15นาทีกับพ่อท่าน

ฉบับฉลองน้ำ

แน่นอนว่า เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว ชาวโลกจึงมิอาจหนีพ้น ต่อภาวะสงคราม ที่กำลังก่อตัว และลุกลามกว้างไกล ตราบที่กิเลส ของมนุษย์จะพาไป เราได้เตรียมรับต่อวิกฤติ ที่จะตามมาอย่างไร แม้วันนี้ อาจจะเหมือน ยังอยู่ไกลตัวก็ตาม

น้ำท่วมบ้านราชเมืองเรือ จึงเป็นอีกแบบฝึกหัด ทดสอบชิ้นเยี่ยม ของชาวอโศก หลังจากได้ผ่านการฝึก มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้แม้น้ำท่วมหนักขึ้น ก็ผ่านโจทย์สบาย

และนี่ก็เป็นเพียงแบบฝึกหัดจริง บทที่ ๑ เพราะต่อแต่นี้ ชาวโลกจะได้พบกับบทฝึกจริงๆ เพิ่มขึ้นๆ และยากขึ้นๆ เหตุเพราะสงครามครั้งนี้ กล่าวกันว่า มีแต่การเริ่มต้น ที่ปราศจากการลงท้าย


- ปีนี้น้ำท่วมบ้านราช สถิติสูงกว่าปีที่แล้ว มีปัญหาอย่างไรบ้าง

- ไม่มีปัญหายุ่งยาก เพราะอะไรๆเราก็รู้อยู่แล้ว ในสถานะอย่างนั้น เราก็ยินดีให้ได้ แต่ถึงจะยินดี ีหรือไม่ยินดี เราก็ต้องรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็มีหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เหมือนที่เขาพูดว่า เราต้องพยายาม สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งเราก็พยายาม ปรับสิ่งนี้ ให้เป็นประโยชน์ ในด้านต่างๆอยู่ ที่ควรจะแก้ ให้เป็นประโยชน์ ในมุมไหนได้บ้าง มุมที่มันเสีย ก็ห้ามไม่ได้แล้วนี่ แต่มุมไหน ที่มันจะมีดีแถมมา เราก็ต้องพยายาม จะนำมาใช้เป็นประโยชน์ มากที่สุด เราแปรวิกฤติ เป็นโอกาส เพราะเราหนีไม่พ้น เมื่อมันมาแล้ว ก็ต้องตั้งหน้ารับไป เราไม่คิดจะล่าถอย หรือ ไปเลือกทางอื่น เพราะไหนๆ ก็จะอยู่บ้านหลังนี้ เมืองนี้แล้ว เมื่อน้ำมาก็มา เราบังคับมันไม่ได้ ฤดูกาลเป็นไปตาม เหตุปัจจัย แม้คนอื่นๆ จะทำให้ลมผิดทาง ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงวิปริตไปต่างๆนานา เราก็โทษใครไม่ได้ เราจะห้าม เหตุปัจจัยพวกโน้น ไม่ไหวหรอก

ปีนี้อาตมาไม่คาดคิดว่า น้ำจะท่วมมากมาย ซ้ำซ้อนกัน ๒ ปีติดกัน โดยปีนี้ท่วมหนักกว่า ปีที่แล้วอีก แต่เมื่อเราห้ามไม่ได้ ก็ต้องตั้งหน้า รับสถานการณ์ พูดอย่างภาษาโบราณก็ว่า ใจดีสู้เสือ สู้ให้ดีที่สุด สู้อย่างใจเป็นสุข สู้อย่างใช้ปัญญาสูงสุด เท่าที่เราจะทำได้ เพราะฉะนั้น วิธีการที่จัดงาน ฉลองน้ำก็ตาม ก็เป็นจิตวิทยา เป็นสังคมศาสตร์ ที่อาตมานำมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ ในการเป็นอยู่ต่อไป อันนี้มันจะเกิด เป็นกิจกรรม เป็นรูปแบบ การสร้างจารีต ประเพณี หรือ จะเป็นการสร้างอะไรๆ ก็แล้วแต่ ซึ่งอาตมาคิดว่า พวกเราที่นั่นได้คลี่คลาย ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือ ได้เสริมจิตวิทยา กันขึ้นมาให้ได้ แทนที่จะเศร้าหมอง อับเฉา การจัดงาน ก็ไม่ได้จัดเอิกเกริก เฮฮา จนต้องเปลืองต้องผลาญ วินาศสันตะโร เหมือนงานอะไร ข้างนอกเขา ก็เปล่า เราแค่ลงทุนเล็กๆน้อยๆ จริงๆแล้ว มันคุ้มเกินคุ้ม โดยไม่ต้องเรี่ยไร แต่สร้างน้ำใจ ให้เกิดความสัมพันธ์ ของสังคมขึ้นมา แม้แต่ญาติธรรมของเรา จากที่ต่างๆ ก็ได้แวะเวียนเข้ามา โลกเขาก็ยังทำกันเลย เวลาเกิดอุทกภัย เขาก็ประกาศกัน ใครมีน้ำจิต น้ำใจ ก็ไปช่วย ทั้งแรงงาน เงินทอง ข้าวของวัตถุต่างๆ ที่จะนำไปช่วยกันได้ แม้แต่รัฐบาล เขาก็ทำกันอย่างเป็นธรรมดา ธรรมชาติ นี่ของเรา ญาติธรรมกันแท้ๆ เราจะไปเลวกว่าเขาได้อย่างไร เราก็ทำไป ตามประสาของเรา ทำแล้ว มันก็เกิดภาวะ ทางจิตจริงๆ มากกว่าเขา และจะทำให้เราเบาแรง คนข้างนอกอีกด้วย เพราะเมื่อเราช่วยกัน เพียงพอสมควรแล้ว โดยเราก็ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย ผลาญพร่าอะไร พวกเราช่วยกัน คนละไม้ คนละมือ คนละนิด คนละหน่อย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ทรัพยากรอะไรก็แล้วแต่ จะเกื้อกูลกัน เห็นแล้วว่า การที่น้ำท่วม มันคงอดอยากแน่ ไม่มีพืชผล ที่จะไปเก็บกินกันได้แน่ๆ เราก็ช่วยกันอย่างนี้ โดยไม่ต้องเบียดเบียน คนอื่นข้างนอกเขา ซึ่งอาตมาว่า นี่คือการประกาศหลักการ พึ่งตนเอง หรือ พึ่งหมู่ฝูงกันเอง โดยไม่ต้อง ไปทำตัว ให้เป็นภาระ เดือดร้อน อะไรแก่สังคม ส่วนกว้างส่วนใหญ่ เขาเพิ่มขึ้น อาตมาว่า นี่จะเป็นรูปแบบที่ดี ของสังคมแห่งการพึ่งตนเอง และ พึ่งกันเองต่อไป


- การเจ็บป่วยของพ่อท่านคราวนี้ มีการผ่าตัด ซึ่งหนักกว่าทุกครั้ง พ่อท่านรู้สึกอย่างไรคะ

- ไม่ถึงกับหนัก แต่ก็เป็นอาการที่ต่างจากปกติหน่อย ตรงคำว่าผ่าตัด เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน เป็นเพราะสังขารเสื่อม อวัยวะส่วนนั้น ส่วนนี้เสื่อม ซึ่งไม่มีใครอยากให้เสื่อม แต่มันก็เป็นไป หมอจึงให้ไปแก้ไข ให้ไปบำบัดรักษา ถ้าถามว่า อาการดีขึ้นไหม ผ่าตัดมาแล้วก็ดีขึ้นกว่า ก่อนที่จะผ่าตัด เพราะก่อนจะผ่าตัด ตาที่ใช้มอง จะมีจุดดำขวางอยู่ ประมาณส่วนหนึ่ง ขนาดหนึ่ง พอผ่าตัดออกมา ส่วนที่บัง มันเล็กลง หายไปประมาณ ๑ ส่วน ๓ ก็ดีขึ้นอย่างนั้นแหละ ทำให้เห็นไกลขึ้น กว้างขึ้น ได้รับแสงมากขึ้น ส่วนตาอีกข้าง หมอไม่ได้บอกว่าจะเป็นอีก แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องระวัง ต้องพยายามป้องกัน ระมัดระวังไว้ก่อน ก็เท่านั้นเอง ถ้าไปรับพิษภัยอะไรมา หรือใช้มันมากเกินไป รับแสง รับรังสี หรือไปกระทบกระเทือน สมบุกสมบันมาก ก็แน่นอนเป็นธรรมดา มันก็คงต้อง เจ็บป่วยเพิ่มขึ้น หรือว่า ทรุดเสื่อมไป


- หมอได้พูดถึงว่า พ่อท่านทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

- ไม่มีหมอคนไหนบอกเลย อาตมาก็เคยแย้งว่า คอมพิวเตอร์ ไม่ทำอะไรอาตมาหรอก เพราะอาตมา ได้จัดการ ป้องกันแล้ว ถ้ามีผลกระทบ ทำให้คนใช้คอมพิวเตอร์ เป็นพิษเป็นภัย ทุกคนที่ใช้ ก็คงจะเป็น ก่อนอาตมา เพราะเขาอยู่ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ห่างประมาณ ๑-๒ ฟุต แต่ของอาตมา ห่างตั้งเมตรกว่า โดยอาตมา ออกแบบเตรียมไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้น อย่ามาว่าอาตมา ดันทุรัง ดื้อทำงาน ดื้อเขียนหนังสือ อะไรหรอกนะ ตาที่เสื่อม กับสังขารที่เสื่อม ขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่า เป็นเพราะงาน แต่เป็นเพราะสังขาร ซึ่งเป็นธรรมดาของมัน

สรุปสาเหตุ ก็คงเป็นเพราะมันแก่ ทีนี้จะห้ามคนไม่ให้แก่ มันห้ามไม่ได้


- คนข้างนอกมีการปลดเกษียณ เพื่อลดงานลง

- คนที่เกษียณแล้ว ไปทำงานข้างนอก ที่หนักกว่าเก่าเยอะแยะไป เพียงแต่เขาออกจากงาน ที่ทำประจำ ในระบบราชการ แต่ไปทำงานเอกชน ได้เงินเดือนเพิ่มเติมขึ้นอีก บางคนทำหนักกว่าเก่าด้วยซ้ำ บางคนที่เขามีความรู้ ความสามารถ เอกชนก็มาจีบเอาตัวไปทำงาน แล้วก็ได้ทำงาน มากกว่าเดิม ตามบริษัทต่างๆ เขาไม่ให้กินเงินฟรีหรอก เขาจะควบคุม ให้ต้องทำงาน ให้แก่บริษัทเขา มากกว่ารัฐบาลซะ แต่ก็มีบางคน ที่ปลดเกษียณแล้ว ไปเล่นกับต้นหมาก รากไม้อยู่เฉยๆ อาจเพราะ ไม่มีคนมาจ้าง หรือมีคนจ้างแต่เขาไม่ทำ ก็เรื่องของเขา แต่คนที่ยังทำงานอยู่ ก็มีเยอะแยะ และส่วนมาก สำหรับคนที่มีความขยัน หมั่นเพียร เขาก็ไม่อยู่เฉยๆหรอก ตัวอย่างเช่น อาจารย์ระพี สาคริก ท่านหยุดที่ไหน จนขนาดนี้ อายุ ๘๐ ปี หรือ ยังไม่รู้ ก็ยังทำงานอยู่

พวกเราน่าจะวางใจ ถ้าอาตมาจะพูดแล้ว พวกเรานี่แหละ ดูถูกอาตมามาก ไม่เชื่อภูมิอาตมา บ้างเลยหรือว่า อาตมา มีความประมาณเป็น ไม่ใช่มองอาตมา ยังกับเด็กๆ ที่ประมาณสู้พวกคุณไม่ได้


- แสดงว่าที่ผ่านๆมา พ่อท่านได้ประมาณแล้ว

- อาตมาวิเคราะห์ให้ฟังแล้วว่า ไปตรวจร่างกายอยู่ ถึงมันจะมีส่วนที่บกพร่องอยู่บ้าง คือ ตากับคอ เพราะอาตมา ใช้งานมาก และจะห้ามไม่ให้ใช้ ก็ไม่ได้ด้วย เพราะมันจำเป็น ใช่ไหม เหมือนคุณจะ ห้ามพระพุทธเจ้า ไม่ให้ตาย ด้วยโรค ปักขันทิกาพาธ หรือ ห้ามพระสารีบุตรไม่ตาย เพราะโรค ปักขันทิกาพาธ ก็ห้ามได้ไหมล่ะ มันไม่ได้ เพราะเป็นความจำเป็น เป็นสิ่งที่ต้องจำนน เป็นเรื่องสุดวิสัย

ทีนี้มาดูโดยส่วนรวม ของร่างกายอาตมา สมองก็ไปตรวจมาแล้ว อยู่ดีๆก็ไปตรวจว่า มันจะเสื่อมขนาดไหน อุตส่าห์ไป เสียเงินค่าตรวจ ตรวจไปตั้ง ๘ แผ่นฟิล์ม ถ่ายมาเป็นส่วนๆ หมอที่ตรวจ ก็อุทานว่า สมองอาตมานี้ เท่ากับคนอายุ ๓๐-๔๐ ปี โดยไม่เสียไปตามวัย หัวใจก็ไปตรวจ ตั้งหลายโรงพยาบาล พบว่าหัวใจยังแข็งแรงดี ปอดก็ไปถ่าย X-RAY ตรวจมา ไม่รู้กี่ฟิล์ม ก็ไม่มีอะไร สภาพคงที่ ตรวจมาเอาฟิล์ม ตั้งแต่อายุ ๖๐ มาเทียบกับฟิล์อายุ ๖๔ แล้วก็เทียบกับฟิล์มอายุ ๖๗ เปรียบเทียบแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม หรือแม้แต่โดยสายตา ใครๆที่พบอาตมา ก็จะโดนทัก อาตมาก็ได้รับ คำบอกเล่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจากพวกคุณ หรือใครๆก็ว่า อาตมาไม่เห็นแก่เท่าไร อายุไม่น่าถึงขนาดนี้

สรุปแบบที่ยกอ้างหลักฐานเหล่านี้ มาประกอบ เพื่อจะยืนยันว่า อาตมาใช้อิทธิบาท อยู่ประมาณหนึ่ง เพราะฉะนั้น ร่างกายจึงยัง แข็งแรงดีอยู่ อวัยวะส่วนใหญ่ ที่สำคัญๆ ก็แข็งแรงดี แต่จะไม่ให้มันมีอะไร บกพร่องบ้างเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้ ขนาดเจ็บนั่นปวดนี่ ปวดเอว ปวดขา ปวดแข้งบ้าง อาตมาก็ไม่ได้ ปวดอะไร เหมือนคนอายุมากทั้งหลาย ทั้งที่อาตมา ก็อายุขนาดนี้แล้ว น่าจะร้องคร่ำครวญ ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดโน่นปวดนี่ก็เปล่า ถึงจะเป็นบ้าง เล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ได้ป่วยขนาด เป็นโรคเรื้อรังประจำ จะมีบ้างก็ตรงร้อนที่ขา แต่หมอบอกว่า เกี่ยวกับประสาท ไม่ใช่เรื่องของ การใช้กล้ามเนื้อ เส้นประสาทของอาตมา มี cell อย่างนั้นตามวิบาก ก็เท่านั้นเอง

อาตมาคิดว่า ใช้อิทธิบาทได้ผลอยู่นะ แต่เอาเถอะ พวกคุณทั้งหลายแหล่ อยากจะให้อาตมาเจ๋งกว่านี้ หนุ่มกว่านี้ ดีกว่านี้ ไม่ให้เสื่อมยิ่งกว่านี้ เป็นความปรารถนาดี อาตมาก็เข้าใจ แต่อาตมาไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะอาตมา ก็ใด้พยายาม ทำดีที่สุดแล้ว ประโยชน์สูง - ประหยัดสุด อาตมาได้ประมาณ อย่างพอเหมาะแล้ว

แต่ถ้าจะไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย คุณจะไปฝืนไตรลักษณ์นี้ ได้อย่างไร เป็นเพราะพวกคุณ ห่วงเกินไป พูดเท่าไรก็ไม่ฟัง จะให้แต่อาตมา พักลูกเดียว ถ้าการพักเป็นสูตรสำเร็จ หรือเป็นสูตรที่ดีจริงๆ อาตมาว่าคนในโลก คนจะพักกันหมด แม้แต่พระพุทธเจ้า ซึ่งความจริง มันไม่ใช่นะ สูตรที่ว่า ให้พักไปทั้งหมด มันจะมีผลเสีย ในมุมกลับอีกมุม ถ้าไม่ทำอะไร อาตมาว่า จะเป็นอัมพาตด้วยซ้ำ และ จะป่วยหนักกว่าเก่าก็ได้

ทุกวันนี้ อาตมาไม่ได้สมบุกสมบัน มากเกินไป ถ้าเหนื่อยพอสมควร อาตมาก็นอนพัก ไม่ต้องมีใครมาบอก แต่ก่อน ใครบอกให้พัก อาตมาก็มัก จะยังไม่พัก ก็ไม่ใช่ว่าดื้อ แต่เห็นว่า ยังไม่ได้เป็นหนัก ขนาดต้องนอนพัก อาตมาก็เลยไม่พัก


- ในความคิดของโพธิสัตว์ ถ้ามีเวลาเหลืออยู่ ๑๐ ปี โดยทำงานแบบให้เวลาดูแลตัวเองบ้าง เปรียบเทียบกับ ถ้าเราทำงาน เพื่อช่วยรื้อขนสัตว์ ในยุควิกฤติอย่างเร่งด่วน โดยมีเวลาพัก สำหรับตัวเองน้อย ทำให้เหลือเวลาเพียง ๕ ปี พ่อท่าน จะเลือกอย่างไหนคะ

- ถ้าเราทำงานได้มากขึ้นจริง ส่วนอายุจะสั้นลง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า ซึ่งแทนที่จะสิ้นชีวิต อายุ ๑๐๐ ปี ท่านก็มา สิ้นชีวิตอายุ ๘๐ ปี แต่เสร็จแล้ว ผู้คนก็ได้ประโยชน์มากกว่า ที่จะค่อยๆทำงานช้าไปถึง ๑๐๐ ปี ถ้าเผื่อคิดแล้วว่า เราพากเพียรอย่างนี้ ถึงแม้อายุของเรา จะสั้นลงไปอีกสัก ๒๐ ปี แต่ประโยชน์ มันได้รับเร็วขึ้น คุ้มค่ามากกว่า การที่จะลากไปถึง ๑๐๐ ปี เราก็เลือก ๘๐ ปีซิ อาตมาว่าพระพุทธเจ้า ท่านคำนวนอันนี้ เป็นเหมือนกัน ท่านก็เลยเลือกเอา ๘๐ ปี อาตมาก็เลือกนัยะ อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านทำนั่นแหละ

แต่กระนั้นก็ดี อาตมาก็รู้ว่า ไม่ได้มีอิทธิบาทอะไร เก่งกว่าพระพุทธเจ้า จึงต้องพยายามทำ เท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เสียผล ในหลักประโยชน์สูง ประหยัดสุด อาตมาคิดว่า ตัวเองไม่เหมือนพระพุทธเจ้า ตรงที่ท่าน ยอมขาดทุนด้วย ด้วยเวลาของอายุขัย แต่อาตมาคิดว่า จะไม่ยอมขาดทุน ในอายุขัย และอยากให้เกิน อายุขัย อยู่ด้วยบ้าง ซึ่งก็พยายาม ทำให้เต็มที่ ให้ได้ทั้งประโยชน์และอายุ ประโยชน์จากการทำงาน ก็ได้มากขึ้น อายุก็ได้ต่อยาวขึ้น เกินกว่าอายุขัยจริงๆ ที่ต้องตาย ในอายุเท่านั้นแล้ว ก็พยายามใช้อิทธิบาท ให้ยิ่งขึ้น ยาวเกินกว่านั้นอยู่บ้าง ขนาดนี้ พวกคุณก็ยังไม่พอใจ อาตมาไม่รู้ จะทำอย่างไรแล้ว

อาตมามีบุญอยู่อย่างก็คือ มันไม่เจ็บไม่ป่วย เท่าที่คนอายุ ๖๐ ขึ้นหรือ ๖๕ ขึ้นไปหา ๗๐ เพราะอวัยวะเจ้าการ มันขาดสมดุลขึ้นมา เกิดเป็นโรคประจำตัว เพราะอวัยวะเจ้าการเสื่อม เป็นโรคนั่น โรคนี่ สุดท้าย เชื้อโรค ก็เข้าไปก่อรัง อยู่ในอวัยวะ ส่วนนั้นส่วนนี้ ก็เป็นกันเยอะแล้ว แต่อาตมาโชคดี ทุกวันนี้ ไม่ได้ทรมานชีวิต จะมีแต่ความเสื่อมบ้าง โดยไม่ทำให้เจ็บทรมาน ไม่ว่าเรื่องตาก็ตาม คอก็ตาม มีอาการไอบ้าง นอกนั้นก็ไม่มีอะไร

ถ้าว่าไปแล้ว พวกเราตะกละมากเกินไปหรือเปล่า อยากให้ขันธ์นี้ มันเที่ยงแท้ อย่าให้มันเสื่อม อย่าให้มัน เป็นอะไร ไปเกินกว่า ที่ความจริงจะให้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่พูดกันมา อาตมาก็เข้าใจ ในจิตวิญญาณของพวกเรา อยากให้อาตมา ไม่ต้องเจ็บต้องป่วย ไม่ให้อะไรเสื่อม ไม่ให้ทรมาน อยากให้อายุยาวๆไป ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี อาตมาเข้าใจ ทุกอย่าง ก็ขอบคุณ ในความมีน้ำใจ ของทุกคนนั่นแหละ และก็ได้พยายาม สนองความต้องการ ของพวกเราอยู่ด้วย โดยอาตมา ก็คิดจะทำงาน ตามที่อาตมา มีปณิธาน มีความประสงค์ หรือมีความตั้งใจ ควบคู่ไปด้วย ก็ไม่น่าจะขัดอะไรกัน


- ขอคำแนะนำวิธีห่วงให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะมัวทุกข์ร้อน

- ถามประเด็นนี้ดี แทนที่จะห่วงใย อย่างไร้ประโยชน์ ควรจะพิจารณาว่า ทำอย่างไรจะแปล ความห่วงใย ให้เป็นประโยชน์ เอาอย่างนี้ ถ้าพวกคุณ ห่วงใยอาตมา ก็ต้องคิดหาความจริงว่า ความเสื่อม มันต้องเกิดแน่ เพราะฉะนั้น คุณก็ทำ ประโยชน์ตน โดยลองพิจารณา วิปัสสนาให้เข้าใจ ให้เห็นความจริง ให้ได้ว่า ห่วงมันก็เป็นทุกข์ ปล่อยวางเสีย เพราะถึงแม้ คุณจะห่วงอย่างไร อาตมาก็ตายแน่ มันไม่อยู่ค้ำฟ้า ไปได้หรอก และเวลา มันก็ใกล้ เข้ามาแล้ว แน่ๆ จากนี้ไป อาตมาจะอยู่ได้ อีกสักกี่ปี ก็ไม่รู้ได้ เพราะฉะนั้น ก็เอาอันนี้แหละ มารีบขวนขวาย มารีบพากเพียร อาตมาว่า พวกเรา ค่อนข้าง จะมาได้จุดสบาย ตามที่ตนเองศึกษา ฝึกฝนมา มันมีความสบาย ที่คุณได้มาพอสมควร เสร็จแล้ว ก็กลายเป็น ไม่ขวนขวายต่อ ไม่อุตสาหะ วิริยะบากบั่นต่อ ตั้งแต่เรายังจนยาก เรายังอดโซ ยังไม่ค่อยมี ก็จะขวนขวาย แต่พอมีกินมีอยู่ ซักหน่อย ฐานะดีขึ้น ก็ชักจะไม่ขวนขวายเท่าไร อันนี้เป็นธรรมดา ธรรมชาติของโลกีย์ ของคนที่ยังมีกิเลส ก็บำเรอตน อย่างนั้นแหละ อาตมาว่า อันนี้ต้องแก้ไขตัวเองให้ได้ ต้องแก้ไข จุดนี้ให้ได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กว่า มีความเจริญกว่า ยิ่งอาตมา ใกล้วันจะตาย ไปเรื่อยๆ พูดกันง่ายๆ ชัดๆ เพราะฉะนั้น ในขณะที่อาตมา ยังมีชีวิตอยู่ ก็ขวนขวายเถิด เอาใจใส่ในการศึกษา ขวนขวายที่จะช่วยอาตมา ให้มันได้อะไรๆ ทุกคนถ้ามีพลังสร้างสรรค์ ขวนขวายปรับปรุง พัฒนาตัวเอง ตามหลักธรรม ของพระพุทธเจ้า อาตมามั่นใจ เพราะประโยชน์ตน มันก็เป็นประโยชน์ท่าน ไปพร้อมกัน ถ้าเป็นสัมมาทิฐิ ที่สมบูรณ์ เพราะประโยชน์ตน ก็คือ การลดกิเลส พอลดความเห็นแก่ตัวได้ มันก็จะกลายเป็น ประโยข์สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ผู้อื่น ไปด้วยในตัว เหมือนเหรียญ ๒ ด้าน ย่อมไม่แยกกัน

เมื่อคุณทำประโยชน์ผู้อื่น ไปด้วยในตัว คุณก็ช่วยให้อาตมา เบาแรงไปเรื่อยๆ อะไรๆก็จะดีขึ้น สอดคล้องไปหมดเลย นี่แหละคือ การทำความเข้าใจ ขวนขวายตัวเอง อันนี้ให้ดี ถ้ามันจะไม่อุตสาหะ ไม่ขวนขวาย ก็ต้องพยายาม ทำความเข้าใจ ให้มันขวนขวายให้ดี ดีไม่ดี คุณบีบคอมัน ซึ่งก็คือตัวคุณ ให้ต้องขวนขวาย จะเฆี่ยนจะตี จะดุจะว่า ก็เอาซิ จัดการมัน ให้เป็นอย่างที่อาตมาว่า อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ผู้ได้ผลจาก ทานมัย-สีลมัย-ภาวนามัย แล้วจะเพิ่มภูมิ ก็ต้องเพิ่ม อปจายนมัย และเวยยาวัจจมัย แล้วจึงจะสำเร็จ ปัตติทานมัย - ปัตตานุโมทนามัย สูงขึ้นๆตามไปได้ ที่สำคัญ ยิ่งสูงยิ่งลึก ก็ยิ่งต้องมี ธัมมัสสวนมัย และธัมมเทสนามัย จึงจะสมบูรณ์ ด้วยทิฏฐุชุกัมม์

ทุกสิ่งย่อมพรากจากกัน แม้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในชีวิตก็ตาม นี่คือสัจจะ การทำใจ ยอมรับความจริงวันนี้ แม้เป็นเรื่องยากเย็น นี่คือโจทย์ เราจึงไม่มี เวลาอีกแล้ว สำหรับการทำตามใจกิเลสตัวเอง แต่การทำ ให้กิเลสน้อยลงๆ และขวนขวาย พากเพียรมากขึ้นๆ นั่นต่างหาก คือ การรู้คุณค่าต่อเวลา และเข้าถึง ความหมาย แท้จริงแล้ว ความรักคือการให้ การสละ เกื้อกูล ที่เกิดคุณค่าประโยชน์ อันทำให้มนุษย์ อยู่เป็นสังคมที่ดีที่สุด อยู่ชั่วกาลนาน

 

๑๕ นาทีกับพ่อท่าน หนังสือสารอโศก อันดับที่ ๒๔๐
เดือนกันยายน ๒๕๔๔ หน้า ๑๙

www.boonniyom.net   

 www.asoke.info