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ ได้อธิปัญญา ที่เป็นไปเพื่อ โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน หรือ เจโตสมถะ ที่เป็นภายในไม่ได้ ผู้ที่ได้มรรคได้ผล โลกุตระ แบบนี้ เป็นพระอรหันต์ไหม เป็นไหม เอ๊!ทำไมจะไม่เป็นล่ะ ได้โลกุตระมรรค ได้โลกุตระผล โดยที่ไม่ต้อง นั่งหลับตาแบบนี้ จนกระทั่งถึง อรหัตผลน่ะ เป็นไหม เป็นพระอรหันต์ไหม ก็เป็นน่ะซี แต่ว่าไม่ต้องไป นั่งหลับตาเอา ไม่ต้องไปนั่งหลับตาได้ คนแบบนี้นี่อย่างที่ ๒ เป็นได้ เป็นพระอรหันต์ได้ ก็โลกุตรมรรค โลกุตรผลได้ ทำไมจะเป็นอรหันต์ไม่ได้ล่ะ ก็อรหัตผลก็เป็นโลกุตรผล แต่ท่านไม่ได้เจโตสมถะ เท่านั้นแหละ แต่ท่านมีฌานนะ ฟังให้ดีนะ

นี่อาตมายังไม่ได้ทิ้งคำว่า "ฌาน" นะ มีฌานนะ ฌานแบบลืมตา ที่อาตมาอธิบายแล้วนะ โดยฆ่า กามฉันทะ ฆ่าพยาปาทะ ฆ่าถีนมิทธะ ฆ่าอุทธัจจกุกกุจจะ พ้นวิจิกิจฉา โดยแท้จริงด้วยนะ มีอย่าง ลืมตาด้วยนะ ฟังให้ดีนะ วันนี้แยกฌานให้ฟังชัด คุณจะหาฟังได้ยากเหมือนกันแหละ อาตมาไม่ใช่ โม้นะ ไม่ใช่โม้ แต่ ฌานหลับตาก็มี ไม่เถียง อาตมาเคยเล่นมาด้วย พูดกันตรง ฌาน อสัญญีสัตว์ อาตมาก็เคยเล่น รูปฌาน อรูปฌาน อาตมาก็เคยเล่น เคยเล่าสู่กันฟังแล้ว แต่อาตมา ไม่อยากเล่ามาก เพราะไม่ได้เป็นไปเพื่อ ความเร็ว ไม่เป็นไปเพื่อความลัด ตัด เพราะฉะนั้น ผู้นี้ทำได้เหมือนกัน มีบุคคลอย่างนี้ก็มีนะ แต่บุคคลบางคนนั้น เป็นอย่างที่ ๓ คือบุคคล ผู้ได้เจโตสมถะ ในภายในด้วย ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาด้วย เป็นไฉน บุคคลผู้นี้ก็คือ

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติที่สหรคตะด้วยรูป หรือ สหรคตด้วยอรูป เป็นผู้ได้...ได้รูปด้วยนะ แล้วก็ได้โลกุตระมรรค หรือโลกุตระผลด้วย บุคคลอย่างนี้ ที่ว่าเป็นผู้ได้ เจโตสมถะ เป็นภายในด้วย ได้ปัญญา ที่เห็นแจ้งในคำกล่าวคือ อธิปัญญา ที่เป็นไปเพื่อโลกุตระด้วย บุคคลผู้นี้ได้ทั้ง ๒ อย่าง อาตมาก็พอได้เหมือนกัน อย่างที่เล่าให้ฟัง ทำได้รู้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ว่าอย่างหนึ่ง เป็นสมถะ เป็นเจโตสมถะ อีกอย่างหนึ่งเป็นไปเพื่อโลกุตระ เป็นไปเพื่อมรรค เพื่อผล เพื่อนิพพาน อย่างแท้จริง ฟังให้ออก แยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออก คุณไม่มีสัมมาทิฐิน่ะ คุณเมาน่ะ แล้วคุณจะเสียเวลาน่ะ แยกให้ออก ไปเสียเวลาน่ะ เพราะฉะนั้น บุคคลอย่างที่ ๓ นี่ได้ชั้นเจโตสมถะ ได้ทั้งโลกุตร มรรคผล

ส่วนบุคคลอย่างที่ ๔ คือ บุคคลผู้ไม่ได้ทั้ง เจโตสมถะ และก็ไม่ได้ทั้งปัญญา บุคคลผู้นี้เป็น บุคคล โมฆะบุรุษ โมฆะบุรุษ คือ ไม่ได้อะไรสักอย่าง อย่างน้อยที่สุด คนนี้ได้ เจโตสมถะ ก็ยังได้กำไรนะ ที่จริงน่ะ ยังได้อร่อย ยังได้เสพย์ สบาย ดีกว่าไปเร่าๆ อยู่กับกาม ดีกว่าคุณไปเที่ยวได้ปรุงอยู่กับกาม คุณไปนั่งหลับตาเสพย์อยู่ คุณยังว่างเบา สบายดีเหมือนกัน แต่มันสร้างอัตตาชนิดหนึ่ง ติดสงบแฮะ ติดหนักๆ เข้า ก็ยิ่งทำได้เก่งเข้า ก็ไปเป็นพระพรหม ชั้นตั้งแต่ ขั้นดับไปได้เรื่อยๆ หรือว่าได้สามารถ มีความรู้อะไรสูงขึ้น สูงขึ้นไป จนกระทั่งดับ เป็นอสัญญีสัตว์มั่ง หรือไม่ก็เป็น อรูปฌาน ที่ดับไปเป็น อากาสานัญจายตนะ ไม่มีตัว ไม่มีตนแล้ว มีแต่อายตนะ รู้ว่า โอ้ย โลกนี้มันโล่งๆ อยู่เหมือนกันแฮะ มีอากาสานัญจายตนะ โลกนี้มันโล่งๆ ไม่เห็นมันมีอะไร ดูที่ตัวเรา ตัวเราก็ไม่เหลือ ตัวเราก็ไม่มี แต่มีอายตนะรู้นะ ท่านถึงเรียกว่า อากาสานัญจายตนะ อายตนะ มันรู้ มันมีท่อรู้ แต่มันไม่มีตัว ไม่มีตน แต่ว่ามันมี มีอะไรล่ะ ตัวตนของท่านก็คือ อายตยะของท่านนั่นแหละ ท่านยังไม่ถึงอายตนะ มีอยู่ แต่ไม่มีอะไรเลย มันโล่งๆ มีแต่อากาศโล่ง หมดสุดที่สุดแห่งที่สุด ไม่เห็นมีอะไร ไม่มีอะไรนี่ นี่แบบนี้เรียกว่า เสพย์ อากาสานัญจายตนะ

แต่แท้จริง ลองพลิกกลับมาดูซิอย่างนี้ คุณก็ยังอยู่ คุณนั่นแหละ เป็นผู้รู้ คุณนั่นแหละ มีอายตนะ ถ้าคุณไม่มีอายตนะ คุณไม่รู้ ก็คุณรู้ได้เพราะอายตนะคุณมีอยู่ เบื้องหลังอายตนะ คุณมีฌานอย่างหนึ่ง คุณลองนึกดูดีๆ ถ้าคุณพลิกของคุณ ออกมาดูปั๊บ เออแฮะ เรายังอยู่แฮะ เรายังมีวิญญาณแฮะ แต่วิญญาณตัวนี้ บางทีรูปขันธ์ก็ได้ แต่คุณต้องรู้ว่า ตนเองมี จึงเรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ เรามีอยู่ แฮะ เรายังเป็นโอปปาติกะ ยังเสวยอยู่ในภพนี้แฮะ อย่ากระนั้นเลย ดับวิญญาณเกลี้ยง เป็นอากิญโจ อากิญจัญ ไม่ให้เหลืออะไร สักนิดสักน้อยหนึ่ง จับให้มืด พอดับได้พั้บ อ้า...ไม่มีอะไรแล้ว ไชโย ไม่มีอะไรแล้ว อาฬารดาบส ได้ตรงนี้แฮะ ก็ดีใจ นี่แหละนิพพาน สิทธัตถะ เอ๊ย ลูกศิษย์เอ๊ย นี่แหละ นิพพาน เรียนเอานะลูกศิษย์นะ สิทธัตถเจ้าก็เรียนเอา ทำประเดี๋ยวมันก็ได้ เพราะท่านเคยทำ ได้ อากิญจัญญายตนะ ถามอาจารย์ว่า นี่หรือนิพพาน อาจารย์ เออ นี่แหละนิพพาน

พระพุทธเจ้าบอก นิพพานอะไร มันยังรู้อยู่ ยังรู้ว่าเรามีอยู่ มันยังรู้ อากิญจัญญายตนะ มันยังรู้ ใครเข้าไปเสพย์ มันก็รู้ ก็ตัวเรา เอาเข้าไปเสพย์ตัวนี้ ก็ต้องมีอยู่ซี มีอายตนะ อากิญจัญญายตนะ มันมีอายตนะรู้อยู่ มีที่รู้อยู่ แต่ไม่รู้ว่า ตนเองมีวิญญาณ ในอายตนะนั้นมีวิญญาณ ยังไม่ได้พลิก วิญญาณดู พอพระพุทธเจ้ารู้ อาตมาก็รู้ ที่เอามาพูดให้คุณฟังนี่ อาตมารู้ ก็มันยังมีตัวอายตนะตัวนั้น อยู่ก็ตัวเรานี่แหละ มันไม่มีตัวตนแล้วนะ นี่อาตมาพูด สิ่งที่ไม่มีตัวตนนะ คุณนะ ไม่มีอะไรหรอก แต่ว่า มันมีอายตนะ รู้อยู่น้อยหนึ่งนะ มันก็ไปรู้ ไปรู้อะไร รู้ว่า โลกนี้ ไม่มีอะไรเลย เสร็จเลย แล้วใครจะรู้ว่า ไม่มีอะไรเลย คิดดูซิ คิดดูดีดี อะไรมันไปรู้ ความไม่มีอะไรเลย ก็ตัวคุณนั่นแหละ ไปรู้ความไม่มีอะไรเลย ถ้าคุณไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่มีคุณ แล้วคุณจะไปรู้ได้ยังไงว่า เออ...โลกนี้ไม่มีอะไรแล้ว ใครล่ะรู้ คุณนั่นแหละรู้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า นี้ไม่ใช่จบหรอก ท่านก็ไปหาอาจารย์ใหม่ ไปหา อาฬารดาบส ไปหาอุทกดาบส อุทกดาบสก็สอนกันไป เลยไปเชื่ออุทกดาบส อาฬารดาบส เขาสอนไม่จริง ยังมีจิต มันดับไม่ได้ คุณยังมีจิต แต่ว่าเราดับ ให้เหลือน้อยซี นี่แหละคือจิตตัวนี้ ดับจิตให้เหลือ น้อยที่สุดให้ได้

พระพุทธเจ้าก็บอกว่า แล้วทำยังไงล่ะ ทำยังไง อุทกดาบสก็บอกว่า เมื่อถึง อากิญจัญญายตนะ นั่นนะ มันมีจิตดับเข้าไป ให้เหลืออะไร แต่ลอง พลิกออกมาดูซิ ดูในจิตในจิต หรือจิตในภายใน ของจิตนั้นอีกที มันมีตัวรู้อยู่หรอก แต่อย่าไปรับรู้มัน ทำรู้เหมือนไม่รู้ ทำให้รู้เหมือนรู้ จึงเรียกว่า "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" "เนว" แปลว่า ไม่ เออ ไม่รู้มันก็ได้ แต่มันก็ยัง มีสัญญา จึงเรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันยังมีอายตนะรู้นั่นแหละ ทีนี้สูงสุดแล้ว ในโลกนี้ หนีไปที่ไหน ก็ไม่สุขเท่าที่นี่ ที่นี่สุขที่สุด นี่แหละ สิทธัตถะ เอ๊ย นี่แหละ ที่สุดแห่งนิพพาน พระพุทธเจ้า ท่านก็เรียน ตามอาจารย์นี้ ท่านก็ปฏิบัติได้ เห็นอารมณ์นี้จริงๆ อ๋อ มันลำเลืองๆ อยู่แค่รู้ไม่รู้ แค่นี้เอง นะเหรอ เอ๊ ! มันก็ยังไม่ดับสนิท สิ้นรอบนี่หนา มันก็ยังมี สภาวะ วิญญาณ ยังมีอะไรต่ออะไรอยู่ ยังมีสัญญา ยังมีตัวรู้ ยังมีอะไรต่ออะไร อยู่นี่หนา พระพุทธเจ้าท่านก็ อื้อ...อย่างนี้ ยังไม่เอา มันยังไม่แท้หรอก ด้วยสัพพัญญุตญาณ ของท่านรู้มา เหมือนกับอาตมาเข้าใจนี่ อาตมาเอง ก็ไม่ได้เก่ง ไปกว่าพระพุทธเจ้า อาตมายังรู้ได้เลย แล้วขั้นพระพุทธเจ้า ท่านจะไม่รู้อย่างไรนะ อาตมายังเอามาอธิบายได้เลย มันยังไม่หมดเชื้อ ก็พระพุทธเจ้า ท่านออก พระพุทธเจ้าก็อธิบายได้ซิ ท่านก็รู้ตัวท่าน ด้วยว่า อาจารย์อาฬารดาบส ก็ยังไม่เก่งหรอก

ท่านก็เลยไปศึกษาค้นหาเอง จนกระทั่งทำ ฌานแล้วฌานอีก ทำแบบหลับตานี่ จนกระทั่งรู้ว่า ปัดโธ่ นั่งหลับตา ทำฌานไปให้เก่งที่สุด ดึงสัญญาขึ้นมา ให้รู้ให้ชัดที่สุด อย่างเก่งที่สุดนะ ก็จะเห็นความรู้ ที่ชัดสว่างที่สุด ถ้าอยู่ในภพแห่งจิต โดยไม่ลืมทวาร ๕ ออกมา ไม่ยกตนขึ้นมาเกลือกกลั้ว ในกามวิถี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เอาด้วยอยู่ในจิต ในจิตมันก็จะสว่างโพลง รู้อะไรได้ถ้วนทั่ว เหมือนกัน เอาจิตไปรู้ ที่โน่นก็ได้ เอาไปรู้ที่นี่ก็ได้ เอาไปทำ โน่น นี่ก็ได้ ด้วยซ้ำไป จิตอย่างนี้แหละบอกว่า จิตที่สามารถ รู้อะไรได้หมด แล้วมันมีสัญญารู้ อย่าไปดับมันเล่น จิตที่มีขันธ์ ๕ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดับมันเล่นทำไม ถ้ายังไม่ตายเสีย มันดับไม่ได้ อย่าเพิ่งไปดับมัน แต่เราสามารถดับ สิ่งที่มันมา ปรุงแต่ง กับจิตของเรานี่ เราสามารถดับมันได้ ท่านก็ดับยังไง ก็ดับโดยการรู้ปัจจุบันเสียซิ ให้จิตมันกระทบ เป็นเวทนา พอเวทนารู้แล้ว ก็สัญญา จำ กำหนดเอาไว้ นี่เขียว กำหนดไว้ว่านี่เขียว นี่แดง กำหนดไว้ว่า แดง นี่เค็มกำหนดไว้ว่าเค็ม นี่เสียง เสียงอย่างนี้โลกเขาเรียกว่า ไพเราะ กำหนดไว้ เสียงอย่างนั้น เขาเรียกว่า ไม่ไพเราะ ก็รู้ไปตามโลกเฉยๆ อย่าเอามาปรุง เป็นรสเป็นชาติ ว่าเป็นไพเราะ-ชอบ ไม่ไพเราะ-ชัง อย่างนี้เขาเรียกว่า เหม็น รู้ได้ตามโลก อย่างนี้เขาเรียกว่า หอม รู้ตามโลก ตามสมมุติบัญญัติ ของโลก ให้รู้อย่างนี้แล้ว ก็สัญญากำหนดหมาย แล้วก็จำไว้เท่านั้น แล้วเลิก ไม่ต้องไปปรุงแต่ง เพราะโลกเอาอย่างนี้

ท่านก็บอก ปัดโธ่แค่นี้เองโลก โลกรู้กับโลก แต่อย่าไปหลงโลก รู้ให้ชัดกับโลก มีเวทนา สัญญา จำแล้ว อย่าไปหลง มีสังขารปรุงกับเขา และก็เป็นวิญญาณัสสะ เป็นวิญญาณที่ดีดดิ้น เหมือนม้า อย่าเป็น อย่างนั้น เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโต ปภัง เป็นวิญญาณ ที่ประภัสสร อยู่แจ่มแจ้ง วิญญาณที่รู้อะไร รู้ชัดรู้เจน เป็นยถาภูตญาณ ไม่หลงกับโลก เขาไปปรุง ว่าเป็นสวย เป็นงาม เป็นสุภะ อสุภะ เป็น อนุง ถูลัง สุภาสุภัง โอ๊ยไม่ต้องไป สุภาสุภัง ไม่ต้องไป อนุง ถูลัง ไปอะไรกับเขา ไม่ต้องมีเล็กมีใหญ่ ไม่ต้องมีดีมีชั่ว ไม่ต้องมีหวานมีหอม ไม่ต้องมีเหม็น มีเปรี้ยว ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เขามีและเขาติดเขาหลง ก็เรื่องของเขา เราเอง ไม่ต้องติด ไม่ต้องหลง เราเองรู้ ด้วยความแท้จริง ถ้าอันนี้ควรกินก็กิน อันนี้ควรเสพย์ได้พอสมควร หรือควรรับเอามา ปรุงขันธ์ไว้ พอให้ยังพรหมจรรย์ ไปอย่างดี อาหารก็คือ ธาตุที่เอามาปรุงแต่งร่างกาย เพื่อยังประโยชน์ พรหมจรรย์เข้าไป ก็เอาอาหาร สักแต่ว่าอาหาร กินเข้าไป เครื่องนุ่งห่ม เครื่องที่ห่อกาย กันร้อน กันหนาว กันอุจาด ก็เอามาห่ม พอสมควร ไม่ต้องมีแฟชั่น เดฟบ้าง มอสบ้าง อะไร สั้นมั่ง ยาวมั่ง อย่าบ้ากับเขา อย่าไปยุ่งกับเขา ที่อยู่ก็สักแต่ว่า ที่หลบร้อน หลบแดด หลบแมลงสัตว์กัดต่อย พอสมควร ก็หลบ ถ้าไม่มีที่อยู่เสียเลย นอนพื้นหญ้า นอนใต้ต้นไม้ นอนอะไรก็ได้ ยาก็สักแต่ว่า ยารักษาโรค ถ้าไม่มียากินเลย กินน้ำเยี่ยว ดองผลหมากรากไม้ ดองหญ้า รากไม้ต่างๆ กินให้ได้ถึง น้ำมูตรเน่า

พระพุทธเจ้า สอนสาวกของท่าน อย่างนี้ ๆ อาตมาเอง เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตาม ซึ้งในคำสอน ของท่านเหลือเกิน แล้วก็เห็นจริง เห็นแท้ และจะขอดำเนินรอยอันนี้ ใครจะบอกว่า อาตมาเคร่ง เชิญ ใครจะบอกว่าอาตมา อัตตกิลมถานุโยค อาตมารู้ว่า อาตมาอัตตะหรือไม่ อาตมา มีอัตตาหรือเปล่า อาตมาทำตนเอง ให้เหนื่อยยาก เป็นกิลมถะหรือเปล่า (กิลมถะ แปลว่า เหนื่อยยาก อัตตาแปลว่า เราทำตนเอง ให้เหนื่อยยากแค่ตาย แต่ยังเหลืออัตตาอยู่) อาตมาทำอย่างนั้น หรือเปล่า อาตมารู้ อาตมาวางอัตตาสิ้นแล้ว โดยมันเหนื่อย ก็เหนื่อยเพื่อคุณ อาตมาเหนื่อย ไม่ได้เหนื่อยเพราะ อาตมาสร้างอัตตาไว้เสพย์ หรือสร้างอัตตาไว้เกิด ไม่มี อาตมาไม่ได้สร้างอัตตาไว้ เพื่อเกิดให้ตนเอง อาตมาเหนื่อยยากทุกวันนี้ เหนื่อยยากเพื่อให้คุณนะ

นี่ เทียวไล้เทียวขื่อ จากกำแพงแสน มาบรรยายธรรมะมานี่ เวียนหัวๆ นั่งรถมา พอเข้าเขตบางแคแล้ว เอ๊ย รถมันวิ่ง อื้อฮือ ทั้งกลิ่น ทั้ง pollution ต่างๆ กลิ่นไม่สะอาด ทั้งไอพิษเสียบ้างอะไร ที่จะทำให้เรา เป็นพิษนี่โอ๊ย บานเบิกเลย แต่อาตมาก็ต้องเข้ามา เข้ามาช่วยกัน ถ้าให้ดีแล้ว อาตมาไปนั่งอยู่ที่ อากาศสดใส แบบอากาศดี อาตมาจะอายุยืน อีกหลายร้อยปี ถ้าอาตมา มาอยู่อย่างนี้ อายุสั้นเชื่อไหม นี่มาอยู่ เมืองกรุงเทพฯ นี่อายุสั้นกว่า อยู่ข้างนอก แต่เอาเถอะ อาตมาก็ไม่ได้รักขันธ์ จนกระทั่ง หวงขันธ์ ๕ จนไม่ก่อประโยชน์ อะไรหรอกเข้ามา แต่ที่อาตมาทำอยู่เดี๋ยวนี้ อาตมาไปตั้งก๊ก ตั้งเหล่าอยู่นั่น พอสมควร บำเพ็ญธรรม แล้วก็ช่วยกันอาศัย สปายะ อาศัยบุคคล อาศัยสถานที่ อาศัยที่เป็นที่ บำเพ็ญธรรม เพื่อประโยชน์ พวกเราบ้าง แล้วจะได้เผยแพร่ธรรม เพิ่มขึ้นไปอีก อาตมาอาศัยสิ่งนี้ ทำอย่างนั้นเอง และอาตมาเหนื่อยยากนี่ อาตมาไม่ได้เหนื่อยยาก เพราะอาตมาเหนื่อยยากแล้ว อาตมาก็ไป หลงอัตตาของอาตมา เปล่า ไม่มีอัตตาเลย หลงอัตตาเป็นวิชาเหรอ เปล่า อาตมาไม่ใช่ มหาพรหม จะไปได้สร้าง หลงอัตตาของตนเอง เปล่า อาตมาหลงอัตตา ซึ่งเป็นความสงบ เป็นอสัญญีพรหม เหรอ เปล่า ไม่มี อาตมาไปหลงอสัญญีพรหมก็ไม่มี อรูปฌาน อรูปพรหมอีก ๔ ขั้น ไม่มี ไม่มี ไม่ว่าพรหมชั้นไหน อาตมาก็ไม่มีทั้งนั้น หรือแม้แต่พรหมชั้น อวิหาพรหม อตัปปาพรหม

ถ้าเผื่อว่าอาตมาจะทำกิจใดๆ อยู่ทุกวันนี้ อาตมาเหนื่อยทุกวันนี้ ที่เป็นเรียกว่า กิลมถะ (ภาษาบาลี กิลมถะ แปลว่า เหนื่อยยาก เหน็ดเหนื่อย ลำบากลำบน) อาตมาเหน็ดเหนื่อยยาก ลำบากลำบนอยู่ ทุกวันนี้ อาตมาไม่ได้สร้างอัตตา ให้ตนเองเสพย์เลย แม้แต่ อวิหาพรหม หมายความว่า พรหมที่หลงเมตตา อตัปปาพรหม พรหมที่หลงกรุณา สุทัสสาพรหม พรหมที่หลงมุทิตา สุทัสสีพรหม พรหมที่หลงอุเบกขา อาตมาก็ไม่มีอย่างนั้น ที่สุดแห่งที่สุด เป็นพรหมที่ ชั้นไม่ได้น้องใครเลย อกนิษฐา แปลว่า ไม่ใช่น้องใคร เป็นพี่เบิ้ม หลงเป็นปรมาตมัน ใหญ่ที่สุด เป็นจอมแห่งพรหม ถึงพรหมชั้นนั้น อาตมาก็ไม่ได้มี พรหมชั้นนั้น หมายความว่า ยังยึดสิ่งที่เป็นใหญ่ ยังมีเหลือเชื้อ แห่งอุเบกขาก็ตาม ยังเหลือเชื้อ อะไรอยู่ นิดหน่อยก็ตาม ไม่ได้เป็นแม้แต่ อัตตาพรหม แค่ชั้นโน้นชั้นนี้ อาตมาก็ไม่ได้เป็น ไม่ได้เป็นจริงๆ ถ้าอาตมาเป็น อาตมาไม่รู้ อาตมาก็ไปยึดอยู่ล่ะ

นี่อาตมารู้ อาตมาไม่ยึดว่า อาตมาเอามาบอกคุณฟังได้ คนที่เขาไม่รู้ เขาเอามาบอกคุณฟัง ไม่ได้หรอก คนเขารู้ เขาถึงเอามาบอกคุณฟังได้ คุณเคยได้ยินบ้างไหมล่ะ อย่างที่อาตมาอธิบาย มีนักธรรมคนไหน เขาสอนบ้างไหม ชี้แจงแบบนี้ มีไหม ถ้าไม่มีก็เป็นของใหม่ มีหรือไม่มี ก็เป็นของใหม่ และอาตมา เอามา อธิบาย อาตมาก็ไม่เคยเห็นมีอยู่ ในตำราเล่มไหน ไม่มี แต่อาตมารู้โดย ญาณของอาตมา และเข้าใจ โดยตรงด้วย เข้าใจจริงๆด้วย ว่าจิตแม้จะเป็นอัตตา อยู่ถึงขั้นพรหมสุทธาวาส ขั้นละเอียด แบบนี้ อาตมาก็ไม่เหลือ เชื้อไว้ไปเกิดแน่ ไม่เหลือเชื้อไปเกิด แม้พรหมขั้นสุทธาวาส ถึงขนาดนี้ สุทธาวาสก็มี อวิหา อกนิษฐาไม่เอา มีแต่จะกระทำโดย ทวน เหน็ดเหนื่อยบ้าง ก็เอา ก็รู้ทุกข์สภาวะ เหน็ดเหนื่อย มาแล้ว ก็มาทำประโยชน์ จนกว่าขันธ์ ๕ นี่จะตาย ตายดับเมื่อไรก็เลิก

อาตมาทำทุกวันนี้ อาตมารู้ว่าอาตมาแสดงธรรม อาตมาเอาธรรมมาเผยแพร่ ถ้าใครไม่รู้ค่าของธรรมนี้ ไม่ให้ข้าวอาตมากินเลย อาตมาก็ดีก็ว่างๆ จะเหี่ยวลง เหี่ยวลง ประเดี๋ยวก็ตาย แต่ถ้าใครเห็นธรรมอยู่ ก็เอาข้าวมาให้อาตมากิน นอกจากเขามาให้กินแล้วก็ไหว้ ฉันให้หน่อยนะ ไม่ฉัน บางคนก็บอกว่า โธ่ ไม่ฉลองศรัทธาเลย ต้องฉลองบ้างซิ ปรุงเก่งเลย ก็ต้องฉลองบ้าง อะไรอย่างนั้น ฉลองศรัทธาบ้าง อาตมาก็อยู่ อยู่เพื่อคุณไป

อาตมาเคยพูดมาแล้ว แม้แต่อาตมากินข้าวนี่ อาตมาไม่ได้กินข้าวเพื่อตัวเอง อาตมากินข้าวเพื่อคุณ แหม! นักธรรมชั้นใหญ่ๆ บางคนบอกว่า อาตมาบ้าแล้ว เอ้า บ้าก็บ้า อาตมาก็ไม่ว่า เราพูดก็หาว่าอาตมา เอาดี เอาเด่น เปล่า อาตมาไม่ได้พูดเอาดี เอาเด่น อาตมาพูดความจริง ถ้าใครเข้าใจสภาวะนี้จะรู้ อาตมากินข้าวทุกวันนี้ ก็กินไปรักษาขันธ์ไว้ เท่านั้นแหละ วันหนึ่งมื้อหนึ่ง ก็เหลือแล้ว พอดีแล้ว พออยู่ได้แล้ว แล้วก็มาทำงาน ให้แก่พวกคุณได้ ผู้ที่ทำได้จริงๆ พวกคุณก็ขอให้ไปทำ และจงมีฌาน โดยนัยที่อาตมาว่านี้ ถ้าเป็นฌานหลงความสงบ โดยนัยที่ว่านี้ ก็ยังดีหน่อย เพราะอย่างน้อยที่สุด คุณยิ่งได้ความสงบเป็นฐาน ส่วนบางคน ไม่นั่งหลับตาฌาน แล้วไม่ไปยึดความสงบ แล้วไม่ได้หลง ความสงบ ไม่ได้ติดความสงบ แต่นั่งหลับฌาน แล้วไปหลงเดรัจฉานวิชา ไปนั่งหลับตาได้มีชักจิต ได้รวมสงบ แล้วเอาจิต ไปทำเล่นลิเกได้ ก็สร้างโรงลิเกขึ้น ในหัวใจ ก็กลายเป็น ผู้มีลิเกในหัวใจ สร้างสวรรค์ดูบ้าง สร้างนรกดูบ้าง แล้วก็ไปเที่ยวสวรรค์เล่น ไปเที่ยวนรกเล่น อะไรต่ออะไร อยู่นั่นแล้ว เฉิดฉาย เฉิดฉิน ไปด้วยอำนาจดวงแก้ว ไปด้วยอำนาจอะไรบ้างก็ไม่รู้ แล้วแต่จะพากันไปเถอะ เสร็จแล้ว ก็ไปอยู่กับนรก อยู่กับสวรรค์

พอลืมตา ออกมาแล้ว กามเข้าทางหู ทางตา เท่าไรก็เท่าเก่า กิเลสมีเท่าไรก็เท่าเก่า ไม่ได้ดับ ไม่ได้ ฌาปนกิจ กิเลสตัวเอง สักทีหนึ่งเลย สักโอกาสหนึ่งเลย ก็ได้แต่ไปนั่งหลับตาอย่างนั้น อย่างนั้นเสียท่า นอกจากเสียท่า เพราะเราไปมีลิเกในหัวใจ แล้วก็ยังไม่พอ สร้างอัตตาตัวใหม่ ให้แก่ตัวอีก สร้างตรงไหน นึกว่าตัวเราเอง เป็นพระพรหมใหญ่ ฉันเป็นมหาพรหมเลย ใหญ่ ฉันมีฤทธิ์นี่น่ะ มาไหว้ฉันน่ะ ฉันเก่งน่ะ ฉันพาคนไปนรกก็ได้น่ะ ฉันพาคนไปสวรรค์ก็ได้น่ะ ฉันไปดู ของหายก็ได้น่ะ ฉันบันดาล ให้คุณหาย จากป่วยก็ได้น่ะ ฉันทำอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็ได้น่ะ แล้วเป็นพระพรหมตัวเบ้ง โอ้โฮ! องอาจใหญ่โต อาตมาเป็นมาแล้วน้อ ไม่ใช่ยังไม่เคยเป็น เป็นมาแล้ว รักษาไข้ ใบ้หวย ไล่ผี ดูของหาย ทายคู่ผัวตัวเมีย จะเลิกกันลากัน ร้างกันหรือเปล่า ฮู้ เป็นมาแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในมัชฌิมศีล มหาศีล ไปอ่านดูนะ ผู้ที่บิณฑบาต ฉันอาหารเขาแล้ว สมณพราหมณ์เหล่าใด และยังมีหน้า ไปเที่ยวได้ดูของหาย ไปทายผ้าหนูกัด ไปเที่ยวได้รักษาไข้ ปรุงยา รักษาไข้ ทำเดรัจฉานวิชา ด้วยเดรัจฉานกถาแบบนี้ มันผู้นั้นไม่ใช่ศิษย์ตถาคตหรอก ศิษย์พระพุทธเจ้า ต้องอยู่ในศีล ศีลไม่ละเมิด ศีลไม่ด่าง ไม่พร้อย รู้ด้วยว่า มันเป็นยังไง ทำไมพระพุทธเจ้า ท่านถึงห้าม ทำไมท่าน ถึงห้ามไว้ในศีลว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด ไปบิณฑบาต ฉันอาหารของเขาแล้ว แล้วก็ไม่ทาย ผ้าหนูกัด ไม่ทายว่าคู่ผัวตัวเมีย คู่นี้ไม่ให้ฤกษ์ ไม่ให้ยาม ไม่รดน้ำมนต์ ไม่รักษาไข้ ไม่ใบ้หวย ไม่อะไร ต่ออะไร ทำไมพระพุทธเจ้าท่านสอนเรา ถ้าใครเข้าใจ ก็พึงนำไปปฏิบัติ อาตมาเข็ดหลาบแล้ว เคยทำมาแล้ว กิลมถา ทั้งนั้น ทุกข์ รักษาไข้ เขาทำอะไรไข้ ผิดกฎหมายด้วย เป็นหมอเถื่อนด้วย ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ทำไมอาตมาจะไม่เคยรักษา ทำไมอาตมรักษาไม่ได้นะ หายมาคามือก็มีแล้ว ตายมาคามือก็มีแล้ว เหมือนหมอทั้งหลาย ในโรงพยาบาล หมอทั้งหลาย ในโรงพยาบาลทุกคน รักษาไข้ หายมาคามือ ตายมาคามือ เท่ากัน เหมือนกัน แต่เขาถูกกฎหมายแฮะ เขามีใบประกอบโรคศิลป์ อาตมาไม่มี ใบประกอบโรคศิลป์ อาตมาจะไปทำอยู่ทำไมล่ะ อาตมาก็เผยแพร่ธรรม อาตมามีวิชา

วิชาอาตมาคืออะไร คือธรรมวิชา หรือพุทธวิชา อาตมาจะเผยแพร่ หรืออาตมาจะทำบุญ คุณประโยชน์ ให้โลกนี้ด้วยอะไร ก็เอาวิชาที่อาตมามี มาทำบุญทำคุณ ในโลกนี้อยู่ ก็คือ ทำพุทธวิชา หรือ ธรรมวิชาแค่นี้ เดรัจฉานวิชาเหล่านั้น ก็ให้เดรัจฉานทั้งหลายเขาทำ หมดก็ยังเป็นเดรัจฉาน เพราะยังเป็นผู้ที่ ยังเวียนว่าย ตาย เกิดอยู่ในภพ ๓ เดระ ติรฉาน มาจากคำว่า "เดระ" หรือ "ติร" นี้ ติ เต แปลว่า ๓ "รัจฉานัง" แปลว่าเป็นไปอยู่ในทางผิด รัจฉานัง ทางผิดมีอะไรบ้าง ก็เป็นไปอยู่ในทาง ประเดี๋ยวคุณก็ เดินทางนรก ประเดี๋ยวคุณก็เดินทางสวรรค์ ประเดี๋ยวคุณก็เดิน ทางมนุษย์ มี ๓ แพร่งนี้ "ติรัจฉานัง" แปลว่า ทางสามแพร่ง เดี๋ยวก็เป็นนรก เดี๋ยวก็เป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็เป็นเทวดา เดี๋ยวก็เป็นนรก เดี๋ยวก็เป็นเทวดา ก็คุณไปกันซิ อาตมาไม่ไปกับคุณแล้ว ไปสวรรค์อาตมาก็ไม่ไป เป็นเทวดาก็ไม่ไป ไปเป็นนรกก็ไม่ไป ยังเป็นมนุษย์อยู่โดยสมมุติ เป็นมนุษย์โดยสมมุติ และอาตมาก็จะทำงาน เผยแพร่ สิ่งที่อาตมามี อาตมาไม่วิ่งวุ่น อยู่ในทาง ๓ แพร่งนั้นแล้ว เลิก เพราะฉะนั้น อาตมาจึงไม่เป็นเดรัจฉาน อยู่กับคุณหรอก เป็นหมอก็ไม่มีพุทธวิชา มันก็ยังตายเกิดอยู่ในสวรรค์ นรกนี่แหละ จะเป็นอะไร ก็ตามแต่ จนกระทั่ง เป็นเจ้าจักรพรรดิ์ เป็นจอมจักรพรรดิ์ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอะไรทุกอย่างเลย ถ้าไม่มี พุทธวิชา ที่เป็น โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์แล้วไซร้ ยังอยู่ในทางสามแพร่ง อยู่ทั้งนั้น ยังเรียกได้ว่า ผู้ยังหมุนเวียน อยู่ในเดรัจฉานัง หรือ ติรัจฉาน ทางสามแพร่ง อยู่ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดยังไม่ล้าง ยังไม่เลิก ยังไม่หยุด ผู้นั้นก็ยังอยู่อย่างนี้ ไปเรื่อย

ผู้ใดไปปฏิบัติฌาน แบบหลับตา แล้วก็ไปติดแบบนี้นะ ยิ่งทรมานหนักกว่า เพราะหลงเสพย์วิชา แล้วยังมี เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อยแล้วไม่รู้จักหยุดด้วย อาตมารักษาไข้ คุณเอ๊ย ยิ่งกว่า pollution ที่อยู่ในทางรถ ที่อยู่นี่นะ นั่งอยู่ในห้องนี่ คุณเอ้า คนไข้คนนี้มา เอ้าจุดธูป ๗ ดอก แล้วคุณคิดดูซิ ควันธูปเท่าไร อ้าว..คนที่ ๒ คนนี้เสร็จแล้ว คนนี้มาอีก เอ้า จุดธูปเข้า ๗ ดอก คนไหนมาก็ ๗ ดอกๆ นั่นแหละ คุณเอ๊ย กระถางธูป ไม่ใช่กระถางเท่านี้หรอก กระถางเท่านี้ไม่เคย ควันมันกรุ่นอยู่นั่นแหละ และก็นั่งสูดไปซิ pollution อย่างดีเลย นั่งไปตาหู น้ำตาก็ไหล สูดก็สูดอยู่นั่นแหละ ถ้าอาตมาอยู่อย่างนั้นอีกนะ ไม่ช้า ไม่นาน อาตมาตายเร็วกว่านี้ ก็มัน กิลมถะ ขนาดไหน แล้วก็เหนื่อยยาก ลำบาก ทนทุกข์แค่ไหน อาตมาเห็นแล้ว เลิกแล้วไม่เอาแล้ว นอกจากนั้นแล้วก็ โอย ตีหนึ่ง สองยาม สามยาม ก็นั่นแล้ว มารักษากัน ดูหมอกัน ทำอะไรกัน ทำกันอยู่นั่นแล้ว อาตมาแย่งหน้าที่เขาหมด หมอดูก็มี ก็ดูกันเอง อาตมาก็ว่าดี หมอดูบางคน ก็แม่นดีเหมือนกันแน่ะ บางคนก็ไม่ได้เรื่อง แต่ไปพึ่งทำไมหมอดู

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เมื่อเราเองนี่แหละกระทำ เมื่อเราเองเป็นเจ้าของฤกษ์เสียแล้ว ดวงดาวก็เป็น เจ้าของฤกษ์ไม่ได้ เราชนะดวงดาวทั้งหมด ฤกษ์อยู่ที่เรา ดวงดาวไม่ใช่เจ้าของฤกษ์ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปพึ่งหมอ พึ่ง อัตตา หิ อัตตโน นาโถ พึ่งตัวเราเอง ยอดอยู่ที่เรา ผู้ใดไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่แย่งเขา เพราะฉะนั้น อาตมาถึงเลิก วิชารักษาไข้ ใบ้หวย ไม่แย่งอาจารย์ปิ่น ไม่รักษาไข้แย่งหมออวย ไม่ใบ้หวย ไม่ดูหมอ แย่งใคร คนไหนดูเก่งๆ ไม่ดูหมอแข่งกับ.. เอ้า หมอนพไทยรัฐ ไม่ดูหมอแข่งกับ.. ไม่รู้หมอไหน หมอใคร เก่งก็แล้วกัน ไม่แข่งเขาทั้งนั้นแหละ เลิกแข่งเขา จะแข่งอย่างเดียว ก็แข่งอธิบายธรรมะ อธิบายธรรมะ เพราะอาตมาเห็นว่า ถ้าจะทำอันนี้ ให้แก่คนเป็นธรรมทาน ไม่ใช่เดรัจฉานมิจฉาทาน ทานวัตถุ ทานอะไรอย่างอื่นอีก ไม่เอา เอาธรรมทานอันนี้ พระพุทธเจ้าสอนเราว่าเป็น ชินาติ เป็นยอด แห่งทาน ชนะการให้ทั้งปวง อาตมาก็เอาอันนี้แหละให้คน อย่างอื่นไม่ให้อีกแล้ว รักษาไข้ให้ ใบ้หวยให้ ดูหมอให้ ทำอะไรให้ ไม่ให้อีกแล้ว ไม่ใช่อาตมา ทำไม่เป็นนะ คุณอย่าหาว่า อาตมาคนเล็กๆ นะ อาตมาคนใหญ่นะ รักษาไข้ใบ้หวย ก็เป็นนะ เล่นกับผีกับสาง เล่นมาหมด พระพรหม พระอินทร์อะไร เล่นมาหมดแหละ ไม่ใช่ไม่เป็นนะ อาตมาพูดนี่ ไม่ใช่พูดเล่น พูดจริง แต่ว่าเรื่องพวกนี้ ปล่อยให้คนรุ่นหลัง ที่เขายังงมงาย อยู่กับเรื่องนี้ เขายังทำงาน เดรัจฉานเหล่านี้อยู่ ก็ทำงานนี้ อาตมาไม่แย่งเขา อาตมาก็มาทำงาน ธรรมทานอย่างเดียว หน้าที่เดียว

ศิษย์ตถาคต ผู้ใด ย่อมรู้งานที่เป็นงานยอด สูงที่สุดแล้ว แล้วเลือกงานนี้ กระทำให้แก่ตน ช่วยโลกด้วย ได้วิธีนี้ ศิษย์ตถาคตผู้นั้น ก็มีวิถีเดียว มีงานเดียว คือ งานเผยแพร่ธรรม สงเคราะห์ธรรม ให้แก่บุคคล ทั่วไปในโลก ก็เลือกทำงานนี้ เป็นจบที่สุด

จงปฏิบัติฌาน อย่างพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นไปเพื่อ ละกิเลส หน่าย คลาย จากกิเลสตัณหา ออกมา แล้วคุณจะได้มาช่วยกัน จรรโลงศาสนาพุทธ เผยแพร่ธรรม อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งไม่เป็นไปเพื่อ โลกียะ หรือไม่เป็นไปเพื่อ เดรัจฉานวิชาทั้งหลาย โดยนัยอาตมาว่า จบ จบ การบำเพ็ญฌานพุทธศาสนา วันนี้มีลึกขึ้นไป อีกเยอะนะ ถ้าใครตั้งใจฟังดีๆ

 


จัดทำโดยโครงงานถอดเทปธรรมะฯ
บันทึกข้อมูล โดย ทีมงานคุณกัญญา พุ่มรัตนา ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖
พิสูจน์อักษร-พิมพ์ออกโดย วรรณประภา ชัยประสิทธิกุล สิงหาคม ๒๕๔๗

ฌานในพระพุทธศาสนา ๒๕๑๗