สงบฤาษี สงบพุทธ (ตอน ๑)
โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ ๔ ต.ค. ๓๒ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ท่านผู้ใฝ่ใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาก็ยังจะเทศน์ ถึงเรื่อง งานการอีกน่ะ มนุษย์ก็คือ เป็นผู้มาใช้กรรม หรือเป็นผู้มา ใช้งานการ มาเป็นตัวบทบาท ของงานการ นั่นแหละ อาตมา ก็ขอยืนยันนะว่า ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ สอนเรา ให้เป็นผู้มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้ว ไม่มีกิเลส คำว่า ไม่มีกิเลส คำนี้นี่แหละ เป็นตัวที่มันพูดกัน ไม่ค่อยรู้เรื่องกัน ทุกวันนี้

ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันเพี้ยน เอนเอียงไปในด้านฤาษี เป็นผู้ที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อนิพพาน โดยอธิบาย แล้วก็พยายาม ชี้คำว่า นิพพาน นั้นคือผู้สงบ คำว่าความสงบ คำเดียวของเขา นี่แหละ มันอธิบายกันได้ คนละเรื่องเลย ถ้าจะไปอธิบายสงบ อย่างชาวโลก เขาอธิบาย หรือว่าอย่างทั่วไป อธิบาย มันเป็นแบบความสงบ อย่างพาซื่อ ความสงบ แบบเถรตรง เหมือนคนไม่เดียงสา อะไรยังงี้ เป็นความสงบ ที่เขาเข้าใจอย่างนั้น อาตมาเห็นว่า ความสงบ ชนิดนั้นน่ะ มันไม่มีประโยชน์อะไร มากมาย เขาถือว่า เป็นประโยชน์ตนนะ ความสงบ ที่เป็นประโยชน์ตน เขาได้สงบ จริง เขาก็ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย เขาก็ไม่ได้ เดือดร้อนอะไร ทีนี้ เขาก็มา อธิบายกัน ในโลกนี้ว่า คนที่ไม่ต้อง วุ่นวาย เรื่องโลกนี่นะ ไม่แย่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ อะไรใคร หยุดเฉยๆนี่ มันก็ดี มันก็เป็นขั้นตอน ที่ไม่ง่ายนักเหมือนกัน ไม่ไปติดใน รสอร่อย ของโลกนะ จะไปเสพย์อร่อยๆ เอร็ดอร่อย สุข สุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีกาม มียศศักดิ์ฐานะ มีลาภ มีอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ไปแย่งไปชิงกัน ได้มาก็เอร็ดอร่อย ชื่นอกชื่นใจ เป็นสุข ถ้าคนไม่เอาเรื่อง เหล่านี้นะ รักสงบอยู่ พอมีพอกิน สันโดษ มักน้อย นี่ศาสนาหลายลัทธิ เขาเข้าใจ แล้วเขาก็พยายาม พากเพียรกันมา ถึงแค่นี้ มันก็ไม่ง่ายนักอยู่

ทีนี้ศาสนาพุทธนั้น ลักษณะที่ว่าเราเอง เราไม่ไปหลงใหลได้ปลื้ม กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ไปแย่งชิง แล้วก็ไม่ไปเป็นทาส สิ่งเหล่านี้ ไม่ไปหลง เอร็ดอร่อย แม้แต่กระทั่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนี่ ศาสนาพุทธเรา ก็แน่ชัดว่า เราเอาด้วย สงบจากกิเลส ที่จะบำเรอตน อย่างนั้นจริงๆ แต่นอกจาก จะสงบอย่างนั้นแล้วนี่นะ ของพุทธยังสงบ อย่างมีบทบาท มีจักรกล มีความขยัน หมั่นเพียร มีแรงสร้างสรร อย่างมีอิทธิบาท ๔ ยิ่งสงบของพุทธนี่ ยิ่งมีผลงาน ยิ่งสงบ ยิ่งทำงาน ยิ่งสงบ ยิ่งไม่นิ่ง แต่ของแบบฤาษีแบบอะไรนี่ ยิ่งสงบมันยิ่งนิ่ง นิ่ง ไม่ทำงาน งานการที่เคยทำ เคยเป็น เคยมี หยุดไปเสียอีก ไม่ทำ ประโยชน์อะไร ให้แก่ใครเลย ตัวเองว่าตัวเอง ได้ประโยชน์ คือตัวเอง ไม่ต้องไปเป็นทาส โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็นั่งนิ่งๆ แต่ก็รับของเขา กินๆใช้ๆ จากที่คน เขาเอามาถวาย เขาเอามา ประเคน เขามาศรัทธาเลื่อมใส คือสงบ แบบนี้ คนเขาก็เลื่อมใส แล้วเห็นง่ายด้วยนะว่า สงบจริงๆ คือมันอยู่เฉยๆ มันเหมือนกับ ไม่มีความอยาก อะไรเลย

ทีนี้สงบอย่างของพระพุทธเจ้านี่ เหมือนกับมีความอยาก โอ๊! อย่างนี้ มันไม่สงบจริง มันยังอยากอยู่เลย ยังอยากทำงาน ยังอยากโน่น อยากนี่ ยังอยากสร้างสรร ยังอยากช่วยเหลือเฟือฟาย คนโน้นคนนี้ มันอยากดัง มันอยากได้รับ คำชมเชย ดีไม่ดีแฝงๆ นะนี่ มันอยากได้ลาภ ได้ยศอยู่นี่ มันแฝงๆอยู่นี่ แฝงๆนี่ เขาไม่ค่อยเชื่อใจ จริง เขามีสิทธิ์ ที่จะระแวง เขามีสิทธิ์ ที่จะไม่เชื่อใจ ทีนี้สัจจะมันมี สัจจะมันมีได้ไหม มีได้ สงบที่ว่านี่คือ สงบกิเลส กิเลสมันหยุด กิเลสมันตาย กิเลสมันสงบ กิเลสมันเห็นแก่ตัว หรือว่า มาเพื่อตัวกู ของกูนี่ มันไม่มี มันสงบจาก การที่จะบำเรอตน จะเอามาให้กู แม้จะมีแรงงาน มีความกระตือรือร้น มีจิตใจที่ปรารถนา สร้างสรร ประสงค์สร้างสรร ก็สร้างสรร เพื่อผู้อื่น เสียสละ สร้างสรร มีความรู้ ความสามารถ มีบทบาทคล่องแคล่ว ฉับไว มีประสิทธิภาพ ทำงานเพื่อผู้อื่น

เพราะฉะนั้น ยิ่งสงบ ยิ่งไม่มีความเห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ได้เสียดายตัวเอง ไม่ได้ เหลือ ความเห็นแก่ตัว อยู่เลยนี่ มันยิ่งเพื่อผู้อื่นได้อย่างชัด มันยิ่งมีบทบาท ทำกันอย่าง แหม! เหน็ดเหนื่อยก็ทนได้ ทำแล้วก็สร้างสรรไป ก็เห็นคุณค่า ของความจริง ว่ามันดีจริงนะ ได้เกื้อกูลผู้อื่นนี่ ตัวเราเอง ก็ไม่ได้ มีการซ่อนแฝง ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ เห็นจริงว่า เราไม่ได้มี ความโลภในลาภ โลภในยศ แม้แต่สรรเสริญเยินยอ ก็ไม่ได้โลภ คนเรา ยิ่งทำงานนี่ มันก็จะยิ่ง ถูกติเตียน คนเรานี่ ยิ่งทำงานนี่ ยิ่งจะมี ข้อผิดพลาด จะมีข้อผิดพลาด บกพร่อง จะโดนตำหนิติเตียน มันไม่ถูกใจใคร ได้ง่ายๆหรอก การทำงานนี่ ใช่ไหม ทำงาน แล้วมันก็จะไป กระทบกระเทือน คนนั้นคนนี้เขา ไม่ค่อยสมใจ ไม่ค่อยเหมาะใจ แล้วยิ่งคนมี กิเลสลำเอียง เห็นแก่ตัว ถ้าตัวเองไม่ได้สมใจก็ว่า เอ๊ะ! ลำเอียง ทีคนนั้น ได้อย่างนี้ ทีคนนี้ได้อย่างนี้ อะไรต่างๆนานา เราจะได้รับ คำติติง ได้รับการกระทบต่อว่า ต่อขานอะไร พวกนี้ ไม่น้อยน่ะ

เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาอีก อบรมฝึกฝนตนอีก ในเรื่องของ การงาน ที่เราทำกับเขานี่ ขนาดเรา ไม่เอาแล้วนะ ลาภ ยศ อะไร เราไม่เอา แต่เราก็ยังจะได้ ติเตียน เขาต่อว่า เขาติเตียน เขาอะไรต่ออะไรอีก ทำมาก มันก็มี ข้อบกพร่องได้ มันมีสิ่งที่ เขาเอง เขายึดเขาถือ เขาก็คิดว่า เราลำเอียงบ้าง เขาก็คิดว่า เราไม่ให้เขา มากกว่านี้ ทำอะไร มันก็อาจ จะไม่สมบูรณ์ เมื่อไม่สมบูรณ์ เขาก็หาว่า เราทำผิดพลาด ถ้าไม่สมบูรณ์ นี่นะ บกพร่อง ผิดพลาด อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันเป็นธรรมดา คนเรา มันจะไปเก่ง ไปเสียทุกเวลา เก่งไปเสียทุกงาน เก่งไปเสียทุกโอกาส ทุกกิจกรรม กิจการอะไรที่เราทำ มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันต้องมี ข้อบกพร่อง ผิดพลาดบ้าง แน่นอน อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่เรา จะต้องได้มา ซึ่งการติเตียน ยิ่งทำมาก มันก็ยิ่งมีจุด ที่จะต้องได้รับ การติเตียน มามาก แต่เราก็ จะทนให้ได้ แล้วเราก็จะศึกษา ความจริงว่า เออ! เขาติเตียนมา ถูก ดี เราจะได้แก้ไข ทนได้ แล้วเราก็ได้เสียสละ เราก็ได้ ละตัวตน ไม่ถือตัวถือตน ทั้งๆที่เราให้ นี่แหละ เขาจะ ว่าก็ว่า เขาจะติเตียน ก็ติเตียน ไม่เข้าใจ คนไม่เข้าใจแม้แต่ อย่าว่าแต่ คนข้างนอก ไม่เข้าใจเลย แม้แต่คนหมู่เรานี่ พวกเราก็ยังมี คนไม่เข้าใจกัน ไม่เข้าใจตัวเรา เราทำดีแล้ว เขาก็ยังมีอย่างโน้น อย่างนี้ อะไร ติเตียนพวกเรา ติเตียนเราเอง ตัดรอนบ้าง อย่างโน้น อย่างนี้บ้าง ห้ามกั้นบ้าง มีโทษมีทัณฑ์อะไร ให้แก่เราบ้าง พวกเราก็ลงโทษ ลงทัณฑ์กันเอง อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆที่ทำ ไม่ได้เอาตังค์ด้วยนะ ไม่ได้เอาลาภ เอายศ อะไรหรอกนะ ยังมีลงโทษลงทัณฑ์ พวกเราอีก ถ้าเราเข้าใจดีๆ ก็บอกว่า นี่เป็นเรื่องดี นี่เป็นเจตนาดี เป็นเรื่องที่ จะได้ปรับปรุง ตัวเรายิ่งขึ้น ไม่ใช่มาแกล้งกัน เมื่อไม่ใช่เรื่องแกล้งกัน เขาตัดรอน เขามามีโทษทัณฑ์ อันนั้นให้แก่เรา ได้ให้เราได้รับ ทั้งๆที่เรา ไม่ได้มีรายได้ ไม่ได้มี สิ่งที่เราจะเอามา ให้แก่ตัวเอง อย่างที่กล่าวแล้วนี่ มันก็เป็นเรื่องดีนะ

เพราะฉะนั้น ใจเราต้องกว้าง ใจเราต้องมอง ให้ชัดเจน ใจเราต้องเห็นดีๆ ว่า เอ๊ะ! ที่เราทำอย่างนี้ เขามาทำกับเรา อย่างนี้นี่ มันเป็นการ ทำให้เรา เสื่อมเสีย มันทำให้เราตกต่ำ หรือเปล่า ที่จริง มันไม่ได้ตกต่ำ ไม่ได้เสื่อมเสีย แม้ว่าเราจะทำงาน ในหน้าที่ใด หน้าที่หนึ่งอยู่ เสร็จแล้ว เราทำไป เขาก็ไม่เห็นด้วยว่า เอ๊! เราทำไปนี่ ไม่ได้ผลดี เขาก็มาห้าม มากั้น หยุด ปลดเราซะ ไม่ให้ทำงานนี้ เราก็ไม่น่าจะเสียใจ อะไรเลยนะ เพราะว่า เราไม่ได้ทำอย่างโลกนี่ เราไม่ได้ทำเอาลาภ เอายศ เอาสรรเสริญ อะไร เราก็ทำช่วยเหลือ เฟือฟายไป ไม่ได้ทำงานนี้ งานอื่น เราทำได้ไหม เราก็ทำงานอื่น ก็ไม่ได้ปิดได้กั้นเรา มีงานอื่นให้ทำอีก งานนี้เขาปิด ไม่ให้เราทำ เปลี่ยนไป เราก็ไม่น่า จะต้องไป ไม่สบายใจอะไร เราต้องมอง ให้ออกว่า พวกเรามีเจตนาร้าย ต่อกันจริงๆหรือ ทั้งๆที่เรามี เจตนาดีนะ มาทำงาน ไม่ได้มากอบโกย ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรนะ เรามาออกเรี่ยว ออกแรง

เพราะฉะนั้น ในความลึกซึ้งแล้วนี่ เราจะต้องมอง ให้ลึกซึ้งจริงๆ ให้เห็นว่า เอ๊! ถ้าเราไปคิด แม้แต่อย่าง อย่าไปพูดถึงว่า เขาห้ามเราแล้ว เราก็ไม่ได้ทำงาน อันนั้นอันนี้ เพื่อจะดูว่า เป็นบทบาท คุณค่าของเรา ที่จะไปมี ต่อสังคม เราก็นึกว่า เอ๊! ทำไมไม่ปล่อยให้เรา ทำงานบ้าง เราก็เลย น้อยใจ ที่เราไม่ได้ทำงาน อย่างนี้เป็นต้น เราก็ไม่ต้อง ไปน้อยใจหรอก มองในมุมกลับไปอีก ให้ได้ว่า เขาน่าจะมีเจตนาดี ไม่ใช่หมายความว่า ตัดรอน ไม่ให้เรา ทำดีทำเด่น อะไร น่าจะเป็น เจตนาดีว่า เราน่าจะได้ไปทำ ในสิ่งที่มันจะเป็น การพัฒนาเพิ่มขึ้น กว่านั้น อะไรพวกนี้ ถ้าเผื่อว่า เราคิดอย่างนี้ได้ การละตัวตน การยึดติด ว่าตัวตน จะต้องถือสา ติดยึดอะไรๆ อย่างนี้อยู่ มันก็ยังมีจริง เพราะนี่มันเป็น รายละเอียด เป็นบทฝึกหัดที่จริง ของแต่ละบุคคล เป็นการได้ล้าง ได้ละได้ลด เราก็ปล่อยวางเสีย เออ! เขาห้าม เขาหยุด เขาปิดกั้น เราไม่ต้อง ไปถือสา อาฆาต เคียดแค้น โกรธเคือง ว่าเขาทำอย่างนี้ กับเราได้นะ ไม่ต้องเลย นั่นแหละ เราจะได้เป็น ผู้ละตัวตน ละกิเลสอัตตา มานะ ถือตัว ถือดี ถืออะไรต่างๆ หรือแม้แต่ที่สุด ไม่เหลือมานะ ไม่เป็นมานะ ก็เป็นอัตตา เป็นตัวตน ตัวเราอยู่ว่า เอ๊! เรานี่ ทำไมเขาด่าไม่ได้ เขาว่าไม่ได้ เขาทำอะไรไม่ได้ เขาทำอะไรก็ได้ แม้จะทำให้เราเสียหาย เรายอมได้ แสดงว่า เรายิ่ง ไม่มีตัวตน เท่านั้น แม้เขาจะทำให้เรา เสียหายก็เถอะ อย่างนี้เป็นต้น

อย่างอาตมานี่ โดนด่า โดนว่า โอ้โหย! ช่วยสังคมเขาอยู่ขนาดนี้ เขาก็หาว่า เดรัจฉาน เขาก็หาว่า เป็นผู้ที่จะมาเป็น เสี้ยนหนามศาสนา จะมาทำร้าย ทำลาย อย่างนั้น อย่างนี้ สารพัดที่เขาจะว่า อาตมาไม่ใช่ไม่รู้นะ ก็รู้ ถ้าจะนึก ในแง่ศักดิ์ศรี ในแง่เจตนาดี ในแง่ความจริงใจ ของเรา เราก็ว่า เราทำจริงใจ เจตนาดีทุกอย่าง ศักดิ์ศรีอะไร มันมีทั้งนั้นแหละ แต่อาตมาก็ว่า นั่นมันเป็นตัวตน ทั้งนั้น มันเป็นตัวตน ของเราทั้งนั้น มันอาจจะจริงด้วยนะ ไม่ใช่อาจหรอก มันเป็นจริง จริงๆด้วยว่า เราทำดี จริงๆนี่ มันเป็นดี มันเป็นจริงๆด้วยนะ ขนาดนั้นก็ตาม ถ้าเราไม่เรียนรู้ อย่างลึกซึ้งแล้ว เราก็จะเหลืออัตตา ยังเหลือตัวตน ขนาดอาตมา ก็แค่นี้ พระพุทธเจ้า ยิ่งกว่าอาตมา โดนด่าเหมือนกัน ลักษณะอย่างโน้น ก็ยังโดนด่า โดนว่า

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ตาม เราก็ตาม ใครก็ตาม เรามาศึกษา เป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็ต้องวาง เหมือนพระพุทธเจ้า ไม่ต้องให้มีอัตตา ไปรองรับ ไม่เป็นไรหรอก เขาจะว่า ก็เรื่องของ ความไม่เข้าใจ ของเขา ถ้าเราดีจริงแล้ว เขาไม่ให้ทำ ก็ไม่เป็นไรนี่ เราก็ไม่ได้ทำ ไปแลกลาภ แลกยศ แลกสรรเสริญ อะไรดังกล่าว เราก็ทำ เพื่อสร้างสรร นั่นแหละ เป็นประโยชน์ประชาชน เมื่อเขาไม่ให้ทำ เขาจะให้ คนอื่นทำ ก็ไม่เป็นไร เราก็ไปทำอันอื่น ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้ามกั้น ไว้เสียทั้งหมด ใช่ไหม ก็มีโน่น มีนี่ ที่จะให้ทำ เราก็ทำไป เราก็ได้สร้างสรร อยู่นั่นเอง โดยเฉพาะ มันเป็นบทฝึกหัด ที่เราจะได้ ลดละ อัตตายิ่งๆขึ้น ขอให้พวกเรา จำไว้ ไม่เช่นนั้น มันก็ไม่หมดอัตตา แล้วมันก็เหลือเชื้อ เหลืออะไร ก็เลยกลายเป็น การกินแหนง แคลงใจ เป็นทุกข์ มันอย่างน้อยก็เป็นทุกข์ในใจว่า เรายังถือสา โกรธเคือง ไม่ประสาน ไม่วางปล่อย ยังมีอะไร ข้องๆขัดๆอยู่ในใจ อยู่นั่นเอง นี่เป็นเรื่อง ที่จะต้องศึกษาต่อไป แล้วเราต้อง กระทำจริงๆ

เพราะฉะนั้น ในการงานที่เราทำอยู่ ทุกวันนี้นี่ คนเข้าใจไม่ได้ ตรงที่ ประเด็นสำคัญ ที่อาตมาพูด แล้วว่า สงบของพระพุทธเจ้านี้นี่ เป็นสงบ ที่มีการงาน สงบ ที่มีบทบาท สงบที่จะต้อง สร้างสรร ซึ่งเหมือนกับ เราอยากน่ะ เราต้องมีเจตนารมณ์ เราต้องมี ความมุ่งหมาย ต้องมี อากังขาวจร หรือ อิจฉาวจร เรียกว่า ความปรารถนา คนเราต้องมี ใช่ไหม ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความเป็นไป ที่จะมุ่งมาดปรารถนา เจตนา แล้วจะทำอะไรได้ มะลื่อทื่อ เฉื่อยๆ อะไรก็ไม่มี จุดมุ่งหมายอะไร ก็ไม่มี ความรู้ ความเห็น มันไม่ได้ มันต้องมีจิตวิญญาณ ที่จะมีตัวปัญญา ตัวเข้าใจ ความมุ่งหมาย ทิศทาง แล้วต้องมีแรงด้วย มีกำลังของ ความเพียรด้วย มีกำลังของความเพียร มุ่งมั่น เหมือนกับ หม้อ steam ที่เปิดแรงดัน ออกไป มันถึงจะมีฤทธิ์ มันถึงจะมีบทบาท มันถึงจะมี กำลังอะไร ที่จะไปสร้างสรร อะไรได้ ทำอะไรก็เนือยๆ เฉื่อยๆ อะไรต้าน เตาะไปนิดหนึ่ง ถอยหลังกรูดไปเลย ไม่ต่อ อย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามันเป็นสิ่งดี ก็รังสรรค์ต่อไป เดินหน้าต่อไป มีแรงต่อไป มันต้องอย่างนั้น มันถึงจะสร้างสรร มันถึงจะมีน้ำมีเนื้อ มีฤทธิ์ มีบทบาท กอบก่ออะไร ขึ้นได้ นี่ก็คงเข้าใจนะ

อาตมาพยายาม ใช้ภาษาไทยอธิบาย ขยายความให้ฟัง พวกคุณ ก็คงเข้าใจ ทีนี้เราไม่ได้ทำ เพื่อตัวเราเอง เราทำเพื่อผู้อื่น เขาก็ระแวงว่า เอ๊อ! ทำเพื่อผู้อื่น แล้วเอ็งจะได้รับ คำชมเชย ได้รับคำยกย่อง ก็ไม่เป็นไร อาตมาเคยพูดนะ มันเป็นอุปกิเลส ที่เราหลงของเรา เท่านั้น ถ้าเผื่อว่าจริงๆ เรายังอยากได้ คำชมเชย อยากได้คำยกย่อง นับถือ มันก็เป็น กิเลสของเรา เราก็เรียนรู้ของเรา แล้วเราลดของเรา ให้ได้ซี แม้ว่าเราลดกิเลส ตัวนี้ไม่ได้ แต่คุณทำด้วย บริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ไป แลกลาภ แลกยศ เป็นแต่เพียง อยากได้ ให้เขามาชมเชย ดัง เท่านั้น อาตมาก็ว่า มันไม่น่าจะ แหม! หวงแหนอะไร มากมายเกินไป นะมนุษย์น่ะ ทำไมกันเล่า ก็เขาอยากจะได้ คำชมเชยเท่านั้น แล้วเขาก็ลงทุน ลงแรง สร้างสรร ออกจะตายไป ก็ให้เขาบ้าง ไม่ได้เหรอ ถึงแม้ว่า คุณไม่ชมเชย คนอื่นเขาจะชมเชย ก็ไปริษยา เขาทำไม คนอื่นเขาจะยกย่อง สรรเสริญ ก็เขาทำดีจริงๆ มันก็น่า จะเป็นจริง มันก็น่าจะให้เขา เท่านั้น อย่างพระพุทธเจ้านี่ ท่านทำ ได้รับคำสรรเสริญ ชมเชย จนกระทั่ง ถึงจนป่านนี้นี่ คำสรรเสริญ ยกย่องบูชาเคารพ ท่านไม่ได้อยากได้นะ ท่านเรียนรู้ ของท่านเอง เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เรามาลด มาละ กิเลสอันนี้เอง ห้ามไม่ได้หรอก คนที่ทำดี สิ่งเป็นคุณค่า ประโยชน์ แล้วคน จะชมเชย ยกย่อง สรรเสริญ บูชาบ้าง มันห้ามกัน ไม่ได้หรอก มันไม่ใช่ เรื่องเสียหายอะไรนี่

ข้อสำคัญ ตัวเราเท่านั้น รู้เท่าทันกิเลส ที่เราไปหลงใหล ได้ปลื้ม ยินดี ในคำสรรเสริญ ชมเชยนั้นไหม เท่านั้นแหละ เราละกิเลสนั้น ได้ไหม ถ้าละได้ ก็จบ ละได้ก็สงบ ละได้ก็บริสุทธิ์ เราก็รังสรรค์ไป แล้วบทบาท การงาน เหล่านี้นี่ คนเข้าใจยาก เพราะมันย้อนแย้ง กับคำว่าสงบ อย่างพาซื่อ คำว่า สงบอย่าง.. มันไม่เดียงสา มันอะไรล่ะ มันซื่อบื้อ มันพาซื่อ เถรตรง อะไร อื้อ! คำว่าสงบ แบบเชยๆ แบบหมากรุก ชั้นเดียวน่ะ ลักษณะความสงบ แบบตื้นๆน่ะ พาซื่อตื้นๆ เถรตรง หยาบๆ ง่ายๆ สงบก็คือ นิ่งๆ เฉยๆ สงบแบบ naive ภาษาอังกฤษมัน naive หรือ innocent naive แบบพาซื่อ แบบไม่เดียงสา แบบตื้อๆ ไอ้สงบอย่างนั้นง่าย ใครก็เข้าใจ

ทีนี้สงบแบบลึกซึ้ง อย่างที่ของพุทธ ที่อาตมากำลังจะบอก พวกคุณนี่ สงบความมีกิเลส ในตัวเรา เพื่อเรา เพื่อตัวกูของกู มันหมด แต่เพื่อผู้อื่น เพื่อสร้างสรร เพื่อความเกื้อกูล ช่วยเหลือ อะไรต่างๆ อยู่นี่ โอ๋ย! มันไม่สงบหรอก มันออกจะแรง เอาด้วยนะ มันมีพลังด้วย เป็นพลังสร้างสรร เป็นพลัง สงเคราะห์ เป็นพลัง การงาน เป็นกำลังแห่งการงาน อันไม่มีโทษ เป็นพลังแห่ง อนวัชชพลัง พลังแห่งการงาน อันไม่มีโทษ เป็นพลังแห่ง การสงเคราะห์ผู้อื่น เป็นสังคหพลัง ด้วยปัญญา ที่มีกำลัง ด้วยพลังความเพียร ที่มีกำลัง มันเป็นกำลัง จริงๆนะ กำลัง มันก็ต้องออกไป มันต้องดัน ต้องสร้าง ต้องสรรอยู่ มันจะไปอยู่ นิ่งๆเฉยๆ ไม่มีบทบาทได้ยังไง มันต้องทำ มันต้องคิด

อาตมาเมื่อกี้นี้ ท้วงทางด้านหมอ ที่เขามาวัดค่าความสงบ ความอะไร ต่ออะไร ต่างๆนานาพวกนี้ อาตมาก็เลย ให้ข้อคิดว่า สงบของพุทธ มันไม่ได้สงบ จะเอาเครื่อง มาวัดนี่ ลำบากนะ วัดคลื่นสมอง วัดอะไร ต่ออะไร ต่างๆนานา เอ๊! มาวัดสมองคลื่นสมอง พวกเรานี่ มันก็ไม่สงบซี ใช่ไหม มาวัดคลื่นสมอง พวกเรา มันก็คิดน่ะ มันก็มีสัมมาสังกัปปะ มันก็ทำงานน่ะ จะวัดรู้เรื่องหรือ ถ้าจะไปเอา เข้าใจภาษาตื้นๆๆๆ ว่าไปวัด คลื่นสมองพวกนี้ สงบนี่ เขาก็นิ่ง ไม่คิด ไม่อะไร เอ๊อ! คุณวัดได้ค่าดี พวกนี้สงบดี คงออกมาแน่ เครื่องวัด มันจะไปเก่งขนาดไหน ก็แค่วัตถุธรรม มันจะมาแยกออกหรือว่า คิดชั่ว หรือคิดดี ใช่ไหม มันวัดไม่ออกหรอก ว่าคิดชั่วหรือคิดดี คิดเห็นแก่ตัว หรือว่า คิดเห็นแก่ผู้อื่น มันไม่รู้หรอก วัดออกหรือ เครื่องมือ มันวัดออกได้ยังไง นี่สร้างเพื่อผู้อื่น นี่สร้างเพื่อตัว มันวัดออกได้หรือเครื่องมือ ไอ้มิเตอร์ พวกนี้ บอกว่า มาวัดคลื่นสมอง ว่าจะมีความสงบ มีความเย็น อะไรแค่ไหน โอ๊ย! ดีไม่ดี มันจะร้อนเอาด้วย มันไม่เย็นน่ะ เพราะมันทำงานอย่าง แหม! นี่ คลื่นสมอง มันก็ทำงาน อย่างนี้ มันจะไปเย็นอะไรล่ะ จะไปวัดค่า ออกมายังงี้ อาตมา ก็ให้ข้อคิดเขา บอกว่า แหม! ยากนะ พุทธศาสนา นี่ลึกซึ้งนะ วัดค่าของกิเลสนี่ วัดยาก กิเลสมันมี เงื่อนไขอยู่ว่า มันเพื่อตัวเพื่อตน เพื่อตัวกู ของกูน่ะกิเลส ถ้าไม่เพื่อ ตัวกูของกู เพื่อผู้อื่นนี่ มาเรียกกิเลสไม่ได้นะ

นี่เป็นพลังสร้างสรรนะ ในโลก ต้องการพลังนี้ อย่างมากเลยนะ จะไปเอาอย่างฤาษี นี่เขาถึงบอกว่า ศาสนาอย่างฤาษี ถ้าบอกโลกุตระนี่ เห็นไหม คนเข้าใจผิด ในทางศาสนาพุทธ แม้อยู่ในเมืองไทยนี่ เขานับถือ ว่าเป็นปราชญ์ ก็ตาม เข้าใจศาสนาพุทธผิด แล้วบอกว่า โอ๊ะ! อย่าเอาศาสนา โลกุตระ เอาไปนิพพานนี่ มาสอนคน เพราะนิพพานนี่ มันประโยชน์ส่วนตัว นิพพานนี่ ท่านไม่ทำอะไรแล้ว ท่านไม่ยินดียินร้าย อะไร ท่านไม่โลภ ท่านไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านไม่เอาอะไร แล้วท่านก็นิ่ง ไม่สร้างไม่สรรอะไร เอามาพัฒนา ประเทศชาติ ไม่ได้หรอก อย่าเอาโลกุตระ มาพัฒนา ประเทศชาติ แหม! อาตมาแล้ว อื้อหือ! ปราชญ์หนอปราชญ์ มันน่าปาด ปราชญ์หนอปราชญ์ มันน่าจะปาด ปาดปากนะ ไม่ให้พูด พูดมาผิดๆ เพี้ยนๆอย่างนี้ ใช้ได้หรือ นี่เข้าใจศาสนาพุทธ ไม่เพียงพอ

อาตมาทุกวันนี้ดีนะ ได้เอาสูตรต่างๆ ของพระพุทธเจ้านี่ มาขยายความ มายืนยัน ยืนหยัด พวกคุณ ก็เข้าใจชัดขึ้น ใช่ไหม เสร็จแล้ว เราได้เข้าใจ ชัดขึ้น แล้วเราเป็นไป ได้ไหม ทฤษฎีของ พระพุทธเจ้า เป็นไปได้ไหม มันรู้สึก จะย้อนแย้งอยู่นะว่า เอ๊ะ! สงบ แล้วทำไม ยังมีบทบาท สงบ ทำไมยังขยัน สงบ ทำไมยังสร้างสรร อะไรต่ออะไรอยู่ แบบนี้ มันอยากนี่ เอ้า! แล้วอยากไม่ได้หรือ อาตมาเรียกว่า วิภวตัณหา เป็นตัณหา อุดมการณ์ อยากไม่ได้หรือ ไม่ได้อยาก มาให้ตัวเองนี่ ไม่ได้เอามา บำเรอตน ไม่ได้เอามา แลกลาภ แลกยศ แลกสรรเสริญ แลกแม้แต่ อารมณ์โลกียสุข ที่จะบำเรอว่า โอ๊ย! ได้ทำแล้วก็มันดี เป็น กัมมรามตา เป็นการงาน ที่ยังมีความติดงาน แล้วก็มันดี เอร็ดอร่อยอะไรนี่ มันก็ไม่ได้ มีกิเลส ถึงขนาดอย่างนั้น ซึ่งมันลึกซึ้งมากเลย คมฺภีรา ทุทฺทสา ทุรนุโพธา ลึกซึ้ง เห็นตาม ได้ยาก รู้ตามได้ยากจริงๆ

อาตมาพูดนี่ ก็ไม่รู้ว่า พวกเราจะรู้ตาม ได้ขนาดไหนหรอกนี่ ไม่ใช่ว่า ดูถูกนะ ฉลาดกันบ้างไหมล่ะนี่ หรือเข้าใจลึกซึ้ง กันบ้างไหม ไม่ง่ายนะ แล้วยิ่ง จะมาแยก วิเคราะห์วิจัยกิเลส ให้ออกจริงๆเลยว่า เอ๊! นี่มันทำ เพื่อผู้อื่นจริงๆ บริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเปล่า หรือว่า เราทำเพื่อ จะได้อย่างน้อย ไม่เอาลาภแลก มาเป็นชิ้น เป็นอัน ไม่ได้ยศได้ตำแหน่ง แต่มันก็ได้ สรรเสริญเยินยอ ซึ่งมันห้ามไม่ได้ อาตมาบอกแล้ว แต่ต้น มันไปห้าม คนที่เขาเห็นดี เห็นชอบ เขาก็ต้องสรรเสริญ เยินยอ มันห้ามไม่ได้หรอก คนที่เขาเข้าใจว่า เอ๊! อย่างนี้เป็นเรื่องของ เสียสละ เป็นเรื่องสร้างสรร เป็นเรื่องดีนี่นะ เป็นประโยชน์ต่อ มนุษยชาติ ประชาชน แล้วจะไปห้ามเขา ไม่ให้เขาชมเชย ยกย่อง มันห้ามเขา ไม่ได้หรอก เป็นแต่เพียงว่า เรานี่มีกิเลสฟูใจ ในคำชมนั้นหรือไม่ เท่านั้นเอง

ถ้าเราไม่มีกิเลสฟูใจ ในคำชมนั้น ก็หมดตัวหมดตน ตรงนี้ มันก็แฝงอยู่นี่ เราจะต้องการ คำชมเชย หรือเปล่า ชื่นใจ มันยังสุขใจ ได้ตำหนิติเตียน แล้วก็หม่นหมอง ได้ตำหนิติเตียน แล้วก็เกิดฝ่อ เกิดลดกำลังใจ แหม! ไม่มีกำลังใจ จะทำงานแล้ว ท้อแท้แล้ว เพราะเขาติเตียน เพราะเขา ไม่ชมเชย เพราะเราไม่ได้ เราต้องการ ถ้าเราต้องการ คำชมเชยอยู่ หรือว่า ไม่ชอบให้ติเตียนอยู่ เราก็ไม่มีกำลัง แต่ถ้าเราลดความ เอ๊อ! ติเตียนก็ติไป เขาติ เราก็เอามาวิจัย วิเคราะห์เอา เขาติเตียน มันถูกต้องไหม เออ! มันบกพร่อง เอ้า! ขอบคุณเขา

ถ้ามันไม่เป็นจริง ติเตียนมา มันผิดพลาดนี่นะ ก็เข้าใจ ไม่ถ้วนรอบ ข้อมูล หรือความจริง อะไรต่างๆ เขาไม่รู้ เขาก็ติเตียนเรา ก็ไม่เป็นไรนี่ เขาจะติเตียนเรา ก็ดีแล้วนี่ ไม่ได้จ้างสักบาท มาติเตียนให้ มามองมุม มองเหลี่ยม มองแง่ มองเชิง ที่มันน่าตำหนิ ติเตียนให้ ขอบคุณเขาซะ

แม้เขาจะเป็นเครื่องวัด เครื่องติเตียน ที่ยังไม่แหลมคม ยังไม่เฉลียวฉลาดพอ ไม่ถูกความจริง ก็ไม่น่าจะต้อง ไปว่าเขาน่ะ อย่าว่าแต่เขา มาติเตียน เพื่อก่อเลย ต่อให้เขามาติเตียน เพราะว่า ความเขาโกรธ เขาชัง แล้วก็ติเตียน หาเหตุหาผล มาให้ด้วย เอ้อ! เอา ต่อให้ด้วย โกรธก็ช่าง แต่หาเหตุหาผล มาให้ด้วยนะ แหม! มองมุม มองเหลี่ยม แง่นั้น เชิงนี้ เออ! มันดีเหมือนกันนะ เราก็จะได้วิเคราะห์ วิจัยตัวเราเองว่า เออ! จริงด้วยนะ เหตุผล อย่างนี้ๆนี่ เราก็ได้แก้ไข ปรับปรุง ตัวเราเหมือนกัน

แม้เขาจะแฝงมา ด้วยความเกลียดชัง หาแง่อะไร ที่มันเสียหาย มาให้อย่างชัดๆ เจนๆ เอ้า! มันก็ดีน่ะศิ เราคิดไม่ออก เขาคิดให้ด้วย ไม่ได้จ้างได้วาน เสียหน่อย ก็ขอบคุณเขา

เพราะฉะนั้น การติเตียนนี่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า เหมือนเขา ชี้ขุมทรัพย์นะ ต้องอ่านให้ออก ดี เพราะฉะนั้น เราทำงาน ที่ไม่มีกิเลส แม้ติเตียนก็ได้ ชมเชยก็ไม่ฟูใจ ไม่มีตัวตน เราก็รังสรรค์ต่อไป สร้างสรรต่อไป บทบาทการงาน พวกนี้แหละ เป็นบทบาทการงาน ที่เป็นอุดมการณ์ เป็นความเป็นไปได้ เป็นหลักทฤษฎี ของพระพุทธเจ้า อาตมายืนยันว่า จะเป็นคุณธรรม ที่จะกอบกู้ ความล้มเหลว ของสังคมได้จริงๆ

ทุกวันนี้ เราแก้ปัญหาของสังคมไม่ได้ สังคมมันล้มเหลว มันมีแต่ การเห็นแก่ตัว เอาเปรียบเอารัด คนที่จะมาพยายาม สร้างสังคม ช่วยสังคม ด้วยการเสียสละ จริงจัง จริงใจ อย่างนี้นี่ มันหาได้ยาก ทุกวันนี้ คนของสังคม ชาวอโศก ไปแสดงตัว ไปมีพฤติกรรม บทบาท ซึ่งเขาก็ต้อง ระแวงน่ะ แต่เอาเถอะ ถ้าเราจริงจังนะ เราเป็นคน บริสุทธิ์ใจ ซื่อสัตย์ สุจริต จริงจัง จริงใจ ที่จะสร้างสรร ทำงานจริงๆ เราก็บำเพ็ญตน อบรม ฝึกฝนตน ได้เป็นคนดี อย่างนั้นจริงแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก เขายังไม่เชื่อ วันนี้ เอ้า! อีก ๒ ปี เขาก็ค่อยเชื่อ ๒ ปีไม่เชื่อ ๔ ปี ก็คง จะพอเชื่อมั่ง ๔ ปีไม่เชื่อ ๖ ปี ๖ ปีไม่เชื่อ ไม่เป็นไร ทำอีก ๘ ปี ๘ ปี ไม่เชื่ออีก ๒๐ ปี ถ้ายังไม่ตายก่อน ทำไป ถ้าเราจริงจัง เราก็ต้องทำ อย่างเก่า นั่นแหละ ซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ จริงใจ อยู่อย่างนั้นแหละ มันของแน่ๆ อย่างนี้

ถ้าเผื่อว่า เราเป็นคนจริง ที่มีคุณธรรมขนาดนั้น จริงแล้ว สร้างสรรไปเลย เขาไม่ชมเชย เขาเห็นไม่ได้ ก็เป็นความตาบอด ตามืดของเขา หรือเป็น ความขี้ระแวง ของเขา แต่ความจริง เราได้ทำดีแล้ว เป็นบุญแล้ว ใช่ไหม บุญมันไม่ขึ้นกับเขานี่ บุญมันขึ้นกับเราเองน่ะ มันกุศลกรรม ของเราก่อ ของเราเอง ก็สร้างเข้าไปซี เท่าไหร่ๆ มันก็เป็นของเรา เป็นมรดกของเรา เป็นกัมมทายาโท ของเรา อยู่แล้ว จะไปทำไม เขาไม่ชมไม่เชย ก็ไม่เป็น ปัญหาอะไร เขาจะติเตียน ก็บอกแล้ว ก็เอามาพัฒนา แก้ไขปรับปรุง ถ้าเขาไม่ติเตียน เสียอีกซี เราผิดพลาด ก็ไม่รู้ตัว เราก็อาจจะลำเอียง เข้าข้างตัวเองก็ได้ เขาติเตียนให้ เป็นบุญอยู่แล้ว ช่วยมอง ช่วยวิเคราะห์ วิจัยให้ ดี ดีน่ะ

เพราะฉะนั้น เรื่องของการงาน กับเรื่องของความสงบ ที่อาตมา เอามาขยายความ ขณะนี้ ให้เข้าใจ ให้ได้ว่า ความสงบของ ศาสนาพุทธนั้น เป็นคนสงบ จากกิเลส ไม่ใช่ว่าเป็นคนสงบ แล้วก็ไม่ทำงาน แล้วก็ไม่มี บทบาทคุณค่า ไม่สร้างสรรอะไร ไม่ใช่เลย ตัวนี้แหละ คนเขา ยังไม่รู้เรื่อง คนเขา ยังมองไม่ออก แล้วคนเขา ยังไม่เข้าใจ มันพาซื่อ อย่างที่กล่าวแล้ว มันเข้าใจ เอนเอียง ในความหมาย เขาไปเข้าใจ ความหมาย สงบ เป็น แบบมะลื่อทื่อ เป็นแบบพาซื่อ แบบเถรตรง อย่างที่กล่าวแล้ว

เพราะฉะนั้น ความสงบของพุทธ ของเรานี้ จึงลึกซึ้ง แล้วมีคุณค่า เห็นไหมว่า ลึกซึ้ง แล้วมีคุณค่า อย่างแท้จริงอย่างนี้ จะเป็นไปได้มากน้อย จะเป็นไปได้หรือไม่ จะเป็นไปได้มากน้อย ได้แค่ใด มาพิสูจน์กัน มาพิสูจน์กัน ใครเห็นว่า น่าพิสูจน์ไหม น่าพิสูจน์ไหม น่าพิสูจน์นะ ถ้าทำได้แล้ว มันจะเลวหรือเปล่า หือ! มันดีแต่ถ่ายเดียวน่ะ อาตมาว่า มันดีแต่ถ่ายเดียว สังคมต้องการมากนะ ถ้าจะว่าเป็นดีมานด์ ของสังคมนี่ ไอ้นี่เป็น ดีมานด์ มหาศาล ดีมานด์นี้ เป็นการสร้าง ให้แก่โลกนี่ คือสร้างคน สังคมต้องการ คนชนิดนี้ จริงไหม

สังคมต้องการคนชนิด ไม่มีกิเลสเห็นแก่ตัวนี่ แล้วก็เป็นคนขยัน หมั่นเพียร สร้างสรร มีสมรรถภาพ รู้จักการงานที่ดี เป็นการงาน อันไม่มีโทษ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ชั้นหนึ่ง แล้ว วันๆคืนๆ ก็สร้างสรร แล้วมีระบบ ความเป็นอยู่ด้วย ว่าเป็นอยู่รอด มีระบบความเป็นอยู่ด้วย เป็นอยู่รอด แหม! อาตมาพูดไป ก็ออกจะภาคภูมิพวกเรา มันถึงขั้น มิจฉาอาชีวะ ๕ ในข้อ ลาเภ น ลาภัง นิชิคิงสนตา ข้อที่ว่า ไม่ทำงาน เพื่อเอาลาภ แลกลาภ พวกเราก็ทำได้นี่ มันออก จะน่าภาคภูมิ อาตมา ไม่ได้ฟูใจ หรอกนะ ที่พูดนี่ บอกให้ทราบความจริง เดี๋ยวอาตมา จะถูกดูถูก ที่พูดนี่ ไม่ได้พูดด้วยมานะ เดี๋ยวจะถูกดูถูกว่า อาตมาพูดนี่ แหม! เดี๋ยวเขาจะหาว่า เราพูดนี่ เรายังภาคภูมิ ดีใจอยู่ว่า เราทำได้ดี ที่จริงมันดี แม้ไม่ภูมิใจ มันก็เป็นสิ่งดีนั่น อยู่แล้ว อาตมาเข้าใจ อย่างนี้ แล้วอาตมา ก็ทำใจในใจ มีมนสิการ อาตมาทำใจในใจ ของอาตมา เป็นแล้ว อาตมาไม่ได้พูด ด้วยความเหลิง โดยความผยอง หรือว่า โดยความ ระเริงใจอะไร ที่ว่าเราทำได้ดีนี่แล้ว ก็เลยมาระเริง กับความดีนี้ ไม่ใช่หรอก แต่มาชี้ความดีนี้ มาให้พวกคุณ เอาไปพิสูจน์ความจริงว่า อโศก เราทำได้อย่างนี้ จริงไหม

ขณะนี้นี่ มันมีรูปธรรม มันมีตัวจริง มันมีลักษณะจริง มันมีคนจริง ที่ทำอยู่แล้ว เห็นไหม ทำงานไม่ต้องแลกลาภ แลกยศ ที่เคยมีงานการ อยู่เก่า ยศก็สูงกว่านี้ รายได้ก็... ยศก็ไม่ได้เป็นยศ ดีไม่ดี ถูกเหมือนกับ เสียศักดิ์ศรี เหมือนกับ โอ้โฮ! มาทำอะไร งานต่ำๆ อะไรต่างๆนานา เราก็ทำกันได้ อยู่ด้วยซ้ำ บอกแล้วว่า เรื่องสรรเสริญ เยินยอ หรือนินทา มันก็ยังมีได้

แม้แต่ในตัวเราเอง ก็นินทากัน ติเตียนกัน เพื่อจะให้มันพัฒนาขึ้น ติเพื่อก่อ เราก็ยังทำอยู่ได้ ทนได้ หน็อย! ทำไม่เอาตังค์ ยังมาติเตียน กันอยู่ได้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ไม่ได้มาเอาอะไร ยังติเตียนอีก เราก็ยังทนได้อีก สิ่งเหล่านี้ มีตัวจริง ในพวกเราไหม หือ! จะทำไปนาน เท่าไหร่ หือ! ตลอดไป จนตายหรือ พูดเองแล้วนะ พูดเองนะ อย่าขบถนะ ขบถ สั่งประหารชีวิตนะ อย่ากลับกลอก อย่าเปลี่ยนนะ

เราจะเห็นด้วยเหตุผลนี่ มันจริง มันเหลือแต่ว่า เราเป็นไปได้จริงไหม เท่านั้นแหละ ทุกวันนี้ อาตมา ก็พูดซ้ำอีกว่า พวกเราเป็นไปได้ บ้างแล้ว เอาละ มันอาจจะยัง ไม่จริงจังจริงใจ มันอาจจะมี ความขี้เกียจบ้าง บางคราว มันอาจจะไม่เกิด ฉันทะยินดี มันอาจ จะไม่เบิกบาน สดชื่น เพราะว่า มันยังรู้สึกว่า แหม! มันยังฝืนๆ มันยังไม่ยินดีปรีดา ภาคภูมิ อะไรนัก บางครั้งบางคราว มีเหตุปัจจัย ทำให้มันรู้สึกว่า มันไม่เบิกบาน ยินดี ร่าเริง อะไรนัก ก็ต้องเข้าใจ ให้ได้ว่า เรายังบกพร่องอยู่ เราต้องแก้ไข จิตวิญญาณ ของเราเองว่า ทำไม คุณทำดี คุณไม่ยินดี คุณไม่มีฉันทะ คุณไม่เบิกบาน ร่าเริง ทำดีแล้ว ไปเหี่ยวไปห่อไว้ทำไม หือ! ห่อหมักๆเข้า ห่อนานๆเข้า หมักหมมเข้า เหม็นนะ ไปห่อ ไปเหี่ยวทำไม ยิ่งห่อ ยิ่งเหี่ยวด้วย ทำไมไม่เบิก ทำไมไม่บาน ทำไมไปห่อ ทำไมไปเหี่ยวน่ะ ให้มันเบิก ให้มันบานซี เราทำผิดตรงไหน เราทำชั่วตรงไหน เหอ! ไปห่อ ไปเหี่ยวอะไร ต้องเบิกบาน ร่าเริง สง่า ผ่าเผย องอาจ แกล้วกล้า อาจหาญ นี่เห็นเหตุผล ที่จริงให้ได้ แล้วไปทำ ให้ตรงกับความจริง โดยความหมาย ที่อาตมากล่าวนี้

ทุกวันนี้ งานการของเรานี่ ออกไปสู่ประชาชน มีการรังสรรค์ มีการสร้างสรร มีการทำงาน แล้วเราก็มี ระบบของเรา ซึ่งเราศึกษา มามาก ลดไอ้ที่ส่วนเฟ้อ ส่วนเกิน กินน้อยใช้น้อย ลงมาได้ แล้วเราก็ไม่ได้ ทรมานตน นี่เขามาตรวจนี่ พวกหมอนี่ เขามาตรวจนี่ มหาวิทยาลัย มหิดล มาตรวจเช็ก ด้านโภชนาหาร ด้านโภชนศาสตร์ ซึ่งเรากินกัน คนละมื้อเดียว บางคน อาจจะมากมื้อบ้าง ก็แล้วแต่ แต่กินน้อยลงน่ะ แล้วมันเป็นยังไง พวกเรานี่ สุขภาพร่างกาย ก็มาวัดหมดนะนี่ ไขมันใต้ผิวหนังนี่ มันจะอ้วนไปไหม มีไขมัน มีโรคนั่น มีวิตามินเอ บี ซี อะไรต่างๆนานา มียังไงๆนี่ วัด อาตมามีผล ออกมาแล้วว่า อาตมานี่ขาด บี ๑ ว่าอย่างนั้น นอกนั้น เจ๋งเป๋งเลย ทั้งนั้น สุขภาพสมบูรณ์ ขาด บี ๑ แต่ไม่ได้ขาดมากน่ะ ค่าของมัน ออกมานี่ ๒.๑๐ เขาบอกว่า ธรรมดาของเขานี่ จะต้อง ๑.๓๕ นี่ ไม่มาก ไม่มายอะไรหรอก นิดหน่อย ค่ามันมาก ค่ามันไม่พอ ค่ามันขาดไปหน่อยหนึ่ง อาตมาก็บอก เออ! แหม! มันไม่ขาดได้ยังไง อาตมาก็กินผักสด เก่งพอสมควร บี ๑ ไม่เป็นไร ทีนี้กินผักสดมากขึ้น อย่าเอาผัก ที่มีสารพิษมานะ กินอีก อาตมาไม่เกี่ยง กินผักสด อาตมาไม่เกี่ยงจริงๆนะ กินผักสดนี่ กินง่าย เพราะมันกรอบ ผักสดมันกรอบ ถึงแม้มันจะมีบางชนิด มีรสหวานบ้าง มีรสไม่หวาน มีรสเผ็ด รสขื่นบ้างอะไร ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะดงสะเดา อาตมาก็กินได้ ถึงแม้จะมีรสขื่น อะไรบ้าง บางอย่างมันก็มี กินได้ผักสด แล้วผักที่กิน ไม่ขื่น ไม่ขมอะไร กินออกจะหวานๆ ด้วยซ้ำไป กรอบๆ หวานๆ เยอะแยะไป ผักสดน่ะ บี ๑ ขาดเท่านั้นเอง

แล้วไขมันเหรอ พวกเรานี่ เมื่อกี้ค่าออกมา ไม่มีใคร มีไขมันเกินเลย นี่แสดงว่า พวกเรานี่ จะไม่เป็นโรค หัวใจตาย เพราะไขมัน ไม่อุดตัน เส้นเลือดตาย เหตุที่หัวใจวาย หัวใจตายนี่ ไขมันอุดตันเส้นเลือดนี่ เป็นเรื่องง่ายที่สุด แล้วก็ค้นหาไม่เจอ เสียด้วยนะ เพราะเส้นเลือด มันเยอะ แล้วเขาหา ไม่เจอด้วย หัวใจวายนี่ มันเหตุปัจจัย มันมาจาก อันนี้มาก เหตุปัจจัยมาจาก ไขมันอุดตันเส้นเลือด แล้วก็เลย ไปหล่อเลี้ยงไม่ทัน ตายนี่ หัวใจวายอันนี้ นี่เป็นเหตุปัจจัย สำคัญเหมือนกัน พวกเรานี่ บอกว่า โอ! พวกเรานี่ ไขมันอยู่ในอัตรา ที่ไม่น้อยไป และไม่ต้องกลัวเลยว่า ไขมันนี่ โรคโฆเลสเตอรอล เฟ้อนี่ ไม่มีในพวกเรา นี่เขามาวัดไปแล้วนี่ งวดหนึ่ง ๒๐ คน ไม่มีเลย นี่อีก ๒๐ งวดนี้ อาตมาก็คิดว่า คงจะไม่มีอีก

เพราะพวกเรานี่ เป็นพวกที่ มาตรฐานน่ะ เป็นพวกมาตรฐาน สันทัด คน ประเภท พะโล้ หายาก คนผอมนี่ ร่างกายเซลล์ประสาท แข็งแรง อยู่ในมาตรฐานนะ ไม่ต้องกลัวหรอกผอม ถ้าเราผอม เรามีโรคนะ เราไม่แข็งแรง ในส่วนนั้นส่วนนี้ เราก็บำรุงร่างกาย หรือว่า ออกกำลังกายขึ้นมา มันจะขึ้นมาเอง กำลังกายขึ้นมาน่ะ เป็นกล้ามเนื้อ เป็นเซลล์ประสาท ที่จะทำงาน เกิดมาเพราะ การงาน ไม่ใช่เกิดมาเพราะ สภาพที่กิน หรือนอน นอน กิน ให้มันไปสะสม อะไรพวกนี้ มากเกินไป ไม่ใช่ จ่ายเสียด้วยซ้ำ จ่ายแคลอรี่ จ่ายพลังงาน แล้วมันก็เกิดบำรุง ให้เกิดกล้ามเนื้อ ให้เกิดเซลล์ ให้เกิดอะไร ต่ออะไรขึ้น ที่จะเป็นตัวเจริญ ที่แท้จริงด้วย ยิ่งแข็งแรง ยิ่งมีสิ่งที่จะออกมา สร้างสรร เป็นพลังงาน สร้างกำลัง ได้ดีด้วย

นี่เขามาศึกษา เขาบอกว่า น่าสนใจมากเลย ว่ายังงั้น พวกเรานี่ มันเป็นตัวอย่าง ที่จะต้องตรวจสอบ บอก โอ๊! กินอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ มีอะไร อย่างนี้นี่ มันมีหลายแง่ หลายประเด็นนะ หลายเชิงที่เขา จะทดสอบ เขาจะศึกษา บอกว่าน่าสนใจมาก อาตมาก็ว่าดี สนใจมากๆก็ดี แล้วมาตรวจสอบ มาตรวจสอบ ด้วยหลักวิชาการ ให้พวกเรา ได้ซับซาบว่า พวกเรามาอยู่นี่ เราก็พยายาม ที่จะหาทาง มาเป็นคนที่เจริญ ทุกอย่าง เจริญทางกายภาพ เจริญทางจิตภาพ สมบูรณ์ทุกอย่าง กายภาพ ก็เจริญ จิตภาพก็เจริญ แล้ว อาตมาก็ยืนยัน กับพวกเราอยู่ว่า พวกเรานี่ จะเป็นคน อายุยืน ขอยืนยัน

เพราะพวกเรา มันสุขภาพทั้ง ๒ ด้าน สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพใจ มันดีทั้ง ๒ ด้าน แล้วมันจะไม่อายุยืน ได้ยังไง จริง สรีระที่มันคร่ำคร่า มันมีมลพิษ มันมีอะไรมา เรามาที่นี่ เราก็มา สำรอก สำรอกมลพิษนะ พวกเรานี่ มาสำรอกนะ สำรอกมลพิษ ไม่ใช่ว่า เรามานี่ เรามาเพิ่มมลพิษ อยู่ทางโลกๆนี่ ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้เอาสารพิษอะไร ใส่เข้าไป ไม่รู้ว่าเอาพิษ ทางอากาศ ทางอาหาร ทางสัมผัสรับมา ดีไม่ดีรับเชื้อ เป็นเชื้อโรค เชื้ออะไร มาด้วย อีกซ้ำไป โอ๊! ไม่ปลอดภัยมากเลย เดี๋ยวนี้ มลพิษต่างๆ ในสังคม ในโลก ในบรรยากาศ

แต่พวกเราอยู่ในถิ่นฐาน ที่เสนาสนะ สัปปายะ บุคคลสัปปายะ พวกเรานี่ พยายามที่จะปลอดเชื้อกัน ไม่รับเชื้อ มลพิษอะไร ต่างๆ ก็ไม่กอบ ไม่ก่อ ไม่สร้าง ไม่กระทำขึ้นมา พยายามให้มันบริสุทธิ์ สะอาด เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มัน เป็นของเดิม ของจริง มีนิเวศวิทยาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เสร็จแล้ว เราก็มามีบทบาทชีวิต มีการงาน มีการสร้างสรร ได้หมุนเวียน มีการหมุนเวียนออก ได้ทำงานทำการ มีการได้จ่ายกำลังงาน ออกกำลังกาย ทำงานทำการ สร้างสรรโน่นนี่ อะไรต่ออะไรนี่ มีการหมุนเวียน ในสรีระ เจริญงอกงาม อยู่ทุกวันๆๆๆ มันจะไม่แข็งแรง ได้ยังไง เหตุปัจจัย ของมัน ดีอย่างนี้น่ะ แล้วเราก็รู้ มีความรู้ด้วย มีหลักการอะไร

เพราะฉะนั้น การงานนี่ จะทำให้คนเรา ทั้งสร้างสรร มีประโยชน์ คุณค่า มีบุญ แล้วยังทำให้สุขภาพ ชีวิตอายุยืนด้วย อาตมาหว่านล้อม มากไปไหม อาตมาว่า อาตมาวิเคราะห์สัจจะ ให้ฟังนะ ไม่ได้ไป หว่านล้อม อะไรพวกคุณนะ ว่ามุมดี มันเป็นอย่างนี้ สิ่งดีมันเป็นอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า มาหว่านล้อม มาพูดอะไร ต่ออะไร ประเล้าประโลม ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีความจริง อาตมาว่า อาตมาพูด ความจริงสู่กันฟัง แล้วมันก็เป็นเรื่องดี ทิศทางที่ดี สิ่งที่ดี บอกเหตุแล้วก็บอกผล ว่ามันจะอายุยืน ผลคืออายุยืน จากเหตุ อย่างที่ว่านี่ มีการงาน มีสิ่งที่ถูกต้อง มีสิ่งแวดล้อม มีโน่น มีนี่อะไร ตามระบบระเบียบ ที่พระพุทธเจ้า ท่านสอนเรา ไว้หมดเลย มาสังวรตน มามีศีล มีอะไรขัดเกลา สิ่งที่เราเอง เรายังไม่เจริญ มีโภชเนมัตตัญญุตา มีการรู้จักเครื่องกิน เครื่องใช้ รู้จักสถานที่ แวดล้อม ที่จะเป็นอยู่ให้ตน เราให้ตัวเรานี่ ให้ได้รับอะไร ต่ออะไร แม้แต่เพื่อนดี มิตรดี สหายดี นำพาไปในทาง ที่จะเป็นอยู่สุข ไปในทาง ที่จะขัดเกลา สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ทุจริตอกุศลอะไร ต่างๆนานา เพื่อนฝูงเรา ก็เป็นเพื่อนดี มิตรดี แนะนำกัน บอกกัน อาจจะมีวิธี ต่างๆบ้าง บางทีเรา ไม่เข้าใจวิธีการของท่าน ของผู้ที่แนะนำเรา ก็ได้

แต่อาตมาว่า พวกเรานี่มีเจตนาดี ต่อกันจริงๆ ไม่มากก็มีน้อย มีแน่ๆ แต่อาตมาว่า ไอ้เรื่องที่จะมี อกุศล หรือมีการเจตนาร้าย ต่อกันนั้น มีน้อย หรือไม่มี มีน้อยหรือไม่มี ส่วนเจตนาดี ต่อกันนั้น มีมาก หรืออย่างน้อย ก็มีน้อย ฟังดีๆนะ เข้าใจใช่ไหม พวกเรามีเจตนาดี ต่อกัน มากกว่า ถึงแม้ว่า จะมีเจตนาดีต่อกัน มันไม่มากก็น้อย แต่ว่าไม่มี คงจะไม่มีหรอก พวกเรา ส่วนเจตนาร้าย ต่อกันนั้นน่ะ อาตมาว่าไม่มี หรือแม้มีก็น้อย ฟังเข้าใจนะ อันนี้จริงๆนะ อาตมาว่าอย่างนี้ จริงๆนะ ในพวกเรา นี่มิตรดี สหายดี จริง มันอาจจะมีกิเลส อยู่บ้าง มีการปรารถนาร้าย ต่อกันบ้าง มันก็มีน้อย มันไม่มาก ไม่มาย อะไรหรอกน่ะ ไม่รุนไม่แรง อะไรหรอก ก็อย่างนี้ เอายังไงอีกล่ะ

ถ้าไม่ให้มีเลย ไม่มีเจตนาร้าย ต่อกันเลยได้ อาตมาก็ต้องการนะ หรือ มันห้ามกันไม่ได้ กิเลสใคร กิเลสมัน ยังเยอะอยู่ จะทำยังไงกันเล่า มันก็มีบ้าง ใช่ไหม เป็นธรรมดา เราก็รับเอา วิบากใคร วิบากมัน บุญเก่าบ้าง บุญใหม่บ้าง คุณไปทำยังไงใหม่ๆนี่ ไปทำยังไงกับเขา เขายังถือสาอยู่ ยังอาฆาตมาดร้าย ยังอะไรอยู่บ้าง แม้มันน้อยก็ตาม ก็อยู่ที่เรา หรือว่ามันไม่ใช่ ชาตินี้หรอก มันมีได้ วิบากบุญบาป มาตั้งแต่ สมัยเก่าๆ จองเวรจองกรรม กันมา เมื่อไหร่ๆ ก็ไม่ยอมอภัย กันสักที ก็ไม่รู้ จะจองกันไปทำ อะไรกันนัก กันหนา ก็ไม่รู้อีก เหมือนกัน ทำไม มันถึงคิดอยู่อย่างนั้น ฮึ! อภัยกัน ไม่ได้หรือยังไง ปลดวางกันไม่ได้ หรือยังไง ฮึ! แหม! ทำยังไง มันถึงจะหยุด เอากระบอง ตีกระบาล หยุดไหม หยุดถือสา หยุดอาฆาตมาดร้าย หยุดมุ่งร้ายต่อกัน เอากระบอง เคาะสัก ๕ ที จะหยุดไหม ร่วงไหม มันก็ยากนะ เอากระบอง เคาะกระบาล จริงๆ มันก็ไม่ร่วง ไม่หยุดหรอก คนเรามันก็อยู่ที่ การวางเอง เลิกเอง ปล่อยเอง แต่ละคน

เพราะฉะนั้น เราเกิดมานี่ อภัยให้ได้น่ะ อภัยกันเถิด อย่าไปจองเวร จองกรรม มันมีตั้งเมื่อไหร่ๆ รู้ให้ได้ พบกัน รู้จักกัน แล้วมันมี อะไรเกิด ศรศิลป์ไม่กินกัน อย่างนั้นอย่างนี้ มันถือสากันอยู่ อะไรกันนัก กันหนา ปล่อยวางกันเถอะ ปลดปล่อย ปลง วาง อะไรที่ปรารถนาดีต่อกัน หวังดีต่อกัน ทำสิ่งนั้นเข้า ปรารถนาดี ต่อกัน ว่ายิ่งเราอยู่ด้วยกัน อย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ปรารถนาดีต่อกัน ไปค้างไปคา เหลือไว้ทำไม ในความมีส่วนเศษ ซึ่งมันยังเหลือ ปรารถนาร้าย ต่อกันอยู่บ้าง เล็กๆ น้อยๆ ไปมีไว้ทำไมน่ะ ขนาดพวกเราขนาดนี้ แล้ว คนอื่น ที่เขาไม่ได้มาทำดี กับเราเลย ไม่ได้มีการสัมพันธ์ อะไรกัน ไม่ได้มีประโยชน์ เกื้อกูล อะไรกันมาเลย ถ้ามันไปอาฆาตอยู่แล้ว มันจะไปลดอะไรได้ ถ้าอย่างนั้น ขนาดในๆพวกเรา ยังยังงี้ ขนาดนี้กัน แล้วข้างนอก จะไปลดให้เขาได้ยังไง ดีไม่ดี ศัตรูเราข้างนอกได้อีก ว้า! เลยไม่ต้อง ลดละกันพอดี ใช่ไหม มันมาทำร้ายกับกู นี่หว่า มันมาทำ อันโน้น อันนี้กับกู นี่หว่า เลยไม่ยอมลดรา วาศอกเลย มันก็เป็นภัย เป็นพิษ อยู่ที่เรานั่นแหละ

เพราะฉะนั้น ใครจะมาทำร้ายกับเรา จะไปมุ่งร้ายกับเรา อะไรยังไง ต่างๆ นานา พระพุทธเจ้า ท่านไม่เคยให้เรา จะต้องไปถือสา ติดเอาไว้ว่า เราจะต้อง ไปโต้ ไปตอบ ด้วยการมุ่งร้ายตอบ ไม่มีการมุ่งร้าย ตอบอะไร ทั้งสิ้น ปรารถนาดี มุ่งดีต่อเขาทั้งสิ้น เขาร้ายเป็นเรื่อง ความขาดทุน ของเขาเอง ถ้าเราไปตอบมุ่งร้าย เราก็ขาดทุน ในตัวเราเอง นั่นแหละ มันไม่มีใคร มาทำให้หรอก เราเอง ทำเองแท้ๆ งานการทุกวันนี้ บทบาทลีลา ของเราทุกวันนี้ ทำออกไป ดีขึ้นน่ะ อะไรต่ออะไร งอกงามขึ้น มีบทบาท แล้วความจริงนี่ มันจะปรากฏ ฯลฯ...

มันเป็นโอกาส ที่เราจะพิสูจน์ความดี เราไม่ได้มาเอาชนะ คะคาน อะไรใคร แต่เราจะมาทำดี ถ้าเราทำดี ที่จริงแล้ว ก็ทำดีได้อีก มากๆๆๆนี่ เขาจะมาเอาผิด เอาร้าย เอาอะไร ก็เอาไปเถอะ ข้อสำคัญ เราให้แน่ชัดว่า เรามีบทบาท แต่ละขณะ แต่ละวินาทีนี่ เราสร้างสรร สิ่งที่ดี เราทำสิ่งที่ดี เราทำตน ให้เป็นคนดีน่ะ สิ่งใดเป็นพิษ เป็นภัยอะไร เราลดเราละ จริงๆ จะเป็นคน มีคุณค่า มีประโยชน์ มีน้ำใจ มีจิตใจที่ดี มีปัญญาที่ดี มีพลังความเพียร ความอุตสาหะ วิริยะ สร้างสรร ไม่ไปเห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นโลกุตระจริงๆ งานการที่เราได้สร้างสรร ได้ทำจริงๆนี่ พิสูจน์เข้าไป พิสูจน์เข้าไป ทำอันนี้ สังคมทุกวันนี้ ดีขึ้นๆ แล้วกำลังได้รับ ได้รับนะ ได้รับสิ่งที่ น่าตระหนัก น่าสำนึก ได้รับบทบาท ทางด้านศาสนา พวกเราทำบทบาท ทางด้านสังคม ทางด้าน ฆราวาสก็ตาม อย่างคุณจำลอง เป็นหัวหอก ทางด้านสังคม ทางโลกขณะนี้ ... ตอนนี้โดนกระหน่ำ น่าดูเลย นี่คือ สิ่งที่รายงาน เป็นดรรชนีชี้ค่า อย่างหนึ่ง ให้เรารู้ว่า อ๋อ! สังคมตอบโต้เรามา อย่างนี้ ทำไม แล้วเราก็ดูข้อมูลสิ ข้อมูลเหล่านั้น คืออะไร ยังไง เราทำดี หรือเราทำไม่ดี ถ้าเราทำดี สิ่งที่จะปราบปรามความดี ก็คือ ความไม่ดี หรือใครว่าผิด ถ้าเราทำดี แน่ใจว่าดีจริงๆแล้ว คนที่ดี จะต้องสนับสนุน ส่งเสริม ส่วนคนที่จะปราบปรามสิ่งที่ดี ก็คือ สิ่งที่ตรงกันข้าม

เพราะฉะนั้น เขาตรงกันข้าม เราก็เข้าใจเขา เท่านั้นแหละ ก็ไม่มีปัญหาอะไร สิ่งนี้เป็นสิ่งตรงกันข้าม ตรงกันข้าม ก็ตรงกันข้าม เราบอกแล้วว่า เราจะปรารถนาดี กับแม้ผู้ที่ ตรงกันข้ามกับเรา เราก็ ปรารถนาดีกับเขา เราจะทำอย่างไร ให้เขาเข้าใจอันนี้ได้ ไอ้กำปั้น ทุบดิน อย่างเดียว ก็คือว่า เราต้องทำดีนี้ ให้โต ทำดีนี้ ให้มีปริมาณมาก ทำดีนี้ให้มัน จนกระทั่ง คนตาบอด ก็เห็นได้ มีราศี รังสี มีตัวสภาพ ความดีนั้น ทั้งใหญ่ ทั้งมีฤทธิ์มีแรง แทรกซ้อน แทรกซึม ทะลุผนังหู ผนังตา เข้าไปเลย จนตาบอด เห็นได้น่ะ เป็นโวหาร เป็นสำนวน จนอย่างนั้นแหละ เพราะเราทำดี ยังไม่พอ เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ไม่มีหน้าที่อื่นเลย มีหน้าที่ ที่เราจะทำดี ต่อไปน่ะ จะทำดีต่อไป อย่างทางด้าน ศาสนานี่ เราก็พยายาม สอนทฤษฎีที่ดี แก่สังคม พยายามที่จะเป็นตัวอย่าง ทั้งสมณะ ทั้งฆราวาส ช่วยกัน แสดงคุณธรรม พยายามพากเพียร อนุเคราะห์ ช่วยเหลือเฟือฟาย ส่วนทางด้าน คุณจำลอง ไปทำงานกับสังคม มีบทบาทหน้าที่ การงาน ทางสังคม ไปรักษาผลประโยชน์ ของประชาชน ไปทำงาน อย่างซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน หมั่นเพียร พยายามช่วยเหลือเกื้อกูล ประชาชน ที่แท้จริง เป็นผู้รับใช้สังคม บทบาทของความจริง ที่มันเกิดขึ้น ตั้งแต่เอาความซื่อสัตย์ สุจริต แอบแฝง เราไปทำ ซื่อสัตย์สุจริต หรือว่า เราไปแอบแฝง หรือ เราไปคดโกงอะไร

ถ้าความจริงของเรา มีจริง โอ๊! ไม่ต้องไปห่วงเลย คนไม่เห็น ฟ้าก็เห็น คนไม่รู้ ฟ้าสิรู้ ไม่เห็นจะน่ากลัว ตรงไหนเลย ความจริงก็คือความจริง เพราะฉะนั้น เรายังมีโอกาส มีช่องทาง ที่เราจะทำดี อันนี้ไปได้ ไม่ว่าด้านฆราวาส ไม่ว่าด้านของ ศาสนา ไม่ว่าด้านของ ทางธรรม ไม่ว่าด้านของ ทางโลก จริงๆแล้ว ความดี มันสอดคล้องกัน มันตัวเดียวกัน นั่นแหละ มันเป็นการเสียสละ ตัวจริงน่ะ เป็นความเสียสละ เป็นตัวซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ เสียสละ ขยัน หมั่นเพียรอยู่ และฉลาด จริงๆด้วย มีปัญญาชาญฉลาด รู้ความดี ที่เรียกว่า กุศลธรรม แน่ชัดว่านี่คือ กุศลธรรม นี่อกุศล แน่ชัดว่า นี่คืออกุศล และเราก็ยังกุศล ให้ถึงพร้อมจริงๆ ทำต่อไป มันจะไป กระทบกระเทือน ไปบาด ไปเสียดใจ เขาบ้าง เราก็มีปัญญา เอาละ ไม่ต้องไปชนกัน เสียทีเดียว ไม่ต้องไปฉีกหน้า ฉีกตาเขานัก ไม่ต้องไปขายหน้า ขายตาเขาเกินไป เลี่ยงไปซะ เลี่ยงไปเพื่อทำดี ไม่ให้ไป กระทบกระเทือนใจเขา เราก็ทำไป ยิ่งเรารู้ว่า อันนี้เป็น ขุมอำนาจ อันนี้เป็นพวกมีฤทธิ์มีแรง มีอิทธิพล ที่จะทำให้ เราได้ลด คุณค่าของการได้ กระทำดี ได้ทำงานที่ดี เรารู้ เราก็เลี่ยงไปเสียบ้าง มันไม่ใช่ความผิดนี่ เราไม่ได้ไปชน ให้เกิดการปะทะ ให้มันเกิดรุนแรง อะไรขึ้นมา

อาตมาว่ามันเป็นความถูกต้อง เสียด้วยซ้ำ เราก็ทำไป ไม่ได้หยุดหย่อน ขยันหมั่นเพียร หาทาง เขาพยายามต้าน พยายามกั้น ก็หาทางทำดี มันเป็นความผิดด้วยหรือ ที่เขากั้นเรา ไม่ให้ทำดี แล้วเราก็เลี่ยง หาทางทำดี มันเป็นความผิดด้วยหรือ ที่เราจะทำดีไปให้แก่สังคมอยู่นี่ แม้เขาจะต้าน จะกั้น เราก็พยายามเลี่ยง หาทางทำดี มันไม่ใช่ความผิดนี่ ทำเข้าไป ก็แล้วกันน่ะ แล้วทุกวันนี้ เราก็ไม่จนทาง ว่าเราจะไม่มีทางทำดี ใช่ไหม ไม่ได้จนทาง เราก็ทำอยู่ได้เรื่อยๆ มันยังไม่ตาย อาตมาก็ว่า มันก็ทำอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น กิจการทางโลก ทางด้าน ที่เราทำกับสังคมอยู่ ก็จะดำเนินไป ฯลฯ

ตอนนี้เราต้องการแรงงานที่ จะไปทำการสงเคราะห์กัน อะไรต่ออะไร พวกนี้ โดยมีวิธีการ เราก็มีวิธีการที่ดี ไปตั้งหลายอย่างแล้ว ทุกวันนี้ เราทำกับ ประชาชนต่อไป ซึ่งจะเป็น การรังสรรค์ เป็นการประกาศ ประกาศงานการ อันไม่มีโทษ ประกาศงาน การอันจะทำ สงเคราะห์แก่ ประชาชน เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ อะไร ต่างๆนานา ในสภาพที่เรา น่าช่วยเหลือ อย่างที่ชุมชน เป็นพวกสลัม เป็นพวกที่ค่อนข้าง จะขาดแคลน ให้แกได้มีโอกาส แม้แต่ของ ก็ไปขาย ให้ถูกๆ เหมือนกับ เอาไปแจก ส่วนเหลือก็ยังให้เขาอีก อะไรต่างๆพวกนี้ อาตมาเห็นว่า เป็นทิศทาง ที่เราจะได้ทำ อื่นๆที่เราจะทำ ได้อีก มันมีน่ะ แม้แต่หมู่กลุ่ม พวกเรา บางหมู่กลุ่ม ก็หาของถูกๆ ไปซื้อมาก็ตาม เอาไปขายก็ขาย ไม่ไปเที่ยวไปขูดรีด เอากำไรอะไร ต่างๆ นานา โดยตลาดจริงๆ เราก็จริงใจ เราก็ไม่ได้ไปขูด ไปรีดจริงๆ เราก็ยังนำผสมผเสอยู่ เพราะว่า ของที่ได้ในร้านทึ่ง มันอาจจะไม่สมบูรณ์ มันอาจจะมี อะไรๆ อีกบ้าง ที่อื่นๆ ที่เราจะเอาผสมผสาน ไปทำอีกบ้างก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ทำด้วยความจริงใจน่ะ

เรื่องทางศาสนานั่นก็แนะนำสั่งสอน ก็สั่งสอนประชาชน อย่างนี้ๆ ส่วนทางด้านรูปธรรม ทางด้าน ฆราวาสที่เราไปช่วย การสงเคราะห์ แบบนี้ ทำเลย ถ้าถึงโอกาส ที่เขาจะเชิญเราไปพูด ก็ค่อยไปพูด ตอนไปทำงาน ก็ไม่จำเป็นจะต้อง ไปแสดงธรรมอะไร มากมายนัก เราก็ทำกันไปเรื่อยๆ เป็นรูปธรรม เพราะคนพวกนี้ ยังไม่ได้เปิดจิต รับธรรมะอะไรกันนักหนาหรอก ให้เขาได้รับสิ่งที่ มันเป็นบทบาท มีวัตถุธรรม มีรูปธรรมอะไร ที่ชัดเจนพวกนี้ เขาจำนน ทุกวันนี้นี่ ประชาชน กำลังเข้าใจกันขึ้นมาก และเราก็ทำงานกัน ด้วยความจริง นี่แหละ เราขยันหมั่นเพียร รังสรรค์ไป มีกิจกรรมอันนั้น มีกิจการอันนี้ เราก็ทำไป เรื่อยๆๆๆนี่แหละ มันเป็นผลงาน มันเป็นความจริง ที่เราได้ก่อกรรม แต่ไม่ได้ทำเข็ญนะ ก่อกรรม ทำบุญ นี่เราไปได้ ก่อกรรมทำบุญ ทำสิ่งที่เป็นกุศล เอาไว้อยู่น่ะ เพราะฉะนั้น นับวัน ที่เราจะมีตัวจริง มีบทบาท ที่มันเป็นกุศล เป็นบทบาท ที่โลกต้องการ และอาตมาเห็นว่า มันเป็นทฤษฎี หรือเป็นวิธีการ เป็นองค์ประกอบ เป็นระบบท ี่มันกำลังสานตัวเอง เป็นระบบ ที่แข็งแรงมั่นคง ลงตัวขึ้นเรื่อยๆ อะไรบ้าง งานการ กิจการ กิจกรรมอะไรบ้าง ก็แล้วแต่ มันกำลังพิสูจน์ มันกำลังปรับตัว มันกำลัง พัฒนาไป พัฒนาไป เป็นการงานท ี่สู่สังคม การงาน ที่ชัดเจน การงานที่ดูได้ เข้าใจได้

เพราะฉะนั้น เรื่องการงาน แล้วก็เรื่องสงบ ที่อาตมากำลัง ขยายความนี้ ว่า คนยิ่งสงบ ของพุทธนะ ตัวสงบของพุทธนี่ ยิ่งสงบ ยิ่งมีคุณค่า ยิ่งสงบ ยิ่งมีบทบาท ยิ่งสงบ ยิ่งเร็วแรง ยิ่ง active ยิ่งกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า ขวนขวาย มีบทบาทที่เห็นได้ มันค้านแย้งกับ ภาษามะลื่อทื่อ พวกสงบพาซื่อ พวกสงบที่ innocent พวกสงบไม่เดียงสา พวกสงบพาซื่อ พวกสงบ หมากรุกชั้นเดียว ซึ่งก็ดีบ้างน่ะ มีมุมดีบ้าง เหมือนกัน แต่อาตมาว่า มันทำให้คน เหมือนกับ ก้อนอิฐก้อนหิน ก้อนดิน ยังสู้ก้อนกิฐ ก้อนหิน ก้อนดินไม่ได้ ตรงที่ว่า มันยังเอาไปถมนั่น ถมนี่ เอาไปทำอะไร ประโยชน์อะไร ได้บ้าง ไอ้คนอยู่เฉยๆ ทำอะไร ก็ไม่ได้เลย ดีไม่ดี มันยังกินอยู่อีก ยังหายใจเอาอากาศ มันยัง อู๊! ไม่ได้เรื่อง เอาไปถมคู ถมคลองก็ไม่ได้ มันคนไม่มีประโยชน์ จริงๆเลย หนักแผ่นดิน หนักที่ที่ตรง ตั้งเอาไว้นั่นแหละ ตั้งอยู่ตรงไหน ก็หนักอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เรื่องน่ะ

ถ้าคุณมีปัญญาปฏิภาณพอ คุณจะเห็นได้เลยว่า ทฤษฎีของ พระพุทธเจ้า อุดมการณ์ ของพระพุทธเจ้า ทิศทางของ พระพุทธเจ้า ที่อาตมายืนยัน ที่อาตมาพูดนี้ เป็นทฤษฎีของ พระพุทธเจ้า เป็นอุดมการณ์ ของพระพุทธเจ้า เป็นผลของ พระพุทธเจ้า ซึ่งไม่เหมือน แตกต่างกับ สงบแบบโลกๆ สงบแบบพาซื่อ ที่อาตมาพยายาม เอามาเปรียบ มาเทียบกัน มาพยายามขยายความ บอกนิยาม จำกัดความหมายให้ฟัง ว่ามันต่างกันนะ แล้วเดี๋ยวนี้ คุณก็ฟังโดยปัญญา ของคุณซิ มีปฏิภาณ พอฟังออก ไหมว่า ศาสนาพุทธโดยเดี๋ยวนี้ เราเข้าใจว่า ความสงบแบบไหน แบบอาตมาพูด หรือแบบพาซื่อ หือ! ที่เขาเข้าใจ ส่วนใหญ่น่ะ ในสังคมพุทธ ของเมืองไทย เข้าใจว่า เป็นความสงบ แบบพาซื่อ หรือแบบสงบ ที่อาตมากำลังอธิบาย เขาเข้าใจ แบบพาซื่อ ซึ่งมันไปไม่รอด แก้ไขปัญหาสังคมไม่รอด อาตมา ขอยืนยันว่า แก้ไข ปัญหาสังคมไม่รอด แต่สงบอย่างที่อาตมา อธิบาย ชี้เน้นบอกกล่าวไปนี่ เท่าที่เวลามีนี่ อาตมาขอยืนยัน พวกคุณ อาจจะยัง ไม่เชื่อก่อนก็ได้ ว่าจะแก้ปัญหา สังคมรอด

อาตมามีหลักฐานนะ อย่างน้อยก็ได้แก้ปัญหาสังคม ของพวกเรานี่ แม้แต่จะเป็น สังคมกลุ่มเล็ก อย่างน้อย สังคมครอบครัว ของแต่ละครอบครัว สังคมของ หลายครอบครัว สังคมของกลุ่ม แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอนี่ เห็นไหม แต่ละถิ่นแต่ละที่ ของพวกเรา โดยสังคม พวกเรารวมกัน สังคมชาวอโศกนี่ เห็นมั้ย แก้ปัญหาได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แก้ปัญหารัฐกิจได้ แก้ปัญหาทาง สังคมกิจได้ แม้แต่แก้ปัญหา ทางด้านนิเวศวิทยกิจ เห็นไหมนี่ ทางสิ่งแวดล้อม ต่างๆนานา ก็แก้ปัญหาขึ้นมาได้นะ มลพิษน้อยลง นี่ไง ใช่ไหม นิเวศวิทยา ของพวกเรา มลพิษก็น้อยลง ปลอดน่ะ อย่างน้อยก็นะ เอดส์ ก็อย่าเพิ่งเข้ามาได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน เราก็ปลอดเอดส์อยู่บ้าง เพราะว่า ทิศทางของเรา อย่างนี้ เชื้อโรคอะไร มลพิษอะไร ต่างๆ นานานี่น้อย เห็นไหม มันเป็นอย่างนี้ จริงๆไหม แม้จะยังไม่โตใหญ่ จนกระทั่ง ต้องยอมจำนน มันก็มีรูปร่าง ให้ดูบ้างแล้ว นี่อาจจะรูปร่าง แค่เล็กๆ น้อยๆ พอเป็น example น่ะ มันเป็นตัวอย่าง ขึ้นมาบ้างนี่ มันก็.. ขึ้นมาแล้ว นี่เราก็ทำโมเดล ทำต้นแบบพวกนี้ ให้จริงจัง ให้มันได้รูปได้เรื่อง ขึ้นไป มันจะเกิดได้ ก็เพราะพวกเรา ทั้งนั้น ที่เข้าใจดี แล้วก็พยายาม เพียร อุตสาหะ วิริยะ สร้างสรร สร้างสรรที่ตน นี่แหละเป็นหลัก อย่างนี้เป็นต้นนะ ในการจะพิสูจน์

แต่เอาเถอะ สรุปแล้วเราทำจริงให้จริง ถ้าเราแน่ใจว่าดี เพียรขึ้น อุตสาหะขึ้น ดำเนินไปให้มีฤทธิ์ มีแรง แล้วเราจะได้ช่วยเหลือ เฟือฟาย มนุษยชาติได้มากขึ้น ทุกวันนี้ สังคมกำลังต้องการ สิ่งเหล่านี้ จริงๆน่ะ

เอาละ วันนี้เทศนาแค่นี้พอ

----------------------------------------

ถอดโดย นายประสิทธิ์ ฝ่ายทอง
ตรวจทาน ๑ โดย สิกขมาตปราณี ๒ ก.พ. ๓๓
พิมพ์และตรวจทาน ๒ โดย นางวนิดา วงศ์พิวัฒน์ ๑๙ ก.พ. ๓๓