มาฆบูชามหาฤกษ์
โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
ณ สนามหญ้า วิทยาลัยครูนครปฐม
เมื่อ เที่ยงคืนวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘

 

วันนี้ เป็นวันมาฆปุณณมี เวียนบรรจบครบรอบ มาเป็นรอบที่ ๓ ของการได้พบกัน ระหว่างชาวเรา ชาวอโศก การพบกันครั้งนี้ ก็เป็นไปโดยธรรม เป็นไปโดยที่ ไม่ได้มีเจตนาอะไร ที่จะให้เป็นการพบกัน จนมากมาย ถึงอย่างนี้ ก็คิดแต่ว่า จะทำงาน ทำงานให้เป็นไป แล้วก็ให้มันดำเนินไป ประโยชน์อะไร ที่จะพึงได้ ผมก็พยายามที่จะกระทำ ตามประโยชน์ ที่มันเป็นไปนั้น เช่น ก็พยายามดู พยายามสังเกต พยายามไม่ไป เที่ยวจัดเกียรติอะไร ให้มันเป็นไปโดยบังคับ หรือว่า โดยพยายาม เจตนา ในการที่จะกระทำ ให้มันเกิดการชุมนุมกันขึ้น โดยทำความลำบาก ยากเย็น ให้เกิดขึ้นแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ให้มากมายเกินควร ผมก็ได้พยายามที่สุด ที่จะไม่ให้เกิด สิ่งเหล่านั้น และก็จะพยายาม เหมือนกันว่า จะดู ดูซิว่า ทุกอย่าง มันจะเป็นไป โดยธรรมนั้น อย่างไร

ทุกๆเช้า ถ้าใครสังเกต ผมไม่ได้คิดเอาแน่นอนอะไร แล้วก็ไม่ได้ ตกปากตกคำ เป็นการกำหนด หรือเป็นการสั่ง หรือเป็นการ จะให้เกิดว่า เราจะต้องมี มาฆบูชา ชุมนุมกันในวันนี้ ณ ที่ตรงไหน แน่นอน ก็พยายามอยู่เสมอ ที่จะดูซิว่า มันจะตกอย่างไร มันจะเป็นไป โดยธรรมนั้นอย่างไร เป็นได้ถึงขนาดไหน จนกระทั่ง พอมาถึง เมื่อวานนี้ ผมก็เห็นเหมาะว่า ยังไงๆเสีย เราก็จะมี มาฆปุณณมี ที่นี่แหละ ที่วิทยาลัยครู นครปฐม แห่งนี้ ในวันนี้ ก็จึงได้บอกทั่วๆไป สำหรับญาติโยม หรือสำหรับใครก็ตาม ที่ใคร่จะได้ติดตาม มาฟังธรรมในวันนี้ และเมื่อได้พูดขึ้น ได้บอกขึ้น แล้วเสร็จ จนกระทั่ง ถึงวันนี้เช้า จึงได้รู้ว่า ทางวิทยาลัย หรือว่า ทางเจ้าหน้าที่ ทางวิทยาลัย ได้มีจิตใจ นึกคิดขึ้นมา ว่าจะไปรับเอาพระ หรือว่า เอาชาวเรา ที่ในแดนอโศก ออกมา โดยจะเอารถ เข้าไปรับ กระผมก็พยายาม ที่จะสืบถามว่า พวกเราคนใด ไปกวนเขาหรือ ได้รบเร้าเขา หรือว่า ไปบอกเขาหรือ? ก็ไม่มีใครจะไปรบกวนเขา หรือจะไปบอก ไปรบเร้า ผู้ที่จะเอารถ ไปรับพวกเรา ออกมาจากในแดน เมื่อไม่มีใคร เมื่อเป็นไปอย่างนั้น ก็เป็นเจตนา เป็นศรัทธา เป็นความเห็นของ ผู้ที่จะย่อมเห็น เป็นความ ... ตั้งใจดี ของผู้ที่จะตั้งใจดี ก็เป็นไปโดยธรรม ออกอย่างนั้น ผมก็จึงได้ เขียนจดหมาย หรือ เขียนหนังสือ บอกไปในแดนฯ(อโศก) บอกไปกะทางรถ ที่จะเข้าไปรับกันออกมา ไปบอก เขียนหนังสือ ตามที่มันเป็นไปนั้น ก็เจตนาอยู่ ไม่ได้แกล้งพูด ไม่ได้แกล้งเขียน ก็ถ้าเผื่อผู้ใด จะมีธุระอันใด ถ้าพึงเห็นเป็นสำคัญอยู่ ซึ่งมันก็เป็นไปได้ สำหรับ ผู้ที่มีความสำคัญนั้นๆ ก็ไม่ได้รบเร้าอะไร จนเกินควร จะออกมาก็ได้ ไม่ออกมาก็ได้ แต่ก็ได้ออกมากัน มาพบกัน แล้วก็มาฟังธรรมกัน ในวันนี้ ก็เป็นไปโดยธรรม

วันนี้ เป็นวันสำคัญ ที่เราได้รู้กันมาแล้วทุกคน สำหรับพวกเรา ว่าเป็นวันที่มี ความสำคัญมากอย่างไร มีความหมายลึกซึ้ง อย่างไร อันเกี่ยวกับคำว่า มาฆะ ทั้งทางด้านรูปธรรม และ มาฆะทั้งรูปธรรม ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งมีเหตุการณ์เกิด ในยุคของพระองค์ ซึ่งเป็น ความสำคัญของ มาฆะฤกษ์ เกิดเป็นมาฆบูชาขึ้นนั้น ผมก็ได้อธิบาย เคยอธิบาย สู่กันฟังมาแล้ว แม้ที่สุด มีความสำคัญ เกี่ยวไปถึงนามธรรม เกี่ยวกับพุทธะโดยตรง เป็นความเต็ม ความพร้อม ความแสดงบทแห่งพุทธะ อันเป็นความหมาย เครื่องหมาย อันเป็นเครื่องแสดงถึง ความเต็ม ของพุทธะ แต่ละองค์ ซึ่งผมก็ได้อธิบาย ได้เล่าสู่ฟัง ให้เข้าใจมาแล้ว สำหรับวันสำคัญ ออกปานนี้

มาฆะรำลึก
ในวันนี้ ขอให้ทุกคนตั้งใจ ตั้งสติ โน้มน้อมรำลึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่ เราจะกระทำการคารวะ เคารพ รำลึก น้อมถึงพระคุณนั้น สำหรับผมเอง ผมได้รับประโยชน์ ผมได้รับคุณจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็น สมเด็จพระบิดาใหญ่ มหาศาลเหลือเกินในชีวิต

พระคุณอันนี้ เป็นพระคุณที่ ผมจะไม่มีทางทอดถอน จะไม่มีทางถอดเว้น จะไม่มีทางพรากจาก มนุษย์สุดยอดมนุษย์ ผมไม่เห็นทางใด ผมไม่เห็นคุณค่าใด ที่จะประเสริฐสูงสุด เท่าที่คุณของ สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงค้นพบ แล้วท่านได้โปรด ท่านได้สอน ท่านได้กระจาย ธรรมะนี้ ออกมา จนกระทั่ง สองพันห้าร้อยกว่าปี ผมเกิดมาปางนี้ ปานนี้ ผมก็ยังได้เห็น ธรรมนั้นอยู่ ได้รับค่า ได้รับประโยชน์ จากคำสอนนั้น บุญคุณอันผมจะรำลึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่บุญคุณ ที่เป็นเพียง เนื้อหนังมังสา ไม่ใช่ได้รำลึกถึง พระพุทธเจ้าที่เป็น เจ้าชายสิทธัตถะ แต่เพียงเนื้อหนัง มังสาร่างกาย เท่านั้น ผมรำลึกถึงท่าน ถึงพระคุณ ถึงความสามารถ ถึงคุณธรรม ถึงประโยชน์ อันสูงสุด ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้บรรลุ แล้วท่านได้สอนผู้อื่น ให้บรรลุตาม ท่านได้กระทำ ให้ผู้อื่น ได้เข้าใจแจ้ง แล้วให้ประพฤติตาม ได้เกิดคุณ อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ที่มนุษย์ควรได้ ควรเป็น ควรมีนั้น สุดยอดแห่งพระคุณนั้น ไม่มีอะไร จะเปรียบปานอีกแล้ว

ค่าของพุทธ

สำหรับตัวของผมนั้น ผมได้ออกปานใด ปานใด ผมมีประโยชน์จาก คุณธรรม ของพระพุทธเจ้า ที่ได้สอนเอาไว้ พระพุทธเจ้า ได้คุณธรรมนั้น ประเสริฐปานใด แม้ผมจะไม่ได้ มากมายเท่า พระองค์ท่าน แต่ผมก็ได้ขนาดนี้ ผมก็รู้สึกว่า มากมายเหลือแสน ที่มนุษย์จะควรได้ ควรเป็น ควรมีกันไว้บ้าง มากกว่าคุณค่าอันใด ที่ทางโลกเขาพึงมี พึงเป็นอยู่ ซึ่งผมเอง ก็เคยพบ เคยประสบ ผมเองเคยรำลึก ผมเองเคยพยายาม ที่จะย้อนรำลึก ไกลที่สุด เท่าที่ผมจะรำลึกได้ ถึงรสชาติแห่ง คุณค่า ที่มนุษย์จะพึงเสพ ที่เป็นรสของ ทางโลกียสุขใดๆ หรือคุณค่าที่สูง แห่งความเป็นมนุษย์ใดๆ ที่จะพึงสั่งสม ให้แก่ตน ผมได้ย้อนรำลึกมาแล้ว ตลอดชาติ ชาติแล้วชาติเล่า ที่ผมสามารถ จะรำลึกได้ ผมก็ยังเห็นอยู่ว่า ยังไม่มี ความสูงค่าอันใด ยังไม่มีความประเสริฐอันใด ที่ผมจะได้ จะมี จะเป็น เท่าที่ผมได้ ผมมี ผมเป็น ในแม้ปัจจุบันนี้

ถ้าจะให้สูงยิ่งไปกว่านี้อีก ในทิศทางที่เป็นไป ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะพึงเพียร พึงได้เป็นไป ผมก็เห็นว่า สิ่งนั้น สูงยิ่งขึ้นไปกว่า เลิศประเสริฐยิ่งกว่า เข้าไปทางทิศทางนั้น คนและมนุษย์ จะพึงแสวงหา โลกียสุข หรือความสุดยอด ของความเป็นมนุษย์ ผมก็ได้แสวงหาโลกียสุข หาความสุขสุดยอด ของความเป็นมนุษย์ เท่าที่ได้เป็นมา แม้ไม่ใช่ชาตินี้ แม้จะเป็นชาติอื่นใด ผมก็รำลึกได้อยู่ มีอยู่ รู้อยู่ เท่าที่ผมสามารถ จะพึงระลึกได้ รำลึกได้ มันก็ไม่เห็น คุณค่าใด จะประเสริฐเลิศเท่า การที่เป็นมนุษย์แล้ว ได้มาช่วยมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์ ได้รู้จัก ความเป็นจริงว่า มันถูกหลอกมา มาหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วก็พึงเป็นสุข เป็นทุกข์ วนแล้วเวียนเล่า อยู่นี่แหละ ตลอดตราบไม่รู้ กี่กัปกี่กัลป์ มันก็มีอยู่ แต่เพียงเท่านั้น เขาหลงติดบ่วงนี้ แล้วก็หลอกกัน สร้างค่าวนเวียน ผู้ขึ้นสูงแล้ว ก็ไปเสวยความสูงนั้น แล้วก็วนเวียน มาหาต่ำทดแทน เพราะไปเสพหนี้ เพราะไปสร้างหนี้ไว้ แล้วก็วนแล้ว วนเล่าลงมา หมุนเวียนกันอยู่ ตลบแล้ว ตลบเล่า อย่างนั้น

สืบทอดคุณธรรม
เพราะฉะนั้น คนจึงติดกับดักของ ลาภ ยศ สรรเสริญ อยู่ออกอย่างนั้น ตลอดกัป ตลอดกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ค้นพบ บ่วงอันนี้ ได้ค้นเจอ กับดักสัตว์ หรือกับดักมนุษย์อันนี้ ท่านก็ได้ มาสอนให้มนุษย์ผู้อื่น รู้ตาม เห็นตาม และก็บอกทาง ประพฤติ บอกทางปฏิบัติ เป็นขั้นตอน ให้ได้หลุดพ้น ออกมาจากบ่วง หรือกับดักอันนั้น ผู้ใดปฏิบัติ ได้ปฏิบัติตาม จนกระทั่ง สามารถบรรลุ หลุดพ้นได้ และก็พึงเอามาสอน ผู้อื่นบ้าง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้สอนมนุษยโลก ช่วยเหลือเขา ให้เขาเลิก จากบ่วงอันนั้น ให้เขาหลุด จากบ่วงอันนั้น อันนี้เป็น คุณค่าของมนุษย์ ผมยังมองไม่เห็น ว่าคุณค่าอะไร ของมนุษย์ จะไปสูงเท่า คุณค่าของมนุษย์ ที่จะทำการ ช่วยเหลือมนุษย์ ให้หลุด จากบ่วงนี้มาได้ แม้เราจะเหน็ดเหนื่อย แม้เราจะมีชีวิตอยู่ โดยที่เรียกว่า เหนื่อย เมื่อย สู้ทน เพราะการที่จะช่วยคน ให้หลุด ออกจากบ่วง หลุดจากกับดักโลกธรรม ทั้งปวงอย่างนี้ มันไม่ใช่ง่าย มันเป็นของยากเหลือเกิน ยากจริงๆ แต่งานนี้ ก็มีค่าเหลือเกิน มีค่าจริงๆ ผมเอง ขอตายกับงานนี้ อย่างที่ไม่มีอะไร สงสัย เคลือบแฝงเลย

เปิดใจพิสูจน์
เคยกล่าวเสมอว่า แม้พวกคุณ จะจากผมไปจนหมด แต่ไม่ใช่ดูถูก ขอบอกเสียก่อนว่า ไม่ได้ดูถูก พวกคุณเลย แต่เป็นคำกล่าว เท่านั้น เป็นคำกล่าว เพื่อแจ้งความบริสุทธิ์จิต เพื่อเปิดเผยจิต ของตัวเอง เท่านั้น ไม่ใช่ดูถูกคุณนะ เคยกล่าวเสมอว่า แม้พวกคุณ จะได้ออกห่าง ไปจากผม จะได้หลุดลอยออกไป จะเหลือแม้แต่ เหลือผมคนเดียว ผมก็จะต้องตาย กับธรรมอันนี้ จะอยู่กับ งานอันนี้ จะอยู่สภาพอย่างนี้ เท่าที่ผมเป็นได้ เพราะผมยังมองไม่เห็น ผมยังไม่สงสัย ผมยังไม่เห็นอื่นเลย ที่มันจะประเสริฐ เลิศเท่านี้ ในความเป็นมนุษย์ เกิดมาในชาตินี้ จะว่าผมหลงธรรม ผมก็ขอ ยอมรับสารภาพว่า ผมหลง ในธรรมะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่าที่ผมได้ ผมมี ผมเป็น และ ผมได้สาธยาย สู่พวกคุณฟัง มันจะมีอันใดบ้าง ที่มันเป็น ความหลงผิด เป็นการหลงไม่ถูก ในธรรมวินัยต่าง ๆ ที่เราได้ตรวจสอบ แม้จากหลักฐาน พระไตรปิฎกก็ตาม ที่เป็นหลักฐาน อันเอามาเปรียบใช้ เทียบเคียงอยู่ หรือแม้แต่ เป็นธรรมะ อันที่บรรลุเอง เห็นเอง เข้าใจเอง ซึ่งผม ได้พยายาม ให้พวกคุณได้พิสูจน์ ให้เกิดสันทิฏฐิโก เกิดปัจจัตตัง เป็นเวทิตัพโพ เป็นวิญญูหิ อันเห็นเอง รู้เอง เกิดเอง แม้ขั้นตอน ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง หรือบั้นปลาย ตามลำดับ ผมก็ให้ คุณพิสูจน์ด้วย สอบทานกับ พระไตรปิฎกด้วย อธิบาย แจกแจงด้วย ถ้าอันใด ที่มันยังเข้าใจ ยังไม่ถึง ในคำอธิบาย เหล่านั้นๆ แม้แต่ได้พยายาม ที่จะหยั่ง ไปถึงต้นเค้า ภาษาบาลีกัน ผมก็ได้ พยายามที่สุด เท่าที่ผมจะทำได้ ตามภูมิปัญญา และ พวกคุณ ก็พยายามที่จะรับฟัง รับพิสูจน์ตาม ในสิ่งส่วนเหล่านั้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นจริง สิ่งนั้นก็ต้อง บังเกิดผล ปัจจุบัน ณ ขณะนี้ ก็มีพวกคุณ ยืนหยัดอยู่ว่า พวกคุณยังไม่ไป นอกจาก ไม่ไปแล้ว ก็ยังมีเพิ่มขึ้นมาๆ

บนทางพรหมจรรย์
ผมเตือนทุกคน เตือนทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย ผู้ใดจะพึงเข้ามา ปฏิบัติธรรม ผู้ใดถึงขั้น จะออกมา เนกขัมมะ ออกมาเป็นพระ หรือจะออกมาบวช มาทำงานทางนี้ จะต้องรู้ตน จะต้องมี สติสัมปชัญญะอันดี ผมเตือนทุกคน อย่ามาอย่างหลง อย่ามาอย่างมืด อย่ามาอย่างงมงาย ต้องมาอย่าง เป็นผู้ที่มี สติสัมปชัญญะ เป็นผู้เข้าใจทดสอบทดลอง ผมมีขั้นตอน ให้ทดลองเสมอ ให้พิสูจน์ ให้ติดตาม พิสูจน์เอา จนแน่ใจ เอาจนแน่จริง ว่าทางนี้ เป็นทางเลิศ ทางนี้เป็นทางประเสริฐ ของมนุษย์ เป็นสุดยอดของ ความมีค่า และความมีประโยชน์ ของมนุษย์ ต้องรู้จุดพัก รู้จุดว่า สงบระงับ เท่าที่เป็นไปได้นั้น เป็นสภาพที่.. ถ้าจะใช้ภาษาเรียกว่า สุข มันก็อยู่ที่ การสงบ การพัก การระงับ การหยุดอยู่ การพักอยู่ นั่นแหละ สุขเย็น เลิศยอดแห่งสุข ไม่ใช่สุขเพราะไปปรุง ไม่เป็นสุขเพราะไปทำ ไปวุ่นไปวาย แม้ที่สุด ผู้ใดรู้จักสุขนั้นแล้ว เราก็จะติดสุขอย่างนั้นๆ นั้นไม่ได้

ช่วยตน-ช่วยท่าน
เรารู้ว่า เราควรพักเท่าที่พอดี พอเหมาะ แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่มี เมตตาคุณ หรือจะมีกรุณา ที่เรียกว่า กรุณาธิคุณ อย่างพระพุทธเจ้าบ้าง แม้จะไม่มาก ก็เป็นลักษณะ โดยนัยะ อันเดียวกัน เราจะมี กรุณาธิคุณอย่างนั้น เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ เพื่อนมนุษยโลก โดยการรู้อยู่ เข้าใจอยู่ว่า ถ้าเราทำงาน ช่วยให้เพื่อนมนุษย์ ให้ออกมาจากบ่วงนั้น ออกมาจาก การติดกับดัก ของโลกธรรม ทั้งหลาย โลกียธรรม ทั้งหลาย เป็นงานที่ยากอยู่ และถ้าเรา มีกรุณาธิคุณ มีเมตตาคุณ ที่จะช่วยเหลือ เฟือฟาย ให้เพื่อนมนุษย์นั้นๆ ได้ออกมาบ้าง ก็เป็นคุณค่าของมนุษย์ ผู้พบจริง เห็นจริงแล้ว เป็นเบื้องสุด เป็นขั้นสุด จะไม่มีความสงสัย จะไม่มีการละเว้น ในการที่จะช่วย คนอื่นเขา เมื่อยก็พัก

การทำงานช่วยผู้อื่น ก็ต้องเมื่อย เมื่อยเราก็รู้ว่าเมื่อย เราทำงาน เราก็รู้ว่า มันไม่ใช่สุขอย่างสงบ สุขอย่างสงบนั้น ก็คือพัก คือหยุด สุขอยู่สงบหมด ไม่มีกายกรรม ไม่มีวจีกรรม ก็อยู่สบาย แต่ตราบใด ยังมีกายกรรม มีวจีกรรม มันก็เมื่อย มีมโนกรรม มันก็เมื่อย แต่เราก็รู้ว่า มันเป็นค่า มันเป็นสิ่งสุดท้าย สำหรับ พระอรหันต์ทุกองค์ ที่รู้แจ้งเห็นจริง ที่เข้าใจแล้วว่า เราจะทำงาน ตราบ ขันธ์เรานี้แตกสลาย มันก็หมดเรา มันก็หมดเรื่อง

เพราะฉะนั้น ก็ไม่ช้า ไม่ดูดาย พอใจที่จะทำงานนั้น เพราะว่า งานนี้เป็นค่า ถ้าพระอรหันต์ไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ พระโสดาบัน ก็ยังติดอยู่บ้าง ในความสุข ความสงบ พระสกิทาก็เหมือนกัน หรือแม้ พระอนาคามี ก็ยังติดความสงบ อยู่บ้าง เป็นขั้นตอน จนกว่า จะบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมา รู้ความจริง อันชัดแจ้งแล้ว ว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของใคร มันเป็นแต่เพียง สมบัติโลก มันเป็นแต่เพียง การปรุงกันขึ้นมา ด้วยอำนาจ การเกาะกุมด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีอากาศช่องว่าง แล้วก็มี วิญญาณธาตุเดิมอยู่ อยู่ในนั้น มันมีเท่านั้น มันไม่ใช่ของเรา ของเขา มันเป็นแต่ ตัวการงาน เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ จะไม่สงสัยเลย ในการที่จะทำงาน ที่จะทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่น

จุดตัด - แตก พุทธ กับเดียรถีย์
ศาสนาเดียรถีย์ที่ค้นพบ จุดสงบสุข มีอยู่แล้ว เค้าก็ติด ความสงบสุขนั้น ไปจน ตราบตาย ก็มีอยู่ โดยเขาล้างอนุสัย ไม่สะอาดร่อน ไม่เสร็จสิ้นหมด เพราะเหตุว่า เค้าไม่ได้หมุนเวียน กลับมาทดสอบ กับโลกด้วย เขาหลงว่า ความสงบ ความพักนั้น เป็นยอดสุข แล้วเขาก็หลบเลี่ยงผู้คน หลบเลี่ยง เจ้ากิเลส หลบเลี่ยงสิ่งที่ มันได้หลอก คนเหล่านั้น ไปชั่วครั้ง ชั่วคราว โดยเขาเอาการติด ความสงบ นั้น เป็นเครื่องจูงนำ แล้วเขาก็อยู่กับ ความสุขนั้น จนกระทั่ง ตราบรูปนาม แตกดับ ซึ่งอนุสัยของเขา ที่มีอยู่เท่าใดๆ เขาไม่ได้พิสูจน์

เขาไม่ได้มากระทบสัมผัส กับแม้แต่โลกอบายมุข ไม่ได้มา กระทบสัมผัส กับโลกกามคุณ ไม่ได้มา กระทบสัมผัสกับ โลกธรรม ๘ ไม่ได้มาทดสอบ ในเรื่องของ โลกอัตตา โลกปรมาตมัน ที่เต็มไปด้วย มานะ อันเย่อหยิ่ง เต็มไปด้วย ความถือตัว เต็มไปด้วย ความหลงตน เขาไม่ได้มาพิสูจน์ เขาไม่ได้มา กระทำการทดสอบ เพื่อที่จะได้รู้จริงว่า เราหมด ร่อน จนกระทั่ง เรากระทบสัมผัส ต่อใคร ที่เค้า จะมาลบหลู่ ดูถูก เขาก็ไม่ได้มาพิสูจน์

เขาจะมาพิสูจน์ว่า เมื่อเราอยู่กลาง โลกธรรม ๘ นั้น เราจะมีผล กระเทือนอย่างไร ยังมีเชื้ออนุสัย ที่ยังจะขึ้นมา ยังจะมีเชื้ออนุสัย ที่จะทำให้คนนั้นน่ะ ยังรู้เห็นได้ เขาก็ไม่ได้มาพิสูจน์ แม้แต่มาอยู่ กลางกอง โลกกามคุณ ๕ เขาก็ไม่ได้มาพิสูจน์ เพราะฉะนั้น เขาจะไม่รู้ละเอียด เขาจะไม่บริสุทธิ์ ล่วงส่วน ได้เป็นอันมาก ศาสนาที่หลง ความสงบสุข อย่างนี้ ที่เราเรียกว่า เดียรถีย์ ก็มีอยู่

ส่วนศาสนาพุทธนั้น รู้จุดจริงว่า สุขสงบนั้นก็คือ พักสุขที่สูงสุด ก็คือ สงบพัก หรือหยุด สนิท เบา ว่าง ง่าย พ้นภาระ เบาสบายจริงๆ หมดแม้กระทั่ง กายิกทุกข์ ไม่มีแม้กระทั่งทุกข์อยู่ ทั้งด้าน กายกรรม วจีกรรม หรือทุกข์ ที่จะกระทบสัมผัส อยู่ข้างนอกๆ ทั้งหมด ไม่มี และรู้จนกระทั่ง หมดเจตสิกทุกข์ ที่เป็นทุกข์ในจิต เป็นทุกข์แห่งความยึดถือ เป็นทุกข์แห่ง การที่ติดยึด แม้กระทั่ง ยึดความสงบ มันจะปรุงขึ้นมาอีก ยึดถือเกินไป ก็รู้ และเราก็ ไม่ยึดถือเกินไป โดยมีอนุโลม มีสัจจานุโลมญาณ อันเพียงพอ ที่จะปรุงเป็น ปุญญาภิสังขาร ก็ย่อมได้ ปรุงให้เก่งเท่าใดๆ ก็เป็น อิทธาภิสังขาร เท่านั้นๆ สามารถปรุง สามารถทำงานได้ ปรุงอยู่ก็รู้อยู่ ว่าปรุง ไม่ได้หลงกับ สังขารนั้น มีวิชชาคุมอยู่ จึงรู้ในสังขารนั้น เป็นปัญญา อันยอด เรียกว่า อธิปัญญา หรือญาณ เรียกว่า ญาณทัศนะวิเสโส หรือ เรียกว่า อลมริยญาณทัศนะวิเสโส รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างแท้จริง

เห็นอริยสัจ
เพราะฉะนั้น นามรูปไม่ได้ตั้งลงที่จิตเลย อายตนะก็เป็นสักแต่ว่า อายตนะ นามรูปที่เราอยู่กับเค้า ก็สักแต่ว่านามรูป ไม่ได้รวมลง เป็นการเกาะกุม ไม่ได้หยั่งลง น กาหสิ ไม่ได้ตั้งลง หยั่งลงโดยจริง นามรูป เป็นแต่เพียงนามรูป ที่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ อายตนะทั้งหมด ก็รับรู้ รับเข้าใจ เมื่อยก็รู้อยู่ ในจิต เป็นเวทนาใด ก็รู้อยู่ เพราะฉะนั้น เวทนาใดที่มันเมื่อย เราก็รู้อยู่ว่า สิ่งนั้นเป็น ทุกขอริยสัจ เมื่อยเป็นทุกขอริยสัจ การทำงานย่อมเมื่อย เป็นสัจจริง การหยุดย่อมเบา ก็รู้ตัว ด้วยสัจจะ อย่างนั้นอยู่ สมุทัยในการที่ทำงานอยู่ เราทำงาน เพราะกุศลเจตนา เป็นสมุทัย เรายังกุศล ให้ถึงพร้อมอยู่ มีเจตนาอันดี เราก็รู้ เมื่อยเมื่อไร หรือว่า ในขณะใด ที่ไม่สามารถทำไป ให้เกิดประโยชน์ เราก็จะรู้ เมื่อรู้แล้ว เราก็จะหยุด เมื่อดับที่กุศลเจตนานั้นลง ที่เป็นสมุทัย เราก็หยุด เราก็พัก จิตก็ไม่ปรุงต่อ กายกรรมก็หยุดไป วจีกรรม ก็หยุดพูด มันก็เบา มันก็พ้นภาระ มันก็สบาย มันก็เป็น ความสุขที่เป็น วูปสโมสุขโข เป็นสุขอันสงบ ระงับวิเศษ มันก็ไม่ใช่ ของที่น่าสงสัย ไม่เป็นสิ่งที่น่าสงสัย สำหรับพระอรหันต์เจ้า

กรรมของพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์ ที่ท่านรู้อยู่ ออกปานนี้ ท่านจึงสงเคราะห์ ช่วยเหลือ มวลมนุษย์ เป็นประโยชน์ท่าน เมื่อท่านมีประโยชน์ตน ท่านก็เป็นประโยชน์ท่าน ช่วยเหลือผู้อื่น ให้ได้รับประโยชน์นั้น เหมือนอย่างที่ตนได้รับ อันเป็นของ ประเสริฐสุดนี้ ช่วยจริงๆ เท่าที่ภูมิตนเองมี เท่าที่ความสามารถตนเอง จะกระทำได้ มีจิตบริสุทธิ์อยู่ ที่จะรู้ว่า ผู้นั้นย่อมถนัดกว่าเรา ในเชิงนี้ ผู้นี้มี เอตทัคคะ ในด้านนี้ ผู้นี้มีความเก่ง ในมุมนี้ ผู้นี้มีความสามารถในอย่างนี้ รู้อยู่ ไม่มีความริษยา ไม่มีความไปแข่งเก่งอะไร รู้ว่าเรายังไม่มี พยายามเพิ่มภูมิตน ช่วยตนเองขึ้น อันนี้เก่ง อันนี้เป็นประโยชน์ เวลาก็มียังไม่ตายเน่า ก็พยายามอยู่ รู้ว่าส่วนนี้ ควรเพิ่มภูมิ ของตน ให้เป็นอย่างนี้บ้าง ในเมื่ออย่างนี้ เรายังไม่เป็น แต่อย่างนี้ เรายังไม่ได้ อย่างนี้เรายังไม่มี สิ่งที่ไม่ได้ ไม่มีไม่เป็นนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ มนุษยชาติเหลือหลาย ประโยชน์ตนนั้น มีแล้วละ แต่ประโยชน์แก่ มวลมนุษย์อื่น ถ้าเผื่อเรามีปัญญา เฉียบแหลม เรามีภาษา ที่เราจะสามารถรู้ สื่อความหมาย ให้แก่ผู้อื่นได้รู้ ได้เข้าใจเพิ่ม หรือเราได้รู้ มรรควิธีอย่างนี้ ในชั้นเชิง อย่างนี้ เราก็พยายามที่จะรู้เพิ่ม เพื่อที่จะทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นต่อ

พระอริยะชั้นพระอรหันต์ ก็จะไม่หยุดยั้ง จะพยายามกระทำ เพิ่มภูมิ จะเรียกว่า โพธิสัตว์ต่อก็ได้ แล้วก็จะเป็นจริงอย่างนั้น เพราะท่านรู้ ความประเสริฐ ที่ควรเพิ่ม ความประเสริฐ ท่านรู้จัก อนันตัง ท่านรู้ความต่อ ของจุดต่อ ท่านรู้ความจบ และท่านจะทำจุดต่อ ในความจบนั้น ที่รู้ความเป็นจริงว่า ควรต่ออย่างไร ท่านรู้ ความจบ ในความต่อนั้นอีก คือ แม้ท่าน จะกระทำนั้น ท่านจะพยายาม พากเพียร เรียนรู้อีก โดยการทำงานไปพลาง เรียนรู้ไปพลาง ท่านก็ไม่ได ้เดือดร้อนอะไร ได้เท่าที่ ควรเป็นควรมี เท่าที่ท่านสามารถ ท่านจะไม่อิดหนา ระอาใจ จะไม่ท้อแท้ จะไม่ริษยาจริงๆ เอานะ แต่อิสสาสังโยชน์ ไม่มีแม้แต่ มัจฉริยสังโยชน์จริงๆ พระอรหันต์ ย่อมเป็นดังนี้ ย่อมเป็นอย่างนี้ กระทำได้อย่างนี้ เป็นที่สุด

อรหัตผลตามภูมิ
พวกเราที่ได้พากเพียร ได้เรียนรู้ขั้นตอนมา ก็ขอให้ทบทวน ขอให้ตรวจสอบตนเอง สิ่งที่ยังเป็น เบื้องต้น เป็นสิ่งที่ต่ำ เราได้พากเพียรทดสอบ แล้วหรือยัง เราได้ตรวจตนสนิท แล้วหรือยัง ว่าเราไม่สงสัย เราเข้าใจดี เรารู้แจ้งแล้ว ในตนของเรา เราไม่ได้เดือดร้อน สิ่งเหล่านี้ จะดึงเรา เวียนกลับไปเสพ เวียนกลับไป คลุกคลีอีกไม่ได้ แม้โลกอบายต่ำสุด เรารู้อยู่ ไม่ว่าเราจะตกไป ในฐานะใด เราจะเปลี่ยนไป เป็นรูปใด เราก็แน่ใจของเราอยู่ว่า สิ่งเหล่านี้ เราจะไม่เวียนกลับมาอีก อย่างเด็ดเดี่ยว อย่างแน่ใจที่สุด ไม่สงสัยจริงๆ การไม่เวียนกลับ นั้นแล คืออรหันต์ หรืออรหัตผล แม้แค่โลกอบาย ก็ต้องรู้อรหัตผล ของอบายนั้นให้จริง เราแน่ใจของเรา ไม่มีใครมารู้กับเรา ไม่มีใคร ที่จะมา สัมผัสได้กับเรา จิตของเรา เท่านั้น บอกเราได้ อย่างเด็ดเดี่ยว จิตของเราเท่านั้น บอกเราได้ อย่างเด็ดขาด แม้โลกกามคุณ ๕ เราสัมผัสอยู่ เราก็รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ จะไม่ทำให้เรา ตกต่ำไปได้อีก เป็นอันขาด มันจะทำให้เราไปคลุกคลี วนเข้าไปเสพอีก เข้าไปติดยึดอีก เข้าไปหลงใหลอีก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด คุณต้องตรวจสอบตนเอง ให้รู้ ให้เข้าใจ ตนบอกกับตนได้เท่านั้น ตนไม่มีใครบอกเราว่า ชาติไม่เกิด ชาติสิ้นแล้ว ภาระหมดแล้ว เราบอกได้ที่ตัวเรา ไม่ใช่คนอื่น มาแอบบอก ไม่มีคนอื่น มาหลอกบอก เราจะบอกได้ ด้วยตน รู้ได้ด้วยตน ตรวจสอบให้สนิท ให้พ้นวิจิกิจฉา สิ่งใด พ้นวิจิกิจฉาแล้ว เราเอง เป็นคนตัดสิน เราเอง เป็นคนบอกได้ เราเองเป็นคนรู้ ในการพ้นวิจิกิจฉาอันนั้น เราไม่สงสัยจริงๆ แม้โลกธรรม ๘ ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี หรือ โลกียสุขใดๆ จนกระทั่ง เราจะเรียก โลกียสุขนั้นว่า ความสงบ หรือ ความสงบนั้น เราเรียกมันว่า โลกียสุข สูงออกปานนี้ ก็ตาม เราก็จะต้องรู้ ให้ชัดเจนว่า เราเอง ยังติดมันอยู่เท่าใด

ประโยชน์ตน-ท่าน
เรายังพยายามพากเพียร ที่จะทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้มันได้สมดุล อย่างน้อยที่สุด เรามีประโยชน์ตนกึ่งหนึ่ง เราเพียรอยู่ เพื่อช่วยมนุษยโลก กึ่งหนึ่ง ก็ยังถือเป็น ความบริบูรณ์ของ อรหันต์นั้น อรหันต์ย่อมมี คุณประโยชน์ ไม่ได้น้อยไปกว่า ที่เรามีประโยชน์ตนอยู่นี่ ก็เรียกว่าขั้นต้น ถ้าผู้ใด มีประโยชน์ มากกว่าที่ เราเองจะเสพสุข ที่เป็นขั้นสุข ขั้นสงบนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นประโยชน์ แก่มวลชนได้ มากจริงๆ ที่เป็นคุณค่า ผู้ทนได้ ก็ทำได้ การทนน ี้เป็นภาษา และมันก็มีสภาพทน อยู่เหมือนกัน ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก รู้อยู่ว่า เป็นกุศล ผู้นั้นก็สามารถกระทำ ทนอยู่ได้ โดยไม่มี การเศร้าหมองที่จิต ไม่มีการอึดอัด ขัดเคือง ไม่ท้อแท้ ไม่กินแหนง แคลงใจ อะไรเลย รู้อยู่ว่า ก็ทนได้อยู่ ก็เป็นสิ่งที่เมื่อยอยู่ ก็รู้อยู่ โดยการที่รู้แจ้ง ไม่มีการคลุมเครือ ไม่มีการสงสัย เป็นการรู้ที่จิต ของเราด้วย และการรู้ของผลงาน รู้การงาน ที่เรากระทำอยู่ด้วย ผู้ที่มีดวงตาอันเปิด ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ อันสว่าง ผู้ที่มีการไม่หลง ไม่พร่า ไม่มัว ชัดเจนอยู่ในกรรม ทุกกรรม ในการกระทำ ในการงาน ทุกการงาน ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่ตื่นแล้ว เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้อยู่ เป็นผู้เบิกบาน แจ่มใสอยู่จริงๆ ไม่พร่าไม่มัว ไม่เศร้าหมอง จริงๆ และ เป็นผู้มีประโยชน์ ในการงาน อันแท้จริง ช่วยเขาได้เท่าใด ผู้นั้นไม่หดหู่ ผู้นั้นรู้ค่า เรายังไม่ตาย เราก็ทำ ตามกำลังของเรา ตายเมื่อใด ก็จบ ผู้นั้นจะไม่สงสัย ในความตาย การตายเน่า การตายด้วยรูปขันธ์ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครพ้น พระอรหันต์ไม่สงสัย ตายเมื่อไรก็ธรรมดา เมื่อยังไม่ตาย ก็ทำงาน เมื่อถึงเวลา ตายก็ตาย งานก็หมด ก็จบกัน ก็สิ้นกัน

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ไม่กลัวตาย พอจบงาน ก็หมดเมื่อย เมื่อมันยังไม่ตายเน่า มันก็มีงาน ที่เป็นการเพียร เป็นการกระทำ เป็นอายูหะ และก็มีการพักที่เป็น สันติฎฐะ ย่อมมีการพัก การเพียร หรือมี อนายูหะ ที่เรียกว่า ไม่เพียร หรือมี อสันติฏฐะ เรียกว่า ไม่พักก็ได้ ไม่ต้องสับสน ทำความเข้าใจ ให้รอบถ้วนให้ได้ เป็นผู้กระทำตน อยู่ออกปานนี้ จึงขอเตือน ในวันมาฆปูรณมี นี้ กับทุกๆคน ขอให้สอบทานตัวเอง อย่าสงสัย อันใดตัดสินแล้ว อันใดตกลงแล้ว อันใดได้ลงตัวแล้ว โดยจริง ที่ในจิตของเรา ได้ทดสอบ ได้กระทบสัมผัสแล้ว โดยอบายมุข อย่างนั้นๆ เขาเป็นเขามี เรารู้เราเห็น อยู่แล้ว แล้วเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเลย ในอบายมุข เหล่านั้น และก็ไม่จำเป็นนัก ที่จะไปทดสอบ ในอบายมุข บางอย่าง ที่เราไม่ได้ใกล้ได้ชิดเลย ก็ไม่จำเป็นเลย เพราะมันเป็นความเลว ที่จะหมด สภาวะแล้ว มันต่ำจริง เรารู้อยู่ ผู้มีจิตสูงขึ้นมาจริงแล้ว ไอ้สิ่งต่ำ ไม่ควรจะสงสัยมาก

กามคุณ ๕ กับการคลุกคลี โลกธรรม ๘
เพราะฉะนั้น แม้แต่กามคุณทั้ง ๕ เราก็รู้อยู่ ได้คลุกคลีอยู่ แม้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราก็รู้แล้วว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่มีอำนาจมาจูงดึง แม้จะเลิศลอย มาปานใด มายั่วเย้า เราได้ทดสอบ ตามที่เรา ได้เป็นไป ตามที่เราได้กระทบ ไม่ต้องไปแสวงหา หรือไม่ต้อง ไปดิ้นรน อยากจะไปสัมผัสอย่างนั้น ให้จนเกินควร มันเกินสมณสารูป และ มันเป็นการแสดงออก ที่เกินควรไป มันจะเป็นไปเอง มันจะได้มีการมา ทดสอบเอง มันจะมี จะประสบเอง ในแต่ละครั้ง ที่ผ่านอยู่ ที่กระทำงานอยู่ คนจะส่งมาลองเอง มันจะมีสิ่งเหล่านี้ เราเรียกว่า การทดสอบ หรือมาร มารเหล่านั้น จะมาลองจริงๆ จะมีอยู่ เราไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องดิ้นรน และเราพยายาม มีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน ทุกโอกาสให้ได้ ก็แล้วกัน แล้วเราก็จะแน่ใจ แม้มารใด ไม่มาลองก็ดี ถ้ามารนั้นไม่ลอง ก็มารนั้นเอง จะพลาดโอกาส แต่มาร ก็จะมาลองเอง ไม่ต้องแสวงหา แม้โลกธรรม ๘ ก็ตาม นั่น ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือสุข โลกียสุขที่แนบเนียน ปานใด มันจะมีมา ทดสอบเราเอง ขอให้เราทำงาน ขอให้เรามั่นใจ ขอให้เรา แน่ใจว่า เราจะช่วย มนุษย์นั้นอยู่ โดยสมควร ตามกำลังปัญญา ตามกำลังภูมิธรรม ของเรา เห็นให้ได้ว่า เราติดสงบอยู่ปานใด

ฐานหยุด-ทำ-นิพพาน
ในส่วนใหญ่ของพวกเรานั้น เมื่อละพ้น หรือว่า วางจากกามฉันทะ วางจากพยาบาท ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีอาวรณ์ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอาลัย ไม่มีอาพาธ ไม่มีอารักษ์ แล้วก็ ไม่มีอาพาธ แม้ไม่มี สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งผูกพัน อยู่ในจิตแล้วจริง จิตมันจะลงสงบ นั่งอยู่เฉยๆ มันก็จะตกภวังค์ มันจะหรี่ง่าย ถีนมิทธะ จะจับติดง่าย เพราะเราไม่มีจิตฟุ้งซ่าน ไปหากามฉันทะ จิตของเรา ไม่มีพยาบาท จิตของเรา ไม่มีอาวรณ์ ไม่มีนิวรณ์ ที่มันไปเกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ผูกพันอยู่ จิตก็จะตกลงไปใน ภวังค์ง่าย ผู้ที่อยู่ในฐานะ อยู่ในฐานนี้ จะต้องพยายามตื่น พยายามเลิกขึ้น พยายามให้ได้ อย่าไปจมลงไปกับมัน โดยการที่พยายาม ให้กล้ามเนื้อตื่นตัว ให้สติสัมปชัญญะตื่นขึ้น จะเป็นการนวดตัว ขยับขยายร่างกาย ขยับอริยาบถ นวดเนื้อนวดตัว มีสภาพอื่น ให้มันตื่น ไปเอาน้ำล้างหน้า สูดลมหายใจ มองดูทัศนียภาพอื่น หรือการเอา การงานอื่น มาสนใจ หรือ การเดินการเหิน การทำงาน ที่มันจะทำให้ กล้ามเนื้อ ขยับขยายมากขึ้น เพื่อที่จะแก้ไข ถีนมิทธะนั้น พยายามกระทำ เสมอ อย่าไปจมอยู่ใน ถีนมิทธะ จิตตัวนี้ต้องแก้ พวกเรามีกันอยู่ หลายคน หลายผู้ หลายคน ต้องพยายาม แก้ไขขึ้นมาให้มาก แม้ถีนมิทธะนี้ เราพ้นไปได้ หรือว่า เบาบางลงแล้ว จิตของเรา ตกไปอยู่ในสภาพภวังค์ มันจะมีสภาพที่ ยังฟุ้งไป ยังปรุงอยู่ เราจะให้มันหยุด มันหยุดยังไม่ได้ จะให้มันระงับมันสนิท มันสนิทยังไม่ได้ สิ่งเหล่านั้น ก็พยายามลดลง แต่ก็เบาบาง บ้างแล้วละ เมื่อใดที่ทำให้จิต มันว่างโปร่ง เป็นอากาสานัญจายตนะอยู่ โดยลด วิตกวิจาร ลงมาได้ อารมณ์ปีติไม่มี แม้สุขอย่างโลกก็ไม่มี สุขอย่างติดเฉยว่าง ก็ไม่มี เป็นจิตที่ว่างโปร่ง เบาลอยอยู่ ถ้าจะเอาอารมณ์มาเรียกว่า ความสุข มันก็เป็นความสุข ที่เทียบกับโลก ไม่มีสุขกว่านั้นอีก เราจึงเรียกว่า สันติ สันตวิหาร หรือสันตวิหาระ มันเป็นความสุขที่ สงบสุงสุด สูงกว่าฌาน ๔ ที่เราเรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร มันเข้าไปสู่สภาพที่ ว่างโปร่ง เบา เบาอยู่ พ้นภาระอยู่ แม้จะเป็น การลืมตา เราก็พยายามรู้ให้ได้ ว่ามันว่าง วางเบาอยู่ ไม่หนักหน่วง ไม่มีอะไรถ่วง ไม่มีอะไร ที่จะมาทำ ให้เราหนักใจ แม้กาย จะทำงานอยู่ ก็รู้ว่ากายทำงาน แต่สภาพของจิต ไม่มีหนักถ่วง แต่สภาพของจิต ไม่มีหนักถ่วง เป็นสภาพ สบายเปล่า ว่าง เบาอยู่ ง่ายๆ จะทำอะไรก็ทำอยู่ จะพูดจะคุย จะช่วยเหลือ เฟือฟายผู้อื่น จะเทศนา หรือว่าจะทำงาน ที่ประกอบไปด้วย การยก การแบกบ้าง การขน การกระทำบ้าง จิตก็เบาโปร่ง ว่างอยู่ ไม่หนักหนา พยายามกระทำความรู้ กำหนดลงไป ให้รู้ความเบาว่าง อันนี้ แม้ในขณะทำงานอยู่ ด้วยกายกรรม หรือ วจีกรรมก็ตาม แต่จิตของเรา ก็ไม่มีการหนัก จิตมีสภาพรับรู้อยู่ ในฐานะของจิต เต็ม แต่เราไม่หนัก ไม่ถ่วง ไม่อึดอัด ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว เบิกบาน แจ่มใส ร่าเริง เป็นผู้ตื่น ผู้รู้อยู่ อย่างเบิกบานจริงๆ จิตอย่างนี้ เป็นสภาพของ อากาสานัญจายตนะ จิตใดที่เรา เริ่มปรุงขึ้นมาอีก เป็นความรู้ เป็นสภาพรู้ รู้เป็นภาษา รู้เป็นสภาวะ รู้เป็นอะไรก็ตามแต่ แต่ละครั้ง แต่ละคราว เราเรียกว่า วิญญาณ หรือ ตัวญาณ ที่เป็นวิญญาณ

วิญญาณ
ภาษาเดิมของบาลีเรียกว่า เป็นญาณ ที่เป็นวิญญาณ แต่เดี่ยวนี้ มันเพี้ยนมาแล้ว วิญญาณ มันกลายไปเป็น จิตอะไร ที่เลอะเทอะแล้ว ก็เอาละ ก็เข้าใจมันให้ได้ และแท้จริงนั้น ตัววิญญาณนี้ เป็นความรู้อันยิ่ง มันรู้ เมื่อเราปรุงขึ้นมา เราจะทำงาน เราก็ปรุงว่า เอ้ออย่างนี้ ควรปรุงขึ้นมา ให้รู้เพิ่มขึ้น ก็มี วิญญาณัญจายตนะ เป็นประโยชน์เพิ่มมาอีก นิดหนึ่งแล้ว กำลังทำงาน ก็คิดขึ้นมา ดัดแปลง หรือปรับปรุง อ๋อ อย่างนี้ ดีกว่าอย่างนี้ ตัวดี ตัวรู้ว่า ดีกว่าขึ้นมา หรือแม้เรากำลังเทศนา กำลังพูด เราคิดปรุงว่า เออ เราจะเอา ความหมายอันนี้ ปรุงมาเป็นภาษาอย่างนี้ เรารู้ว่าเป็นภาษาที่ดี รู้ว่าเป็นความรู้ รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่จะออกมาโดย การปรุงของเรา สิ่งนี้ก็เป็น วิญญาณนะ เรารู้สิ่งที่ดีสิ่งนี้ เราก็ไม่หลงติดใน วิญญาณัญจายตนะ เราปรุง ออกมาให้โลก ก็เป็นอายตนะ แม้ประโยชน์มัน จะน้อยจะนิด หรือประโยชน์จะมาก เราก็ไม่หลง ประโยชน์มาก มันชวนหลงง่าย ถ้าปรุงภาษาใด ปรุงรูปการที่ธรรมะอันใด ที่เป็นความรู้ ออกมา ให้แก่โลกได้รับไป เราจะรู้สึกว่า เราดีใจว่านี่ เป็นประโยชน์หนอ เราเก่งหนอ มันจะเป็นความรู้ อย่างนี้แล้ว มันจะทำให้เราเกิด ย้อนขึ้นไป ถึงฌาน ตกลงไปเป็นปีติ ตกลงไปเป็นสุข และ มันจะติด เป็นมานะ

เพราะฉะนั้น ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ แม้ที่เป็นสิ่งที่เป็นยอดความรู้ ออกปานนี้ ที่เป็นวิญญาณัญจา และเป็นประโยชน์ เป็นอายะ แม้มันจะนิดน้อย ก็ต้องรู้ให้ดีว่า อย่าไปหลงติดมัน ถ้าเป็นประโยชน์ใหญ่ จะทำให้หลงติด แยะนะ ไม่ใช่อายตนะ แต่เป็นมหัปผลา เป็นสิ่งที่เป็นผลสูง เมื่อเป็นผลสูงแล้ว คุณจะติดมันนั้นน่ะ ง่ายเหลือเกิน อย่าหลงมัน เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ เป็นทางสุด แม้จะมีประโยชน์น้อยนิด ก็อย่าไปหลงติดมัน จึงเรียกว่า อย่าหลงในอายตนะ แม้จะเป็น ทางด้านความรู้ หรือจะเป็น ทางด้านของ ความว่าง เรียกว่า อากาสานัญจา ก็อย่าไปหลง ในอายตนะอย่างนี้ พยายามเข้าใจ อายตนะอย่างนี้ให้ชัด คุณจะหลับตา หรือ คุณจะลืมตา ก็ต้องเข้าใจ สภาพ ธรรมะนี้ให้ได้ แล้วก็อย่าไปหลงมัน หรือ แม้ที่สุด อากิญจัญญา คือ เป็นสภาพดับสุด จิตดับไปเลย ก็ตาม หรือว่า กิเลสดับสุด หมดแล้วหนอ จากใจเรา ไม่มี เป็นความไม่มี นิดน้อยนึง ก็ไม่มีในกิเลส เป็นสภาพ ที่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง เป็นอสังขตธรรม เป็นธรรม ที่มันเป็น ตัวของมันเอง อสังขตธรรม หมายความว่า มันปรุงของมันเอง มันไม่มีอะไรอื่น ผสมอีก อสังขตธรรม จิตรู้มันก็เป็น จิตรู้ของมัน อยู่อย่างนั้น สภาพกายกรรม ก็เป็นกายกรรมของมัน อยู่อย่างนั้น สภาพวจีกรรม ก็เป็นวจีกรรมของมัน อยู่อย่างนั้น มันเป็นหนึ่ง เป็นอสังขตธรรม สภาพที่มี ความเป็นจริง ตามความแท้จริง ของแต่ละสภาพ อย่างนี้ เรารู้เราเห็น เราเข้าใจมันอยู่ เป็น ยถาภูตญาณ เป็นความจริง ตามความเป็นจริง อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ๆ เราเรียกว่า อสังขตธรรม เป็นสภาพนิพพานชัดๆ ของผู้ตื่น เป็นนิพพาน ของพุทธศาสนา เป็นนิพพานของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ค้นพบ เป็นนิพพาน ของคนตื่น เป็นนิพพาน ของคนรู้ เป็นนิพพานของคนที่มี จิตใจเบิกบาน แจ่มใสอยู่ ไม่มัวหมอง ไม่อับเฉา ไม่ท้อแแท้ ไม่ระโหย ระหา อะไรเลย สภาพนิพพานนี้ พยายามกำหนดรู้ให้ได้ จับให้ถูก ให้มันเป็นอยู่ ให้มันมีอยู่ ในเราจริงๆ เสมอๆ เป็นสภาพที่ควรอยู่ ควรเป็น เป็นสันตวิหาร เป็นสันตวิหารสูงสุด

แม้ที่สุดอันใด ที่เรากำหนดไม่ชัด เป็นเนวสัญญานาสัญญา ต้องกำหนดให้ชัด ให้เจน ที่สุด นิดน้อยหนึ่ง เท่าใด ก็ให้รู้เป็น สัญญาเวทยิทตะให้ได้ อย่าหลง อย่าหลงทีเดียว จิตของเรา อะไรๆไม่มี แม้ที่สุด จิตไม่มีก็รู้ว่า มันจิตไม่มี ถ้าสภาพใด ต้องการพักสูงสุด ก็ตัดให้หมด นิดน้อยนึงก็ไม่มี แม้แต่จิต แต่ในสภาพนิพพาน ไม่ใช่อันนั้น อันนั้นเป็นสมถะ เป็นเจโตสมถะ คือ ดับจิตให้หมด เป็นการพัก ก็ให้รู้ว่าเป็นการพัก เป็นส่วนนึง ในชีวิตของเรา จะเป็นได้มีได้ ก็เอา ในสิ่งที่ควรเป็น ควรมี ในกาละที่ ควรเป็นควรมี ส่วนที่เพียรอยู่ ก็รู้ว่าเพียร ในขณะ เป็นผู้ตื่น ก็ตื่นอยู่ ด้วยการงานที่ดี มีกัมโยนิ มีกัมพันธุ มีกัมปฏิสรโณ มีการงานที่ทำ เราทำเกิดเอง เราปรุงขึ้นมา เป็นวิสังขารเอง เป็นปุญญาภิสังขาร ตามที่เราสามารถ จนเป็นอิทธาภิสังขาร สูงขนาดใด เรามีอิทธิขนาดใด เราก็ทำอิทธิ ขนาดนั้น คือความเก่งนั้นเอง อิทธิ เก่งในการปรุง เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เราก็กระทำ ตามนั้นเท่านั้น ทำอยู่ แล้วเรา ก็เบิกบาน แจ่มใสอยู่ รู้ในสภาพที่เป็น อากาสานัญจายตนะ รู้ในสภาพที่เป็น วิญญาณัญจายตนะ และรู้ในกิเลส ที่ไม่มีอยู่เลย เป็น อากิญจัญญายตนะ ไม่มีกิเลส ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะจริงๆ ไม่มีโมหะด้วย รู้อย่างวิชชาเต็ม อย่างนี้ เป็นผู้รู้แจ้ง กำหนดสัญญาอันใด ก็ไม่มี ที่จะเป็น เนวสัญญานาสัญญา ที่กำหนดลงไป ไม่แม่น ไม่มั่น อันใดเป็นอย่างใด กำหนดรู้อยู่ ไม่หลงเลอะ ในสัญญา ทุกสัญญา สัญญานั้นสัญญานี้ กำหนด สัญญาเก่า สัญญาใหม่ รู้หมด แจ้งในสัญญา ทุกสัญญา เป็น สัญญาเวทยิตตนิโรธ จริงๆ จึงอยู่เหนือ เนวสัญญานาสัญญาด้วย สิ่งเหล่านี้ ต้องพยายาม รู้ให้จริง รู้ให้หมด นิพพานของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยอกย้อน มีเชิงซ้อน มากมาย การอธิบาย ธรรมวันนี้ ได้อธิบายธรรม ถึงสภาพนิพพานที่ขั้น สันตวิหาร เป็นสภาพสูงสุด เราครบ ในปุณณมี มาฆฤกษ์ปุณณมี เป็นคำรบที่ ๓ สิ่งที่อยากจะฝาก เตือนไว้กับพวกเรามาก ก็คือ

อยู่ร่วมกัน
พวกเรามีกันมาก มีกันจัดอยู่ ก็คือ มานสังโยชน์ เป็นตัวสำคัญ กับ อุทธัจจสังโยชน์ คือยังฟุ้งซ่านอยู่ ในความดี ในความหมายดี ในความมุ่งดี ยังยึดถืออุทธัจจะ ตัวมุ่งดีคือ จิตที่มันรู้ดี แล้วมันก็ยัง ฟุ้งอยู่ที่จิต มันรู้อยู่ที่จิต เมื่อเห็นเพื่อน ที่เรายึดว่า เป็นเรา หลงว่าเพื่อนเป็นเรา แล้วเราก็อยาก จะให้ดีหมด แม้แต่เพื่อนเราทุกคน อยากจะให้ดีหมด จึงเป็นเจตนาดี แต่ถ้าเราไม่มี ปุคคลปโรปรัญญุตา เราไม่มีการรู้ ในบุคคลว่า เขาย่อมทำได้เท่านั้น เขาย่อมมี จริตของเขาอย่างนั้น เขาย่อมถนัดของเขา อย่างนั้น และเขาย่อมจะ ละเมิดอยู่ อย่างนั้นของเขา เขาทำได้อย่างนั้น ในมุมนี้ เราเอง เราอยากจะมีส่วนนี้ ดีกว่าเขา แต่ส่วนอื่น เขามีดีกว่าเรานั้น เราได้ระลึกหรือเปล่า ว่าเขามีส่วนดีนั้น มากกว่าเรา อยู่ตั้งมาก ในส่วนที่เขายังมีดี เราสิ ยังไม่ดี ในมุมที่เขามีนั้น ก็ได้ด้วย เราควรจะเอามา ถ่วงดุลอันนี้บ้าง อย่าไปเพ่งโทษเพื่อน เราพยายาม รู้ความจริง ถ้าสิ่งนี้ เราเห็นแล้วว่า เป็นข้อบกพร่องจริง ในเพื่อน ถ้าเราอยู่ในฐานะ เตือนกันได้ ช่วยกันได้ จงช่วยกัน ถ้าเราเตือนกันไม่ได้ ช่วยกันไม่ได้ ก็วาง ปล่อยเสีย ผู้สูงขึ้น ก็จะช่วยกันต่อไป ไม่ใช่เรื่องของปัญหา พยายาม อย่าไปมีปัญหา พยายาม อย่าไปยึด เอามาครุ่น อยู่ในจิต ให้หนัก เราต้องรู้ความจริง แล้วก็ปล่อยวาง เมื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราต้องวางทันที เมื่อสิ่งที่เหมาะสม ในฐานะของมันแล้ว เราต้องหยุดให้มันอยู่ ให้มันหยุด

เพราะฉะนั้น อุทธัจจะตัวที่เราไปรู้ดี แล้วเราไปยึดดีพวกนี้ เราต้องพยายามมี สัจจานุโลมญาณ มีการอนุโลม มีการที่จะมี ปุคคลปโรปรัญญุตา หรือ มีปริสัญญุตา หมู่กลุ่ม เมื่อเวลาไป เป็นหมู่ เราก็รู้ ย่อมมีอะไรหลายจริต ย่อมมีความนึกคิด ความยึด หรือความถนัด ไปคนละหลายอย่าง เราเอง อาจจะรู้ อาจจะไม่รู้ อยู่ในนั้นด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องพยายาม พิจารณาหมู่ให้มาก หรือ พิจารณาบุคคล ให้มาก เราจึงจะเป็น สัตบุรุษที่สูงขึ้น และต้องมี สัจจานุโลมให้ดี เราต้องมีความรู้ ในสัจจานุโลมชัดๆ ถึงจะเรียกว่า สัจจานุโลมญาณ เราจะต้อง ทำให้เกิด เราจะไม่อึดอัด ขัดเคือง ในประการทั้งปวง แม้สิ่งนี้ เราจะรู้อยู่ว่า ไม่ดี เราก็ไม่อึดอัด ขัดเคือง เราจะมีจิตรู้ว่า อันนี้ช่วยได้ หรือไม่ได้ ถ้าช่วยได้จงทำ อย่าดูดายนัก ถ้าช่วยไม่ได้ ต้องรู้ความจริงว่า ตอนนี้ ไม่ควรช่วยหรอก ช่วยไม่ได้ ช่วยแล้ว เกิดการแตกแยก เกิดการบาดหมาง เกิดการเศร้าหมอง กันเกินควร เพราะฉะนั้น เราจะขัดเกลา เราจะต้องรู้ว่า เราจะขัดเกลาเขานั้น แม้ที่เป็นเพื่อนกัน ก็ตาม จะทำได้ขนาดใด ถ้าทำไม่ได้ ก็หยุด ถ้าทำได้ขนาดนี้ ลองดูแล้ว ได้ขนาดนี้ แล้วก็เกิดการ ไม่ค่อยดีงามนัก ก็หยุดเสีย พักเสีย อย่าดันทุรัง อย่างนี้ เป็นการช่วยกัน ช่วยให้มันสงบ เกิดขึ้นในหมู่ด้วย ได้ช่วยกัน ขัดเกลา ตามมีตามได้ด้วย

เพราะฉะนั้น บางครั้ง บางที บางสิ่ง บางอย่าง เราก็อย่าไปมี อภิชัปปา อย่าไปมี ตัณหาล้ำหน้า อยากให้มันได้ดังใจ อย่างนี้มากเกินไปนัก เราช่วยกัน เกื้อกูลกัน เท่าที่ควร ผมเอง ผมย่อมรู้อยู่ ในบุคคลที่ควรช่วย ถ้าผมเอง มีอภิชัปปามาก ผมตายนานแล้ว ผมตายนานแล้ว ผมอยู่ไม่ได้หรอก ผมอยากให้คุณดี และผมเห็น ข้อบกพร่อง อยู่ในตัวบุคคล ของพวกคุณเนี่ย ผมเห็นอยู่ เห็นความ บกพร่องอยู่ เพราะถ้าผม จะไปยึดถือว่า ทำไมอโศก ไม่ทำให้ดี มีความเร่งร้อนมาก ผมจะตายไป ตั้งนานแล้ว ผมทนไม่ได้หรอก แต่ที่ผมทนได้ เพราะผมรู้จักวาง ผมไม่เร่งเกินไป ไม่เอาเป็นเอาตายเกินไป มันย่อมเป็นไป ด้วยการเกื้อกูลอยู่ ตามฐานะ เวลา เพราะฉะนั้น พวกคุณ เมื่อมีปัญญา ย่อมรู้ความดี ย่อมรู้จุดดี รู้ความถูกต้อง แม้ในหมู่เพื่อน สหธรรมมิก ทุกคน ก็อย่าไปมีจิตมุ่งแรง เกินขนาดเกินไป ถ้ามุ่งแรงเกินขนาด เกินไปแล้ว มันจะอึดอัด มันจะหนัก มันจะไม่ยอม และมันจะทุกข์ ทับถมตน ความทุกข์นั้น เป็นของคุณ คุณย่อมมาเรียนรู้ การตัดทุกข์

เพราะฉะนั้น จะไปทำทุกข์ ให้แก่เราทำไม เราช่วยได้ ก็ช่วยซิ ช่วยไม่ได้ ก็ย่อมรู้อยู่ แม้เป็นอโศกด้วยกัน มันจะบกพร่องบ้าง มันก็ย่อม เป็นอย่างนั้นแหละ ถ้ามันอดทนไม่ได้ มาบอกผม เป็นที่สุด แล้วก็ให้วาง ผมจะช่วยได้ หรือไม่ได้ ก็อยู่ในฐานะ อย่างนั้นแหละ บางทีผมก็ช่วยไม่ได้ ผมก็ยอม ให้มันเป็น อย่างนั้นอยู่ จะบกพร่องก็ทำไงได้ เพราะมัน ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราก็พยายาม ช่วยเหลือ เกื้อกูลอยู่ โดยเจตนาอันดี อย่างนี้ แล้วก็อย่าให้ ตนเองเป็นทุกข์ แม้แต่ว่า รู้ดีแล้ว ก็พยายาม ปรารถนาดี แล้วก็รู้จักสุด จะปล่อยวาง ออกปานนี้ ผู้นั้นก็เป็น ผู้ฉลาดสูงสุด เป็นผู้ที่ กระทำได้มุมที่ ละเอียด สูงสุดได้จริง จึงรู้ในอุทธัจจะนั้น

รับติติงยิ่งใหญ่
และขอย้อนกลับไปถึงมานะ อันนี้มีบทบาทมาก ในพวกเรา ถือตัว ถือตน ใครจะว่ากล่าวเรา ก็ไม่ได้ ใครจะสั่งสอนเรา ก็ไม่ได้ จงให้คนที่โง่ที่สุด สอนเราได้เถิด

เพราะฉะนั้น เมื่อใครคนที่โง่ที่สุด สอนเราได้แล้ว ก็พวกเรานี่ ไม่ใช่คนโง่ที่สุด เป็นชั้นนี้ เป็นนักบวช ออกปานนี้แล้ว คุณก็ย่อม ยอมรับทุกคนว่า พวกเรา ไม่ใช่คนโง่ที่สุด ก็ทำไมพวกเรา จะสอนกันไม่ได้ ทำไมกิเลส ตัวถือตัวนั้น ทำไมมันถึง ชั้นไม่ให้คนอื่น มาสอนเราได้ มันเป็นยังไง ใครจะมาแสดง ความคิด ความเห็น เหนือเราบ้าง ก็ไม่ยอม ทำไมกิเลสนะ ถึงมีฤทธิ์มากนะ เพราะฉะนั้น ใครจะสอน ก็สอนเถิด ก็ฟังด้วยดี ถ้ามันถูก ก็รับเอา ถ้ามันยังไม่ถูก เราพิจารณาตาม ไม่พยายามมีอคติ เห็นแก่ตนเอง ด้วยประการทั้งปวง สูงสุด เท่าที่เราจะ ไม่มีอคติได้ พิจารณา ด้วยความเป็นกลาง จริงๆ เมื่อเราถูกอยู่ เขาว่าเราผิดนี่ เออ ก็แล้วไป อันนี้เป็นเครื่องวัด ถ้าเรา ถูกผู้อื่น มากล่าวโทษเรา เราก็จะได้รู้ว่า คนนั้น มีภูมิปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น

มันไม่เป็นการเสียหายอะไรเลย มันเป็น เจโตปริยญาณ อย่างหนึ่ง ด้วยซ้ำไป เป็นโสตทิพย์ อย่างหนึ่ง ด้วยซ้ำไป คือเป็นเครื่องวัด วัดเราจะรู้ได้ว่า อ๋อ คนนี้ มีภูมิปัญญา อย่างนี้ เขามาแสดงออกเอง เขาประกาศตนเอง มาแสดงภูมิของตน ออกมาให้เรารู้เอง เท่านั้นด้วย มันเป็นกำไร ต่างหาก มันไม่ใช่สิ่งที่ เราจะถือตัวถือตน ให้เขาสอนไม่ได้ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ต้องพยายาม รู้ให้ได้ในจุดนี้ การถือตัว ถือตน ในพวกเรา ยังมีมุมเหลี่ยมอื่นๆ อีกเยอะๆ เยอะ หลายอย่าง มันมีละเอียดลออ ซึ่งเคยอธิบายเรื่อง มานะสังโยชน์ นี้มามากต่อมาก แม้แต่อุปกิเลส ต่างๆ ก็พยายามเรียนรู้ อุปกิเลส ๑๐ ตั้งแต่ อมนสิการ จนกระทั่งมาถึง ถีนมิทธะ ทุฏฐุลละ ฉัมภิตัตตะ หรือแม้แต่ อุพพิละ เป็นทุฏฐุลละ ทั้งหมด ให้รู้ขั้นตอน ๕ อย่างนี้ ก็ให้รู้ให้ชัด ๕ อย่างหลัง แม้แต่ อัจจารัทธวิริยะ การขยันเกินไป เราขยันอยู่ แล้วเราก็ไป เพ่งโทษผู้อื่น ก็ไม่เอา ขยันได้ขยันไป ขยันที่มีประโยชน์ ขยันอยู่ ไม่อึดอัดขัดเคือง อะไรขยัน ขยันไป อันที่เกิดประโยชน์อยู่ ขยัน ขยันแล้วท้อแท้ ขยันแล้วทุกข์ ขยันแล้วไม่เกิดผลดี ในทางธรรม ในทางประโยชน์อื่น ขยันมากไป จนกระทั่ง เกินขอบเขต เป็นได้เหมือนกันนะ พิจารณาให้เห็น ไม่เอา

หรือแม้แต่ขี้เกียจ หรือขยันน้อยไป เรียกว่า อติลีนะวิริยะ ก็ให้รู้ ให้รู้ให้ชัด ในตนนี่แท้ๆจริงๆ อภิชัปปา ก็ให้รู้ กำหนดทุกสิ่ง ทุกอย่างให้ตรง เป็น นานัตตสัญญา

อันใดเป็นอันใด กำหนดให้ถูก อย่าเลอะเทอะ ในการกำหนดนั้นๆ แล้วก็ไปหลง ในการกำหนดเป็น อตินิชฌายิตัตตัง รูปานัง หลงในสิ่งที่เรา ไปยึดไปเกาะ ในรูปนั้น เรื่องนี้อยู่ ต่างๆนานา รู้ให้หมด กำหนดอันใด รู้แล้ว ก็อย่าไปยึด ในสัญญานั้นๆ ติดในสัญญา หยุดในการกำหนด ติดในความหมาย ติดในความดี ติดในความรู้ ติดในสิ่งใดๆ ก็ไม่ได้ หลงให้มันเป็นเจ้า เป็นนายเหนือเราไม่ได้ เรารู้แม้มันดี ก็ให้รู้ดีนั้น ถ้าดีนั้น ให้บุคคลใดได้ ก็ให้ไป เขาไม่เอาก็เฉย ไม่ต้องไปหลงดี เราทำดี แล้วเขาไม่ว่าดี ก็ช่างเขา ไม่ต้องไปหลง ในดีนั้น หลงดีเราก็ทำดีแล้ว ยกดีของเรา ไปข่มคนอื่น มากมายก็ไม่เอา อย่าไปหลงรูปใดๆ ทั้งหมด อย่าไปยึดหนัก ยึดใหญ่ ยึดโต ยึดอโศกกว้างใหญ่ เกินไป ก็ไม่ได้ ยึดอโศกเล็ก จนกระทั่ง ในตัวเราเอง ก็ถือตัวถือตน ว่าเป็นอโศกนักเกินไป ก็ไม่ได้ ต้องพยายาม รู้ให้จริง รู้ให้เกลี้ยง แม้อุปกิเลส ๑๐ ดังกล่าว ทั้งหมด แบ่งออกเป็นหมวดๆ ๕ อย่างต้น ๕ อย่างปลาย

ตั้งแต่ อมนสิการ มาจนกระทั่งถึง ทุฏฐุลลัง ตั้งแต อัธจารัทธวิริยะ มาจนกระทั่งถึง อตินิชฌายิตัตตัง รูปานัง รู้ให้จริง อย่ารู้แต่บัญญัติ รู้สภาพจิตเป็น อย่างนั้นๆ แล้วถอดถอนๆ ปล่อยวาง ปล่อยวาง เราจะพ้นทุกข์ ด้วยการปล่อยวาง การไม่ยึดถือ เอาเป็นเอาตาย จนจัดจ้าน เกินไปเท่านั้น การที่จะ กระทำอะไรตามเขา การที่พยายาม จะยึดอะไรขึ้นมา ให้เขากระทำ เป็นขั้นตอน เราก็เป็นแต่ ยกสมมตินั้น ขึ้นมาเท่านั้น เมื่อทำแล้ว ก็ปล่อยวางลงไป เขาจะรับหรือไม่รับ ก็เป็นเรื่องของเขา เราเสนอ เราหาทาง ที่จะให้เขาเข้าใจ ให้เขาศรัทธา เลื่อมใส ให้เขาเอาให้ได้ ให้เขายกขึ้นไปให้ได้ แล้วเราก็พอ ก็จบ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น จนเกินขอบเขต มันทุกข์ จงหาจุดจบ อันนี้ให้ได้ แล้วตัดสินลงตัว ผู้ใด รู้ความลงตัว อันนี้แล้ว ตัดสินได้แล้ว แม้ตรวจตน ไม่มีเศษเหลือของ อบายมุข ไม่มีเศษเหลือของ กามคุณ ๕ ไม่มีเศษเหลือของ โลกธรรม ๘ ไม่มีเศษเหลือของ อัตตา

โดยเฉพาะไม่มีทั้งมานะ ไม่มีทั้งอุทธัจจะ แม้กระทั่ง เป็นวิชชา รู้อยู่ เห็นอยู่ ก็ไม่หลงในวิชชานั้น ย่อมรู้ในวิชชานั้น เป็นของจริง เป็นของประเสริฐ แต่เราก็ไม่ถือตัวถือตน ว่าเป็นผู้ที่ มีวิชชานั้น จนเอาไป ข่มคนอื่น ย่อมเป็น ผู้รู้แจ้ง ผู้เห็นจริง อยู่อย่างนั้น ผู้นั้นหมดมานะจริงๆ หมดอุทธัจจะจริงๆ เป็นผู้มีวิชชา พร้อมหมดอวิชชา ที่แท้จริง รู้ในส่วนเหลือ เศษเล็ก เศษน้อย ของตน หมดอโสกะ หมดวิรัชชะ เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง เป็นเขมะ ผู้นั้น ต้องรู้จิตที่เป็น เขมะจิตตัง ของตนให้ได้ รู้ว่าจิตนี้ เกษมอยู่ สบายอยู่ แม้ทำงานหนักอยู่ ก็รู้ว่ากายกรรมหนัก วจีกำลังพูดอยู่ ก็รู้ว่าวจีหนัก ใช้พลังงานปรุงอยู่ในจิต ก็รู้อยู่ว่า ใช้พลังงาน ปรุงอยู่ในจิต ว่ามันก็หนักเหมือนกัน มันก็เมื่อย หนักตัวนี้ ไม่ใช่หนักถ่วง ไม่ใช่หนัก อย่างอับเฉา แต่ก็เบิกบาน แจ่มใสอยู่ ไม่ได้หม่นหมอง ไม่ได้อับเฉาใดเลย รู้ว่า การหนักเพราะการงาน รู้ว่าเป็น กัมมโยนิ เป็นสิ่งที่เรา ทำให้เกิด เพราะทำแล้ว มันจะเป็น กัมมพันธุ เป็นสิ่งที่ จะเป็นเผ่าพันธุ์ ของอริยสาวก ของธรรมะ ที่เรียกว่า ธรรมะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเรียกว่า พุทธธรรม เราสร้างพุทธธรรมนี้ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นพุทธพงษ์ เป็นพุทธพันธุ์ เป็นการกระทำ เรียกว่า กัมมพันธุ ให้เป็นที่พึ่ง ของโลก เป็นโลกนาถ เราทำนะ ไม่ใช่คนอื่นทำ เมื่อสาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทำ ใครจะทำ เมื่อสิ่งใด ที่เรารู้ดี สิ่งใดที่ประเสริฐ เราได้แล้ว เรามีอยู่ แล้วเราไม่กระทำออก ไม่สลัดคืน ให้แก่คนในโลกอีก ใครจะกระทำ ไม่มีแล้ว โลกจะห้าม โลกจะด้วน ศาสนาจะกุด ศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นสืบต่อ มีกัมมพันธุ มีกัมมปฏิสรโณ เป็นการงาน ที่จะสืบเผ่า สืบพันธุ์ เป็นพุทธเผ่า พุทธพันธุ์ อย่างนี้ ตามแรงของเรา มีได้เท่าไร เราก็ทำสุดที่ ส่วนมันจะไปได้อีก เท่าไรๆ ไม่ต้องไปห่วงมัน เราทำสุดที่ สุดกำลังของเราที่ทำ

พุทธบุตร
เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีความทนได้ โดยไม่ยาก ทนได้โดย ไม่ลำบากมาก เท่าใด ผู้นั้นก็มีคุณประโยชน์ ให้แก่ศาสนา มากเท่านั้น เป็นพุทธบุตร ที่น่าสรรเสริญ เป็นพุทธบุตร ที่น่าบูชา เป็นพุทธบุตร ที่ทำ กตัญญูกตเวที ต่อพุทธศาสนา ที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ได้สร้างขึ้นไว้ จนกระทั่ง เราได้มารับ ประโยชน์นี้ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดถือ และเราก็ได้ทำ ประโยชน์นี้ ให้ต่อทอดเอาไว้ ตามกำลังของเรามี ได้ทำจริงๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ ประเสริฐสุด สุดเป็นที่สุด แห่งการบรรยาย ในวันนี้แล้ว คงจะยากอยู่ ในการบรรยายวันนี้ ขอให้ทบทวน ขอ เอาฟังอีก ขอให้ทำความเข้าใจ ในภาษาบัญญัติ แล้วเอาไป ไตร่ตรอง ไปกระทำ ให้เกิดจริง เป็นจริง ในตัวบุคคลนั้น นั้นๆ ตัวเราทุกคน กระทำให้จริง ให้เกิดผลประโยชน์นั้นๆ ผู้ได้ความสูงสุดอันนี้ เป็นอรหันต์ ผู้นั้นจะรู้ อรหันต์ในตน อย่างแท้จริง ปฎิญาณตนได้ รู้ได้ว่าเป็นอรหันต์ ผู้เป็นอรหันต์แล้ว แม้ใครจะว่าเรา ไม่เป็นอรหันต์ ผู้นั้นจะไม่มี การเศร้าหมองเลย จะไม่มีการเสียใจ จะไม่มีการเสียดาย จะไม่มีการโกรธเคือง จะไม่มีการอะไร ทั้งสิ้น ผู้เป็นอรหันต์ ใครมาว่า เราไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่ประหลาด อะไรเลย และไม่จำเป็น จะต้องอวด อรหันต์ด้วย ผู้เป็นอรหันต์ ก็ไม่อยากอวดอรหันต์ แต่จะแสดงธรรม เป็นขั้นตอน แก่บริษัท ที่ควรแสดงเสมอ แสดงตั้งแต่ โสดา สกิทา อนาคา ถึงเวลาจะแสดงอรหันต์ ก็แสดงไปตามฐานะ ตามควร ถึงเวลาเปิดเผย อรหันต์ ก็จะเปิดเผย ถ้าเวลาใด ที่ยังไม่สมควร ที่จะเปิดเผย อรหันต์ ก็จะไม่เปิดเผยให้เขารู้ เป็นการอวดอุตริ ที่มันเป็นอนุสัมบัน อยู่กับอนุสัมบัน ก็จะไม่อวด ผู้รู้ จะรู้อรหันต์ในอรหันต์ หรือ ผู้ที่มีภูมิจริง ก็จะรู้อรหันต์ได้เอง โดยไม่ต้อง เปล่งปากพูด และเราก็ไม่ต้องอวด พอถึงวาระ ควรอวดแล้ว จึงจะพูด ในเวลาอันควร กาละที่ควรจะพูด

เพราะฉะนั้น ในสมัยพระพุทธเจ้า เมื่อสุสิมะ ได้ถาม พระอรหันต์เจ้าว่า ท่านอวดอรหัตผลว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ จบแล้ว ภาระกิจสิ้นอยู่ นั้นจริงหรือ สุสิมะไปถาม พระอรหันต์เจ้า ในสำนัก พระพุทธเจ้า อรหันต์เหล่านั้น ก็ยืนยันว่า เป็นเช่นนั้น สุสิมะ คือ ท่านอวดนั่นเอง ท่านบอกนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคราว ที่จะพูดตรงๆ อย่างนี้ บอกว่า เราเป็นอรหันต์นะ ภาษาตรงๆ ก็คือ อย่างนั้นแหละ มาถามว่า พรหมจรรย์จบอยู่ ใช่ไหม ก็ใช่ เป็นอรหันต์อยู่ใช่ไหม ก็ใช่ ถึงเวลานั้น ผู้นั้นจะบอก ผู้นั้นควรจะบอก ก็จะบอกจริงๆ กาละนั้นจะมี และพวกเรานี่ อย่าเพิ่งไปอวดอะไร ตอนนี้ ยังไม่ถึงวาระ ที่จะควรอวด อย่างนี้ แม้ผู้ใดจะมี ผู้นั้นจะรู้ อรหันต์จะรู้จริงๆ และถึงวาระนั้น จะอวดจึงอวด แต่ในขณะนี้ แม้แต่โสดาบัน ผู้ควรอวด เมื่อถึงกาละควรอวด ก็ควรอวด ยังไม่ถึงกาละ ก็ยังไม่ต้องอวด แต่แสดงธรรม แสดงมรรค ที่เป็นทาง แห่งการจะไปสู่ โสดาบัน ทางจะไปสู่อนาคา ถ้าเรามีภูมินั้น จงแสดงอยู่ อันใดที่ปัญญาเรา ยังไม่ถึง รู้เป็นมรรควิธี แต่ผลยังไม่มี เราก็บอกไป เป็นเชิงว่า อันนี้ก็เป็นทาง เรายังไม่มี ก็อย่าไปอวด ให้เขาเข้าใจว่า เรามี ให้เขาหลงผิด เจตนา แต่บอกไว้เป็นทาง ถ้าแม้ว่า เขาจะซักถาม ว่านี่ท่านได้แล้วหรือ เรายังไม่ได้ แต่เรารู้มา เป็นปริยัติ เราก็บอกไป โดยตรง ไม่เสื่อมเสียอะไร ไม่ประหลาดอะไร

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอง แสดงธรรมด้วยขั้นต้น ขั้นกลาง บั้นปลาย ถูกอยู่อย่างนี้ ศาสนาไม่เสื่อม ศาสนาจะไปรอด ศาสนาจะไปไกล ก็พยายาม กระทำเอาจริงๆ

ก็ขอสรุปจบ ในการแสดงธรรม ในวันมาฆปุณณมี ในวันนี้ ขอให้พวกเรา ระลึกให้มากที่สุด ถึงผลที่เราได้ สิ่งที่เรามี มีจริงอยู่หรือ ถ้ามันไม่มี ก็มา ซักซ้อมกันใหม่ มาถาม มาทวนกันดูว่า เราไม่มี ผู้ที่จะเข้ามาใหม่ ก็ขอให้แน่ใจ ขอให้ปฏิบัติ จนรู้ความจริงว่า เป็นขั้นตอน ที่เราควรได้ ควรมี และแน่ใจว่า เราจะมาสู่ทางนี้ ที่เป็นทางอันประเสริฐ แสนประเสริฐสุดนี้ เอาให้จริง อย่าหลงใหล หลงเลอะ ถ้ามันดีแล้ว ก็จงมาเถิด ไม่มีทางใด สูงกว่านี้อีก จริงแล้ว ก็จงทำเถิด ให้แน่ใจให้จริง อย่าหลง อย่าพร่า พยายาม สุดประเสริฐของมนุษย์ มีเท่านี้

ก็ขอจบเท่านี้

 


มาฆบูชามหาฤกษ์ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘
พิมพ์โดย นัยนา ๒๕ กันยายน ๒๕๓๒
ตรวจทานโดย ปราณี ๒๖ กันยายน ๒๕๓๒