บันทึกจากปัจฉาสมณะ
ตอน ผู้รักษาความรู้ของพระพุทธเจ้า


 

ผูถี ซ่านหู้ ผู้สืบสร้างเผ่าพันธุ์พุทธ

"ชื่อของท่าน ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษ จะมีความหมายว่าอย่างไร และเกี่ยวอะไรกับงาน ที่ท่านทำหรือเปล่า"
บาทหลวงชาวสวิสเซอร์แลนด์ ถามพ่อท่าน ๖ ธ.ค.๔๔ ที่สันติอโศก

"เกี่ยวที่สุด ชื่อของอาตมาหมายความว่า เป็นผู้รักษาความรู้ของพระพุทธเจ้า" พ่อท่านตอบ

ในวันสิ้นปีเก่า ๓๑ ธ.ค.๔๔ พระรูปหนึ่งที่ศรัทธาและคุ้นเคย ได้มากราบนมัสการพ่อท่าน แล้วบอกเล่าว่า ชาวไต้หวันรู้จักพ่อท่าน ในนาม "ผูถีซ่านหู้" แปลเป็นไทยว่า โพธิรักษ์ "ผูถี" แปลว่า โพธิ "ซ่านหู้" แปลว่า รักษา

ต้นเดือนธันวาคม คริสต์ศาสนิกชน ได้มาศึกษาดูวิถีชาวพุทธ ที่สันติอโศก (๖ ต.ค.) พ่อท่าน ได้ต้อนรับพูดคุยด้วยเล็กน้อย ตามโอกาสที่มี แต่ให้ข้อคิดที่ดี สำหรับพวกเรา ในหลายๆด้าน บางอย่าง ไม่สามารถเขียนถ่ายทอดในที่นี้ได้

การไปตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด PVC (๖ ม.ค.) ที่ร.พ.พร้อมมิตร ผลการตรวจ เป็นการเสื่อมตามวัย ของพ่อท่าน ไม่ถึงขั้นน่าห่วง

ช่วงกลางเดือน ๑๔ ธ.ค.๔๔ พ่อท่านได้รับนิมนต์ ให้เทศน์กับชาวบ้านที่มาอบรม ตามโครงการของกองทุน SIF ที่วัดสวนธรรมร่วมใจ ซึ่งบรรดาศิษย์ ถือเป็นการทำบุญ ระลึกถึงหลวงพ่อ ธรรมชาติไปด้วย

แทบจะตลอดทั้งเดือนนี้ พ่อท่านอยู่ที่บ้านราชฯ เป็นส่วนมาก เพื่อช่วยดู และให้คำแนะนำ การเตรียมงานปีใหม่ โดยจะมีการเข้าค่าย ของศิษย์เก่าสัมมาสิกขา และนิสิต สัมมาสิกขาลัย วังชีวิต (ม.วช.) รวมทั้งการเข้าค่าย ยุวชนอโศกสัมพันธ์ (ยอส.) ในช่วงปลายปีของทุกปี ซึ่งพ่อท่าน ต้องแบ่งเวลาพบ เพื่อตอกย้ำ อุดมการณ์บุญนิยม และให้ข้อคิดอื่นๆ ตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ในช่วงต่างๆของสังคม ขณะนั้นๆ


ศาสนสัมพันธ์
๖ ธ.ค.๔๔ ที่สันติอโศก กลุ่มศาสนิกคาทอลิก ประมาณ ๘ คน ได้มาเที่ยวชม กิจกรรมต่างๆ แล้วรับประทานอาหารมังสวิรัติ หลังจากนั้น ได้พูดคุย ซักถามพ่อท่าน อีกเล็กน้อย ก่อนเดินทางกลับ ไม่ได้พักค้าง

ก่อนการสนทนากับพ่อท่าน ทั้งหมดได้กล่าวแนะนำตัวเอง ถึงชื่อและงานที่ทำอยู่ และสาเหตุที่มา ทั้งหมดมาจาก หลากหลายประเทศในยุโรป เป็นบาทหลวง ๓ ท่าน ต้องการมาดู การดำเนินชีวิตของชาวพุทธ มีคนหนึ่งทำงานเกี่ยวกับ ระบบนิเวศน์วิทยา ได้กล่าวชมพวกเรา ที่สามารถปรับธรรมชาติ ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ได้อย่างดี คนสุดท้าย เป็นชาวออสเตรีย ได้แสดงความเห็น เสนอแนะว่า น่าจะทำให้กว้างกว่านี้ เพื่อให้เกิดการสนทนา ระหว่างศาสนา ให้มากขึ้นกว่านี้ เป็นการร่วมมือกัน เพื่อขยายไป ในวงกว้าง

"โดยจริงแล้วมนุษย์มีความปรารถนาดี มีความต้องการจะให้สิ่งดีๆไปสู่มนุษย์ ต้องการที่จะ ให้มีการเปิดกว้าง ด้วยการให้มีการแพร่ ไปสู่กันและกันเร็วและมากนั้น เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ก็เป็นความปราถนาดี มันเป็นความคิดที่ดีอยู่ มันเป็นความต้องการ ความปรารถนาที่ทางพุทธ เราเรียกว่า กิเลสที่เกิน ความเป็นไปได้ ที่อาตมาทำงานอยู่นี้ อาตมารู้ว่า การจะให้คน เป็นคนดีนี่ เป็นคนดีถึงความจริง เข้าไปให้ถึงจิต จิตวิญญาณเป็นเจ้าของ ความเป็นคน แต่จิตวิญญาณของพุทธนี้ ไม่ได้หมายความว่า จิตวิญญาณที่เป็นของพระเจ้า ที่จะสั่งการ ดลบันดาล แต่จิตวิญญาณนี้ คือสิ่งจริงที่อยู่ในคน และ จิตวิญญาณนี่แหละสั่งการ เหมือนพระเจ้าสั่ง ซาตานสั่ง เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาเรียนรู้ในนี้แหละ มาเรียนรู้ จิตวิญญาณในตัวเรา เพราะศาสนาเทวนิยมไม่เรียนรู้ซาตาน ไม่รู้ว่าซาตาน หรือพระเจ้า อยู่ภายในจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธ เรียนรู้ตัวตนของซาตานให้ได้ และจัดการทำลาย ซาตานให้ตาย ให้สิ้นให้ได้ ถ้าเราทำลาย สิ่งที่เป็นซาตานได้จบ นั่นแหละคือ จิตพระเจ้า จิตวิญญาณบริสุทธิ์ และนี่คือ พระเจ้าที่จริง ที่สัมผัสได้" พ่อท่านตอบอย่างมีเจตนา ให้ความรู้ แลกเปลี่ยน เหมือนกับจะตอบรับทันที ถึงข้อเสนอแนะ ให้เปิดกว้าง เพื่อจะได้เกิดการสนทนา ระหว่างศาสนา ข้าพเจ้าฟังไปก็คิดไป หากเป็นข้าพเจ้า จะไม่สามารถตอบได้อย่างนี้ ด้วยไม่มีความรู้ และความกล้า เท่าการที่พ่อท่านตอบเช่นนี้ ในมุมหนึ่งมองเหมือน ขาดมารยาทสังคมสัมพันธ์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เป็นการประมาณ การตัดสินใจของพ่อท่าน ที่จะให้เกิดประโยชน์ เผื่อคนที่มีใจเปิดกว้าง จะได้ศึกษาเรียนรู้ ความแตกต่างที่ลึกซึ้งขึ้น แทนที่จะตอบอย่างเรียบๆ ตามมารยาทสังคม ถนอมน้ำใจ ถนอมความรู้สึกสัมพันธ์ แล้วก็จากกันไปเฉยๆ


ถาม "ถ้าท่านมีโอกาสพูดกับเยาวชน ท่านจะพูดสอนแบบไหนก่อน" เป็นคำถามของ คริสตชน ชาวเลบานอน ที่สนใจทำงานอยู่กับเยาวชน

พ่อท่าน: "สอนให้เขารู้จักสิ่งไม่ดีในตัวเอง และสิ่งไม่ดี ที่เป็นตัวอย่างอยู่ข้างนอก ว่าเราอย่า ไปเป็นอย่างนั้น แล้วเราเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่ หากเป็นเรา ก็จัดการตัวเรา ให้ดูตัวเองเสมอๆ"

ถาม: "ศาสนาใหญ่ๆ มีอะไรที่เหมือนกันบ้างไหม หมายถึงศาสนาคริสต์ด้วย"

พ่อท่าน: "เหมือนๆกัน คล้ายๆกัน ต่างกันในวิธีการ และจุดสุดยอด อย่างจุดสุดยอดของพุทธนี้ สุดยอดที่นิพพาน"

ถาม: "แล้วจุดที่เหมือนกันคืออะไร" อีกคนซักต่อ

พ่อท่าน: "ส่วนที่เหมือนกันคือ ละชั่วประพฤติดี" ส่วนมากจะคล้ายกันทุกศาสนา แต่วิธีปฏิบัติ นี่ต่างกัน วิธีปฏิบัติของพุทธนี้ คือเรียนรู้เข้าไปถึงจิตใจจริงๆเลย และก็มีจุดสำคัญ ที่ต่างจากศาสนาอื่น ก็คือ ศาสนาพุทธนี้ สนใจซาตาน ไม่ได้สนใจพระเจ้า และทำลายซาตาน ให้ตายจริงๆ"

ถาม: ถ้าท่านมีโอกาสพูดกับคนแก่ ท่านจะพูดสอนอะไรก่อน และอยากให้ท่าน ให้ความหมาย ของคำว่า ชีวิต

พ่อท่าน : เหมือนกันกับสอนเด็ก คือให้รู้สิ่งที่ไม่ดีของเขา ยิ่งคนแก่ ยิ่งมีสิ่งที่ไม่ดีมากกว่า เด็ก รับรู้อันนี้ แล้วแก้ไข ยิ่งเวลาน้อย คือศาสนาพุทธนี่ เป็นศาสนาที่เชื่อมั่นเรา ชีวิตคนไม่ ได้จบในชาติเดียว เพราะฉะนั้น คนที่จะเกิดต่อๆๆๆๆไปเนี่ย สร้างอะไรก็จะเป็นอย่างนั้น ทำชั่วก็จะเป็นชั่วต่อๆๆไป ทำดีก็จะเป็นดีต่อๆไป

ถาม: ที่ท่านได้พูดถึง การที่เราจะเอากิเลส ออกจากใจของเรา ส่วนของชุมชน มีส่วนช่วย ตรงนี้อย่างไร หรือว่า เป็นส่วนเฉพาะตัว ที่ต้องเอากิเลสออกจากใจ

พ่อท่าน: ชุมชนมีส่วนช่วยมาก เพราะว่าชุมชนนี้ เกิดจากคนที่ได้รู้จักแนวคิด เป็นเอกภาพแล้ว เพราะฉะนั้น องค์รวมของเอกภาพนี้ มีแนวคิดเดียวกัน มันจึงเป็นเหมือน สนามแม่เหล็ก ที่ช่วยกันได้มาก ความคิดอ่าน มันจะเป็นหนึ่งเดียวกัน และจะเหนี่ยวนำ และสังเคราะห์ ให้แก่กันและกัน ไปในทิศทาง หรือ เป้าหมายเดียวกัน

ถาม: คนเรานี้จะได้ปัญหา มาตั้งแต่เกิด หรือได้มาวันต่อวัน ที่มีชีวิตอยู่

พ่อท่าน: คนเรามีปัญญาที่สะสม ที่สะสมในวันต่อวันนี่ สะสมปัญญาไปในทางโกง ก็ไปได้ปัญญาทางขี้โกง ถ้าสะสมไปในทางดี ทางซื่อสัตย์ทางเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ช่วยเหลือมนุษยโลก ก็จะสะสมปัญญาทางนั้น สะสมไปในแต่ละวันๆ แล้วก็ไปเกิดมา มีทุนเท่าไร ก็มีเท่านั้น แล้วก็ต่อๆไปอีก จนกว่าจะปรินิพพาน และสิ่งที่สร้างจริงนั้น เป็นของจริง ที่ไม่มีใครล้มล้างได้ ใครทำจริง แล้วก็ต้องรับจริง ไม่มีใครล้มล้าง เราจะไม่เอาก็ไม่ได้ เช่น เราสร้างแบดวิสดอม (bad wisdom) จริงๆเราคิดจริงๆ เราทำจริงๆ แล้วเราจะปฏิเสธ ว่าฉันไม่เอา ไม่ได้นะ

ถาม: ศาสนาพุทธนี้จะเรียกได้ว่า ไม่มีพระเจ้าได้ไหม แล้วก็พระพุทธเจ้านี้ เป็นเพียงคนที่ เอาคำสอนมาสอน เพื่อที่จะให้คนทำดี แล้วให้ไปเกิดใหม่

พ่อท่าน: ศาสนาพุทธนั้น มีพระเจ้ายิ่งกว่าศาสนาอื่นรู้จัก เพราะรู้กันเร็วจริง แล้วศาสนาพุทธ อย่างพระพุทธเจ้านี้ ไม่รับสิ่งที่ตนเองไม่รู้จริงเห็นจริง อย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์เลย เพราะพระเจ้า ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ และพิสูจน์พระเจ้าได้ อย่างวิทยาศาสตร์ เช่น พระเจ้าคือ พระจิตวิญญาณในตัวเรา มีจิตวิญญาณบอกว่า เพราะจิตวิญญาณ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระจิตวิญญาณ มีคุณลักษณะอย่างไร ของพระเจ้า เราต้องเป็นอย่างนั้น ให้เหมือนจริงๆ นั่นแหละ เราจะเห็นพระเจ้าจริงๆ และพุทธมีจริง พระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่อยู่ต่างหาก จากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณอยู่ที่ไหน พระเจ้าอยู่ที่นั่น ดังนั้น ในคนมีจิตวิญญาณ เรียนวิธีฝึกฝน และทำให้ จิตวิญญาณบริสุทธิ์ สะอาดได้จริง นั่นคือพระเจ้าจริงๆ ยิ่งกว่าพระเจ้า ที่อยู่นอกตัว ที่เราสัมผัสไม่ถึง หรือรู้จริงเห็นจริงไม่ได้

ถาม: ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับชาวคริสต์

พ่อท่าน: ก็มีความคิดเห็นที่ดีใฝ่ดี แต่ก็น่าจะศึกษาพุทธให้ดีๆด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาดีทุกศาสนาแหละ แต่มันมีแนวลึก ที่ควรศึกษา

สภาพการณ์ที่ต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมอย่างนี้ ทำให้การสนทนา การอธิบายความ เป็นไปอย่างห้วนๆ สั้นๆ ลัดๆ ด้วยพื้นฐาน ความเชื่อที่แตกต่าง การสื่อภาษาที่แตกต่าง อีกทั้งช่วงเวลาสั้นๆ คงหวังผลอะไรไม่ได้นัก อย่างเก่งที่ทำได้ ก็แค่ต้อนรับ สมานสัมพันธ์


 

หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด PVC premature Ventvculav Conplex

๖ ธค.๔๔ ที่ร.พ.พร้อมมิตร สุขุมวิท ๓๙ พบน.พ.ภากร จันทนมัฏฐะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคหัวใจ ด้วย น.พ.สิทธิเทพ ธนกิจจารุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคทางเดินหายใจ ซึ่งเคยตรวจดูพ่อท่าน แนะนำให้มาพบ น.พ.ภากร ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน และที่ต้องมาพบ หมอหัวใจ ก็เนื่องจาก การตรวจวัดชีพจรของพ่อท่าน ในช่วงระยะที่ผ่านมานี้ พบภาวะหัวใจ เต้นผิดจังหวะ คือมีจังหวะที่เงียบหายไป เป็นพักๆ ไม่ต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงกับพบมาก เพื่อความไม่ประมาท แพทย์และพยาบาล ผู้ดูแลสุขภาพ ของพ่อท่านประจำ จึงนิมนต์ ให้มาตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หมอภากร ดูกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้ม มีอัธยาศัยดี ข้าพเจ้า ต่อโทรศัพท์ถึงหมอพจน์ ที่อยู่บ้านนครปฐม ได้บอกเล่า ประวัติสุขภาพของพ่อท่าน ให้หมอภากรทราบ จากนั้น คุณเพ็ญเพียรธรรม บอกเล่าการตรวจ ในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่หมอภากร เปิดดูผลเลือดที่ผ่านๆมา ในช่วงหกเดือนที่แล้ว และล่าสุดเร็วๆนี้ หมอภากรให้พยาบาล เอาไปถ่ายเอกสารเก็บไว้ ดูพยาบาล สุภาพนอบน้อมมาก คุกเข่าเดินเข้ามาในห้องหมอ เพื่อรับเอกสารไปถ่ายสำเนา สภาพอย่างนี้ ไม่เคยเจอเลย เมื่อไป ร.พ.อื่นๆ อาจเป็นเพราะ มีญาติธรรม ทำงานอยู่ที่ร.พ.พร้อมมิตรนี้ และญาติธรรมคนนั้น คงเป็นที่รักของหลายๆคน จึงทำให้พยาบาล และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ มีท่าทีศรัทธา นอบน้อม ต่อพ่อท่านไปด้วย ถึงขั้นก้มลงกราบ บนพื้นทางเดินนั้น

หมอภากร ซักถาม ประวัติครอบครัวของพ่อท่าน พ่อเป็นโรคกระเพาะตาย แม่เป็น TB ตาย ญาติพี่น้อง ไม่เคยมีใคร เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ "ผมว่าไม่น่ามีอะไรที่ซีเรียส" หมอภากร แสดงความเห็น

คุณเพ็ญเพียรธรรม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปกติเวลาพ่อท่านนั่งทำงานนานๆ วัดชีพจร จะเหมือนคนเหนื่อย

"อาจเป็นเพราะท่านใช้สมาธิสูงครับ" หมอภากรกล่าว

หมอภากร นิมนต์พ่อท่านขึ้นเตียง ตรวจวัดชีพจร แล้วให้นอนตะแคงซ้าย-ขวา แล้วจึงลุกขึ้นนั่ง ให้หายใจ ลึกๆยาวๆ ตรวจฟังปอด จากด้านหลังของพ่อท่าน "วิ่งสายพานดูก่อนนะครับ ไม่น่าจะมีอะไร ที่อันตราย" หมอภากร กล่าวทิ้งท้าย ก่อนออกจากห้อง เพื่อไปตรวจดู คนไข้อีกคน ที่กำลังอยู่ในห้องตรวจ การทำงานของหัวใจ ด้วยวิธีเดินบนเครื่องสายพาน

ขณะรอหมอภากร เจ้าหน้าที่ชาย มาติดอุปกรณ์การตรวจ วัดคลื่นหัวใจ ตามลำตัวของพ่อท่าน

ในห้องตรวจ ที่มีเครื่องเดินบนสายพาน หมอภากรแนะนำ และแสดงวิธีเดินให้ดู เป็นตัวอย่าง ก่อนให้พ่อท่าน เดินบนเครื่องจริง "ท่านเดินให้เป็นธรรมชาตินะครับ หน้าเงยมองดูรูปภาพ ที่ผนังกำแพง อย่าก้มมองดูที่เท้า เดี๋ยวจะหน้ามืด ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อย รีบบอกนะครับ แขนซ้ายจะตึงนิดหนึ่งนะครับ ผมเพิ่มลม เพื่อวัดความดัน ทุก ๓ นาที จะเพิ่มสปีด (ความเร็ว) และความชัน ขึ้นเรื่อยๆ" หมอภากรแนะนำ

ขณะพ่อท่านเดินบนสายพาน หมอภากรจ้องมอง ที่จอภาพคอมพิวเตอร์ ที่บอกคลื่นการเต้น ของหัวใจ บนจอภาพ ด้านซ้ายตอนบน มีคลื่นแสดงการเต้นของหัวใจ กราฟเส้นสั้นๆ เคลื่อนตัว เป็นแถวตอนเรียง ๔ จำนวน ๓ แถว มุมจอด้านขวาตอนบน มีตัวเลขบอกเวลาที่ใช้ ตัวเลขบอกการเต้นของหัวใจ และตัวเลข บอกความดันโลหิต ด้านล่างของจอภาพ เป็นกราฟ แสดงการเต้นของคลื่นหัวใจ ๓ เส้น ยาวๆ จากซ้ายไปขวา เรียงเป็นแถว จากบนลงล่าง

 

ตัวเลขบอกเวลานาทีที่ใช้ ๑-๑๐
ตัวเลขบอกการเต้นของหัวใจ ๑๔๐-๑๗๐ ครั้ง/นาที
ตัวเลขบอกความดัน ๑๗๔/๘๖ มิลลิเมตรปรอท

(ภาพข้างบนนี้ เป็นการเขียนสมุมติขึ้น เพื่อความเข้าใจเห็นภาพตาม ของผู้อ่าน มิใช่การเต้น ของคลื่นหัวใจจริงๆ ของพ่อท่าน)

เมื่อพ่อท่านเดินได้ประมาณ ๙-๑๐ นาที "โอเค. ท่านหยุดยืนเฉยๆ... หน้ามืดไหม ครับ... มีเจ็บหน้าอกไหมครับ" หมอภากรถาม ซึ่งก็ได้รับคำตอบ จากพ่อท่านว่า ไม่มีอาการดังกล่าวนั้น "ถ้าเป็นนักกีฬา ผมจะให้เดิน ประมาณ ๑๕ นาที ซึ่งเป็นเวลาที่พอเหมาะ ในการตรวจดู แต่กับคนทั่วไป ก็จะให้เดินอย่างมากที่สุด ก็ประมาณ ๙-๑๐ นาที" หมอภากรบอกเล่า ขณะที่สายตา ยังคงจ้องดูอยู่ที่จอ "เจอ PVC ไม่เจอตอนท่านเดิน แต่เจอตอนก่อนเดิน ช่วงยังไม่เดินมี PVC ๒-๓ ตัว" หมอภากรกล่าว ตายังคงจ้องที่จอภาพ "หลังจากหยุดเดินแล้ว จะกลับมาไหม แต่ยังไม่กลับมาเลยนะครับ...เงียบสนิท" ครู่ต่อมา "มาแล้วๆ เพิ่งเจอตัวเดียว หลังจากหยุดแล้ว ผมอยากจะดูว่า PVC เยอะเท่าไหร่ ถ้าเยอะช่วงกลางวัน ผมไม่สบายใจ ถ้าเยอะช่วงกลางคืน ผมไม่ห่วง" สรุปก็คือ ถ้าพ่อท่านเคลื่อนไหว แล้วมี PVC มาก ก็น่าเป็นห่วง เพราะปกติ จะต้องไม่มีหรือมีน้อย แต่ถ้าช่วงพ่อท่านอยู่นิ่งๆ หรือเพิ่งตื่น แล้วมี PVC มาก อย่างนี้ถือเป็น ปกติธรรมดา ไม่น่าห่วง

เมื่อมีการพูดถึงอาการเมารถ ของพ่อท่าน ในช่วงที่ผ่านมา หมอภากรแสดงความเห็นว่า อาจเกิดจาก ความเสื่อมของหูก็ได้ แต่ไม่ทันได้ซักถาม รายละเอียดอะไรต่อ

สุดท้าย หมอภากร อธิบายสรุปว่า "จากผลสบายใจมากครับ เราพยายามดูว่า มีหลอดเลือดหัวใจตีบไหม นอกจากไม่มีโรคอะไรแล้ว ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ถึงยังไง การตรวจ ด้วยวิธีการนี้ จากเครื่องก็ยังไม่ ๑๐๐ เปอร์เซนต์" หมอภากรชี้ให้ดู ภาพหลอดเลือด ที่ผนังด้านข้าง ภาพแรก ไม่มีไขมันเลย สองภาพต่อมา ไขมันมีอยู่น้อย การตรวจด้วยเครื่อง อาจไม่พบ สองภาพสุดท้าย ไขมันอุดตันมาก

แล้วอธิบาย ประกอบภาพที่ ๒ ว่า อาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ หากในช่วงนั้น หลอดเลือด มีสิ่งสกปรกมาก แล้วไปติดค้างกับไขมัน ที่มีอยู่น้อย เกิดอุดตันได้ จึงไม่ควรประมาทวางใจ แล้วหมอภากร พูดถึงการตรวจในครั้งต่อไป อีกวิธีการหนึ่ง จะมีความละเอียด มากกว่าครั้งนี้ แต่ข้าพเจ้า ฟังไม่ทันว่า เป็นการตรวจอย่างใด

"ถ้า PVC มาแล้วหยุดไปนาน อย่างนี้ไม่น่ากลัว แต่ถ้ามาติดๆกัน ๓ ตัว ก็น่าห่วง หากดูจาก ปัจจัยเสี่ยงแล้ว ท่านไม่มีเลย (ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟ ฯลฯ) ผลเลือดของท่าน มีโปตัสเซียม (Potassium) ต่ำไปหน่อย อาจเป็นเพราะเสียเหงื่อเยอะ หรือ ทานเค็มเยอะ เวลาท่านไปเทศนาที่ไหน แล้วอากาศร้อน เสียเหงื่อ อาจต้องดื่มน้ำเกลือแร่ ที่มี Potassium" หมอภากรให้คำแนะนำ

"ภาวะ PVC นี้ผมเองก็เป็น ในช่วงเครียดๆ พักไม่พอ ไปออกกำลังกายก็หาย" คำจบท้าย ของหมอภากรนี้ ฟังแล้วรู้สึกสบายใจ ว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นกังวล อะไรมากนัก


 

ความพอดี พอเหมาะของ
..น้ำใจกับความประหยัด
..ศิลปะและประโยชน์ใช้สอย

๑๓ ธ.ค.๔๔ ที่ราชธานีอโศก ขณะอยู่บนรถ เดินทางไปบิณฑบาต สายวัดแสนสำราญ มีการพูดคุยถึงเรื่อง การสร้างห้องน้ำ ให้ทันใช้งานปีใหม่ เนื่องจากมีการประชุม ตกลงกันมา หลายครั้งแล้วว่า จะสร้าง แต่งานไม่เดิน เพราะยังถกเถียงกันว่า จะสร้างอย่างชั่วคราว ใช้พลาสติกมุงบัง หรือจะสร้างอย่างกึ่งถาวร เทปูนก่ออิฐบล็อก ทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีเหตุผล ฝ่ายสร้างอย่างชั่วคราว เห็นว่าจะได้ประหยัด และเสร็จงานแล้ว ไม่มีส้วมให้เห็นเกะกะตา เป็นหย่อมๆไปหมด ฝ่ายสร้างอย่างกึ่งถาวร เห็นว่าเพิ่มเงิน อีกไม่เท่าไหร่ ก็ใช้คุ้มไปอีกนานหลายปี จะได้ไม่ต้องมาสร้างกันใหม่ทุกปี ที่ประชุมตกลงหารสอง เอาอย่างละครึ่ง แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ยังไม่ตัดสิน จนพ่อท่านได้ยินว่า จะจ้างแรงงานช่าง หรือ จะสร้างทำกันเอง ด้วยเห็นว่างานง่ายๆแค่นี้ พวกเราทำกันเองได้ สมณะหลายรูป ผ่านงานอย่างนี้มา นักต่อนักแล้ว จะได้ประหยัดค่าจ้างช่าง เพราะรู้สึกว่า จะเรียกค่าแรงมาก

พ่อท่านแสดงความเห็นว่า "ควรจะได้ตัดสินใจ ลงมือทำในวันนี้ได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่ทัน ที่รู้สึกว่า ช่างจะเรียก ค่าแรงแพงนั้น เขาจนก็ให้ๆเขาไปบ้างเถอะ จะไปขูดรีดค่าแรงอะไร กับเขานักหนา ทีกับคนรวย บริษัทนายทุน เราเสียให้มากกว่านี้ เรายังยอมเสียมาแล้ว นี่เขาจน ก็ให้ๆเขาไปเถอะ จะได้มีน้ำใจแก่กันและกัน เรื่องประหยัดเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ว่า เราตั้งใจจะประหยัดไปทุกเรื่อง โดยไม่ดูเรื่องกาลเวลา เรื่องของน้ำใจ"

เรื่องต่อมา สมณะเดินดิน ติกขวีโร บอกเล่าปัญหา ปรึกษาพ่อท่าน เกี่ยวกับห้องควบคุมเสียง ใต้บันไดเฮือนสูญ คุณธำรงค์ได้ออกแบบ สร้างห้องไว้เรียบร้อยแล้ว แต่คุณไม้ร่ม จะขอเปลี่ยนแปลง ทำเป็นถ้ำ จะได้รับกันกับเสาปูน ที่ปั้นเป็นต้นไม้ ขณะที่สมณะเดินดิน ติกขวีโร ไม่เห็นด้วย กับความคิดของคุณไม้ร่มว่า ทำถ้ำอย่างที่สันติอโศก ประโยชน์ใช้สอยก็ไม่ได้ แล้วก็เป็นปัญหา คนแอบเข้าไปดูดยา ดูแลทำความสะอาดก็ยาก น้ำท่วมแล้ว ก็จะเป็นปัญหา น้ำจะขัง ฟังดูเหตุผลของสมณะเดินดิน ติกขวีโร มีน้ำหนักมากทีเดียว ข้าพเจ้าเห็นคล้อยตาม แต่พ่อท่านกลับเห็นด้วย กับความคิดสร้างห้องเสียงเป็นถ้ำ โดยแย้งฝ่ายค้านว่า "ดูแลจะไปยากอะไร น้ำท่วม ก็เหมือนกับห้องน้ำ ของเรานั่นแหละ น้ำลดก็แห้ง ห้องน้ำก็ใช้งานได้ต่อ จะไปมีปัญหาอะไร"

ข้าพเจ้าพยายามเสริม ช่วยค้านว่า ถ้าทำเป็นถ้ำ เกรงปัญหาความอับชื้น ห้องเสียงจะมีม้วนวิดีโอ ม้วนเท็ป จะเกิดเชื้อรา ทำให้เสียง่าย แต่ดูเหมือนงานนี้ พ่อท่านเน้นศิลปะ ความสวยงาม ความแปลกใหม่ของห้องเสียง ที่ยังไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน แทนที่จะก่ออิฐฉาบปูน เป็นห้องสี่เหลี่ยม เหมือนที่เคยๆทำกันมา เพียงแค่ว่า เพื่อประโยชน์ใช้สอย ทำงานได้ดี เท่านี้ยังไม่พอ น่าจะมีมุมของศิลปะ ความเป็นสุนทรีย์ ความเป็นธรรมชาติ ที่กลมกลืนกับเสาปูน ที่ปั้นเป็นต้นไม้แล้วด้วย

เมื่อกลับจากบิณฑบาต ที่เฮือนศูนย์สูญ คุณไม้ร่มเสนอทำบันได ผ่ากลางห้องเสียง เพื่อให้นักแสดง ได้ขึ้นตรงกลางหลังเวที พ่อท่านไม่เห็นด้วยว่า จะทำให้ห้องเสียงแคบไป และถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย จะทำงานยังไง คุณไม้ร่มยังคงมอง แต่มุมความสวยงามของศิลปะ ไม่ได้มองในมุมของคนทำงาน ที่จะต้องสะดวกกับการทำงานด้วย โดยปัดมุมการทำงานสะดวกทิ้งไปว่า เดี๋ยวเขาจะจัดห้องของเขาได้เอง หากแบ่งผ่าห้องแล้ว ข้าพเจ้าช่วยเสริมพ่อท่านว่า ถ้าเราจะผ่าห้องจริงๆ ฝ่ายเสียงเขาก็ต้องจำนน แต่มันจะทำงานลำบาก ไม่เหมือนห้องเดียวติดกัน แล้วถ้ายิ่งห้องเสียง กลายเป็นทางผ่านขึ้นลง ของคนแสดง คนทำงานจะยิ่งลำบากมาก คนจะหลากหลาย ข้าวของเครื่องเสียง จะมีปัญหาดูแลยาก จะหายง่าย คุณไม้ร่ม ยังคงยืนยัน การผ่านห้องเสียง เพื่อความสวยงาม สมบูรณ์ของเวทีแสดง ที่มีทางขึ้นตรงกลาง ข้างหลัง แล้วแยกออกไปสองด้าน ซ้ายขวาจะดีที่สุด

พ่อท่านดุว่าคุณไม้ร่มว่า อัตตาจริงๆเลย เหตุผลฟังไม่ขึ้น แล้วก็ยังดึงดันอีก..

ที่สุดคุณไม้ร่มจึงยอม

เหตุการณ์วันนี้ ให้ข้อคิดที่ดีว่า การทำงาน ควรจะมีความผสมผสาน ในหลักการต่างๆ ให้กลมกลืนลงตัว กับสังคมแวดล้อมขณะนั้น ไม่โต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง คำนึงถึงน้ำใจ การแบ่งปัน กับชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่จะเอาแต่มุมประหยัด โดยขาดน้ำใจ แล้วทำให้งานล่าช้า และในมุมของศิลปะ กับประโยชน์ใช้สอย ก็ต้องกลมกลืนไปด้วยกันได้ ไม่ใช่จะโต่งไปทาง ประโยชน์ใช้สอย แต่ขาดความสวยงาม ทางศิลปะ หรือโต่งไปทางศิลปะสวยงาม แต่ประโยชน์ใช้สอย การทำงานลำบาก สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียน บอกให้รู้ว่า เวลาจะทำงาน ร่วมกับคนอื่น ก็ควรให้เกียรติ เคารพในความคิดเห็นของคนอื่น เข้ามาร่วมประกอบบ้าง ไม่ใช่จะโต่งเอาแต่ ความคิดของตน ในมุมของตน แม้เราจะเก่ง จะถนัดกว่าใคร ในมุมของตนก็ตาม แต่ในมุมของคนอื่น ก็สำคัญ


 

ผู้นำ ต้องทำก่อน
ทำอย่างคิด มิใช่สักแต่ทำ
พลังรวม... ลงแขก = พลังอินเดีย

ที่ราชธานีอโศก ก่อนงานปีใหม่'๔๕ ตลาดอาริยะ ครั้งที่ ๒๐ มีงานหลายๆอย่าง ในการจัดเตรียมสถานที่ การขนสินค้าต่างๆลงจากรถ ซึ่งต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก ในการขน ย้ายถ่ายเท การจัดวางสินค้า ให้อยู่เป็นสัดส่วน

"...ปีนี้อาตมารู้สึกมากเลยว่า พลังรวมของพวกเรา ทำอะไรได้อย่างน่าอัศจรรย์ อาตมาก็ขอสำทับ กับพวกเราว่า ให้สังวร ในเรื่องของเสียงประกาศ เรียกพลังรวม อาตมาก็พยายาม จะหาคำ แต่ก็ยังไม่ดี จะใช้พลังอะไรดี เลยใช้สำรองว่า พลังอินเดีย คือลงแขก มันยังนึกไม่ออก ใช้คำว่าลงแขก มันก็เป็นภาษาไทยเก่าๆนะ เอานะลงแขก มารวมหัวกันทำ อะไร พรึบ พรึบ พรึบ มันเร็ว มันพร้อม มันรู้สึกอบอุ่น แล้วมันรู้สึกโอ้โอ๋ดี ต่อให้อะไรมา ปีนี้นะขนของมาลงกัน ขนน้ำมันมานะ รถคอนเทนเนอร์มายาวเลย ขนกันไม่รู้กี่ร้อย กี่พันลังก็ไม่รู้ คิดดูซิ สองพันกว่าลัง มาขนลงกัน มีรถคอนเทนเนอร์คันหนึ่ง แล้วรถสิบล้อคันหนึ่ง ก็เรียกว่า ขอรวมแรงหน่อย ลงแขกช่วยกัน เอาของลง อาตมาก็มาด้วย โอ้โฮ พวกเรายืนเป็นสายโซ่ สายพานส่งกัน มันมือแทบจะหลงกันเลยนะ มันมีเยอะ พรึบ พรึบ พรึบ มันก็ไม่เหนื่อยและก็เร็ว และ อาตมาก็เชื่อว่า คนที่มารวมกัน ทุกคนนี่ไม่ว้าเหว่ คนโน้นคนนี้ คนละแรง แบ่งแรงกันไป มันก็เบาแล้วก็เร็ว แล้วก็อบอุ่น อาตมาก็เลยบอกว่า จำไว้นะ เวลามีประกาศเรียก พลังรวม งานนี้มารวมกัน มาเร็วๆหน่อยก็ดี ถ้าเผื่อว่าเราไม่ติดงาน ทางโน้นทางนี้อะไรมาก ยิ่งเราจะมีงานมากขึ้นๆ

ปีนี้น้ำลดช้า กว่าจะได้ปรับดิน ดินมันก็ชื้น มันก็ไม่แข็ง ทำยาก ปีนี้ก็เลยมาทำกันล่าหน่อย แต่ขณะนั้นก็ทัน พวกเรามากขึ้น ก็เลยค่อยยังชั่ว คนที่มาก่อนจะมาช่วยงาน มีเพิ่มขึ้น พวกเราทั้งฆราวาส ชาวอโศกอื่นๆ ที่ไม่ใช่นักเรียนนั่นนะ ก็มาก่อน ทยอยกันมา แล้วก็ช่วยกัน นี่ มันจะเข้าใจโดยปริยาย โดยใจ เอ้! นี่งานนะ งานส่วนกลาง งานใหญ่งานนี้ จะเป็นงานรวมใหญ่ๆ งานตลาดอาริยะ งานปีใหม่ จะใหญ่จะกว้าง เพราะว่ามันทำงาน ประสานออกไปข้างนอก อาตมาไปบิณฑบาต ชาวบ้านเขาถาม เมื่อไหร่งาน วันที่เท่าไหร่ จ้องจะมาซื้อลูกเดียว เพราะเราขายต่ำกว่าทุนจริงๆ ทีนี้เราจัดงาน ๔ วัน พวกเราก็กะพร่องกะแพร่ง หลายร้าน สินค้าจะหมดก่อน ก็เลยมาตกลงกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอา ๓ วันแน่ๆ แต่เราก็ว่า งานของเรา ๔ วัน คือวันที่ ๒๙ ไปถึงวันที่ ๑ ข้าวของของเรา จะขายได้ประมาณ ๓ วันเต็มๆ ๔ วันจะหมดแล้ว ไม่เหลือ ก็เลยเอา ๓ วัน วันที่ ๓๐,๓๑,๑ วันที่ ๒๙ ก็เป็นวันพิเศษของพวกเรา เป็นวันสุกดิบ จะลิงจะค่างอะไร ก็ตามใจเราเอง คนข้างนอกไม่เกี่ยว เป็นวันของเรา มีเวทีก็เล่นกันไป ไม่ต้องไปกังวล กับคนข้างนอกเขา ไม่ต้องไปมีมารยาทอะไร จะมีผีดิบออก ผีสดๆออกก็ของเรา ส่วนวันที่ ๓๐,๓๑,๑ มันสัมพันธ์กับข้างนอกเขาแล้ว เราก็มีมารยาท ต้องรับผิดชอบ ต้องบริการ เพราะฉะนั้น ก่อนวันที่ ๒๙ มันต้องเสร็จ วันที่ ๒๘ ถือว่าเป็นวัน ที่ดูความเรียบร้อย ความบกพร่องขาดเหลือ ตกลงวันที่ ๒๕,๒๖,๒๗ นี่ จะต้องช่วยกันพรึ่บ ให้เสร็จหมดทุกอย่าง..."

จากบางส่วน ที่พ่อท่านแสดงธรรม ทำวัตรเช้า ๒๕ ธ.ค.๔๔ ที่ราชธานีอโศก เนื่องในการอบรม เข้าค่าย ยุวชนอโศกสัมพันธ์ (ย.อ.ส.) ครั้งที่ ๕ ซึ่งมีคำขวัญ การเข้าค่ายครั้งนี้ว่า "เรานี่แหละเผ่าอโศก มนุษย์พันธุ์ใหม่"

 

มีอยู่วันหนึ่ง หลังฉันแล้วช่วงบ่าย พ่อท่านพักนอน ตามคำแนะนำของหมอพจน์ ที่เห็นว่า พ่อท่านอายุมากแล้ว งานก็มาก ควรพักนอน หลังจากฉันอาหารแล้ว สักประมาณ ๑-๒ ชม. แล้วค่อยทำงานต่อ ขณะพ่อท่านกำลังพักนอนอยู่ มีเสียงประกาศ ขอแรงช่วยขนของ ลงจากรถสินค้า ซึ่งเป็นปกติ ชีวิตของพ่อท่าน แต่ไหนแต่ไร ที่จะเปิดลำโพงไว้ตลอด แม้ช่วงพักนอน ตอนกลางคืน ก็เช่นกัน ดังนั้น เสียงประกาศ ให้ใครรับโทรศัทพ์ เสียงประกาศแจ้งข่าวใดๆ แม้แต่เสียงเทศน์ ของสมณะ สิกขมาตุ หรือ เสียงประชุมใดๆ หากฝ่ายควบคุมเสียง เปิดกระจายออกไปทั่ว พ่อท่านจะรับรู้ รับฟังเสมอ ไม่เพียงแค่ที่ห้องทำงาน แม้กุฎิที่พักนอน ก็มีลำโพงต่อเสียงไปให้

วันนั้น ๑๙ ธ.ค.๔๔ เมื่อได้ยินเสียงประกาศ พ่อท่านรีบลุกตื่น หลังจากพักนอนผ่านไปได้ ๑ ช.ม.แล้ว รีบเดินทางไปที่บริเวณ ตลาดอาริยะ เพื่อร่วมแรง ช่วยขนของ ลงจากรถสินค้า เมื่อไปถึง พบหม้อนึ่งข้าวเหนียว เป็นอะลูมิเนียม หลายๆใบ บรรจุใส่กล่องกระดาษใบใหญ่ แต่ไม่หนัก

วันรุ่งขึ้น ๒๐ ธ.ค.๔๔ มีสินค้าหม้อนึ่งอาหาร ไม้ถูพื้น ไม้แขวนเสื้อ มาลงในช่วงเย็น พ่อท่านก็ไปช่วย ผ่านไปได้ครู่ใหญ่ มีเสียงนิมนต์ ให้พ่อท่านหยุดพัก พ่อท่านบอกยังไหว จะได้ลดพุงบ้าง นี่ลงพุงแล้ว เสียหล่อหมด ทำให้นักเรียนชายหลายคน ที่กำลังช่วยลงสินค้าด้วย ขำยิ้มหัวกับคำว่า เสียหล่อหมด แทบจะเป็นปกติของพ่อท่าน ที่แม้จะเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถสร้างบรรยากาศกันเอง สนุกสนานกับผู้น้อย ทำให้ผู้น้อยรู้สึกอบอุ่น ไม่ผวาเกร็ง เมื่อจะต้องร่วมงานด้วย นอกจากพ่อท่าน จะสอนธรรมะ สอนการทำจิตใจ ให้เกิดกุศล เสียสละแล้ว วันนี้พ่อท่านยังสอน วิชาการจัดวางสินค้าอีกด้วย ทำอย่างกับเป็นหัวหน้า ฝ่ายคลังสินค้าอย่างนั้นแหละ เนื่องจากพวกเรา มาช่วยกันหลายมือ หลายหัว หลายแรง แต่ละคน ก็ไม่เคยผ่านงานการส่งต่อ รับผ่าน จัดวางกล่องสินค้า อย่างเร่งด่วนเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งการส่งต่อกัน เป็นแถวที่รวดเร็ว ทำให้การจัดวาง ก็ต้องเร่งรีบตาม การวางกล่องสินค้า สี่เหลี่ยมใหญ่ๆ วางซ้อนต่อกัน บางแถวเริ่มเอนเอียง ดูไม่สวยงาม และน่าเป็นห่วง อาจล้มได้ ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ บางแถวก็เอียงล้มแล้ว พ่อท่านจึงแนะ ให้วางแบบขัด สลับกันไปมา จะทำให้การวางซ้อนสูง อยู่ได้ไม่เอนล้ม เหมือนการซ้อนๆ กันไปเฉยๆ แล้วพ่อท่านก็จัดวางขัด สลับกันไปมาให้ดู เป็นตัวอย่าง

แม้แต่การส่งกล่องสินค้าต่อๆกัน เนื่องจากกล่องกว้างยาวไม่เท่ากัน ถ้าตั้งกล่องขึ้น ด้านกว้างจะสูง ด้านยาวจะสั้น แต่ถ้านอนกล่องลง ด้านกว้างจะเตี้ยแบนลงมา ด้านยาวจะยาวเมตรกว่า พ่อท่านจึงทัก บอกให้จับส่งในแนวนอน จะทำให้การรับส่งกล่อง ถนัดมือ และไม่กินแรงมาก เท่าส่งในแนวตั้ง สิ่งนี้น่าจะให้ข้อคิดว่า การทำอะไร ไม่พึงสักแต่ว่าทำๆไป โดยไม่ใช้ความคิด พัฒนาปรับปรุง หรือแก้ไข สิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้เกิดประโยชน์ ที่ดีที่สุด

๒๗ ธ.ค.๔๔ ที่ราชธานีอโศก กลับจากบิณฑบาตสายในเมือง พ่อท่านเดินดูงานที่กำลังจัด กำลังทำ อยู่หน้าเวทีแสดงภาคค่ำ เดินผ่านเด็กๆ ที่กำลังช่วยกันขนดินปุ๋ย ลำเลียง ส่งเป็นสายพาน ขึ้นไปใส่ในกระถางต้นไม้รอบๆ เฮือนๆศูนย์สูญ ชั้น ๒ และ ๓ ที่มีกระถางต้นไม้ใหญ่กว่า ๔๐ กระถาง แรกๆก็มีผู้ใหญ่ และเด็กทำกันอยู่ ประมาณ ๕๐ คน แต่เมื่อพ่อท่านเดินไป สะพายถุงดินปุ๋ยขึ้นหลัง ทำให้บรรยากาศ ดูคึกคักขึ้น เพราะมีทั้ง สมณะผู้ใหญ่และเด็กๆ จากเดิม ๕๐ คนที่ทำอยู่ ก็เพิ่มขึ้นเป็นกว่า ๒๐๐ คน แถวสายพาน ต้องขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมีคน มาช่วยเสริมอย่างต่อเนื่อง ในเวลาชั่วโมงเศษ ดินปุ๋ยกว่า ๒ คันรถสิบล้อ ยุบหายไป ด้วยฝีมือการลงแขก ที่พ่อท่านเรียกเล่นๆว่า "พลังอินเดีย" และการขนดินปุ๋ยครั้งนี้ พ่อท่านก็มีอาการปวดเข่า เนื่องมาจากการเอี้ยวตัว รับส่งในอิริยาบถ ที่ยืนอยู่บนขั้นบันได ขาซ้ายวางอยู่บนบันไดขั้นหนึ่ง ขาขวาวางอยู่บนบันได อีกขั้นหนึ่ง ขณะที่คนอื่น ไม่มีอาการปวดเจ็บเข่าใดๆ อาจเป็นเพราะ พ่อท่านอายุมากแล้ว กล้ามเนื้อเอ็น ไม่สามารถยึดหยุ่นได้ เช่นคนหนุ่มสาว และเด็กๆ ทั้งๆที่อากาศเช้านี้ ก็หนาวเย็น แต่การเคลื่อนไหว ที่รวดเร็ว แบกหามของมีน้ำหนัก ทำให้หนาว ก็กลายเป็นร้อน เหงื่อแตกชุ่ม พ่อท่านเองก็ได้เหงื่อด้วย

 

แจกขวัญธรรม...มนุษย์พันธุ์ใหม่

๒๗ ธ.ค.๔๔ ที่ราชธานีอโศก ก่อนพิธีกรรม "แจกขวัญธรรม" พ่อท่านให้โอวาทกับลูกๆ หลานๆ ชาวอโศก ตั้งแต่ยังแบเบาะ ไปถึงระดับ สัมมาสิกขาลัยวังชีวิต กว่า ๖๐๐ ชีวิต จากบางส่วน ที่น่าสนใจดังนี้

"พวกเราก็มารวมกัน เป็นวิธีการของมนุษย์ ที่ต้องมารวมกัน มาสมัครสมานสามัคคีกัน รู้จักกัน มาสนิทสนมกัน มีอะไรที่เราจะรู้จักสิ่งทีดี ที่เราจะได้พากันทำ พากันพัฒนาตนเอง พัฒนากิจกรรม พัฒนาพิธีกรรม พัฒนากลุ่มหมู่สังคมมนุษย์ให้ดีขึ้น ได้มาฝึกปรือ มาเรียนรู้แล้ว ก็ทำกันไปเรื่อยๆ ของเรานี่ เป็นระบบวิธีชาวอโศก อาตมาว่า ชาวอโศก เรานี่แหละ คือมนุษย์เผ่าพันธุ์ใหม่ เป็นเผ่าพันธ์ที่มีพฤติกรรม มีกิจกรรม มีพิธีกรรม มีความเป็นอยู่ มีระบบของการเป็นอยู่ และการดำเนินชีวิต แตกต่างไปจากคนโลกๆ ข้างนอกเขา

ตอนนี้เรามีคนตั้งแต่ รุ่นเล็กรุ่นน้อย ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้แจกขวัญธรรม คือเหมือนของขวัญ เหมือนสินน้ำใจ เหมือนสิ่งหนึ่ง ที่โยงใยกันอยู่ในโลก เขาหลงเงิน แต่เราก็ไม่ได้หลง หรือปฏิเสธ หรือไปดูถูกดูแคลน เอาเงินมาเป็นเชื้อโยงใยเท่านั้น เพราะคนมาเรียน ก็ไม่ได้เสียเงิน คนมาช่วยสอนเรา ก็ไม่ได้เสียเงินให้ มากินมาอยู่กัน เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเงิน ทำงานก็ไม่ได้มีเงินค่าจ้าง ค่าอะไรกัน เราอยู่กัน อย่างที่ไม่พยายามหลงเงิน เงินมันคือเครื่องใช้ชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ามันมีภาวะที่จำเป็นใช้ ที่จะต้องอาศัยสิ่งนี้บ้าง เป็นสื่อแทนไป เล็กๆน้อยๆ เราก็ใช้ไป ถ้าไม่มีความจำเป็น เราก็ไม่ต้องไปใช้มัน ไม่ต้องไปเอาเงิน ไม่ต้องไปวุ่นวายเรื่องเงิน เราจะเป็นคนมีความสุข ถ้าเราไม่ยุ่งเรื่องเงิน ได้มากที่สุด อย่างพวกเรานี่ พิสูจน์มาแล้ว หลายสิบปี มีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องหลงเงิน เพราะฉะนั้น คนที่มาอยู่ที่นี่บางคน เกือบ ๓๐ ปีแล้ว ไม่ต้องมีเงินส่วนตัว มีเงินก็ใช้รวมๆกัน คนมีชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องเก็บเงิน ไม่ต้องสะสมเงิน แต่มีชีวิตที่ โอ สบาย เบา เป็นสุข ไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเป็นภาระ เรื่องเงินนี่เป็นภาระมาก เป็นความทุกข์ด้วย จะเห็นได้ว่ามีเงินนี่ทุกข์ เราไม่มีเงินแสนสบาย ไม่ต้องทุกข์เลย เพราะฉะนั้น คนเผ่าพันธ์ใหม่ พวกเรานี่ ต้องเป็นคนที่แปลกที่สุดในโลกนะ ไม่หลงเงิน แต่ทำงาน มีความสามารถ ทำงานเก่ง มีความรู้ เทคโนโลยี่ ก็ตาม เราก็จะพยายามเรียนรู้ ฝึกฝนให้เป็น เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์

เรื่องนี้อาตมา ไม่พูดซ้ำนะ ว่าทำไมจึงแจกสตางค์ ให้ลูกๆหลานๆพวกนี้ คือเรื่องนี้เป็นเรื่อง ของมนุษยชาติ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ทั้งด้านวัตถุธรรม สัมพันธ์ทั้งด้าน นามธรรม หรือจิตวิญญาณ มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน บางทีเราอธิบายไม่ออกหรอกว่า มันมีความหมาย มากมาย อะไร แค่ไหน อย่างไร อธิบายไม่ได้ แต่มันมีความจริง มันมีความหมายในตัว ของความสัมพันธ์ เป็นความลึกซึ้ง เป็นความเชื่อมต่อ เป็นสินน้ำใจ ก็ทำไป ให้มันเป็นวัฒนธรรม ตั้งแต่ตัวเล็ก ไปจนถึงสัมมาสิกขาลัย ระดับสูงสุด ก็คนละ ๕๐๐ บาท ปีหนึ่งๆ แสนกว่าบาท ซึ่งมีผู้เกื้อกูลอยู่ อาตมาก็เอามาทำ ให้เป็นวัฒนธรรม ถ้ามันมากขึ้นๆ จนกระทั่ง ไม่ไหวแล้ว อาตมาก็คงจะต้องเปลี่ยนวิธี ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่อยู่ก็แล้วแต่ ผู้ที่จะดำเนินการเชื่อมต่อ มันเป็นพิธีกรรมหนึ่งของมนุษย์ ที่ผนวกเอาจิตวิญญาณ ของมนุษย์เข้าไปอย่างมาก ถ้าดูทางด้านวัตถุแล้ว มันไม่เท่าไหร่หรอก ได้คนละร้อยสองร้อย ปีหนึ่งมันไม่เท่าไหร่หรอก ยิ่งเงินสมัยนี้ด้วยแล้ว ตกมากเลย แต่มันก็เป็นอะไรอันหนึ่ง ที่ถ้าใคร ได้มีจิตวิญญาณ มีจิตใจ ที่เข้าใจอะไรลึกๆ มีความสัมพันธ์ลึกๆ มีความประทับใจอะไรลึกๆ มีสิ่งที่เป็นกรรมฐานอะไรเกิด ซึ่งแต่ละคน อาจมีเชิงคิดของตัวเอง เออ ถ้าเราได้อันนี้มา มีอะไรบันดาลใจ ให้ทำที่เจริญ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ คุณค่าต่อตน ต่อสังคมมนุษยชาติ ขึ้นได้ อันนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ถึงอย่างไร มันก็เป็นวิธีกรรมอันหนึ่ง เหมือนอย่างปีใหม่ ของชาวจีน เขามีแต๊ะเอีย พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็แจกอั่งเปา แจกกันทุกปี เขาทำกันมา ตั้งเป็นหลายร้อย หลายพันปีแล้ว ที่ทำกันมา

วันก่อนนี้ มีสมณะผู้ใหญ่เสนอว่า เพื่อถนอมสุขภาพพ่อท่าน และประหยัดเวลา ให้แจกกับคุรุ หรือตัวแทน เป็นกลุ่มๆ จะดีไหม เพราะทั้งหมด ๖๐๐ กว่าคน เกรงพ่อท่านจะเมื่อย อาตมาก็ว่า ไม่เป็นไรหรอก อาตมายังไหว แจกทีละคนนั่นแหละ อย่างที่เคยทำมา อาตมาว่า มันก็ไม่เหนื่อยอะไรมากมายหรอก ถึงจะช้าบ้าง ก็ต้องให้เวลา มันเป็นความจำเป็น ในเรื่องของพิธีกรรม ที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ทำอย่างนี้แหละ ไม่เป็นไรหรอก ถ้านักเรียนเป็นพันคน ก็อาจจะหาวิธีใหม่"

๒๕ ธ.ค.๔๔ ที่ราชธานีอโศก ทำวัตรเช้า พ่อท่านแสดงธรรม ให้นักเรียนสัมมาสิกขา ที่มาร่วมกันอบรม เข้าค่าย ยุวชนอโศกสัมพันธ์ (ยอส.) ครั้งที่ ๕ จากบางส่วน ที่พ่อท่านวิพากษ์วิจารณ์ ภาพยนตร์ฝรั่ง "แฮรี่ พอตเตอร์"

"วันที่ ๒๘ จะฉายแฮรี่ พอตเตอร์ให้ดู อาตมาดูมา ๒ รอบแล้ว ไม่รู้เรื่องทั้งสองครั้ง ดูรอบแรกที่สันติอโศก มันเรื่องอะไร ทำไมมันฮิตนัก อาตมาบอกตรงๆ ดูแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่ใช่อาตมาแกล้งพูด เอ๊ะ! เราทำไมไม่รู้เรื่อง เขาว่ามันดี ฉายได้เงินได้ทอง คนเห่อพากันไปดูทั่วโลก แล้วก็มีคนเอามาให้เซนเซอร์อีก อาตมาก็ตั้งใจดู ไม่ทำงานอื่น ตั้งใจดู ตั้งแต่ต้นจนจบ เกือบ ๑๓๐ นาที ๒ ชั่วโมงกว่า ไม่รู้เรื่องอีกอย่างเก่า แหม! มันไม่มีสาระ มันไม่เป็นโล้เป็นพาย มันไม่ปะติดปะต่อ มันไม่เป็นเหตุเป็นผลอะไรเลย แล้วมันเห่ออะไร อาตมาก็งง สรุปได้มันเป็นเรื่องบ้าๆบอๆของเด็ก พิลึกนะ ที่ไปเหาะขี่ไม้กวาด เป็นพ่อมด แล้วก็ไปเจอกับ สิงห์สาลาสัตว์ ต่างๆนานา แฮรี่พอตเตอร์ เกิดมาจาก รู กระบอกไหนก็ไม่รู้ เสร็จแล้ว ก็ต้องไปเข้าโรงเรียนพ่อมด แล้วก็ไปเจอเพื่อน แล้วก็อะไรต่ออะไร ไม่มีเหตุ มีผลอะไรเลย ซึ่งถ้าจะบอกว่า หนึ่งหนังนี้สนุก อาตมามองไม่ออกว่า หนังนี้มันสนุกอย่างไร นิ้ดหนึ่ง อาตมาก็ไม่เห็นว่า มันจะสนุก ก็ง๊ง..งง ว่ามันฮิตได้ยังไง สอง มีเนื้อหาสาระไหม ไร้สาระหมดเลย ไม่มีสาระอะไรอันนี้ชัด สาม ตื่นเต้น หนังที่ตื่นเต้น กว่านี้มีเยอะเลย ทำไมมันไม่ฮิต นี่ไม่เห็นมันตื่นเต้นอะไรกันนัก ก็แค่นั้นเอง มันเหมือน เด็กๆ ตื่นเต้นเด็กๆน่ะ แข่งกีฬาเหาะ ขี่ไม้กวาดไปแข่งกีฬา ตีบอลเข้าลูกอะไรกัน แค่นั้นเอง แล้วก็ชนะอะไรอย่างนั้น อาตมาก็ว่า อาตมาก็พยายามวางใจเป็นกลาง พยายามจะรับรู้อารมณ์ว่า เออ อารมณ์เด็กนะ อารมณ์คนหนุ่ม คนสาวนะ บอกตรงๆว่า โลกนี้คนเราโง่ถึงขั้นแล้ว หลอกอย่างเห่อกัน แต่เพียงโฆษณา มันโฆษณากันมากจริงๆ อาตมาให้ดู จะเสียเวลายังไงก็ยอม ๖๐๐ คนนี่ นั่งดูไปเถอะ ๒ ชั่วโมง เสียเวลากันไปเลย ให้มันรู้ไปว่า ทางโลกเขา หลอกกันขนาดนี้ มันหลอกกันถึงที่เลย ฉายได้เป็นพันๆล้านบาท ดูเสร็จแล้ว อาตมาจะถามว่า แต่ละคนที่ดู เอาตั้งใจดู ใครรู้สึกว่า มันดียังไง มาเล่าให้อาตมาฟังบ้าง"

 

จบท้ายบันทึกฯ จากบางส่วน ที่พ่อท่านให้โอวาทปิดประชุม ชุมชนปฐมอโศก ๓ ธ.ค.๔๔ ที่ ปฐมอโศก

"...ถึงอย่างไร ชาวอโศกก็ต้องเป็นชาวกสิกร ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพราะกสิกร เป็นผู้ผลิตอาหาร อาหารเป็นเอกในโลก เป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิต เป็นชีวิต อุตสาหกรรม เป็นเรื่องเคียง เป็นเรื่องประกอบ เราต้องปลูกฝังจิตวิญญาณพวกเรา ให้เป็นเลือดกสิกร แม้การดำเนินชีวิต จะเป็นนักอุตสาหกรรมก็ตาม

เช่นเดียวกับลูกพระพุทธเจ้า ยินดีในเสนาสนะป่า แต่ไม่อยู่ป่า อาตมาอยู่เมือง แต่ยินดีในเสนาสนะป่า อาตมาจะไม่ไปบำเรอตน แต่จะอาศัยงาน อาศัยการเป็นอยู่ ที่มีประโยชน์คุณค่า ชีวิตคืองาน ชีวิตคือประโยชน์คุณค่า ไปป่าก็ไปฝังตัวอยู่เฉยๆ แต่สุดท้าย ก็ต้องปฏินิสสัคคะ

หมู่กลุ่มอโศกเป็นพันธุ์เผ่า อาตมามีลูกจำนวนพันเป็นอเนก และลูกๆเหล่านี้ ก็จะสืบสร้างเผ่าพันธุ์พุทธ ต่อไป อาตมามั่นใจ สัจจะมันจะเป็นจริง"

อนุจร
๔ ก.พ.๔๕

(สารอโศก อันดับที่ ๒๔๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕)