บันทึกจากปัจฉาสมณะ

เอาให้ดี เอาให้ได้ ได้ให้ดี

 

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ขณะที่งานอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิต เกษตรกรที่พักชำระหนี้กับ ธ.ก.ส. กำลังเป็นไปได้ด้วยดี จากชุมชนชาวอโศก ๑๘ แห่ง พ่อท่านเดินสาย ไปช่วยได้ไม่กี่แห่ง เท่าที่จะมีเวลา และจังหวะโอกาส ที่ผ่านไปได้

ชุมชนหลักๆทั้ง ปฐมอโศก ศีรษะอโศก ราชธานีอโศก นอกจากงานอบรมแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐ และเอกชน แวะเวียนไปศึกษาดูงาน เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน มหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันราชภัฏต่างๆ ก็ให้ความสนใจเรียนรู้ แม้นักศึกษาต่างชาติ ก็มีมาศึกษาเรียนรู้ อยู่เรื่อยๆ และดูเหมือนว่า ความยอมรับ ให้ค่าเหล่านี้ จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเปรียบเทียบจาก ๑๐ ปีที่แล้ว ๕ ปีที่แล้ว อัตราก้าวหน้า ของคณะที่มาศึกษาดูงาน มีตัวเลขเพิ่มขึ้น

 

๖ ก.พ.๔๕ ที่ปฐมอโศก น.พ. สิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองอธิบดี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ น.พ.สถาพร วงศ์เจริญ รองเลขาธิการ องค์การอาหารและยา (อย.) รวมถึงอาจารย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้มาชม โรงงานยาสมุนไพร ศูนย์เจาะวิจัย โดยให้คำแนะนำ และติติง เรื่องเอกสาร ยังน้อยไป หากจะยกชั้นการผลิต ขึ้นสู่ระดับ GMP (Good Manufacturing Practice) จะต้องทำเรื่องเอกสาร ให้มากกว่านี้ จากนั้น ทั้งหมดได้เดินชม วิถีชีวิตชุมชน น.พ.สิริวัฒน์ ถึงกับเอ่ยปากว่า อยากให้ลูกได้มาเรียน ที่ปฐมอโศกนี้

ช่วงปลายเดือน เป็นงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ ๒๖ ที่ศาลีอโศก พ่อท่านได้ร่วมสัมมนา ร่วมประชุม กับคณะทำงานต่างๆ นอกเวลาอบรม ตามตารางของงานพุทธาภิเษก ไม่ว่าจะเป็น สัมมนาคุรุอโศก ประชุมกสิกรรมธรรมชาติ ประชุมพาณิชย์บุญนิยม ประชุมหน่วยตรวจสินค้า และสิ่งผลิต ของชุมชนอโศก (ตอ) ประชุมเครือข่าย กสิกรรมไร้สารพิษ แห่งประเทศไทย (คกร.) ที่บอกเล่า ประเมินผล การอบรมเกษตรกร ตามโครงการ ร่วมกับธ.ก.ส. ได้ผลเป็นอย่างไร นับเป็นความเจริญ ของกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดหน่วยย่อย แตกแขนงงาน ไปสู่ประชาชน ในหลากหลายอาชีพ หลากหลายกิจกรรม ไม่ใช่เพียงแค่ มาร่วมงานฟังธรรม และ ปฏิบัติสมาทานศีล ๘ เท่านั้น ดังเช่น งานพุทธาภิเษกฯ ในยุคแรกๆพาทำ ช่วงที่พ่อท่านยังมีชีวิตอยู่นี้ ก็คงต้องเหนื่อยหน่อย กับการร่วมประชุม กลุ่มกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อวางรากฐานนำ โดยอาศัยเรื่องราว และ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเป็นเหตุ ให้ความรู้กับพวกเรา เป็นหลักๆไว้ ให้เปรียบเทียบความคิด การทำงาน และ การประมาณต่างๆ


เมื่อนักศึกษาฝรั่งศึกษาพุทธ

๖ ก.พ. ๔๕ ที่ปฐมอโศก นักศึกษาหนุ่มสาว ๑๐ คน จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน อเมริกา ได้มาศึกษา พุทธศาสนา และ วัฒนธรรมไทย ในเวลา ๗ สัปดาห์ และได้มาเรียนรู้เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับชาวอโศกทั้งหมด ได้มีโอกาสพบพ่อท่าน เพื่อซักถามปัญหา อาจเป็นเพราะหลายคน ศึกษาพุทธศาสนามาก่อน และอายุ ยังน้อย จึงทำให้ดูอ่อนน้อม และ ว่าง่าย ทั้งหมดกราบช้าๆ ศีรษะจรดพื้น อย่างที่ชาวอโศกกราบ

จากบางส่วนของคำถาม ทำให้รู้ว่า หลายคนศึกษาพุทธศาสนา มากกว่าคนไทยหลายคน ที่มีสำเนาทะเบียนบ้าน ได้ชื่อว่าเป็นพุทธ แต่วิถีชีวิตและความคิด แทบไม่เหลือความเป็นพุทธอยู่เลย จากคำถาม-คำตอบ ที่น่าสนใจดังนี้

ถาม : เท่าที่ผมได้อ่านมาจาก ข้อเขียนของพุทธ กระแสหลักนั้น แต่ละคน จะไปถึงนิพพาน หรือตรัสรู้นั้น จะต้องผ่าน การเกิดแล้วเกิดอีก นับชาติไม่ถ้วน แต่ไม่ได้เจอคำสอนอย่างนั้น ในคำสอนของทางอโศก จึงอยากถามว่า ในความเชื่อของทางอโศก สามารถที่จะตัดทาง เข้าไปสู่พระนิพพาน โดยไม่จำเป็น ต้องเข้าไปผ่านชาตินั้นๆ ได้หรือเปล่า

ตอบ : เราปฏิเสธชาติแล้วชาติเล่า โดยความจริงไม่ได้ ถ้าเราทำไม่ได้ชาตินี้ ก็ต้องต่อชาติต่อไป ถ้าทำยังไม่ได้ ในชาติต่อไปอีก ก็ต้องเก็บสะสมกุศล ที่เป็นโลกุตตระ แม้นิดแม้น้อย ให้ได้บ้างในแต่ละชาติ ถ้าไม่สามารถ เก็บกุศลโลกุตระได้ ในชาตินี้ ก็เก็บสะสมผลกุศลโลกีย์ ในแต่ละชาติไปพลาง จนกว่าจะครบกุศล ที่เป็นโลกุตระ ถึงขั้นนิพพาน เราก็จะมีกุศลโลกีย์ เป็นอุปการะไปด้วยทุกข์โลกียะ ก็จะไม่ทับถมหนักหนา ก็จะช่วยให้การปฏิบัติสบาย เป็นสุขาปฏิปทา แก่ตนยิ่งๆขึ้น ในชาติแต่ละชาติ

 

ถาม :แต่เป็นไปได้ไหมครับ ที่อย่างผมจะได้ในชาตินี้ โดยไม่ต้องเกิดอีก

ตอบ : รับรองไม่ได้ ไม่รู้ว่าคุณมีสิ่งจริง ที่เป็นบารมีของคุณ มาแล้วหรือยัง ดูถูกคุณไม่ได้ เราไม่กล้าดูถูกคุณ แต่เราก็ไม่กล้า รับรองคุณ

ถาม :เท่าที่ได้อ่านมานั้น พระคุณเจ้าบอกว่า พระคุณเจ้าก็บรรลุ หมายความว่า พระคุณเจ้าจะได้นิพพาน หลังจากที่ได้ มรณภาพไปแล้ว ใช่หรือไม่

ตอบ : นิพพานได้ในชีวิตเป็นๆ ผู้ที่จะได้นิพพานนั้น คือคนเป็นๆ ส่วนผู้ที่ตายไปแล้ว แล้วก็ปรินิพพาน นั้นคือ ไม่มีอะไรอีกแล้ว NOTHING หลังตายไป ถ้าดับภพจบชาติ ท่านเรียกว่าปรินิพพาน ไม่มีอะไรอีกแล้ว ทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งปรินิพพานนั้น ลักษณะของปรินิพพานนั้น อธิบายยาก สภาพปรินิพพานนั้น ไม่มีทั้ง SPACE AND TIME , ENERGY, ACTION ทั้งหมดไม่มีอะไร ส่วนนิพพานนั้น หมายถึงกิเลสดับ หรือคนผู้นั้นไม่มีกิเลส แต่คนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ก็ถือว่า ผู้นั้นได้นิพพานแล้ว แต่ท่านยังมี "ความว่าง หรือถิ่นที่" (space) ยังมีทั้ง "เวลา" (time) "พลังงาน" (energy) และ "กรรม" (action) อยู่ ยังไม่หมดสิ้น ชนิดไม่มีอะไรเลย ที่ชื่อว่าปรินิพพาน

ถาม : ในระดับของพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นไปได้ไหม ที่คนเราจะเกิดมา ในระดับนั้นๆ ได้เลย

ตอบ : แน่นอน ถ้าได้ระดับไหน เกิดมาต้องได้ระดับนั้น เพียงแต่จะถูกอำนาจโลกีย์ ครอบงำไปบ้าง ชั่วระยะหนึ่ง จะมากหรือน้อย จะนานหรือเร็ว ตามบุญบารมี และ วิบากของแต่ละคน

ถาม : ถ้าพูดอีกแง่หนึ่ง เป็นไปได้ไหม ที่คนเราจะเกิดมา โดยปราศจากความอยากเลย

ตอบ : ก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ขึ้นไปแล้ว จึงจะเป็นได้แน่ๆ กระนั้นก็มีส่วนแห่งอำนาจโลกีย์ มอมเมาเอาบ้างอยู่ดี ในช่วงแรกที่เกิดมา ท่ามกลางสังคมโลกีย์ แต่ก็ทำให้ท่าน เป็นความอยากที่เป็นโลกีย์ ไปตลอดไม่ได้ ท่านจะกลับสู่โลกุตระ ตามที่เคยมีแน่ๆ

ถาม :ที่พระคุณเจ้าพูดว่า เราจะต้องไล่จับความชั่ว หรือว่าซาตานในตัวเรา และก็ฆ่ามันเสีย ทำลายมันเสีย หรือไล่มันไป อยากทราบว่า เมื่อแรกเริ่ม ที่พระคุณเจ้าปฏิบัตินั้น พระคุณเจ้าจับมันอย่างไร และฆ่าทำลายมันอย่างไร แล้วจะแนะนำ ให้เขาควรทำอย่างไร

ตอบ : ซาตานมันอยู่ในใจ มันอยู่ที่ใจจริงๆ ถ้าเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ ร่างกายเรานี่คือธาตุรับรู้ หรือว่าธาตุ ธา-ตุ ธาตุรู้นี่ เราจะต้องเรียนรู้ว่า เราจะต้องอ่านสภาพของ จิตวิญญาณในร่างกาย แล้วเราจะต้องเรียนรู้ อาการธาตุรู้ นั่นแหละ และ ต้องวิจัยลงไป ในธาตุรู้นั้น ซึ่งเราจะวิจัย และก็แทงลึกลงไป จนถึงซาตานนั้นได้ ซึ่งเรียกตัวใหญ่ๆ ชื่อใหญ่ๆของมันว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อรู้แล้ว เราก็จะต้องกำจัด ให้มันมีบทบาทน้อยลง จนกระทั่ง มันหยุดหรือมันตาย มันไม่มีบทบาท โดยหลักง่ายๆมี ๒ หลักใหญ่ คือ ๑.กดข่มให้มันไม่มีบทบาทดื้อๆ แต่นี่ยังไม่ใช่ขั้นเด็ดขาด วิธีที่จะให้มันเด็ดขาดนั้น คือวิธีที่ ๒ คือใช้ความรู้ การรู้ความจริงว่า มันเลวมันไม่ดี มันทำให้คนเป็นภัย ทำให้คนเป็นโทษ ทำให้เราตกต่ำ ทำให้เราไม่ประเสริฐต่างๆ ตามรู้ว่า มันเป็นความทุกข์ เป็นภัยกับทุกข์ เป็นภัยทั้งตนเอง และเป็นภัยทั้งผู้อื่นด้วย มันทำให้เราสร้าง จะต้องเห็นความจริง ตามจริง แล้วซาตานนั้น มันยอมต่อความจริง จนค่อยๆอ่อนตัว จนค่อยๆตาย ซึ่งมันจะตาย เพราะปัญญาที่เห็นความจริง อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่า ถ้าไม่มีซาตานในตัวเรา เราจะเป็นคนอีกชนิดหนึ่งที่ดี ที่ไม่เป็นภัย ที่ไม่ทุกข์ และจะเป็นคนมีประโยชน์ ต่อมนุษย์ ต่อสังคม ต่อโลกอย่างยิ่งทีเดียว

ถาม : สังเกตว่าในโลกนี้มีคน พลโลกเพิ่มขึ้นๆ คนเหล่านั้นมาจากไหน

ตอบ : มาจากจิตวิญญาณที่หมุนเวียนอยู่ แล้วเราก็นับไม่ถ้วน ในจิตวิญญาณที่มีอยู่ ในมหาเอกภพนี้

ถาม : มาจากกาแล็กซีอื่นหรือเปล่า

ตอบ : ในลูกโลกอื่นก็มี คนพยายามที่จะตามหา โลกที่มีมนุษย์ เหมือนอย่างโลกลูกนี้ เขากำลังตามหากันอยู่ แต่หาไม่เจอหรอก ไกลเกินที่จะตามไปได้ และไปไม่ถึงกาแล็กซีอื่นหรอก อยู่ในสุริยจักรวาล หรืออยู่ในกาแล็กซีเดียวกัน ยังไปทั่วถึงไม่ได้ อยู่ในกาแล็กซีเดียวกันนี้ ก็ไม่ใช่จะมีลูกโลก ที่มีชีวิตอันเจริญนี้ เท่าเทียมกัน ในกาแล็กซีเดียวกัน จะมีลูกโลก ที่มีชีวิตเจริญที่สุด คือโลกลูกนี้เท่านั้น ที่มีกาแล็กซี ทางช้างเผือกนี้

ถาม : เป็นไปได้ไหมคะ ว่าคนในกาแล็กซี่อื่น เขาอาจจะถึงปรินิพพาน แต่ในอีกคนละลักษณะ กับคนในกาแล็กซี่นี้

ตอบ : ในกาแล็กซีนี้ โลกลูกนี้แหละ ที่เราอยู่มีสัตวโลก ที่เราเรียกว่ามนุษย์ อยู่ในกาแล็กซีนี้จริง โลกลูกอื่นๆ ในกาแล็กซีนี้ ยังไม่เจริญเท่า ตอนนี้เขาฝันว่ามีดาว มีจานบินมนุษย์ต่างดาว เป็นจินตนาการฝันไป ซึ่งความจริงไม่มี เป็นภาพหลอน เกิดจากอุปาทานทั้งสิ้น เหมือนคนเห็นผีนั้นเอง เพราะผีจริงๆ ไม่มีรูปร่าง เรียกว่าอสรีรัง จิตวิญญาณจริงๆนั้น อสรีรัง หรืออนัตตา ไม่มีตัวตน ที่เป็นรูปเป็นโฉมแน่ๆ แต่คนมีอุปาทาน จึงเกิด "ภาพหลอน" นั้นๆ ให้เขาเห็น เห็นกันเป็นหมู่ก็ได้

ถาม : เป็นไปได้ไหมขอรับว่า ถ้าผมถือศีล และมั่นคงในการถือศีล แล้วก็สามารถเข้าใจกระจ่าง ในเรื่องของศีล และ ข้อปฏิบัติต่างๆ แม้ว่าเราจะไม่เรียกตัวเราเองว่า เป็นชาวพุทธ ก็ยังปฏิบัติได้

ตอบ : ได้ๆ อยู่ที่ความจริง ขอให้ปฏิบัติศีลให้ถูกต้อง สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ ทุกอย่าง ต้องเข้าใจหลักปฏิบัติ ให้ถูกต้อง จะเรียกเป็นศาสนาไหนก็ได้ แม้ไม่ต้องมาเป็นชาวพุทธ แต่ก็ลำบากนะ มีคนที่เป็นศาสนิกของศาสนาอื่นๆ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเขาเป็นคริสต์ เป็นอิสลาม แต่เขาเข้าใจศาสนาพุทธ แล้วก็รู้วิธีปฏิบัติศาสนาพุทธ แต่เขาออกมาไม่ได้ เขาก็ปฏิบัติไป เขาก็ได้จริงตามกรรม เขาทำได้ มันก็เป็นผลจริงของเขา เป็นทรัพย์ เป็นของจริง ที่เขาจะได้ไป ตายชาติหน้า เขาก็คงไม่มาเกิด ในพ่อแม่ที่เป็นคริสต์ หรือศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่พุทธแล้ว เมื่อเขาทำอย่างสัมมา เขาได้ผลสัมมา เขาก็ย่อมเกิด ย่อมเป็นไป ตามวิบากที่ได้สั่งสม

 

ถาม : เพราะฉะนั้น ก็จะไม่ตัดสินใช่ไหมครับว่า อันนี้ผิด อันนี้ถูก เพียงแต่ว่าจะต้องมีทางที่ถูก ทางที่เดิน ทางที่ควรเดิน อย่างนั้น ใช่หรือไม่

ตอบ : ถ้ารู้ๆ ผู้รู้จะตัดสินได้ เชื่อไหมว่า ไอน์สไตน์เป็นพุทธ แต่เขาออกจากยิวไม่ได้ และไอน์สไตน์ก็เคยพูด ถ้าจะให้เขาเลือกศาสนา เขาจะเลือกศาสนาพุทธ เขาเคยพูด แต่เขาออกจากสังคม ที่เขาอยู่ไม่ได้ เขาออก อยู่ในสังคมอื่นๆ หรือ อยู่ในบริบทที่เขาอยู่นั้น ออกมาเป็นไม่ได้ เขาจะต้องเป็นของเขา อย่างนั้นแหละ แต่โดยกรรม โดยจริงๆแล้ว เขาเป็นพุทธ

การรักษาสมณะกระบี่บุญ มนาโปด้วย "ปัญจศาสตร์"

๕ ก.พ. ๔๕ ที่ปฐมอโศก เสร็จจากการตอบข้อซักถาม ของนักศึกษาอเมริกัน พ่อท่านเดินไปเยี่ยม สมณะกระบี่บุญ มนาโป เป้าประสงค์ เพื่อบอกกับสมณะกระบี่บุญ มนาโป และคณะดูแล ว่าจะให้คุณสายัณ ผู้เป็นเจ้าของ วิธีการรักษา ที่ตนให้ชื่อว่า "ปัญจศาสตร์" มาช่วยดูแลรักษา ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า สมณะกระบี่บุญ มนาโป และคณะดูแล คิดกันอย่างไร เมื่อได้ยินจากปาก พ่อท่านเช่นนี้ สันนิษฐานว่า ในฐานะศิษย์ ก็คงต้องเชื่อครูบาอาจารย์ก่อน ในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนว่า "ปัญจศาสตร์" ไม่ดี ก็คงต้องยอมๆ ให้ดูแลรักษากันไปก่อน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่ลบ แต่ก็มีญาติธรรมหลายคนเชื่อถือ และเห็นผลดีขึ้น จาก "ปัญจศาสตร์" ที่สำคัญ พ่อท่านเอง ก็เป็นหนึ่ง ในผู้ทดลองแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ญาติธรรมที่มีประสบการณ์กับ การแพทย์กระแสหลัก หลายคนบอกข้าพเจ้าว่า ภาวะขณะนี้ ของสมณะกระบี่บุญ มนาโป ที่มีก้อนเนื้อนูนๆ ออกมาตามร่างกาย และการขากเสลด หรือไอทีใด ก็จะมีเลือดปนออกมา นั่นคือ อาการของมะเร็ง ขั้นสุดท้าย ที่กระจายไปทั่วร่างแล้ว ขณะที่คุณสายัณ บอกกับญาติธรรม ที่เชื่อถือตนว่า จากประสบการณ์ของเขาเห็นว่า ก้อนเนื้อนูนๆนั้น ไม่ใช่มะเร็ง เป็นเพียงแค่ซีส ซึ่งเรื่องนี้ ตนสามารถทำให้หายได้ นอกจากนี้ คุณสายัณ เคยคุยเล่า ให้พวกเราฟังว่า เขารักษา คนเป็นโรคมะเร็งมาแล้ว ๖๖ คน ตายไป ๗ คน ที่ตายก็เพราะไม่เชื่อเขา เปลี่ยนไปรักษา กับการแพทย์กระแสหลัก ทำให้ระบบที่เขาจัดไว้ดีแล้วเสีย เหมือนบอกเป็นนัยๆว่า อย่าว่าแต่เป็นซีสเลย แม้เป็นมะเร็งก็หายได้ หากเชื่อเขา

ข้าพเจ้าไม่ได้ซักถามพ่อท่าน ถึงเหตุผลที่ให้คุณสายัณ มาดูแลรักษา สมณะกระบี่บุญ มนาโป แต่คิดเอาเองว่า เมื่อการรักษา ตามแนว แมคโครไบโอติกส์ ของอิตาลี ที่ปฏิบัติกันมาแต่ต้น ยืนยันผลว่า ที่สามารถทำให้ สมณะกระบี่บุญ มนาโป มีชีวิตอยู่ได้เกิน ๖ เดือน นับเป็นความสำเร็จแล้ว อาการทรงหรือทรุดทุกวันนี้ ก็ถือเป็นกำไรแล้ว อีกทั้งการแพทย์กระแสหลัก ก็เห็นว่าไม่รอด ขณะที่การแพทย์ทางเลือก "ปัญจศาสตร์" ยืนยันว่าจะทำให้หายได้ จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากให้โอกาส "ปัญจศาสตร์" รักษาดู เพราะไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว จะได้ลองดูว่า จะจริง ตามที่คุณสายัณ ยืนยันรับประกัน ผลของ "ปัญจศาสตร์" เอาไว้หรือไม่

วันนี้พ่อท่าน มาบอกให้สมณะกระบี่บุญ มนาโปรู้ตัวก่อน จะได้เตรียมตัว เตรียมใจไว้ สำหรับการรักษา ที่จะเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม ที่ปฏิบัติกันมากว่า ๕ ปี โดยพรุ่งนี้ คุณสายัณ จะเริ่มมาดูแลรักษา

หลายวันก่อนนั้น ทราบจากผู้ช่วย สอนการทำกายภาพบำบัด ให้สมณะกระบี่บุญ มนาโป และคณะดูแลว่า สมณะกระบี่บุญ มนาโป ฉันอาหารได้มาก อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนป่วยขนาดนี้ จะฉันได้มากอย่างนี้ มาเห็นกับตาในวันนี้ สมณะกระบี่บุญ มนาโป ฉันข้าวเหนียวจี่ ฉันฝรั่งสด จิ้มกะปิถั่วเหลือง ฉันผักสด ฉันน้ำซุป ฯลฯ กลืนเคี้ยว อย่างน่าเอร็ดอร่อย ดูมีกำลังดี เพียงแต่กล้ามเนื้อ แขนขาลีบเล็ก อาจเป็นเพราะนั่งนอนมากไป และขาดอาหาร ด้วยการฉันอาหาร ตามแนวแมคโครไบโอติกส์ ของอิตาลี ที่ฉันครีมข้าว อย่างเดียว กว่า ๒ ปี แต่เมื่อย้ายจากเกาะสมุย มาพักที่ปฐมอโศกนี้ ก็ฉันอาหาร "กว้าง" ขึ้น (กว้างในที่นี้ เป็นศัพท์ภาษา ของแมคโครไบโอติกส์ หมายถึง กินอาหาร ที่หลากหลายมากขึ้น) ได้มีผู้เล่าว่า สมณะกระบี่บุญ มนาโป บอกว่าจะฉันอาหาร ตามที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เคยพากิน ต่อมา จึงได้ยินอีกว่า ท่านฉันน้ำพริก แกงขี้เหล็ก และดูเหมือนว่า จะมีซุปหน่อไม้ ใบย่านางด้วย เข้าใจว่า ทั้งสมณะกระบี่บุญ มนาโป และคณะดูแล ยอมลดหย่อนความคิด ความเชื่อ ตามแนวแมคโครไบโอติกส์ ลงมาจากเดิม ที่เป็นเข้มงวดมาก กาลเวลาทำให้เรียนรู้ และปรับตัว ปรับความคิดเห็น ยอมรับความรู้อื่น มากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่เรื่อง อาหารเป็นยา ยิ่งกับ "ปัญจศาสตร์" ด้วยแล้ว เป็นคนละเรื่องกับ แมคโครไบโอติกส์เลย "ปัญจศาสตร์" แทบไม่ได้ให้ความสำคัญ กับเรื่องอาหารเป็นยา เท่าไหร่นัก ยิ่งดูพฤติกรรม ความเป็นอยู่ อาหารการกิน ของคุณสายัณเอง ทั้งแมคโครไบโอติกส์ ชีวจิต หรือแนวธรรมชาติบำบัดอื่นใด คงรับไม่ได้ จุดเด่นของ "ปัญจศาสตร์" คือ การรักษาที่ดูเหมือนจะเอา หลักความรู้ ของการจัดกระดูก (Chiropractic) ผสมผสานกับการกดจุด แต่ก็ไม่เหมือนกัน ทั้งสองทีเดียว โดยคุณสายัณบอก ตนเป็นผู้ค้นพบศาสตร์นี้เอง มีภาษาเรียกขาน วิธีการรักษาต่างๆ เป็นของตนเอง เช่นคำว่า ไล่ระบบ การปรับสมดุล หรือมีรหัสเลขหมาย ที่ใช้ในการกดจุดต่างๆ เช่น ๑๓๑-๑๓๖ ไม่ว่าผู้ป่วย จะเป็นโรคใดๆ ก็ต้องผ่านการไล่ระบบ เริ่มจาก ให้ผู้ป่วยนอน แล้วกดจุดต่างๆ ตามรหัสของเขา ที่เรียกว่า "ไล่ระบบ" มีทั้งหมด ๒๒ ท่า ขึ้นอยู่กับ คุณสายัณว่า จะใช้ท่าไหน กับโรคอะไรของผู้ป่วย อ้อตกหล่นไปนิด มีการตรวจวัดชีพจร และความดัน ก่อนการกดจุด "ไล่ระบบ" ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ผลการตรวจวัดชีพจร และความดันนั้น มีผลต่อการกดจุด "ไล่ระบบ" หรือไม่อย่างไร จุดจะเปลี่ยนไปไหม การลงน้ำหนัก ในการกด ต่างกันอย่างไรหรือไม่ ดูไม่ออก ต่อมาก็จะเป็นการ "ปรับสมดุล" หรือคล้ายการจัดกระดูก มีการดึง บิด ดัด กระตุก หมุนอวัยวะแขน ขา คอ จากนั้นร่างกายจะทำหน้าที่ โดยอัตโนมัติ ในการฟื้นฟู ซ่อมแซม สร้างเสริมส่วนที่บกพร่อง และทำลายส่วนที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพร่างกาย ด้วยตัวมันเอง ไม่ต้องกินยาใดๆ แต่แนะนำให้กินอาหารเสริม ที่เป็นผลิตภัณฑ์ขายตรง (direct sale) จากอเมริกา มีชื่อ Am นำหน้า คุณสายัณเอง ก็เป็นสมาชิกในระดับบน ไม่ต้องขายเอง ก็มีเปอร์เซ็นต์ ได้จากผลิตภัณฑ์ ที่สมาชิกระดับล่างขายได้ โดยคุณสายัณเล่าว่า ผลิตภัณฑ์นี้ อาจารย์ท่านหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเอาไปวิจัยแล้ว ให้ผลดีกว่า อาหารเสริมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ เหมาะที่จะเป็น อาหารเสริมของผู้ป่วย

 

ทุกครั้งก่อนจบการรักษา จะให้ผู้ป่วยบริหารร่างกาย ๓ ท่า คล้ายท่าบริหาร ยืดเส้นหลังและขา (เคยเขียนแล้ว ในบันทึก เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๔) และแนะนำให้ผู้ป่วย ไปบริหารเองทุกวันใน ๓ ท่านั้น ทั้ง ๓ ท่า ใช้เวลาอย่างมาก ๕ นาที ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยรายไหน โรคอะไร ก็ให้บริหาร ๓ ท่านี้ เหมือนกันหมด

เกี่ยวกับอาการไอ ของพ่อท่านนั้น คุณสายัณบอกว่า ไม่ใช่ปัญหาอยู่ที่คอ แต่มาจากปอดมีความชื้น การรักษา ก็โดยการไล่ความชื้น ออกจากปอด การ "ไล่ระบบ" และการ "ปรับสมดุล" จะทำให้ร่างกาย ทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะไปไล่ความชื้น ออกจากปอดด้วย

การคิดค่าบริการ หรือค่ารักษานั้น พ่อท่าน สมณะ และสิกขมาตุ ไม่คิดราคา ทำให้ฟรี แต่ถ้าจะฉันอาหารเสริม ก็จะคิดตามราคา ที่ขายกับคนทั่วไป สำหรับคนวัด บางคนก็ทำให้ฟรี ส่วนใหญ่จะคิดครั้งละ ๒๐๐ บาท โดยไม่คิดค่าเริ่มแรก หรือค่ากินเปล่า หรือค่าแป๊ะเจี๊ยะ ดังเช่นคนนอกวัดทั่วไป ที่มีอาชีพทำมาหากิน มีเงินเดือน รายได้ ซึ่งคุณสายัณจะเรียกก่อน เป็นรายๆไป มีราคา ๕,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๓๐,๐๐๐ บาท หรืออาจจะมีราคาสูง หรือต่ำกว่านี้ อยู่ที่คุณสายัณ เป็นผู้เรียกเก็บจากผู้ป่วย ก่อนการรักษา หากยังไม่มีทันที ก็สามารถผ่อนชำระได้ ในการรักษาแต่ละครั้ง ก็จะเรียกค่ารักษา เพิ่มเติมอีก ครั้งละ ๕๐๐ บาท คุณสายัณบอกเล่าให้ฟังว่า เคยเรียกเก็บค่ารักษาราคาถูกๆ แต่กลับได้รับการดูถูกดูหมิ่น ไม่เชื่อถือ และ ไม่ยอมรักษา

จุดเด่นของคุณสายัณ อยู่ที่พูดคุยเก่ง ดูเหมือนคนมีความรู้มาก ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไร ก็ร่วมพูดคุย ไปได้หมดทุกเรื่อง มีอารมณ์ขัน พูดคุยเล่นหัว สนุกสนาน กับใครต่อใครไปได้หมด ในระหว่างการรักษา ก็สามารถพูดคุย สร้างบรรยากาศ ผ่อนคลาย คุ้นเคย เป็นกันเองกับผู้ป่วย ได้อย่างหาตัวจับยาก

ทั้งหมดนี้เป็นภาพคร่าวๆ ของผู้ที่กำลังก้าวเข้ามา เกี่ยวข้องกับพ่อท่าน และชาวอโศก ในเรื่องของการรักษา สุขภาพทางเลือก

ค่ำวันนี้ ผู้มีความรู้ กับการแพทย์แผนไทยคนหนึ่ง ทราบข่าวว่า พ่อท่านจะให้คุณสายัณ มาดูแลรักษา สมณะกระบี่บุญ มนาโป จึงโทรฯมาทักว่า คุณสายัณเขาจะให้อาหารเสริม ที่มีโปรตีน จากผลิตภัณฑ์ขายตรง ที่เขาเป็นสมาชิกนั้น จะยิ่งทำให้ เซลมะเร็งแข็งแรง และกระจายตัวมากขึ้น ข้าพเจ้ามีท่าทีอึกอัก ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร ได้แต่คาดเดาใจ พ่อท่านไปว่า พ่อท่านคงให้โอกาสคุณสายัณ เพราะเขาคนเดียว ที่คุยว่าจะหายได้

๖ ก.พ. ๔๕ ที่ปฐมอโศก ช่วงบ่าย คุณสายัณ ได้มาตรวจดูและรักษา สมณะกระบี่บุญ มนาโป โดยใช้นิ้ว ๔ นิ้ว แมะที่ข้อมือ สมณะกระบี่บุญ มนาโป แล้วบอกเล่า เหมือนการสอน ให้ญาติธรรมที่เชื่อถือ และสนใจเรียนรู้ "ปัญจศาสตร์" ว่าเส้นที่ตรวจแมะ มี ๔ เส้น หลังจากแมะตรวจได้สักพัก คุณสายัณบอกว่า "อย่างนี้ ไม่ใช่มะเร็ง เป็นแค่ซีส ถ้าเป็นมะเร็ง เส้นที่ ๑ และ ๓ จะไม่เต้น" นอกจากนี้ ยังแนะนำ ให้ดูรูที่ผิวหนัง บริเวณหัวไหล่ขวา ของสมณะกระบี่บุญ มนาโป ที่มีก้อนเนื้อนูนขึ้นมา ขนาดครึ่งลูกมะนาว "ถ้าเป็นมะเร็ง รูที่ผิวหนังจะปิด" จากนั้น คุณสายัณ บอกเล่าประสบการณ์ การรักษาของตน ให้พวกเราฟังว่า "รศ.ผุสณี ก็เคยมีต่อมนูนๆ อย่างนี้ทั่วตัว ตอนนี้ก็หยุดนูนแล้ว" และดูเหมือนคุณสายัณ จะพูดถึงเหตุที่เนื้อนูนว่า "เป็นต่อมไขมัน และฮอร์โมน" แล้วทิ้งค้างเอาไว้ คงหมายถึง เกิดความผิดปกติ ทำให้เกิดเนื้อนูน ไม่ใช่ก้อนเนื้อร้าย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ แล้วคุณสายัณ ก็ยกอ้าง ผลงานการรักษาของตน กับอีกคนหนึ่งว่า "เสี่ยเว ที่อุบลฯ ไปผ่าตัดมา ๖ ครั้ง นั่งรถเข็น จะเป็นอัมพาตอยู่แล้ว มารักษากับผม เดี๋ยวนี้ ออกไปวิ่งที่ทุ่งศรีเมือง ปร๋อเลย"

คุณสายัณขอดูฝ่ามือ ของสมณะกระบี่บุญ มนาโป แล้วอธิบายบอกสอน ให้พวกเราฟังว่า "ลักษณะมะเร็ง ถ้าเป็นที่ฝ่ามือ บริเวณโคนนิ้ว จะไม่บวมอย่างนี้ และบวมอย่างนี้ ก็ไม่ใช่บวมไต ถ้าเป็นไต ก็จะยุบ ไม่ขึ้นง่าย เมื่อกด"

ต่อจากนั้น ก็เป็นการกด "ไล่ระบบ" มีเสียงบอกรหัสที่กด "๑๓๑, ๑๓๖" ทิ้งระยะผ่านไปครู่หนึ่ง คุณสายัณอธิบายต่อ "ตอนนี้ จะต้องรอ ให้มีกล้ามเนื้อขึ้นมาก่อน แล้วจึงค่อยปรับ โครงสร้างของกระดูก ให้สมดุล"

คุณสายัณบอกเล่าต่อไปว่า ตอนนี้เปิดรักษาเบาหวาน และภูมิแพ้แล้ว และทิ้งท้ายด้วย การแสดงความรู้ เมื่อมีการพูดถึง เรื่องท้องเสีย และท้องผูก คุณสายัณแสดงให้ดู โดยเอามือกำขา บริเวณกลางน่อง แล้วใช้นิ้วโป้งกด บริเวณกลางน่อง แล้วอธิบายว่า หากท้องเสียจากอาหาร ให้บิดนิ้วโป้งขึ้นบน จะหยุดถ่าย แต่ถ้าถ่ายไม่ออก ให้ใช้นิ้วโป้งกดลงไป จะทำให้ถ่ายออกได้ดี

วันนั้นคุณสายัณ พูดด้วยความเชื่อมั่นว่า ขอเวลาสัก ๓ เดือน รับรองสมณะกระบี่บุญ มนาโป จะเดินปร๋อเลย เช่นเดียวกับที่ตรวจ รักษาพ่อท่านครั้งแรก เมื่อต้นเดือนตุลาคม ๒๕๔๔ คุณสายัณก็พูด ด้วยความเชื่อมั่นว่า อาการผิดปกติ ๔ อย่าง ของพ่อท่านคือ ๑. ตาขวา ที่มีจุดกลางมืดบอด ๒. คอที่มีอาการไอแห้งๆ ตอนหัวรุ่ง ๓. เข่าซ้ายด้านนอก มีอาการร้อนๆ เมื่อนั่งทำงานนานๆ ๔. ริดสีดวงทวาร นานๆจะมีเลือดออก

ทั้งหมดนี้ จะหายได้ภายใน ๖ เดือน มาถึงวันนี้ ตาขวาพ่อท่าน ตรงกลางจอภาพ ยังคงมืดดำอยู่ แต่เล็กลงจากเดิม ทว่าความสว่าง ความชัดโดยรวม กลับมัวลงกว่าเดิม ส่วนคอนั้น ได้ผล ไม่มีอาการไอ ตอนหัวรุ่ง สำหรับขาซ้าย บริเวณเข่าด้านนอก ยังคงมีอาการร้อนๆ เรื่องริดสีดวงทวาร คงต้องตัดออก ไม่นำมาพิจารณา เพราะนานทีปีหน จะมีอาการอยู่แล้ว ดูเหมือนว่า คุณสายัณจะเห็นว่า อาการผิดปกติ ดังที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องเล็กสำหรับเขา ก็ขนาดโรคมะเร็ง ที่ว่าร้ายๆ โอกาสรอดยาก นั่นคุณสายัณยังรักษา ให้หายได้มาแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่นี้ คุณสายัณ ยังบอกอย่างเชื่อมั่นว่า แม้แต่เอดส์ (AIDS) "ปัญจศาสตร์" ก็รักษาให้หายได้ เพียงแต่ยังไม่ได้ยิน ว่าคุณสายัณ คุยเล่าถึงใคร ที่ได้รักษาหายแล้ว

ถ้า "ปัญจศาสตร์" วิเศษเช่นนั้นจริง จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ อย่างอเนกอนันต์ คุณสายัณ ก็ควรได้รับ การเคารพบูชา ในฐานะผู้ค้นพบ ตำราการแพทย์กระแสหลัก ที่ศึกษากันมา เป็นร้อยเป็นพันปี คงต้องฉีกทิ้ง หรือเก็บไว้ เป็นประวัติศาสตร์ไป "ปัญจศาสตร์" จะเป็นนวัตกรรม ของการแพทย์กระแสหลัก ในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ต้องมียา ไม่ต้องมีเข็ม ไม่ต้องมีการผ่าคัด ไม่ต้องใช้แสงเลเซอร์ใดๆ โรคร้ายนานาสารพัด หายได้ด้วยสองมือเปล่าๆ ตามวิชา "ปัญจศาสตร์"

แต่ช่วงนี้ ขอเวลาพิสูจน์ความจริงของ "ปัญจศาสตร์" ดูก่อน ญาติธรรมยังไม่ควรแตกตื่นฮือฮา เชื่อง่าย เพียงแค่คำพูดจา ที่ดูเหมือนรอบรู้มาก ในเมื่อเราเอง ก็ยังมิใช่ผู้รู้จริง จนชัดเจนว่า คำพูดคำจาของคุณสายัณนั้น ถูกต้องเป็นจริงทั้งหมด หรือเชื่อเพราะ พ่อท่านเอง ก็เห็นผลว่า ดีขึ้นด้วย ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างจริงจัง ทางวิชาการว่า ผลดีขึ้นนั้น มาจาก "ปัญจศาสตร์" จริงๆ หรือความรู้สึกดีขึ้นนั้น จะเป็นจริงอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว ในระยะต้น หรือไม่ใช่อุปาทานจิต ของผู้ป่วย ที่คิดเอาเองว่าดีขึ้น อาจจะมีคำถามต่อมาว่า แล้วทำไม ดูเหมือนพ่อท่านเชื่อ ยังให้คุณสายัณ ดูแลรักษาอยู่ล่ะ

ขอตอบว่า พ่อท่านนั้น มีปกติให้เกียรติคน ให้โอกาสคน ไม่ใช่กรณีนี้เท่านั้น เท่าที่ข้าพเจ้าระลึกได้ เช่นกรณี ดร.รสสุคนธ์ ที่เข้ามา เรื่องน้ำผักปั่นเพื่อสุขภาพ หรือกรณี คุณเรอเบอโต และคุณเทพิน ที่นำการควบคุมอาหาร อย่างแมคโครไบโอติกส์ ตามแนวของ คุณมาเรียว มาบอกสอน หรืออย่างกรณี คุณเกษม ที่คิดทำเครื่องต้นกำเนิดพลังธรรมชาติ ที่ปฐมอโศก เมื่อหลายสิบปีก่อน หรือ อย่างกรณี คุณใจเดียว (เฉลิม) บุญฤทธิ์ ที่คิดทำเตาทอดขยะ และกำลังคิด ทำเครื่องปั่นไฟฟ้า ใช้ในชุมชน ที่ปฐมอโศกเช่นกัน คนที่มีความเป็นพิเศษในตัวเอง แล้วทุ่มเทจริงจัง กับงานค้นคว้า เพื่อประโยชน์กับมวลมนุษย์ พ่อท่านจะให้เกียรติ และให้โอกาส เช่นนี้

อาจจะมีผู้ข้องใจว่า ถ้ามันไม่จริง ไม่ประสบผลอย่างนี้ ก็เท่ากับพ่อท่านถูกหลอกน่ะซิ แล้วเป็นถึงพระโพธิสัตว์ ถูกหลอกได้ด้วยหรือ? พระโพธิสัตว์น่ะ ก็ถูกหลอกได้ เพราะ

๑. พระโพธิสัตว์ ไม่ใช่จะรอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องกิเลส และวิธีการละกิเลสน่ะ พระโพธิสัตว์รู้แน่ๆ

๒. พระโพธิสัตว์ ไม่มีอัตตามานะเหลี่ยมเชิงว่า จะเสียชื่อพระโพธิสัตว์หมด หากถูกใครหลอกได้

๓. พระโพธิสัตว์ ย่อมรู้จริงกว่าเราๆท่านๆว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของของตน ใครจะจริงใครจะหลอก ก็เป็นบุญเป็นบาป ของคนนั้นเอง แต่กรณีที่กล่าวข้างต้นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการหลอก เพราะเป็นความตั้งใจดี และมีความเชื่อจริงๆ ว่าจะมีผลสำเร็จ แล้วได้พยายาม พากเพียรอยู่ เพียงแต่ยังไม่ประสบผล ได้จริงเท่านั้น เช่นเดียวกับสมณะที่บวช มุ่งหมายนิพพาน ตั้งใจจะไม่สึก แต่อยู่ๆไป แล้วมีวิบาก บารมีไม่ถึง ก็ต้องสึก ไม่ได้ตั้งใจหลอกใคร

กรณีของคุณสายัณ ไม่เหมือนกับคุณใจเดียวและคุณเกษม ทั้งคุณใจเดียวและคุณเกษม เห็นได้ชัดเจนว่า ทุ่มเท กาย และใจ ให้กับการค้นคว้าจริงๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ รายได้อะไรแอบแฝง เอาจากชาวอโศกเลย แม้คุณเกษม จะพูดจะจาเล่นหัว ตลกโบกฮาบ้าง ก็มองออกว่า ซื่อจริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะซ่อน มาเอาอะไร แต่กับคุณสายัณนั้น มีเรื่องเงินค่ารักษา และผลประโยชน์ จากผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จริงอยู่ หากมองในแง่ของผู้ป่วย ถ้าแลกกับโรคที่หาย เงินเท่าไหร่ๆ ก็คุ้ม ด้วยไปมาหลายที่แล้วไม่หาย แต่ก็ยังหวังอยากจะหาย ยังไงๆ ก็ลองดูก่อน อย่างมาก ก็แค่ไม่หายเหมือนเดิม จึงยอมควักกระเป๋าจ่าย แม้คุณสายัณ จะเรียกราคาอย่างไร ซึ่งไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคุณสายัณเป็นสำคัญ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับค่ารักษา กับโรงพยาบาลเอกชน ที่แพงหูฉี่ เพราะคิดในอัตรา ราคาของทุนนิยม จะเห็นว่า ราคาของคุณสายัณ แพงยิ่งกว่าอีก เพราะต้นทุน มีเพียงสองมือกับกำลัง และความรู้ "ปัญจศาสตร์" ไม่มีค่าพยาบาล ค่าพนักงาน ฯลฯ ที่ร.พ.เอกชน ต้องใช้จ่าย

จุดสำคัญที่คุณสายัญ ไม่เหมือนคุณใจเดียวและคุณเกษม ก็คือคุณสายัณมีลักษณะ พูดให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็นผู้วิเศษ เช่นพูดกับฆราวาส ที่ไปรักษา เป็นทำนองว่า ตนระลึกชาติได้ ว่าเป็นใครมา ทำไมชาตินี้ ตนถึงได้รักษาใครๆ ได้โดยไม่ได้ร่ำเรียนแพทย์ หรือพูดเป็นทำนองว่า ก่อนการรักษาบางคน ตนต้องนั่งทางในก่อน หรือการพูดว่า คนที่มาเรียน "ปัญจศาสตร์" กับตน ตายไปหลายคนแล้ว เพราะไปรักษาคนอื่น แล้วไม่รู้ประมาณ พลังของตนเอง จ่ายออกไปมากเกิน หรือการพูดว่า รักษาคนเป็นมะเร็งมา ๖๖ คน ตายไป ๗ คน ก็เพราะไม่เชื่อตน เปลี่ยนไปรักษา กับการแพทย์กระแสหลัก ทำให้ระบบ ที่ปรับไว้แล้วเสีย คำกล่าวข้างต้นนี้ อาจถูกคุณสายัณ และผู้ที่เชื่อถือ แก้ต่างว่า คุณสายัณน่ะ มีปกติขี้เล่น เขาพูดเล่นหัว ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจังอะไรสักหน่อย แต่คนที่บอกเล่า ให้ข้าพเจ้าฟังนั้น เขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

คนที่ตั้งใจไปเรียน "ปัญจศาสตร์" ไม่ต่ำกว่า ๒ คน ที่เชื่อและรักษาตัวกับคุณสายัณ ก็พูดเช่นนั้น และทั้งหมด เป็นการพูด ต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่คนเดียว คิดไปเอง และก็ไม่ใช่นัดกันมาพูดเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ทั้งหมด เขาพูดอย่างซื่อๆ เชื่อถือ ไม่ใช่พูดอย่างสงสัย หรือจับผิด ข้าพเจ้าเอง เคยได้ยินคุณสายัณพูด เรื่องรักษาคนเป็นมะเร็ง ๖๖ คน ตายไป ๗ คน ฯ เรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องอื่นๆ ไม่เคยได้ยิน ผู้ที่ไปเรียน "ปัญจศาสตร์" คนหนี่ง เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เป็นศาสตร์ที่แปลก คุณสายัณค้นพบว่า ร่างกายของคนเรา มีจุดที่เราสามารถกดป้อนคำสั่ง ให้บางอย่างทำงาน และให้บางอย่าง หยุดทำงานได้ แต่จุดเหล่านี้ ต้องเรียนรู้ให้ดี ถ้ากดไม่ถูกจุด แทนที่จะเป็นผลดี จะกลายเป็นผลเสียได้ และคุณสายัณเอง มีพลังแม่เหล็ก ในตัวเอง ที่มากกว่าคนอื่น

จากเรื่องราวที่ได้เรียบเรียงมา จากคำบอกเล่าทั้งหมดนี้ พอจะสรุปได้ว่า

หนึ่ง คุณสายัณเป็นผู้วิเศษ ในสายตาของผู้ที่เชื่อถือบางคน

สอง วิชา "ปัญจศาสตร์" ในสายตาของข้าพเจ้า เป็นเรื่องลึกลับ แม้กับผู้ที่เชื่อถือ ก็อาจ "เดี้ยง" และอาจ "ตาย" ได้ หากไม่มีคุณสายัณ ก็ไม่ควรเสี่ยง "ให้ใครทำ" และ ก็ไม่ควรเสี่ยง "ทำให้ใคร"

สาม เป็นผลพวงจากข้อสอง ทำให้คุณสายัณ มีเชิงหาบริวาร จากชาวอโศก มาเป็นลูกมือ ในธุรกิจการรักษาของตน เสมือนหนึ่ง เป็นหมอน้อย ประจำศูนย์บำบัดรักษาของตน ที่กำลังคิดจัดทำ และแบ่งส่วนรายได้ให้

ที่เขียนอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่ได้สรุปว่า คุณสายัณไม่จริง "ปัญจศาสตร์" ไม่จริง รวมถึงยังไม่ได้สรุปว่า คุณสายัณ ไม่ใช่ผู้วิเศษ ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งหมดนั้น ด้วยยังไม่มีความชัดเจน ที่จะสรุปเช่นนั้น เพียงแต่ทักท้วงว่า เมื่อคุณสายัณ ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง กับชาวอโศก พฤติกรรมและคำพูด "ทีเล่นทีจริง" เช่นนี้ จะทำให้คุณสายัณเสียหาย ถ้ามองจากมุม ของผู้ยังไม่เชื่อถือ "ปัญจศาสตร์" ที่ดูมีเลศเล่ห์ ทำทีให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนเป็น "ผู้วิเศษ" สำหรับญาติธรรมที่เชื่อถือ "ปัญจศาสตร์" แล้วคิดมองคุณสายัณ อย่างผู้วิเศษนั้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะแทนที่จะใช้ "ปัญจศาสตร์" ดูแลรักษาสุขภาพตนเอง กลับจะใช้ "คุณสายัณ" พึ่งพา พึ่งพิงคุณสายัณ ไปตลอดชีวิต

 

จัดระเบียบการเงิน สู่ระบบสาธารณโภคี

๑๓ ก.พ. ๔๕ ที่สีมาอโศก ๔.๐๐ น. ออกเดินทางจากปฐมอโศก โดยรถ "เจ้ารามรักษ์" ถึงสีมาอโศก ๗.๔๐ น. คณะทำงาน ของสีมาอโศก เข้าพบทันที เพื่อบอกเล่างาน และปัญหาที่เกิดขึ้นให้พ่อท่านช่วยพิจารณา โดยมีสมณะ และสิกขมาตุ ร่วมประชุมด้วย ใช้ที่ทำงานของ โรงเป่าขวดพลาสติก เป็นที่ประชุม

เริ่มจากมีผู้บอกเล่าว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เข้ามาคลุกคลีเอาจริง เรื่องกสิกรรมไร้สารพิษ ซึ่งสถานการณ์ ขณะนี้ ทั้งนครปฐม ตรัง กำแพงเพชร นครราชสีมา และเชียงราย ผู้ว่าฯเข้ามาทั้งนั้น แล้วก็มีผู้บอกเล่า ถึงการประเมินผล แวะเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่มาอบรม ตามโครงการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชาวบ้านเขาดีใจ เขาเอาความรู้ ที่ได้จากการอบรม เอาไปทำกันจริงๆ แล้วก็ให้แตง ให้ของเรามามาก แล้วก็มาถึงเรื่องสำคัญ ปัญหาเรื่องการเงิน ที่มีบางหน่วยงาน ยักเก็บเงินเอาไว้ ไม่เอาเข้ากองกลางทั้งหมด ด้วยเหตุผลสะดวก

พ่อท่านแสดงความเห็นว่า "มันเป็นผลเสียมากกว่า หากไม่ใช้ระบบส่วนกลาง สาธารณโภคี กิเลสเห็นแก่ตัว เห็นแก่งานของตัว ทำให้คนไม่เจริญ หวงแหน ติดยึดเป็นของของตน เราหาได้มาก แล้วคนอื่นเอาไปใช้ ก็ดีสิเป็นบุญ

ปัญหาอยู่ที่แต่ละคน มุ่งที่จะไม่ให้งานของตนเสีย อยากให้งานของตนเอง เจริญด้วยอวิชชา ในขณะที่คุณกำลังหลงงาน แล้วคุณลืมปฏิบัติธรรม อาตมาอยากจะถามคุณว่า จะมาปฏิบัติธรรม หรือ จะมาหลงงาน

การเอาใจบำเรอใจตนเอง คือ อรูปอัตตา หลงความคิด หลงความรู้ หลงความเก่ง หลงความเชื่อถือ

งานเจริญ เป็นของคุณหรือเปล่า คุณก็ไม่ได้อยู่นั่นเอง งานเจริญนั่นมันตัวลวง คุณได้กิเลสโลกียะ สรรเสริญ

เราจะเกิดทักษะในบทบาทการปฏิบัติธรรม เมื่อเอาเงินเข้ากองกลาง เราจะได้แบบฝึกหัด ได้ขัดเกลา ได้รับลูก การไม่ได้สะดวกเหมือนเก่านั่นแหละ จะได้ปฏิบัติธรรม ได้ขัดเกลากิเลสตน" แล้วพ่อท่าน ก็ขึ้นเสียงดุๆ แบบเด็ดขาด "ถ้าไม่ทำเข้าส่วนกลางทั้งหมด ฐานไหนไม่ทำ ให้ยุบฐานนั้น หรือคนคนนั้น ออกไปเลย"

หลังจากนั้น มีการพูดถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งพ่อท่านก็ย้ำ พยายามทำให้เกิดขบวนการกลุ่ม พี่เลี้ยงน้องให้ได้ แล้วก็พูด เรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อย ก่อนจะได้เวลาขึ้นศาลาฉันอาหาร พ่อท่านย้ำกระตุ้นเตือน ทั้งสมณะและญาติโยม สีมาอโศกว่า

"ตอนนี้งานเราจะหนักมากขึ้น แผนพัฒนาฉบับที่ ๙ จะออกแล้วนี่ หันมาพัฒนาคน สร้างคน ให้ความรู้กับคน ของเราทำมาได้ก่อนแล้ว

สีมาอโศก ตั้งมาเก่าแก่หลายปีแล้ว มาถึงวันนี้แล้ว จะเดินคลานเหมือนเก่าไม่ได้แล้ว ถึงเวลาจำเป็น ที่จะต้องเจริญ คนนี่แหละสำคัญ ต้องรู้ความจำเป็น แล้วมาเสริมแรง

เมื่อมีสิ่งที่จะเข้ามามากขึ้น ถ้าเรายังไม่เอาถ่าน ก็จะไม่เกิดประโยชน์บทบาท แล้วจะเสื่อมสลาย เราจะต้องเชื่อมประสาน กับคนที่เข้ามาเป็นมวลใหม่ ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้มาเป็นชาวอโศกเลยทีเดียว เมื่อเรามีแกนแล้ว ถ้าอื่นที่ใหม่มา ก็จะสืบเสริมไปได้เอง ตอนนี้พวกเราต้องตื่น แล้วอีกอย่าง สมณะหยุดตีกันได้แล้ว ไม่ค่อยรวม อย่าไปยึดเลย ความเห็นของตน เป็นอรูปอัตตา ตอนนี้ต้องตื่น เพราะมันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ...

จัดระเบียบสมณะที่ทำงานไม่ประสานหมู่

๑๓ ก.พ. ๔๕ ที่สีมาอโศก ช่วงเวลาเย็น หมู่สมณะสีมาอโศก เข้าพบพ่อท่าน เพื่อบอกเล่าปัญหา การทำงานของ สมณะบางรูป ไม่ประสานหมู่ เป็นต้นว่า สมณะรูปที่หนึ่ง ไม่ค่อยจะอยู่ในพุทธสถาน มักชอบทำงานอยู่ข้างนอก ตามชุมชนต่างๆ เมื่อไม่เห็นด้วย ก็ไม่ทักท้วง หรือคุยกันในหมู่สมณะก่อน แต่จะแสดงกิริยา วาจาโพล่งหลุดออกมา ด้วยภาษาที่หยาบแรง เหมือนไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติภันเต ต่อหน้าผู้ใหม่ ที่มาเข้ารับการอบรม เวลาเทศน์ ก็ไม่รู้ประมาณ คนใหม่ที่ยังไม่มีศรัทธาพอ ก็ว่าเขาแรงๆ โดยขาดลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ชุมชนบางแห่ง มีปัญหาความแตกแยกอยู่แล้ว แทนที่จะไปประสาน กลับยิ่งจะทำให้แตกแยกยิ่งขึ้น กับชุมชนบางแห่ง ก็ไปสั่ง ทำโน่นทำนี่ โดยไม่ประสาน ปรึกษาสมณะผู้ใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ

จากคำบอกเล่านี้ ทำให้พ่อท่านเห็นในเบื้องต้นว่า สมณะรูปที่หนึ่งนี้ ควรจะไปอยู่ฝึกอบรมตนเอง ที่ภูผาฟ้าน้ำ เพียงแต่ยังไม่ได้ถึงกับ ออกมาเป็นคำตัดสิน หรือคำสั่งทีเดียว ด้วยสมณะรูปที่หนึ่งนั้น ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา ในฐานะอุปัชฌาย์ พ่อท่านรับที่จะว่ากล่าวเอง ในโอกาสอื่นต่อไป

ปัญหาสมณะรูปที่สอง มักทำอะไร ไม่ทำตามความเห็นของหมู่ ที่ได้ตกลงร่วมกันแล้ว เป็นต้นว่างานก่อสร้าง หรือบางที ก็พูดให้ท้ายบางหน่วยงาน ให้เก็บเงินเฉพาะหน่วยงาน ไม่เข้าร่วมเป็นกองกลาง แม้แต่กับเด็กนักเรียน ก็พูดให้ท้ายเด็กที่ก่อปัญหา ทำให้ฝ่ายการศึกษาหนักใจ

ปัญหาสมณะรูปที่สาม ลงอารามที่หินผาฟ้าน้ำ แล้วอยู่ไม่ได้ เนื่องจากความเห็นขัดแย้งในการทำงาน กับสมณะ ที่นั่น ซึ่งต้องการเน้น ความเป็นธรรมชาติเรียบง่าย ไม่ต้องใช้เพลง เครื่องเสียง ช่วยอะไรมากนัก แต่สมณะรูปที่สามนี้ เคยผ่านงานอบรม ที่ศีรษะอโศก ซึ่งใช้เครื่องเสียง เปิดเพลงที่ถูกจังหวะ โอกาส ทำให้เกิดผลที่ดี ต่อจิตใจผู้เข้าอบรม จึงไม่เห็นด้วย แล้วเกิดกระทบกระทั่งกัน สมณะรูปที่สาม จึงหลบมาอยู่ที่สีมาอโศก พอดีที่นี่กำลังต้องการ ผู้ถนัดงาน เรื่องควบคุมเครื่องเสียง "เมื่อท่านมาอยู่ที่นี่ ความเข้าใจท่าน ของพวกเราตรงนี้ จึงให้ท่านได้ทำ ทำให้จิตใจท่านดีขึ้น...." สมณะรูปหนึ่งรายงาน

พ่อท่านขึ้นเสียงสวนกลับ สอนทั้งพวกเรา และสมณะรูปที่สาม ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยว่า "จิตใจเลวลง ไม่ใช่ดีขึ้น ถ้ามีการขัดเกลา ขัดแย้ง แล้วเราไม่เอาคณะ แล้วเราก็แพ้ใจเรา โดยเราไม่ยอมหมู่ ไม่ยอมอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะหมู่เพื่อน เราแพ้ เราเลวลง ไม่ใช่เราดีขี้น แล้วหนีมาอยู่นี่ ทางนี้ช้อนไว้ ท่านนี่ได้ใจอัตตาโต ขณะนี้ท่านขาดทุนหมดแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น เรื่องของเหตุผล คือเรื่องบ้า อัตตาคือเรื่องจริง"

สมณะอีกรูปหนึ่ง พยายามชี้แจง ช่วยสมณะรูปที่สามว่า ในยุคกาลอย่างนี้ เป็นความเหมาะควร ของการใช้เครื่องเสียง ใช้เพลงช่วย ในการอบรม แล้วอย่างนี้จะยุติอย่างไร

พ่อท่านตอกย้ำว่า "เข้าใจ เหตุผลคือเรื่องบ้า อัตตาคือเรื่องจริง ในเมื่อเรามาปฏิบัติธรรม ถ้าเราจะเอาชนะคะคาน เอางานนำ อาจจะถูกต้อง อย่างที่คุณพูด ถ้าคุณยิ่งจะช่วยๆๆ อีก อัตตายิ่งจะโตอีก เราเป็นนักปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ทำงานเป็นเอก งานนั้นทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เราต้องปฏิบัติธรรมเป็นเอก งานเป็นรอง ถ้าเราจะเร่งๆงาน โดยไม่ประมาณนั้น งานก็อาจจะได้ แต่ปฏิบัติธรรมไม่เจริญ"

สมณะรูปดังกล่าว วิจารณ์เสริมกับที่พ่อท่านกล่าว "ทุกวันนี้ คนที่สีมาฯ ก็พอจะลงกันได้แล้ว สีมาช้าอยู่ ก็เพราะคนไม่ลงกัน"

จากนั้นก็วกกลับมา พยายามจะช่วยแสดงความเห็นใจ สมณะรูปที่สามอีก "เท่าที่ดูจากสภาพจิตใจของน้อง ขณะนี้ น้องไม่ยอมพี่ แล้วจะให้กลับไปยอมพี่ที่นั่น คงเป็นไปได้ยาก" พ่อท่านขึ้นเสียงดุซ้ำ "ขนาดน้องแท้ๆ ไม่ยอมพี่ นี่มันแย่นะ ยังดึงดัน เอาแต่เหตุผลอยู่นี่ เหตุผลเป็นเรื่องบ้า อัตตาเป็นเรื่องจริง ถ้าเราปฏิบัติธรรม จะเอาเหตุเอาผล เอางานมาเป็นเอกไม่ได้ ขาดทุนซวยตายเลย"

ขณะที่หลายท่าน กำลังคิดหาทางออกให้กับสมณะรูปที่สาม พ่อท่านเอง ก็ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะให้สมณะรูปที่สามนี้ อยู่ที่ใดจึงจะเหมาะ พอดีสมณะรูปที่สอง บอกเล่าความคิดของตนว่า ตอนแรกคิด จะติดต่อให้สมณะรูปหนึ่ง ที่ลงอารามที่อื่น ให้มาช่วยเรื่องควบคุมเครื่องเสียง พอสมณะรูปที่สาม มาช่วยดูแลเรื่องเครื่องเสียง ก็ดูลงตัว แล้วก็คิดจะให้ สมณะสูงอายุรูปหนึ่ง ที่สีมาอโศก สลับไปอยู่แทน สมณะรูปที่สาม

พ่อท่านจึงได้จังหวะตัดสิน แก้ปัญหาของสมณะรูปที่สอง และรูปที่สามไปพร้อมกัน

"คุณนั่นแหละไปอยู่แทน เท่าที่ผมฟังข้อมูลมา คุณไม่ควรอยู่ที่นี่ แม้คุณจะขยันชอบทำงาน แต่ถ้ามันไม่ประสานหมู่ อย่างนี้จะเป็นปัญหา"

ดูเหมือนสมณะรูปที่สองนั้น จะรู้ตัว หรือรู้บรรยากาศท่าทีของหมู่ ที่คิดอย่างไรกับตน หรือคิดอยากจะออก จากตรงนี้อยู่แล้ว หรือเป็นความว่าง่าย ที่มีต่อครูบาอาจารย์ ก็ไม่สามารถจะเดาได้ ทำให้สมณะรูปที่สอง ตอบรับพ่อท่านทันที โดยไม่อิดเอื้อนต่อรองใดๆ ว่าได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร

"แต่คุณก็ต้องสังวรตนเองให้ดีๆ ไปที่ใหม่ ก็อย่าทำงานไม่ประสานหมู่ อย่างที่ทำอยู่ที่นี่อีก ไม่เช่นนั้น คุณจะ ลำบากอีก" พ่อท่านกำชับสมณะรูปที่สอง

จากนั้นพ่อท่านก็วกกลับมาเตือน สมณะรูปที่สาม "ส่วนคุณต้องระมัดระวัง อัตตามานะของคุณมันจะโต หากไม่สังวร ให้ดีๆ แม้ว่าเราจะมีเหตุผลดี แต่ถ้ามีอัตตามานะอย่างนี้ จะขาดทุน ถ้าไม่เข้าใจสัจจะอันนี้ จิตของคุณจะแย่ลง ทำอะไรตามใจ" แล้วก็ให้สมณะรูปที่สาม มาอยู่ช่วยงานที่สีมาอโศก

เราไม่เป็นศัตรูกับใคร

๑๔ ก.พ.๔๕ เสร็จจากการแสดงธรรมทำวัตรเช้า กับเกษตรกรที่มาอบรม ตามโครงการ ร่วมกับธ.ก.ส. ที่สีมาอโศก แล้วเดินทางโดยรถ เจ้ารามรักษ์ ไปร้อยเอ็ดอโศก ต.เกาะแก้ว อ.เสลภูมิ ป้ายทางเข้าร้อยเอ็ดอโศก อยู่เยื้องกับ สถาบันราชภัฏร้อยเอ็ด เลี้ยวรถตามป้ายบอกทาง ไปประมาณ ๑๐๐ เมตร พบป้ายต่อต้านอโศก ขนาด ๓ คูณ ๒ เมตร ไม่ทันได้อ่านข้อความ

ที่ร้อยเอ็ดอโศก ญาติธรรมประมาณ ๔๐-๕๐ คน คอยต้อนรับ การมาเยือนครั้งแรกของพ่อท่าน ญาติธรรม บอกเล่า ปัญหา ที่ทางวัดเกาะแก้วต่อต้าน และความเป็นมา ของที่ดินผืนนี้ เป็นที่มีโฉนด ไม่ใช่ที่สาธารณะ อย่างที่เขากล่าวหา ฝ่ายข้าราชการ ไม่มีปัญหากับทางเรา นายอำเภอเข้าใจพวกเรา และว่าสิ่งที่พวกเราทำ เป็นสิ่งที่ดี เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว

..."ศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนให้ไปรังเกียจคนนั้นคนนี้เขา คนไหนเขาจะคิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ถ้ามันไม่ชอบมา พากล เราก็บอกเขาหน่อย เขาเชื่อก็เอา เขาไม่เชื่อก็แล้วไป เราไม่ได้ไปบังคับ ไปกดขี่วิวาทบาดหมาง เราก็ไม่ไปทำ เราจะประกาศศัตรู ทะเลาะวิวาท เราก็ไม่เอา ใครจะมาทะเลาะวิวาทอะไรเรา เราก็เลี่ยงๆไป เราก็ทำสิ่งดีๆ ไปกับมนุษย์นะ ไม่ต้องไปโกรธเคือง เขาจะคิดดี คิดไม่ดี ก็เป็นของของเขา เราเห็นด้วยก็แล้วไป เราไม่เห็นด้วย ก็แล้วไป ก็ปล่อยเขา เขาก็ทำของเขาไป ถ้าเราพอบอกกันได้ ห้ามกันได้ ก็บอกอย่าทำเลย ห้ามกันบ้าง แต่เขายังทำอยู่ก็จบ พระพุทธเจ้าก็ใช้ ๓ ครั้ง ถ้าเขายังทำอยู่ ก็บาปใครบุญมัน เพราะศาสนาพุทธ เชื่อกรรมเชื่อวิบาก เชื่อกรรมเป็นของของตน

คนไหนที่เขาให้เราเกื้อกูลก็เอา คนไหนที่ไม่ให้เราเกื้อกูลก็แล้วไป เขาเห็นเราเป็นศัตรู เราก็ไม่เป็นศัตรูกับเขา เราก็เป็นมิตร กับเขาก็แล้วกัน เขาจะหาว่าเราหน้าด้าน ก็ชั่ง(หัวเราะ) ถ้าเขาจะมาทำร้าย เราก็วิ่งหนี มันเจ็บ เพื่อไม่ให้เขาทำบาปน่ะ..."

จากบางส่วน ที่พ่อท่านแสดงธรรมก่อนฉัน (๑๔ ก.พ.) โปรดญาติธรรมร้อยเอ็ดอโศก

 

หลังฉัน ญาติโยมนิมนต์พ่อท่าน ไปดูแปลงผัก กะหล่ำปลีหัวใหญ่ หัวหนึ่งร่วม ๖ ก.ก. แล้วพากันไปถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ที่ป้ายต่อต้านนั้น ถ้าพวกเรา เป็นพวกรุนแรง กำลังคน ๔๐-๕๐ คนนั้น คงจะยกรื้อป้ายได้สบายๆ แต่นี่กลับยิ้มแย้ม ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ต่อหน้าป้าย เหมือนไม่สะทกสะท้าน กับข้อความต่อต้านนั้นๆเลย

ลึกๆแล้ว ข้าพเจ้าสะดุดใจอยู่ว่า ผู้ที่ทำป้ายต่อต้านเรา เขาจะคิดว่าพวกเรามาเย้ยเขา แล้วจะทำให้เขา ทำอะไร หยาบแรงขึ้นอีกหรือเปล่า แต่ไหนๆก็ไหนๆ มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เลยตามเลย วางใจยอมรับวิบาก ร่วมก็แล้วกัน

 

ฉลอง ๔ ปี สวนส่างฝัน

๑๔ ก.พ.๔๕ ออกเดินทางจากร้อยเอ็ดอโศก มาที่สวนส่างฝัน อำนาจเจริญ เป็นบรรยากาศ แบบชายทุ่งโล่งๆ ลมแรง ต้นไม้ยังเล็กๆ ไม่ใช่ลักษณะป่าอย่างร้อยเอ็ด เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจาก ที่ว่าการอำเภออำนาจเจริญ เท่าไหร่นัก จึงเห็นอาคารตัวตึก ของสังคมเมือง อยู่ไม่ห่าง ญาติโยมเพิ่งสร้างกุฏิใหม่เสร็จ เพื่อต้อนรับ ให้พ่อท่านมาฉลอง ครบรอบ ๔ ปี ของการก่อตั้ง กลุ่มสวนส่างฝัน

เย็นค่ำ หลังจากพ่อท่าน สรงน้ำที่สระน้ำด้านท้ายแล้ว มีรายการ "เอื้อไออุ่น" ขณะที่คณะอบรมเกษตรกร กำลังทำหน้าที่ อยู่ในที่ส่วนกลาง ญาติโยมที่ไม่ได้ทำหน้าที่อบรม ทยอยกันมานั่งกับพื้นปูเสื่อ ลมโชยเย็น ฝ่ายแสงเสียง จัดเตรียมไฟฟ้า ลำโพงไว้อย่างดี แต่เกือบ ๒ ชั่วโมง เป็นการขอชื่อเปลี่ยนใหม่ หลายคนหลบเดินออกไป หลายคนยังคงนั่งดูนั่งฟัง เหมือนมีความพอใจ สุขใจกับบรรยากาศ สาระแค่นี้ก็พอแล้ว เสร็จจากการตั้งชื่อ พ่อท่านกล่าวธรรมเล็กน้อย ก่อนแยกย้าย กันไปพักนอน จากบางส่วนดังนี้

"...พระพุทธเจ้า เป็นคนสุดยอด ท่านก็แสวงหามาก่อนเรา แล้วก็พบสิ่งนี้ดีที่สุด แล้วนำมาบอกสอนเรา ปราชญ์อื่นๆ ก็นำสิ่งที่ดีที่สุดของเขา มาบอกสอนกัน แต่ไม่มีตัดวัฏฏสงสาร อย่างที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แม้แต่ลัทธิอื่น ที่มักน้อย สันโดษกว่าพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีวิธีตัดวัฏฏสงสาร เช่นพระพุทธเจ้า

อาตมาก็เห็นจริง แล้วนำมาพิสูจน์ตามพระพุทธเจ้า จนเกิดเป็นสาธารณโภคี เราเห็นจริงว่า ชีวิตมีประโยชน์ ต้องมามีชีวิต เช่นพระพุทธเจ้าพาทำนี้

เราต้องพิสูจน์ ต้องใช้เวลา เพราะคนจำนวนมากยังไม่เชื่อ ยังไม่เห็นจริง ว่าพวกเราจะทำได้จริง โดยไม่มีอะไรแอบแฝง อยู่เบื้องหลัง

เราจึงต้องอดทน แข็งแรง สั่งสมให้เป็นพลวปัจจัย ไปเรื่อยๆ

แม้เขาจะขึ้นป้ายด่าเรา เราก็ไม่ได้ถือโกรธ กลับรู้สึกน่าสงสาร ที่เขาคิดเช่นนั้น

โลกทุกวันนี้ มีแต่คนที่มีความคิดเอาเปรียบ ถึงขนาดรวมหัวกันคิดเอาเปรียบ ในระดับประเทศ หาพรรคพวก สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมา ไปขูดรีดรังแก เอารัดเอาเปรียบประเทศอื่นๆ ที่อ่อนแอกว่า อย่างซับซ้อน ชนิดที่ ประเทศที่ถูกเอาเปรียบ ไม่รู้ตัว หรือแม้จะรู้ตัว แต่ก็ต้องจำนน กับวิธีการต่างๆ ที่แฝงมาในรูปของความช่วยเหลือ มีบุญคุณ อย่างดิ้นไม่หลุด

สังคมขณะนี้ อย่าไปหวังพึ่งใครเลย พวกเราต้องพึ่งตัวเอง ต้องสร้างหมู่สร้างกลุ่มสร้างสังคม ของเราขึ้นมาเอง"

๑๕ ก.พ.๔๕ ที่สวนส่างฝัน ก่อนฉันวันนี้ พ่อท่านแสดงธรรมให้เกษตรกร ที่มารับการอบรมฟัง เรื่องความรัก ๑๐ มิติ เป็นภาษาอีสาน ตามที่ญาติธรรมนิมนต์ไว้ ตอนแรกจะนิมนต์ให้เทศน์ วันที่ ๑๔ ก.พ. ตรงกับวันวาเลนไทน์ พอดีเหตุปัจจัย ต้องแวะค้างคืนที่สีมาอโศก จึงเลื่อนมาเป็นวันนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า พ่อท่านจะปฏิเสธ ที่จะเทศน์เรื่อง ความรัก ๑๐ มิติ กับชาวบ้านเกษตรกร ด้วยเข้าใจว่าคงไม่เหมาะ ชาวบ้านคงฟังยาก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ดูชาวบ้าน ตอบรับดี แม้จะมีภาษาที่ยากอยู่บ้าง ดูพ่อท่านเอง ก็พยายามพูดให้ง่าย

 

งานอบรมทำให้พวกเราขมีขมัน รวมตัวกัน

๑๕ ก.พ.๔๕ หลังฉัน ออกเดินทางจากสวนส่างฝัน ไปศีรษะอโศก ค่ำ พ่อท่านเปลี่ยนอิริยาบถ จากการนั่งทำงาน อ่านหนังสือ เดินไปที่เฮือนบุญถ่วม ดูการแสดงของผู้มาเข้าอบรม ได้ครู่หนึ่ง แล้วเดินกลับไป ที่ศาลาปลุกเสกฯ ระหว่างทาง พ่อท่านพูดเปรยขึ้นว่า "อีกสัก ๒-๓ ปี คงได้เห็นอะไรๆมากขึ้น ขณะนี้ก็ถือว่า พวกเราทำงานอบรม ทั่วประเทศแล้ว ก็ดูเห็นผลดีทั้งนั้น มีอบรมแล้วทำให้พวกเราขมีขมัน รวมตัวกันได้ ที่เคยทะเลาะกัน ก็ดูจะลดน้อยลง ชุมชนอื่นๆ ก็อยากจะเอาอย่าง อยากจะเกิดขึ้นมา อีกหลายที่เลย นี่กำแพงเพชร ก็ทำท่าจะเกิด ลำพูนก็เห็นมีข่าวมา"

ที่ศาลาปลุกเสกฯ คณะทำงานอบรมพบพ่อท่าน หลังจากบอกเล่าความรู้สึก จากการได้มาช่วยงานอบรม ซึ่งส่วนใหญ่ ยังไม่เคยทำงานอย่างนี้ จากบางส่วน ที่พ่อท่านให้ข้อคิดดังนี้

"...งานทำให้เราได้ปฏิบัติธรรม การทำงานจะเกิดกิเลสอัตตา มากกว่ากาม ทำงานไป ก็ขัดเกลากันไป เห็นต่างกัน ก็ขัดกันบ้าง เพราะมีคนช่วยคิด นี่แหละปฏิบัติธรรมจริงๆ ที่เป็นมรรค ๘ มีทั้งวาจา กัมมันตะ อาชีวะ

ใครที่ยังไม่รู้ภาษาปริยัติอะไร เท่าไหร่นัก ก็ไม่เป็นไร ก็ทำงานไปอย่างนี้ จนกว่าจะรู้ตัว ก็เป็นอรหันต์ แล้วก็ได้

อาตมาอยากให้พวกเราแข็งแรง เป็นบุญนิยมที่แข็งแรงขึ้นมา แต่ก่อน ๕ ปีที่แล้ว เรายังไม่มีรูปร่างอะไรมาก..."

จบท้ายวันนั้น พ่อท่านฝากคำคมให้ไว้ ที่ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้ ว่าอะไรเป็นเหตุให้กล่าวเช่นนั้น คำคมที่ว่านั้นคือ

"เอาให้ดี เอาให้ได้ ได้ให้ดี"

 

ทำลงไปหาต่ำหรือ?

๑๘ ก.พ.๔๕ ที่ราชธานีอโศก สมณะและสิกขมาตุ นำคณะทำงานอุทยานบุญนิยม มาเรียนปรึกษาพ่อท่าน จากความคิด ที่อยากจะหาคนมาช่วยงาน ภายในบ้านราชฯ จึงคิดกันว่า อยากจะปรับระบบการทำงาน ของอุทยานบุญนิยม ให้เป็นอย่าง ชมร.จตุจักร คือให้ญาติธรรมมาออกร้าน จัดทำอาหารเอง หาคนมาช่วยงานเอง แล้วหักเปอร์เซ็นต์ ให้ส่วนกลาง รวมถึงเก็บค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เพื่อจะได้ดึงญาติธรรม ที่ยังไม่พร้อม จะเข้ามาอยู่ในบ้านราชฯ และเด็กนักเรียนที่จบแล้ว แต่ยังไม่พร้อม ที่จะอยู่ในฐานะนิสิต ม.วช. อีกทั้งต้องการมีรายได้

พ่อท่านเสียงแข็ง "ไม่เอาๆ ทำอย่างนั้น เท่ากับทำลงไปหาต่ำอีก ทำอย่างเก่านี่แหละ ได้เท่าที่ได้ หากไม่ไหว ก็ปิดไป หยุดไปเลย ไม่ต้องขายอาหาร เราก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น อาจจะทำเป็นศูนย์วัฒนธรรมอีสาน ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้านอื่นๆไป"

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย จากงานพุทธาฯ ครั้งที่ ๒๖

๒๓ ก.พ.๔๕ หลังฉัน ออกเดินทางโดยรถเจ้ารามรักษ์ จากสันติอโศก แวะที่อินทร์บุรี บ้านโยมแม่ของ สมณะเสียงศีล ชาตวโร ซึ่งใช้เป็นสถานที่อบรมเกษตรกร อีกแห่งหนึ่ง แล้วเดินทางต่อเข้าศาลีอโศก

ที่ห้องทำงาน ภายในโรงเรือนแปรรูปสมุนไพร สมณะรูปที่หนึ่ง ซี่งหมู่สมณะสีมาอโศก ให้ข้อมูลว่า ทำงานไม่ประสานหมู่ ได้นำหนังสือสุทธิของตน มาให้พ่อท่านเซ็น เพื่อรับรองสถานะภาพ ความเป็นสมณะชาวอโศก ประจำปี

หลังจากเซ็น ต่อหนังสือสุทธิให้ พ่อท่านดุว่า ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"เพื่อนหมู่สมณะ เขาว่าคุณขาดความสำรวม สังวร คุณน่ะทำงานได้ แต่เมื่ออยู่กับหมู่ คุณต้องฟังหมู่ เคารพเชื่อฟังหมู่ ไม่ใช่เอาแต่ตัวเอง จนพฤติกรรมออกมากร้าวร้าว คุณจะต้องหยุด ฝึกฝนตนเองในหมู่ งานที่ต้องสัมพันธ์กับคนนอก ขอให้คุณงดก่อน มีเพื่อนสมณะเสนอถึงขั้น ให้คุณไปฝึกที่ ภูผาฟ้าน้ำ"

สมณะรูปที่หนึ่งนั้น ก็ดูยอมรับฟังด้วยดี ไม่ได้พูดแก้ตัว หรือให้เหตุผลเข้าข้างตนเองอะไร

ต่อจากนั้น พ่อท่านเดินดูบริเวณงานทั่วๆไป มีแต่คนทักว่า พ่อท่านอ้วน คงเป็นเพราะญาติโยม นานๆจะได้เห็นหน้า เห็นตัวพ่อท่าน จึงรู้สึกเห็นความแตกต่าง ระหว่างครั้งที่แล้วกับครั้งนี้ ได้ชัดกว่าปัจฉาฯ ที่เห็นอยู่ทุกวัน จึงไม่สะดุดทักอะไร เรื่องรูปร่าง พอดีมีเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่ใกล้ๆ จึงทดลองชั่งดู พ่อท่านหนัก ๖๕ ก.ก. ขณะที่ ข้าพเจ้าหนัก ๕๕ ก.ก. (สูงเท่ากัน ๑๖๕ ซม.) ส่วนสมณะชัดแจ้ง วิจักขโณ หนัก ๔๗ ก.ก. สูง ๑๕๒ ซ.ม.

สรงน้ำเสร็จ เดินไปที่เวทีภาคค่ำ ดูภาพยนต์จากจอผ้า เรื่อง ๑๔ ตุลา วันมหาวิปโยค ดร.เสกสรร ประเสริฐกุล เป็นผู้เขียน กว่าจะจบ เกือบสามทุ่ม พ่อท่านเปรย วิจารณ์นิดหน่อยว่า "เขาก็พยายามช่วยเหลือสังคม ตามความคิด ความเชื่อของเขา ซึ่งเขาต้องใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง ต่างจากของเรา ของเราต่อสู้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของคน โดยไม่ใช้อาวุธ หรือใช้กำลังทำร้ายใครๆ ซึ่งกว่าจะเห็นผล ของเราต้องใช้เวลานาน"

ก่อนพ่อท่านจะพักนอน สมณะเดินดิน ติกขวีโร ปรึกษาพ่อท่านว่า ทาง ม.วช.คุยกันว่า จะแบ่งกลุ่มอบรมคน มาร่วมงานพุทธาฯ อย่างอบรมเกษตรกร เลยดีไหม คือมีพี่เลี้ยง แล้วแบ่งกลุ่มทำงาน

พ่อท่านไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า "งานพุทธาฯของเราทำ มันต่างจากงานอบรมเกษตรกร เราทำมากว่า ๒๐ ปีแล้ว มันได้จิตวิญญาณแล้ว ได้ใจของคนมาร่วมงานแล้ว ถ้าจะเอากรอบมาบังคับ มันจะไม่ดี มันต่างจากการอบรมคนใหม่ มีกรอบบังคับ ก็เพื่อป้องกันความเรรวน ไม่มีวินัยบังคับ เพื่อให้มีระเบียบวินัย แล้วจะดี"

๒๔ ก.พ.๔๕ ที่ศาลีอโศก จากบางส่วนของการแสดงธรรมก่อนฉัน

"กระทรวงศึกษาฯ ทำประเมินผล นักเรียน ม.๖ ศีรษะอโศก ผลคือตกหมดทั้งโรงเรียน ตกไม่ต้องตกใจ ให้มันตกไป อาตมาไม่แคร์ อาตมาไม่กลัวว่า เด็กของเรา จะไม่เด่น ไม่ได้ดังอะไรในสังคม แต่อาตมาเห็นว่า เด็กของเรา จะไปทำประโยชน์กับสังคม ในระดับรากหญ้า เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน เราจะพิสูจน์ว่า นักเรียนของพวกเราเนี่ย ช่วยเหลือ สร้างสรรสังคมได้ เขาประเมินผลสอบ ตามความคิดความเชื่อของเขา ซึ่งเราไม่ได้สอน ให้เด็กของเราเป็นอย่างนั้น"

 

๒๕ ก.พ.๔๕ ที่ศาลีอโศก จากบางส่วนที่พ่อท่านแสดงธรรม ทำวัตรเช้า

"...ระบบสาธารณโภคีของอโศก ตอนนี้ เหมือนเตี่ยลูกอาเสี่ย ที่มาจากเมืองจีน ไม่มีอะไร เสื่อผืนหมอนใบ มาสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักสร้างฐานฯ ยังอดมื้อกินมื้อ ยังไม่ร่ำรวย ดังนั้นหลายคน ยังไม่ได้รับความสะดวก ความเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ หรือได้รับสวัสดิการที่ดี ก็ขอให้อดทนหน่อย คิดเสียว่า ได้บำเพ็ญบารมี"

 

ปิดท้ายบันทึกฉบับนี้ จาก โอวาทปิดประชุม ชุมชนปฐมอโศก ๑๑ ก.พ. ๔๕

ทุกวินาทีเป็นวินาทีแห่งบุญจริงๆ บุญทะลักมาให้เรารับ ใครขี้เกียจก็ไม่ได้ เพราะว่ากรรม เป็นของของตน จริงๆ สร้างสรร เสียสละ

สร้างสรร ก็ได้ทั้งความชำนาญ ในที่ที่เป็นกรรมอันเป็นกุศล ยิ่งเราทำ ก็ได้ทั้งโลกียกุศล ทั้งวัตถุและแรงงาน ส่วนได้ลดกิเลสของเรานั้น เป็นโลกุตรกุศล ลดกิเลส ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้

ต่อไปชาวอโศก จะคือปุโรหิตของประเทศ เราจะเป็นวรรณะพราหมณ์ แต่เราก็ติดดิน เป็นทั้งนักผลิต นักบริการ นักบริหาร นักบวช อยู่ในตัว เราไม่ได้ไปแย่งชิงมา เขาเอามาให้ ตอนนี้เป็นเพียง การเริ่มต้นเท่านั้น สนามอบรมอย่างพวกเรา ใครจะมาเลียนแบบไม่ได้ ของเราเนียนกว่า เป็นของจริงกว่า มันน่าทึ่ง นี่เป็นรายละเอียดที่เรามี แต่ที่อื่นเขาไม่มี

ขอให้ขมีขมัน กระตือรือร้นกันหน่อย อย่าเฉื่อยนัก คนเรายิ่งน้อย เด็กนักเรียนก็ช่วยเราได้มาก ก็เป็นโอกาสอันดีงาม ของพวกเรา

สำนักงบประมาณแผ่นดิน ไปตรวจงานที่ราชธานีอโศก เพราะทั้ง ธ.ก.ส.ของบไป ๗๖ ล้าน เพื่อใช้ในการอบรม เกษตรกรที่พักชำระหนี้ ๓ ปี เราพาไปดูที่ หมู่บ้านที่อบรมแล้ว คือ หมู่บ้านหินแห่ ชาวบ้านก็ลดอบายมุข ทำแชมพู และ งานอาชีพอื่น จนคณะที่ไปตรวจงานพอใจ

ชาวบ้านเขาชอบทำงานภาคปฏิบัติ มากกว่านั่งอบรมในห้อง ตอนนี้ที่บ้านราชฯ อบรมทีละ ๒ กลุ่ม ทั้ง ธ.ก.ส., โรงเรียน, ข้าราชการ และหน่วยองค์กรต่างๆ ก็เป็นกระแสที่ดีของชาวอโศก มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โรงเต้าหู้ คุณโย่งก็คุยกับคุณแก่นฟ้า ในเรื่องของการผลิตเต้าหู้ ต่อไปอาจจะเป็นสินค้าส่งออก

อะไรๆก็ก้าวหน้าขึ้นมามากมาย อย่าไปทำเป็นหลับไม่รู้ คู้ไม่เห็น พอถึงวันก็ตายไป มันก็สูญเปล่า

คิดว่าทุกๆคนมีไฟ คงเข้าใจ และหวังว่าไฟคงจะลุกโชน

อนุจร
๑๒ เม.ย.๔๕

(สารอโศก อันดับที่ ๒๔๗ เมษายน ๒๕๔๕)