สงบฤาษี สงบพุทธ ตอน ๒
โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ ๕ พ.ย. ๓๒ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ในเรื่องของการงาน และความสงบนี่ต่อน่ะ เมื่อวานนี้ อาตมาก็เทศน์น่ะ เรื่องการงาน และอาตมา ก็ได้เทศน์ถึง เรื่องการงานนี่มา โดยเอา พลสูตรน่ะ พลสูตรคือกำลัง พละนี่คือกำลัง สูตรแห่งกำลังต่างๆ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสถึง กำลัง ๔ ประการ ถ้าเราสร้างกำลัง ๔ ประการนี้ ให้เกิดขึ้น แก่มนุษย์ได้แล้ว เราจะหมดภัย ๕ ประการ กำลัง ๔ ประการนั้น ก็ทบทวนนิดหน่อย สำหรับผู้ที่ไม่ได้มา ไม่ได้ฟัง ถ้าใครจะฟัง ก็ไปหาเอาน่ะ ไปถามห้องเท็ปก็ได้ มันมีรายละเอียด อะไรเยอะแยะ หลายชุดเท็ป เทศน์มาเยอะแยะแล้ว

กำลังปัญญา ๑ กำลังความเพียร ๑ กำลังการงาน อันไม่มีโทษอีก ๑ อันที่ ๔ กำลังการสงเคราะห์ ถ้าเราสร้างกำลัง ๔ ประการนี้ ให้เกิดขึ้นในบุคคล ในสังคมได้ ภัยทั้งหลายแหล่ ที่พระพุทธเจ้า ท่านรวมเอาไว้ มีภัย ๕ ด้วยกันนะ มี อาชีวิตภัย อาชีวิต นี่แหละ อาชีวิตภัย ภัยที่มีชีวิตอยู่ แล้วก็เนื่องเกี่ยวกับ ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง นี่ในโลก แล้วก็ภัยอันที่ ๒ ภัยแห่ง ภัย อสิโลกภัย คือภัยแห่งการติเตียน คนเรานี่ มันมีมานะ มีการถือตัว มันไม่อยากให้ใครติเตียน การติเตียน ถือว่าเป็นทุกข์ การติเตียนถือว่า เป็นความเสื่อมเสีย อะไรก็แล้วแต่ แล้วมันก็เป็นการกลัว กลัวคนจะติเตียน ที่จริง ติเตียนก็ติเตียนได้ คนที่เก่งกล้าแล้ว ต้องได้รับ การติเตียน ได้อย่างเก่งน่ะ

อันที่ ๓ ปริสสารัชภัย คือภัยแห่งการไม่กล้า ความไม่กล้า ความสะทก สะเทิ้น สะท้าน ในเมื่อเข้าบริษัท เข้าไปสู่หมู่กลุ่มสังคม เข้าที่ไหนๆ เข้าสู่สังคม เข้าสู่ในบริษัท เข้าสู่ในสถานที่ หมู่ชนมวลชน อะไรต่างๆ นานานี่ มันไม่แกล้วกล้า อาจหาญ มันสะทกสะท้าน นี่เป็นภัยชนิดหนึ่ง ของมนุษย์ มันเกิดจาก ความไม่มั่นใจ เกิดจาก ความไม่ชัดเจน ของคนเรา ใครมีความชัดเจน มีความมั่นใจ รู้ว่าเราทำดีแล้วนะ มันไม่กลัวหรอก มันไม่สะทกสะท้านหรอก เราทำสิ่งที่ดีที่จริง แล้วละก็ เราทำประโยชน์ คุณค่าด้วย ไม่จำเป็นจะต้อง สะทก สะท้านทำไม

ภัยอันที่ ๔ มรณภัย ภัยแห่งการกลัวตาย อันนี้ก็คงไม่ต้อง อธิบายอะไร มากนักหรอก

ภัยอันที่ ๕ ทุคติภัย ภัยแห่งการกลัวตกนรก กลัวดำเนินไปสู่ ที่เสื่อมต่ำ กลัวตกต่ำน่ะ ภัยทั้ง ๕ ประการนี้ รวมหมดแล้ว ในโลกนี้ คนเรามีภัย ๕ ประการนี้ เท่านั้น ผู้ที่จะพ้นภัย ๕ ประการนี้ได้ ก็เป็นพระอรหันต์ ยังไม่เป็นอรหันต์ ก็ต้องลด ภัยเหล่านี้ลงมา ให้ได้เรื่อยๆ ให้มันสอดคล้อง ถูกต้องด้วย ทีนี้จะลดภัย ๕ ประการนี้ได้ ก็ต้องสร้างกำลัง ๔ ประการนี้ ขึ้นที่ตัวเอง แล้วก็สร้าง ให้แก่กันและกันขึ้นมา ให้มีกำลังขึ้นมา จนเป็นมวล เป็นหมู่ มีกำลัง ๔ ประการนี้ มันก็สำเร็จ

ตัวหลักคือปัญญา กับความเพียร ตัวบทบาทคือ การงานอันไม่มีโทษ กับการสงเคราะห์ ตัวหลัก ตัวเรานี่ ตัวหลักที่เรานี่ คือตัวปัญญา กับความเพียร ปัญญาจะต้อง เข้าใจแจ่มแจ้ง รอบถ้วนเลย รู้ดีรู้ชั่ว รู้สิ่งควร ไม่ควร ความเพียรจะต้องมีกำลัง ความเพียรนี่ เป็นตัวหลัก ของชีวิตจริงๆ เลยนะ คนเราขี้เกียจขี้คร้าน หลบเลี่ยง อะไร ต่างๆนานา เพราะความไม่เห็นจริง เห็นจริงแล้ว มันจะมีพลัง มันจะมีกำลังความเพียร สร้างสรรทำ อุตสาหะ วิริยะ เหนื่อยก็ยังสู้ เหนื่อยก็ยังทำ มีอุปสรรคยังไงๆ ก็ทำ ความเพียรนี่ มันเป็นตัวที่มันเกิดจาก จิตวิญญาณ เกิดจากปัญญา ที่เข้าใจสัจธรรม เข้าใจคุณค่าของชีวิต เข้าใจคุณค่าของ สิ่งที่ควรกระทำ ในโลก สิ่งที่ควรกระทำก็คือ การงาน หรือ ควรกระทำนั่นเอง อนวัชชะ แปลว่า เป็นการงาน อันไม่มีโทษ

เพราะฉะนั้น มีกำลัง ในการงานอันไม่มีโทษนี่ รวมแล้วก็คือ กำลังแห่งการงาน ส่วนจะมีโทษ ไม่มีโทษ ก็เกิดจากปัญญา ที่มันมีปัญญาที่แท้ วินิจฉัยได้ เลือกเฟ้นได้ พิจารณาได้ เมื่อได้อย่างจริง แล้วเราก็มีกำลัง ที่จะทำจริง มีความเพียรที่เพียงพอ ใครจะไปทำการงาน อันมีโทษล่ะ มันมีโทษนี่ มันมีซับซ้อน ลึกซึ้งนะ มีโทษหลายชั้น เพราะฉะนั้น ใครที่ประเสริฐ เลิศลอย มีปัญญา ปัญญาที่ลึกซึ้งแล้ว ก็ย่อมเลือก การงานที่ไม่มีโทษ หรือมีคุณ สูงที่สุด มีโทษ น้อยที่สุด แต่มีคุณค่า สูงที่สุด ตามลำดับ ใช่ไหม แล้วเราก็ต้อง รู้ด้วยว่า แม้จะรู้จักงาน ที่ดีที่สุด สูงสุด ยังมีกาลเวลาเลย บางกาลเวลา เราก็ต้องไปทำการงาน ที่แม้ว่า จะค่าน้อย ค่ารองลงไปบ้าง เราก็ยังต้องใช้เวลาทำ บางที เป็นความจำเป็น ในชุมชนนั้น ขณะนั้น เวลานั้น เราจะต้อง หมุนเวียนไปทำ ไม่ใช่จะมา ตั้งหน้าตั้งตา ทำแต่งานเดียว งานนี้เลิศยอด งานนี้วิเศษที่สุด ฉันไม่ทำงานอื่นเลย ไม่ได้เป็นคน ยึดมั่นถือมั่น ถึงขนาดนั้น เราจะต้องรู้รายละเอียด ของคุณค่า ตามกาลเวลา ตามเหตุปัจจัย ตามองค์ประกอบของมัน เท่าที่เหมาะที่ควร มันมีรายละเอียด อีกเยอะ ทำมาแล้วทำไม มาสงเคราะห์กัน มาให้แก่กันและกัน มาเกื้อกูล แก่กันและกัน มาช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ทำมาเพื่อ บำเรอตน มากอบกองให้แก่ตน มาโลภโมโทสัน ให้แก่ตน ไม่ใช่หรอก มันไม่ใช่คุณค่า ของโลกเลย มันต้องสร้าง กำลังสงเคราะห์

ทุกวันนี้นี่ เราพยายามพัฒนากัน ให้พวกเราเสียสละ สร้างสรรอะไรนี่ คือ สร้างกำลัง สงเคราะห์นี่ ทั้งนั้นแหละ โดยภาษาของ พระพุทธเจ้านี่ ชัดเจน นี่อาตมา ขยายความมาแล้ว คุณจะฟังออก แล้วเราจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อ ใจเราลดความโลภ ความเห็นแก่ตัว ออกไปได้จริงๆ ใช่ไหม มันถึงจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น การงานต่างๆนานานี่ มันเป็นหลัก ของชีวิต อาตมาก็เคยแปลว่า ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือการกระทำ ชีวิตคือการงาน ๓ ชีวิตคือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การงาน ๓ หรือ การกระทำ ๓ นี่แหละ จะต้องเป็นกุศล กายก็ต้องกุศล วจีก็ต้องกุศล มโนก็ต้องกุศล

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอก กุศลอย่างเดียว ท่านบอกว่า จะต้อง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ซึ่งเป็นสาราณียธรรม ๖ ทำแล้วเป็นยังไง มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วเป็นยังไง ให้เกิดลาภธัมมิกา ลาภธัมมิกาคืออะไร ลาภธัมมิกาก็คือ เฉลี่ยลาภ เราจะขยันด้วยกรรม ๓ นี้แล้ว เราก็แจกจ่าย ก็คือ สอดคล้อง กับสงเคราะห์นั่นเอง ให้ ทาน เกื้อกูล แจกจ่ายลาภที่ได้ เมื่อสร้างขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี่ คือเรียกว่า ลาภ สิ่งที่เราสร้างเกิดมานี่ เรียกว่าลาภ พระพุทธเจ้า สอนเราว่า เมื่อได้ลาภแล้ว ก็อย่าเอาลาภ ไปแลกลาภอยู่เลย ลาเภ น ลาภัง นิชิคิงสนตา มีลาภ ก็อย่า เที่ยวเอาลาภ ไปแลกคนอื่น แลกเอาอันนั้น ตอบแทนคืนมา ดีไม่ดี ไปเที่ยวได้ล่อให้เขา เอาเปรียบ เอารัดเขาอีก ให้ลาภตัวเองมี ก็ให้ลาภคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ไปหวง เอาแต่ลาภตัวเองไว้ หรือเอาลาภไปแลก เอาลาภมาคืน เสียด้วยซ้ำ มันก็ไม่มีคุณค่าอะไร นี่มันสอดคล้องกับ การให้ทั้งนั้น สร้างขึ้นมาเพื่อให้ สรุปง่ายๆ สร้างขึ้นมา เพื่อเกื้อกูลกัน ลาภธัมมิกา เฉลี่ยลาภ แจกจ่าย เจือจานไป นี่สาราณียธรรม ๔ ข้อ ที่จริงมี ๖ ข้อ มีศีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตา อีก ๒ ข้อ ซึ่งเราจะต้อง พยายามเรียนรู้ ศีล คือเครื่องวัดมนุษย์ ศีล

เพราะฉะนั้น มนุษย์จะมีวรรณะสูง ก็อยู่ที่ศีล เราวัดได้ มีศีลสูง มีศีลเคร่ง สูงเท่าไร มีศีลมากเท่าไร ผู้นั้นมีวรรณะสูง ไม่ใช่วรรณะนี่คือ คลอดออกมา จากท้องแม่ แล้วก็เป็นวรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะกษัตริย์ เป็นวรรณะแพศย์ วรรณะศูทร ตามพ่อแม่ ไม่ใช่ วรรณะจะสูง วรรณะ จะผิวพรรณผุดผ่อง วรรณะจะสูง มีศักดิ์ชั้นสูง ก็ด้วยศีล เป็นเครื่องบอก มีศีลสูงเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผู้ที่สูงส่ง เท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น เราเองเราจะต้องรู้ ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา คือความเห็นที่สอดคล้อง ไปในทิศทาง เดียวกัน มีความเสมอสมานกัน แต่มันไม่เท่ากันไป ทีเดียวหรอก มันจะมีสูงจริง สำหรับ ผู้ที่สูงจริง มีศีลสูง หรือมีความเห็นที่สูง ที่แหลมลึก แต่ละบุคคล ไม่เท่าเทียมกัน

แม้แต่พระอรหันต์ ยังมีทิฏฐิความเห็น หรือปัญญาญาณ ไม่เท่ากัน พระอรหันต์ ก็มีความรู้ความเห็น ที่ต่างกัน อยู่เหมือนกัน แต่ทิศทางกว้างๆ ใหญ่ๆแล้ว เพื่อละความเห็นแก่ตัว จนท่านละ ความเห็นแก่ตัว ของท่านเองหมด พระอรหันต์ที่เท่ากันอยู่ที่ ท่านละความเห็นแก่ตัว ของตัวเองหมด แต่ความเฉลียวฉลาด ญาณ ปัญญานั้น ไม่เท่ากันน่ะ เพราะฉะนั้น มันก็ไม่เท่ากันอยู่ดี แม้มันจะมี อะไรอันหนึ่ง ที่เท่ากัน คือ ความหมดความเห็นแก่ตัว เท่ากัน ที่เรียกว่า จุดสุดของอรหันต์ เท่ากันได้ อรหันต์ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ อรหันต์ธรรมดา ขี้กะโล้โท้ ก็มีความหมดจบ อันนี้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ของพระพุทธเจ้านี่ สอนคนให้มีงาน มีคุณค่า แล้วก็หมดภัยได้ การหมดภัย ไม่ว่าจะเป็นภัย ของเราเอง หรือภัย ของสังคม การหมดภัยแล้ว สังคมหรือตนเอง ก็เรียกว่า ผู้สงบ ตัวเราก็สงบ คนจะสงบ ก็คือ คนหมดภัยทุกอย่าง เป็นคนอภัย ไม่มีภัย เพราะไม่มีความโลภ โกรธ หลง ตัวโลภ โกรธ หลงเป็นตัวภัย เป็นตัวเชื้อโรคร้าย ที่ทำให้คนเราเกิดภัย ภัยทั้งตน ภัยทั้งผู้อื่น

สังคมที่มีความโลภมาก โกรธมาก หลงมาก สังคมนั้น ก็เป็นสังคม ที่มีภัยมาก เป็นทุกข์ วุ่นวาย เดือดร้อน ถ้าสังคมลดความโลภ โกรธ หลง ลดความเห็นแก่ตัว ลดความรุนแรง ที่มาจาก โทสมูลได้ สังคมนั้น ก็สงบสันตินี่ ก็เกิดจากการกระทำ เกิดจากคน นี่แหละ สร้างสรร ทำงานการ หรือกระทำอะไร ที่เป็นกุศล กระทำอะไร ที่เป็นทิศทางที่ดี แล้วให้คนเรียนรู้ และให้คนมาเป็น มีทิฏฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา มีความเจริญ งอกงาม ตามทิศทางที่อาตมา กำลังกล่าวถึง อยู่นี่น่ะ จนสรุป เป็นการงาน ที่ไม่มีโทษ แล้วก็ได้เกื้อกูล สงเคราะห์กันอยู่ ให้ได้จริงๆ ถ้าได้จริงแล้ว จึงจะเกิดความสงบ

เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว ความสงบ เกิดได้เพราะ การงานอันไม่มีโทษ แล้วก็สงเคราะห์กัน จะเกิดการงาน อันไม่มีโทษ แล้วสงเคราะห์กันได้ ก็เพราะ มีกำลัง ของปัญญา และกำลังของ ความเพียร แล้วจะหมดภัย ๕ ประการ หมดภัย ๕ ประการ ก็จะสงบ ตนก็สงบ สังคมก็สงบ

ทีนี้อาตมาอยากจะเจาะลึก ถึงความสงบในโลก ที่มันยังไม่รู้กัน เขารู้กันเผินๆ ความสงบในโลกนี้ อาตมาแบ่งสงบ ออกเป็น ๔ ความสงบ
๑.สงบเงียบ
๒.สงบเสงี่ยม
๓.สงบฤาษี
๔.สงบพุทธ

ความสงบ ๔ อย่างนี้ อาตมาจะวิจัย หรือวิเคราะห์ จะพยายามอธิบาย แจกแจง ไปให้ฟัง ความสงบเงียบ เข้าใจไหมว่า เป็นสงบอย่างไร เข้าใจไหม คนมีปัญญา ปฏิภาณพอสมควร ก็พอเข้าใจแล้ว ตั้งหัวข้อ ขึ้นมาว่า สงบเงียบ ก็คือ ให้มันเงียบลงไป ให้มันจริงๆล่ะนะ เล่นหมากรุก ชั้นเดียว ฟังกันให้ดีเถอะ ให้เงียบๆนิ่งๆน่ะ พยายามหายใจ ก็ให้เบาที่สุด นี่แหละสงบ สงบคือหยุด หมากรุกชั้นเดียวเลย นิ่งน่ะ พวก naive ภาษาอังกฤษ เขาเรียกพวก naive คือพวกซื่อบื้อ naive พวก innocent เรียกภาษาฝรั่ง อีกตัวหนึ่งก็ได้ naive innocent นี่พวกซื่อบื้อ พวกไม่เดียงสา พวกพาซื่อ เถรตรง สงบ ว่างั้นก็ หายใจก็ไม่ค่อยได้แหละ ต้องไม่หายใจ ตาก็ไม่เห็น เห็นแล้วประเดี๋ยว มันก็จะยุ่ง หูก็ไม่ให้ได้ยิน ปากก็หุบเอาไว้ อย่าพูดนะ จมูกก็ แหม! แทบ... ถ้าเผื่อว่า เอาอะไร อุดจมูกได้ คงอุด เหมือนกันนะ แต่มันจะตายน่ะซินะ เขาก็เลยไม่กล้าอุด บางคน อุดหูนะ นั่งสมาธินี่ เอาอุดหูเลย นอกจาก ตาหลับแล้ว อุดหูเลย ไม่กล้าอุดจมูก เท่านั้น บอกแล้ว เพราะมันจะตาย ถ้าขืนอุดจมูก ตายแน่ หยุดทุกทวารเลย สัมผัสแตะต้อง ก็ไม่ให้รับรู้สึกน่ะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

สงบแบบนี้นี่ เขาค้นพบมานานแล้ว ฤาษีไหนๆๆๆ เขาก็ค้นพบ เป็นสงบเงียบ สงบฤาษี สงบพาซื่อ สงบเถรตรง ความสงบแบบนี้ เป็นหมากรุกชั้นเดียว เราก็เข้าใจน่ะ ถ้ามันมากเกินไป ความดัง มันมากเกินไป คลื่นความดังมันมาก ทุกวันนี้ คลื่นความดัง ความถี่ ของเสียง ทุกวันนี้เป็นมลพิษ ต่อชีวิตร่างกาย เพราะฉะนั้น เซลล์ประสาท ของคนทุกวันนี้ มันถึงแย่ หูหนวกไว ตาทุกวันนี้ก็แย่ มลพิษทางแสง มลพิษ ทางอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา แย่ ตาก็ใส่แว่นกันไว ตาก็บอดกันไว ตาเสียกันไว หมอรวยลูกเดียว หู ตา จมูก คอ อะไรต่างๆ นานา จมูกก็เฉโก ต่างๆนานา เพราะไปดม สารพัดดม ยุ่งไปหมด ดมอะไรก็ไม่รู้ หลอกกัน ให้มาดม นี่น้ำหอม นี่ spray กลิ่นนั้น นี่ไอ้โน่น อันนี้ เป็นธาตุเคมีทั้งนั้น ดมสารพัด ที่มันจะหลอกกัน เอาไอ้โน่นไอ้นี่ มาเปลี่ยนแปลง สี กลิ่น รส อะไร ต่างๆนานา แล้วก็ว่ากันไปน่ะ ดมมีแต่มลพิษ กินก็ทั้งนั้นแหละ เข้าไปในปาก ในลิ้น มีแต่มลพิษ สัมผัสแตะต้อง อะไรก็ตามแต่น่ะ มีแต่มลพิษ มันก็เลยกลายเป็น คนอ่อนแอไปหมดน่ะ มันก็เลยสงบ ง่าย คือตายง่าย ตายนี่สงบที่สุด มันทำพิษทำภัยใคร ก็ไม่ได้ แต่เป็นนะ เป็นพิษเป็นภัย เหมือนกัน เพราะมันเน่า มันเหม็น มันก็เกิดเชื้อโรคได้ นี่สงบเงียบ ให้เงียบโดยพาซื่อ สงบเงียบลงไป นิ่งลงไป หยุดลงไปดายๆ มันมีความจำเป็น ในสังคมเหมือนกัน มีความจำเป็น มีความดี เหมือนกัน ว่ามันสงบ อย่างนี้แล้ว มันเรียบร้อยไหมล่ะ มันไม่เกิดเรื่องราว มันไม่เกิดรุนแรงอะไร จริง พาซื่อได้ มันจริง นั่นก็เป็นความสงบ โดยทางรูปธรรม สงบวัตถุ รูปธรรม พาซื่อง่ายๆ ให้มันน้อยลง ลูกเดียว ให้มันนิ่งลง ลูกเดียว ให้มันหยุดลง ให้มันหมดลงลูกเดียว โดยวัตถุ โดยรูป อะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างน่ะ

ทีนี้ต่อมาสงบเสงี่ยม ก็คงพอรู้แล้วว่า เออ! อันนี้ไม่เรียบร้อย ว่าสงบเสงี่ยมนี่ เป็นกิริยามนุษย์แล้ว ไม่ใช่วัตถุรูป อย่างเดียวแล้ว ในมนุษย์นี่ เป็นสงบเสงี่ยม เรียบร้อยของเขา ตามที่ว่านี่แหละ อย่างอาตมานี่ เขาคงไม่เรียก สงบเสงี่ยมหรอกเนาะ เขาไม่เรียกหรอก เขาเรียก พวกสายฟ้าในวาทะ กิริยาก็ เหมือนกับ hyde park แล้วแต่ อะไรต่างๆ นานา ก็ว่าไป ไม่สงบเสงี่ยม เอาละ เราก็พอ เข้าใจนะว่า ไม่สงบเสงี่ยม แล้วจะสงบเสงี่ยม อย่างไรน่ะ ถ้าเผื่อว่า มันมากไป เอนเอียง มากไป ก็กลายเป็นอ้อนแอ้น สงบเสงี่ยมนั่นนะ กลายเป็นอ้อนแอ้น อะไรล่ะ ย้อยย้ายอะไร นั่น สงบเสงี่ยม มันกลายเป็นน้อยไป หรือมันอ่อนไป อ่อนแอ เราก็เข้าใจ ว่าไม่เอาล่ะ ขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่เรียกว่า เงียบ สงบเงียบ เราก็ต้องการ ในสังคมบ้าง มันหมายถึง อะไรบ้าง อาตมาไม่มีเวลา ที่จะกระจายความ ไปทั้งหมดนะ สงบเงียบ หมายถึง อะไรบ้าง ควรจะมี และอย่าพาซื่อ อย่าพาซื่อว่า จะต้องเอา สงบเงียบ พาซื่อนี่ ไปใช้ในอะไร มากเกินไป ในสิ่งที่ ควรจะสงบเงียบ ในกาลเวลา สถานที่ โอกาส อะไรต่างๆนานา พอที่ จะให้สงบเงียบ หรือให้นิ่ง ให้หยุด ให้นิ่งให้หยุด เราก็ต้องใช้ในสังคม ในวัตถุ ในอะไร ต่างๆนานา แม้กระทั่งชีวิต บางทีเราก็ต้องเงียบ บางทีเราก็ต้องสงบ แบบสงบเงียบ เหมือนกัน สงบเสงี่ยม เราก็ต้องการน่ะ ก็เป็นการช่วยสังคม ช่วยอะไรต่ออะไร ได้บ้าง เหมือนกัน สงบเสงี่ยมดี แต่ก็ต้องเข้าใจ ให้ลึกซึ้งว่า การสงบเสงี่ยมนั้น มันสุขุม ประณีตในตัว มันอาจจะเร็ว มันอาจจะมีแรง ด้วยซ้ำ แต่ก็สงบเสงี่ยม ก็ต้องเข้าใจ ให้ลึกซึ้งได้

อาตมาว่าอาตมาเอง สงบเสงี่ยมนะ สงบเสงี่ยมสมควร กับสังคม เพราะสังคม มันรุนแรง อาตมาได้ขนาดนี้ สงบเสงี่ยม คนที่น้อยกว่าอาตมา น่าจะเรียกว่า สุดโต่งไปอีก ฝั่งหนึ่งแล้ว มัชฌิมา น่าจะเรียกว่า อาตมาพอดี ไม่มีใครชม ชมตัวเองนะนี่น่ะ สงบเสงี่ยม คือมันได้ค่า ของสังคม สังคมมันรุนแรง สังคมมันช้า กว่านี้ไม่ได้ สงบเสงี่ยมนี่ เขาก็จะค่อนๆ ไปในทางช้า ใช่ไหม ช้า สงบเสงี่ยมนี่ช้า เนิบนาบหน่อย ที่จริง มันไม่เนิบนาบหรอก เนิบนาบไม่ได้หรอก ทุกวันนี้ มันเนิบนาบ ไม่ทันกินหรอก มันต้องคล่องแคล่ว ว่องไว พอสมควร แล้วมันก็จะต้องดัง ก็ต้องดังพอสมควร สงบเสงี่ยมนี่ ทุกวันนี้ ค่าของ ความดังขนาดไหน จริง สมัยก่อนนี้ ดังขนาดนี้ เรียกว่า ไม่สงบเสงี่ยม เร็วขนาดนี้ เรียกว่า ไม่สงบเสงี่ยม แรงขนาดนี้ เรียกว่าไม่สงบเสงี่ยม จริง ค่าของ ความสงบเสงี่ยม เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว แน่นอน ค่าไม่เท่านี้ ค่าความพอเหมาะ เรียกว่า มัชฌิมา ปานกลาง ฟังให้ดีนะ อาตมาสอน มัชฌิมานะ ไม่เท่านี้ แต่วันนี้ วินาทีนี้ ค่าแห่งความสงบ สงบเสงี่ยม ที่ได้สัดส่วน กับสังคมที่มันรุนแรง สังคมที่มันดัง ดังจริงๆเลย ไม่รู้เสียงอะไร ต่ออะไร ต่างๆนานา แข่งกับเขานะ ไม่แข่งไม่ได้ ถ้าไม่ได้แข่ง ถึงขนาดนี้ ไม่ได้มีคุณค่าของ ความดังขนาดนี้ มันหลับ มันไม่ได้ยิน มันไม่กระทุ้งกระเทือน อะไรต่างๆ พวกนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ อย่างที่อาตมาพูดภาษา ออกมานี่ คุณฟัง อะไรมันหมายถึง อะไรบ้าง ฟังให้ดีก็แล้วกัน อาตมาว่า อาตมาทำงานทุกวันนี้ ได้ผล เพราะอาตมา ประมาณสิ่งเหล่านี้ ได้สัดส่วน มีฤทธิ์ มีแรงพอดี คือมัชฌิมานี่เอง มันจึงเกิดคุณค่า พัฒนา เปลี่ยนแปลง ชีวิตมนุษย์ เปลี่ยนแปลงสังคม ขึ้นมาได้บ้าง สรุปแล้ว ความสงบอย่าง เสงี่ยม หรือความสงบเสงี่ยมนั้น ก็มีสาระของมัน ขนาดหนึ่ง หมายถึง รูปธรรมนะ หมายถึง นามธรรม หมายถึงพฤติกรรม พอสมควร เรื่องสงบเสงี่ยม เราต้องใช้ แต่อย่าพาซื่อ ให้มันเกินไป ว่าสงบเงี่ยม นั้นน่ะ ค่าของมันน่ะ มันสุดโต่งไปทาง ค่าน้อยไปแล้วนะ ก็ยังไม่เข้าใจ ที่อาตมาพูดนี่ ไม่ได้แก้ตัวนะ เป็นการอธิบาย ลักษณะลึกๆ ของอนิจจัง ของสถานะ สถานภาพ ของสังคม เขาเรียก status quo สถานภาพปัจจุบัน status quo มันเป็นสถานภาพ ของปัจจุบัน ที่กำลังเป็นอยู่นี่ แล้วมันมี สถานภาพ รวมหลายอย่าง คุณไปศึกษาคำว่า สถานภาพ ก็แล้วกัน ที่มันตั้งอยู่ ขณะนี้ มีองค์ประกอบ ทุกอย่าง ของสังคม ของมนุษย์ ของวัตถุสมบัติ ของพฤติกรรม ของแสง สี เสียง อะไร โอ๊! เยอะแยะน่ะ รวมแล้ว มันเป็นอย่างนี้แหละ ทุกวันนี้ อะไรขาดแคลนไป อะไรจำเป็น ที่จะต้องใช้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ มันก็ต้องรู้ว่า สังคมมันมี สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยู่ขณะนี้ เช่น

อาตมาจำนนต่อเสียงเพลง จำนนต่อเพลงว่า มันมีบทบาท ต่อสังคม เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ของงานศิลป์ของเรา ที่จะต้องพัฒนา สังคมมนุษย์ เพราะมันมีอิทธิพลต่อ จิตวิญญาณ มีอิทธิพลต่อ การศึกษา พอสมควร เราจึงต้องใช้ อย่างนี้เป็นต้น

ซึ่งอาตมาอธิบาย ให้ฟังขณะนี้ ที่จริงมันมีมากกว่านี้ แต่อธิบาย ให้ฟังว่า อาตมาทำไม ทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่มันเสี่ยงนะ มันน่าจะถูกติเตียน ใช่ พวกอนุรักษ์นิยมนี่ เขาจะติเตียน แน่นอน เพราะเขายึดถือ เขาเข้าใจ อย่างที่เขาเข้าใจ ซึ่งมันยาก ที่จะอธิบาย อาตมาก็ขอ ทำไปก่อน แต่ทำไปแล้ว ก็ปรากฏว่า หลายปีมาแล้วนี่ อาตมาทำเพลง ออกมานี่ ไม่ได้รับ การติเตียน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร

ทีนี้สงบฤาษีล่ะ ทีนี้กินลึก เราต้องรู้นามธรรม ต้องรู้จิตวิญญาณ ต้องรู้ค่า ของความจริง มากขึ้น จึงจะรู้ว่า สงบฤาษีนั้น มันก็คือ การสงบ แบบสงบเงียบ ไม่มีลีลา สงบเสงี่ยมมีลีลา มีบทบาท มีพฤติกรรม ส่วนสงบเงียบนั้น มันค่อนจะไปทาง วัตถุรูป มันไปในทางที่ จะพาซื่อ เถรตรง ปัญญาน้อย เจโตมาก สงบเงียบ สงบฤาษี ก็เช่นเดียวกัน เจโตมาก ปัญญาน้อย พาซื่อ เถรตรง เป็นพวก naive หรือเป็นพวก innocent เป็น พวกซื่อบื้อไปมาก เพราะฉะนั้น สงบฤาษี เราก็เข้าใจ เราก็ต้องการ เหมือนกัน ในบางกาละ บางโอกาส บางลักษณะ เราต้องใช้ เป็นอุปการะ ในเรื่องของ การปฏิบัติธรรม เหมือนกัน คือ สะกดจิต หยุด สงบ หยุดแล้ว ก็ไม่รู้จักสังคม ไม่เอาอะไร ไม่ไปแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ถูก พูดถูก แต่มันสงบจริงไหม ลึกซึ้งไปจริงๆน่ะ มันสงบจริงไหม ถอนรากเหง้า ของกิเลส ได้จริงไหม กิเลส ตัณหา อุปาทาน นั่นแหละ ได้ถอนไหม มีแต่กลบๆ กดดัน เอาไว้เท่านั้นเอง กดดันไว้ได้ เป็นชาติๆนะ ไม่ใช่ชาติเดียว การสะกดจิตนี่ ทำกันมานาน สายฤาษีนี่ ทำกันมาก่อน พระพุทธเจ้าอุบัติ สะกดกันเป็นชาติๆ พระพุทธเจ้า มาตรัสรู้แล้ว จึงเห็น อ๋อ! ทฤษฎีนี้ ไม่ใช่ทางอันประเสริฐ ไม่ใช่สัมมาอริยมรรค ไม่ใช่ทฤษฎีเอก ของโลก ที่จริงแท้

ถ้าเราจะเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นปราชญ์เอก ยิ่งกว่าฤาษี หรือลัทธิฤาษี ที่สะกดจิต แบบนั้น ซึ่งมีมาก่อนใดๆ พระพุทธเจ้านี่ค้นพบ ทฤษฎี ที่ยิ่งยอดกว่านั้น ท่านก็ไป เรียนกับ อาฬารดาบส อุทกดาบส นั่งสะกดจิต ทำฌานทำเฌิน อาตมาก็เรียน อย่าว่าแต่ พระพุทธเจ้าเลย ทำไม พระพุทธเจ้า จะไม่รู้ไม่เรียน เข้าใจทั้งนั้นแหละ อาตมาก็เข้าใจ ลัทธิฤาษี แบบนั่งสงบ แบบฤาษี สงบอย่างนั้น เป็นไปได้ในชั่วชีวิต เหมือนกัน ชั่วชีวิตหนึ่ง รู้สึกว่า เหมือนกับ หมดกิเลสนะนี่ ศรัทธาเลื่อมใสกันอยู่ สายนั่งสะกดจิต หลับตานี่ มีเยอะ พุทธไม่ใช่

สงบอันที่ ๔ คือสงบพุทธ ไม่ใช่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่ อย่างสงบฤาษี เข้าใจสงบ เงียบ เข้าใจสงบเสงี่ยม เข้าใจสงบฤาษี และเป็นสงบพุทธ ที่มีงานการ ความสงบ ของพุทธ นั้น ยิ่งสงบเท่าใด ยิ่งคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และมีฤทธิ์มีแรง มากเท่านั้น ย้อนแย้งเป็น ภาษา dialectic เป็นภาษา วิภาษ มันเป็นวิภาษวิธีน่ะ เป็นภาษา ที่มีการแย้ง วิภาษนี่ แปลว่า แย้ง เป็นลักษณะ ที่มันแย้งในตัว เหมือนในตัว พูดออกมาเป็นภาษา เหมือนมันแย้ง แต่จริงไม่แย้ง มันจะไปได้ เป็นบทบาท ที่มีลีลาน่ะ มันนิ่งแต่วิ่ง นิ่งแต่เร็ว เย็นนะ แต่เย็น ที่จริงวิ่งเร็วนี่ ไม่เย็นนะ แต่สงบพุทธ นี่เย็น ใจเย็น เกิดสภาพ สังคมก็เย็น สภาพสังคม ก็สันติภาพ มีการสร้างสรรมั้ย อู๊ย! สร้าง มีพัฒนาการ มีการกระทำ สร้างสรร มี active มีความ active กระปรี้กระเปร่า กระตือรือร้น ไม่ใช่เฉื่อยๆ เนือยๆ ยืดๆ ไม่ ! ทันสมัย เหมาะกับ สภาพสังคม แต่ก็ไม่ ลุกลี้ลุกลน ไม่เร่งร้อน ไม่เร่งรัด ไม่เหมือน ชาวญี่ปุ่น ไม่เหมือนชาวอเมริกัน แต่เป็นชาวพุทธ มีความกระตือรือร้น มีความขวนขวาย มีความฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มี เห็นเลยลักษณะ เอาใจใส่ มีจิตตะ ลักษณะของความเพียร มีลักษณะยินดี เบิกบาน ร่าเริง ไม่ใช่เครียด แหม! ทำ คนนั้นคนนี้ มันไม่ทำ ก็ เฮ้ย! ช้าอยู่ทำไม เหมือนกับ ชาวญี่ปุ่นนี่ ดูหน้าคร่ำเครียด เดิน ใครเดินช้าก็ชน ลุย ลุย อะไรอย่างนี้ ไม่! มีมารยาท มีสัมมาคารวะ มีอะไรต่ออะไรดี ครบ พร้อม

เพราะฉะนั้น สงบอย่างพุทธนี่ เป็นสงบที่สร้างสรร เป็นสงบ ที่อุดม สมบูรณ์ สงบที่มีบทบาท สงบที่มีการงาน อันไม่มีโทษ อย่างแคล่วคล่อง มีความอุดม สมบูรณ์ มีความมากพอ เป็นเศรษฐกิจ ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เฟ้อ เกินไป ไม่ใช่ไปเที่ยวได้เอารัดเอาเปรียบกัน แจกจ่าย เจือจาน อย่างสงเคราะห์ อย่างเสียสละ ไม่ใช่มานั่งเอาเปรียบ เอารัด เพราะฉะนั้น ความสงบ อย่างพุทธนี่ เป็นความสงบ ที่ต้องศึกษา อย่างลึกซึ้ง เป็นสันติภาพ ที่จะต้องศึกษา ถ้าจะเรียกสงบว่า สันติภาพ เป็นสันติภาพ ที่จะต้องศึกษา อาตมาก็ขอเสนอ สันติภาพนี้ สู่สหประชาชาติ สู่ทุกประเทศ ในโลก ... ขอเสนอ สันติภาพในลักษณะนี้ เรียกว่า สันติภาพ อย่างบุญนิยม สันติภาพ อย่างที่จะต้อง มาแก้ปัญหา ที่ต้นเหตุ คือวิญญาณ ของมนุษย์ มาแก้ปัญหา ด้วยทฤษฎี มรรคองค์ ๘ โพชฌงค์ ๗ มาแก้ปัญหา ด้วย โพธิปักขิยธรรม อย่างที่เรากำลัง ได้ทดสอบ กันมาแล้ว ถ้าเราอยากจะให้ คนอื่นเขารู้ วิชาการนี้ อยากจะให้คนอื่น เขาได้สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐอย่างนี้ มันก็อยู่ที่ เราจะต้องพิสูจน์ตัวเรา เราจะต้อง สร้างต้นแบบ สร้างโมเดล ของสังคมของเรา ต้องสร้าง นี่ต้องสร้างต้นแบบ ของสังคม ของเรานี่ ออกมา ว่าสังคมของเรานี่ เป็นสังคม คนชนิดอย่างนี้ เราจะอยู่อย่างนี้ ผลิตอย่างนี้แหละ นักผลิต ของพวกเรา จะต้องเข้าใจว่า นักผลิต ควรจะเป็นเช่นใด นักผลิต ควรจะต้องมีทุนรอน เยอะๆ มีวัตถุดิบ ที่เขาจะลงมือ สร้างสรร มีคนงาน อยู่ในมือของเขา สร้างสรรไป เขาก็จะต้อง แจกจ่าย เจือจาน อะไรกันบ้าง เป็นผู้ที่ รวยที่สุด นักผลิตจะต้อง เป็นผู้ที่รวยที่สุด เป็นตัวกรรมกรเอง รวยที่สุด พวกกรรมกรเอง ต้องเป็น ตัวที่รวยที่สุด ส่วนนักบริการนั้นน่ะ เป็นพวกที่ ออกแรง ขนย้าย ถ่ายเท ช่วยเหลือ เฟือฟายบ้าง ก็จะต้องได้ค่าแรง เพราะเขาออกแรง เป็นผู้ที่จะต้อง เกื้อกูล ช่วยเหลือพวก นักผลิต อีกทีหนึ่ง นักผลิตจริงๆ คนคนเดียว ผลิตไม่ได้ เท่าไหร่หรอก ต้องมีเพื่อน มีคนช่วย เรียกว่า กรรมกร เรียกว่า พวกบริวาร บริวารก็จะต้องเป็นผู้ที่ ช่วยเหลือนักผลิต ก็ได้รับ ส่วนแบ่งบ้าง มีคุณธรรม ควรจะสูงกว่า นักผลิตทีเดียว มีคุณธรรม ควรจะสูงกว่า นักผลิตน่ะ แพศย์นี่ หรือ ผู้บริการ นักบริการนี่ มีมารยาทดีนะ ออกสู่สังคม มากกว่านักผลิต นักผลิตนี่ ทำอยู่กับที่ เพราะฉะนั้น ไม่ค่อยรู้โลกเขา เท่าไหร่หรอก มารยาทสังคม ไม่ค่อยจะรู้เขา เท่าไหร่ หอบอยู่อย่างนั้น เยอะน่ะ ผลิต ทำ ไม่ค่อยรู้สังคม มารยาทสังคมน้อย

ส่วนนักบริการ หรือผู้ที่ค้าขาย ผู้ที่เอาไปแจกจ่าย ไปทำประโยชน์ เอาขนของ ของเขาไปแจกจ่าย เรียกว่า นักค้า หรือ นักแจกจ่าย จำหน่าย จำหน่าย จ่ายแจก จะต้องเป็นผู้ที่ มีคุณธรรม มากกว่า นักผลิต คุณธรรมคืออะไร เป็นผู้ที่มีความโลภ น้อยลง ความโกรธน้อยลงน่ะ พูดจาดี สงบเสงี่ยม เป็นคนที่เข้าคนได้ มีมารยาท ชาญฉลาด รู้จักคนมาก รู้จักลีลาของคน รู้จักจิตวิญญาณของคน แล้วก็เป็นผู้ที่ เสียสละมากกว่า เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นคนที่เอาเปรียบ น้อยกว่านักผลิต นักผลิต เขาจะเอาเปรียบ ก็เรื่องของเขา เขาเป็นคนลงแรงแท้ๆ เขาเป็นคนสร้าง ออกมาจริงๆ เราอาศัยกิน อาศัยใช้จากเขา ก็ต้องให้เขา ได้เปรียบมั่ง ไม่อย่างนั้น เขาก็อยู่ไม่รอด นี้โดยสัจจะ มันจะต้องเป็น อย่างนี้

ส่วนนักบริหารนั้น ยิ่งจะต้องมีคุณธรรม มากกว่านักบริการ มีคุณธรรม มากกว่านักผลิต ต้องมีน้อยกว่า นักผลิตนักบริการ ต้องจนมากกว่าอีก โดยจริง มันต้องเป็นอย่างนั้น ยิ่งนักบวชแล้ว ยิ่งจน กระดูกติดหนังเลย ยิ่งต้องจน มากกว่าอีก นักบวช ไม่สะสมให้เห็นเลย ไม่สะสม ไม่กอบโกย ความโลภต้องหมด จนกระทั่ง เป็นพระอรหันต์เจ้า โน่นแหละ นักบวช มีสัจจะความจริง อันนี้ให้ได้

แต่แปลก มันวนกลับ ไม่ใช่วนหรอกน่ะ ไม่ใช่วนหรอก ที่จริง มันสอดคล้อง นักบวชก็ยิ่งจะเป็น ผู้โอบอุ้ม เกื้อกูลน่ะ เป็นผู้โอบอุ้ม เกื้อกูล ช่วยผู้อื่นได้มาก เพราะจะมีทาน จะมีการเสียสละ แล้วก็จะต้องรีบหมุน ตามหลัก เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่กอบโกยกักตุน จะต้องรีบหมุน สะพัด ส่วน นักผลิต เขาก็ต้องกักตุนบ้าง เพราะว่าเขาจำเป็น จะต้องสร้างสรร เขาจะต้องมี วัตถุดิบ เขาจะต้อง มีทุนรอน ส่วนนักบวชนี่ ยิ่งจะทำ เป็นตัวอย่าง การสะพัดเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ อย่างเป็นคน มักน้อย สันโดษ เป็นคนกินน้อย ใช้น้อย แต่สร้างมาก ทำงานมาก งานอาจจะไม่เป็น นักแบกหาม เหมือนกับอย่าง นักผลิตทีเดียว ก็เถอะ แต่ก็ทำได้ ไม่รังเกียจ ไม่ดูถูกดูแคลน ผู้ออกแรง ต้องเข้าใจนะ ผู้ออกแรงงานนี่ โอ! เป็นพวกเหน็ด พวกเหนื่อยนะ แล้วเป็นพวกที่ ทำกับไม้กับมือนะ สร้างอะไร ออกมา ให้เราได้กิน ได้ใช้ ได้อาศัย จะต้องรู้คุณ รู้บุญคุณ รู้ความจริง สิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น จะให้เกียรติแก่เขา จะช่วยเหลือ เกื้อกูลเขา ใครได้เสียเปรียบ ได้เปรียบอะไร จะพยายาม ที่จะไม่ให้มีการได้เปรียบ เสียเปรียบอะไรกัน จะพยายาม แนะนำ บอกกล่าวสั่งสอน ทำให้ถูกสัจธรรม ให้มันสะพัดทั่วกัน ให้ถึงกัน และกันได้ เพราะฉะนั้น สงบอย่างพุทธนี่ จะยอม ยอม เขาจะว่ายังไง ก็ยอมได้ แต่ไม่ใช่ยอมอย่างโง่ ยอมอย่างให้เขาทำชั่ว เพิ่มขึ้น ที่อาตมาเขาหาว่า ดื้อด้าน ไม่ยอมหลายๆอย่าง เพราะอาตมา ยอมให้อีกไม่ได้ ถ้ายอมอีก เขาตกนรก หนักกว่านี้ ยอมอีก คือยอมให้เขา ชั่วกว่านี้ ยอมให้เขาตกนรก มากกว่านี้ ยอมให้เขาหลงใหล หลงผิด แล้วยังย่ามใจ ที่จะทำชั่ว ยิ่งกว่านี้ อาตมาก็ยอมไม่ได้ บอกไป ก็บอกอยู่น่ะ บอกอยู่ แล้วทำไมอาตมา ไม่ยอมกล่าวสึก อย่างนี้ เป็นต้น อาตมาไม่ยอม กล่าวสึก เพราะเขาบาปกว่านี้ เขาละลาบละล้วง เขาได้ใจกว่านี้ นะ แล้วเขาจะทำอะไร รุนแรงยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น จุดที่อาตมายืนหยัด ไม่ มากกว่านี้ ไม่ได้แล้ว อาตมาก็ต้องยืนหยัด ไม่ให้เสียธรรม ยิ่งกว่านี้ ไม่ให้เสียสภาพ ที่ควรจะเสีย ยิ่งกว่านี้ สภาพนี้ เป็นดีที่สุด อาตมาก็ตามปัญญา ของอาตมา อาตมาก็กะ แล้วก็กระทำ อย่างนี้ เป็นต้น เราจะยอม เท่าที่ยอมได้ ยอมให้อาตมา นุ่งขาวห่มขาว อาตมา ก็ไม่ว่าอะไร ก็ยอมได้ แต่ก็ต้องต่อรอง มาเรื่อยๆ ต้องมีกลวิธี ไม่ใช่จะไปยอม อย่างง่ายดาย ยอมอย่างเขาไม่รู้สึกว่า เขาได้ออกเรี่ยว ออกแรงบ้าง ยอมให้เขา เขาก็ภาคภูมินะ เขาได้ต่อสู้จนยอม เรายอมขนาดนั้น เขาได้ภาคภูมิใจ เหมือนกันว่า เขาชนะ เขาชนะๆ เราแพ้ ๆ ไม่เป็นไรหรอก เราแพ้ ที่จริง มันเป็นศิลปะ มันเป็น ความเฉลียวฉลาด ที่เราจะต้องรู้ว่า สิ่งอย่างนี้ ทำไมต้องทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้เพราะ ให้เกิดคุณค่า ไม่ใช่ทำอย่างนี้ เพื่อให้เสีย คุณค่าน่ะ เราไม่ได้เสียนะ เราก็นุ่งห่ม ให้มันถูกต้อง เพราะเขาติดอยู่แค่เสื้อผ้า แค่จีวร หรือแค่ไอ้อะไร ต่ออะไรต่างๆ แค่สี แค่อะไรต่างๆ เราก็เอา เราก็อนุโลมเขาบ้าง เราก็รู้อยู่ จุดไหน สำคัญไม่สำคัญ นี่เขาก็ตั้งใจว่า เขาจะทำจุดสำคัญ เหมือนกัน แต่เสร็จแล้ว พิสูจน์ขึ้นไปว่า โอ๊ย! สัจจะมันเหนือชั้นกว่านั้น นี่อย่างนี้เป็นต้น แต่เราก็ อาตมา ก็ยังภูมิใจว่า เราควบคุม ความสงบ ของสังคม ได้ขนาดนี้ ควบคุมได้ว่า เออ! พวกเรานี่ก็แสดง ถึงความมีค่า หรือ ความมีประสิทธิภาพ คุณภาพของพวกเรา เหมือนกันนะว่า เออ! พวกเรา นี่มีคุณภาพ พอสมควร มีประสิทธิภาพ พอสมควร เข้าใจอะไร ได้เร็วได้ไว ไม่ละลาบละล้วง หรือไม่ล้นไม่เกิน ไม่ปล่อยไก่ ให้หน้าแตกน่ะ นี่ก็ทำกันมา พอสมควร ขนาดนี้ ก็รู้สึกว่าดี รู้สึก ว่าไปรอดน่ะ นี่ละ เรื่องของความสงบ ของพุทธนี่ มันยังมีอีก มากหลาย มันยังมี ลึกซึ้งกว่านี้ นะ เพราะฉะนั้น สงบของพุทธ ไม่ใช่สงบพาซื่อ สงบมีงานการ สงบเพราะกิเลส สรุปตอนนี้จะจบแล้ว สงบของพุทธ ก็สงบเพราะมันจับเป้า ตัวสำคัญ คือกิเลส ที่มันดิ้น มันแรง มันมีบทบาท ในมนุษย์ มากเหลือเกิน จับกิเลสนี่ ลดบทบาทของกิเลส ให้มันฝ่อ ให้มันน้อย บทบาทให้มันตายลงไปได้ กิเลสตายเท่านั้น แต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราคล่องแคล่ว ว่องไว แหม! มีฤทธิ์มีแรงน่ะ พูดก็เสียงดัง ฉะฉาน องอาจ แกล้วกล้า นี่ถือว่า สงบเสงี่ยมแล้วนะ น่ะพูดอย่างนี้ องอาจ แกล้วกล้า มีน้ำหนักน้ำเนื้อ ฟังแล้วถึงใจ ประทับใจดี ชัดเจน ไม่เหยาะๆแหยะๆ ไม่ดูเฉื่อย เนือย ทันสมัย ทันกาล เร็ว แรง ไว แต่สงบ ส่วนความสงบนั้น สงบจริงๆ เพราะจิต ไม่เกิดโกรธตอบ จิตไม่เกิด โลภขึ้นมา เรียกว่า สงบนิ่งแน่ สงบไม่เกิดอีก ไม่โผล่ สงบไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เกิดอีก ต้องเข้าใจเป้า ของความสงบ ของพุทธให้ชัด เพราะวิเคราะห์ตัวเหตุปัจจัย ที่เป็นสมุทัย อริยสัจ ได้ และมีวิธีการ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา มีโพชฌงค์ ๗ มีโพธิปักขิยธรรม อันเป็นทฤษฎี หลัก ทำให้กิเลสนี้ตายได้ มีนิโรธอริยสัจจริง มีนิโรธอริยสัจ ปรากฏ เรียกว่า สัจฉิกัตวา มีนิโรธอริยสัจ ปรากฏแจ้งชัด เราก็แจ้งชัด ผู้อื่น ก็รับได้แจ้งชัด สามารถเปิดเผยสู่กันฟัง แล้วก็เอาไป พิสูจน์ได้ เป็นเอหิปัสสิโก อย่างนี้ เป็นลักษณะของสงบ ของพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น เรามีเวลาโอกาสในอนาคตอีก เราจะขยายความอีกว่า สงบ ของพระพุทธเจ้า คือ สงบอย่างนักทำงาน ไม่ใช่สงบอย่าง พวกนั่งหลับตา ไปนั่งนิ่งๆ แต่มันก็ มีการนั่งหลับตาได้ด้วย มีการสงบด้วย แบบสงบเงียบ ก็ได้ด้วย สงบเสงี่ยม ก็ได้ด้วย สงบอย่างฤาษีก็ได้ด้วย ไม่ได้หมายความว่า เราทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ได้ รู้ และทำได้พอสมควร แต่ตัวที่ สำคัญที่สุด คือทำสงบพุทธ ได้อย่างสมบูรณ์ ถูกกาลเทศะ ได้ค่าอันทันสมัย สมพร้อมกับสมัย อย่างดีงาม

เอาล่ะ วันนี้หมดเวลาลงแล้ว ก็จบการเทศนา เพียงเท่านี้ก่อน


****

ถอดโดย นายประสิทธิ์ ฝ่ายทอง ๓๑ ม.ค. ๓๓
ตรวจทาน ๑ โดย สิกขมาตปราณี ๒ ก.พ. ๓๓
พิมพ์และตรวจทาน ๒ โดย นางวนิดา วงศ์พิวัฒน์ ๒๑ ก.พ. ๓๓