>เราคิดอะไร

บุญมาคนใหม่


บุญมาไปทำงานที่ต่างประเทศ ไม่ถึงสองเดือน ก็ตีตั๋วเครื่องบินกลับบ้านอย่างเหงาหงอย เพราะบริษัท ส่งบุญมาไปนั้น ไม่ได้ผ่านกรมแรงงาน เมื่อบุญมาไปถึงต่างประเทศแล้ว จึงมีงานให้ทำแค่ เดือนละ ๑๕ วัน แถมถูกกดค่าแรง ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ก่อนจะไป แต่ก็ยังโชคดี ที่เอาตัวรอด กลับมาถึงบ้านได้

ไร่นาที่พ่อแม่ยกไว้ให้ทำกินถูกยึด บุญมาบากหน้าไปหาสายัณห์นายหน้า คนต่างหมู่บ้าน

สายัณห์กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน เชิญบุญมาเข้ามานั่ง "ไหนว่าไปทำงานแล้ว ทำไมถึงกลับมา เร็วนักหละ" "ก็บริษัทของนาย มันต้มตุ๋นละซี.." บุญมาเล่าเรื่องราวที่ผจญมา ให้สายัณห์ฟังอย่างละเอียด แล้วสรุปว่า "อยากจะให้นายช่วยเหลือ เรียกเงินที่ผมได้จ่ายให้บริษัท ตั้งหลายหมื่น คืนได้มาสักครึ่งก็ยังดี" สายัณห์อึ้ง อยู่พักหนึ่ง แล้วยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน "คงจะไม่ได้เสียแล้วหละ เพราะผมเป็นแค่ นายหน้า จัดหา คนงานให้ แต่เรื่องจัดการต่างๆ จะเป็นทางบริษัททั้งหมด คุณไปทวงเอาเอง ก็แล้วกันนะ"

บุญมาหมดหวังเดินคอตก กลับมาถึงบ้านลูกสาววัยหนึ่งขวบ กำลังคลานอยู่ข้างแม่ ที่กำลังนั่งสอย เย็บตะเข็บเสื้อ ใส่ทำงานที่ฉีกขาด บุญมาคว้าลูกน้อยขึ้นมาอุ้ม เดินเล่นรอบบ้าน เพื่อไม่ให้รบกวนแม่ ในใจอัดแน่นไปด้วยความโกรธ อาฆาตแค้น สายตาของบุญมา ไปหยุดอยู่ที่ปืนแก๊ป กระบอกเก่า ที่เคยใช้ล่าสัตว์ ยังคงห้อยนิ่งอยู่ข้างฝายุ้งฉาง "เมื่อมึงทำกูล้มละลาย ก็สมควรตาย" ความคิดอันชั่วร้าย เข้ามาสิงสู่ จิตใจทันที

ใกล้ค่ำ บุญมานำเม็ดตะกั่วปืนแก๊ป มาหลอมรวมเป็นกระสุนลูกโดด พร้อมเตรียมดินปืน ดอกแก๊ป เอาไว้พร้อม

ทุ่มกว่า สายัณห์กินข้าวอิ่มแล้วก็ออกมานั่งสูบบุหรี่บนม้าหินอ่อนหน้าบ้านอย่างสบายอารมณ์

บุญมาเดินแบกปืน ฝ่าความมืด มายืนซุ่มห่างจากสายัณห์ยี่สิบกว่าเมตร แล้วยกปืนแก๊ป เล็งไปที่สายัณห์ และ เหนี่ยวไกปืนทันที "ปัง"

หนึ่งเดือนต่อมา ชาวบ้านลือกันว่า นายหน้าสายัณห์ถูกคนลอบยิง ไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ตั้งหลายวัน แล้วก็หายหน้าไป ไม่กล้ากลับมาอยู่บ้านอีกเลย ได้ขายบ้านพร้อมที่ดิน ย้ายไปหลบอยู่ต่างจังหวัด บุญมา รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะโอกาสที่จะเห็นหน้า เหล่าตำรวจที่พากันโผล่มาเยี่ยมนั้น คงมีน้อยกว่าแต่ก่อนๆ

บุญมาไปหาเพื่อนบ้าน ที่เคยไปทำงานกรุงเทพฯ เมื่อหกเจ็ดปีก่อน เคยขับรถยกของ ในโรงงานเดียวกัน

"ว่าไงบุญมา ไม่พบกันตั้งนาน สบายดีอยู่เหรอ ไปไงมาไงวันนี้" สมัยทักทาย มือยังคงสานสุ่มไก่อยู่ เพราะสมัย ชอบเลี้ยงไก่ชน "ทุกวันนี้ กันไม่มีที่ทำกิน อยากจะเข้าไปหางานทำ ที่กรุงเทพฯอีกสักครั้ง จะมาถามนายว่า เพื่อนรุ่นเก่า ที่เคยทำงานอยู่ด้วยกัน หลายคนนั้น ยังมีใครปักหลัก อยู่ที่กรุงเทพฯ บ้าง จะได้ไปติดต่อ หางานทำได้ง่ายขึ้น" สมัยคิดอยู่พักหนึ่ง "ไม่รู้เหมือนกัน แต่เอาอย่างนี้ดีไหม กันมีที่สวน อยู่หกไร่ ยังรกร้าง มีตอไม้อยู่มาก กันให้นายไปปรับ เป็นที่ทำกินสักห้าปี" บุญมารับปากทันที

บุญมาขอยืมเงินจากพ่อแม่หมื่นกว่าบาท มาจ้างรถดันปรับพื้นที่ ที่ทั้งขุมบ่อจอมปลวก และตอไม้ ที่เป็น ป่าละเมาะ จนราบเตียน แล้วปลูกมันสำปะหลัง

ถึงหน้าแล้งมันสำปะหลังโตเต็มที่ บุญมาเก็บมันรวมมาขายที่โกดังรับซื้อใกล้บ้าน ได้เงินมาก็พอคุ้ม กับต้นทุนที่ได้ลงไป บุญมาคิดในใจเอาไว้ว่า ปีแรกได้ทุน ปีหน้าจะมีกำไรอย่างไม่ต้องสงสัย

ใกล้ถึงหน้าฝนชาวสวนต่างเตรียมปลูกมันสำปะหลัง สมัยเดินยิ้มระรื่น มาหาบุญมา หลังจากพูดเรื่อง สัพเพเหระ พอสมควรแล้ว จึงพูดเรื่องสำคัญทันที "ปีนี้พวกลูกเมียกัน เขาอยากจะปลูกมัน กันขอที่ดินคืน ก็แล้วกันนะ" พูดจบ สมัยรีบขอตัวกลับทันที "มันหลอกให้เราปรับพื้นที่ให้ แล้วก็ทวงคืนเอาดื้อๆ อย่างนี้ มันโกงนี่หว่า เห็นเราไม่ใช่คนหรือไง" ความโกรธอาฆาตแค้นอัดอั้น แต่ก็จนแต้ม ที่จะตอบโต้ได้

ลูกน้อยวัยสองขวบกว่า เป็นไข้ตัวร้อนจัด บุญมาพาลูกไปโรงพยาบาล หมอบอกว่า เป็นไข้เลือดออก ต้องนอน รักษาตัว ที่โรงพยาบาล จนกว่าจะหาย ถึงจะกลับได้

ลูกไม่สบาย เงินก็หมด แถมเพื่อนก็มายึดที่ทำสวนคืน ความคิดชั่วร้ายเกิดขึ้นเต็มพิกัดทันที บุญมา บอกให้เมีย เฝ้าลูกอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วขอกลับบ้าน เพื่อจัดหาหยิบยืนเงิน เอามาใช้ก่อน

ทุ่มกว่า สมัยยืนพิงเสา สูบบุหรี่รับลมอยู่ที่ระเบียงบ้าน บุญมาแบกปืนแก๊ป ฝ่าความมืดมาบังต้นไม้ ห่างจากที่สมัยยืนอยู่ ไม่ถึงสิบห้าเมตร บุญมารีบยกปืนแก๊ปขึ้นนก เล็งไปที่ตรงหัวใจ ของสมัย ทันใดนั้น ลูกสาวของสมัย วัยสองขวบกว่า ก็วิ่งมาหาพ่อ สมัยอุ้มลูกสาว ด้วยความรัก บุญมาฉุกคิด ได้สติ ลดปืนลง แล้วหันหลังกลับ ภาพของลูกสาว ที่กำลังป่วย ผุดขึ้นมา หากพ่อตาย ลูกสาวและเมียเขา จะทุกข์แค่ไหน เป็นเราหละ ลูกเมียเรา จะยิ่งเดือดร้อน เพราะภาพสายใย ของความเป็นพ่อแม่ลูก ที่มีความรักห่วงใย ไม่แตกต่างกัน

ถึงแม้เรื่องร้ายในชีวิตจะผ่านมาถึงยี่สิบปีแล้วก็ตาม แต่บุญมายังคงจำได้ดี

สามทุ่มกว่าบุญมาขับรถแท็กซี่คันเก่า มาจอดที่ริมทางเท้า ตรงที่ล้อเข็นขายข้าวแกง มีโต๊ะพร้อมเก้าอี้ ทรงกลม ตั้งไว้สองชุด บุญมาลงมาสั่ง ข้าวราดผัดรวมมิตรรองท้อง "ฉันคิดว่า จะเก็บเงินไว้เที่ยว แต่ก็เก็บ ไม่ได้สักที"Ž ผู้โดยสารที่เป็นสาวรุ่นคุยกัน บุญมายังคงจำได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับ สาวรุ่นสมัยก่อน มักจะคุย กันว่า "ฉันเก็บเงิน ซื้อทองก็ไม่ได้สักที" สาวรุ่นก่อน จะคิดถึงอนาคต เป็นเรื่องใหญ่ แต่สาวรุ่นทุกวันนี้ จะคิดวุ่นอยู่ แต่กับความสนุกสนาน ในปัจจุบัน

กินข้าวไปคิดไป คิดถึงคำผู้โดยสารแต่งตัวภูมิฐานอีกคนหนึ่ง เมื่อตอนย่ำค่ำ "จอดรถตรงปากซอย ผมจะลง ไปเที่ยว ผู้หญิงสักหน่อย กลัวโรคเอดส์ก็กลัว แต่ก็หยุดไม่ได้จริงๆ"

บุญมาคิดในใจ โชคดีนะ ที่เรามาถือศีลห้า ไม่คิดนอกใจคู่ผัวตัวเมีย ไม่งั้นอาจติดเชื้อโรคร้ายด้วยกัน ทั้งผัวเมีย

เพราะบุญมาเคยได้เข้าวัดฟังธรรม เส้นทางชีวิตในมุมมืด จึงพลิกผันไปพบแสงสว่างได้

(เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๔๖ กันยายน ๒๕๔๕)