จะอีกกี่ชาติๆๆ ก็จะเดินทางนี้
จนกว่าจะพบสิ่งสูงสุด อย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น

 

พฤษภาคม ๒๕๔๕
งานกสิกรรมไร้สารพิษ... เพื่อฟ้าดิน ต้นเดือนนี้ (๔-๖ พ.ค.) พ่อท่านเน้นอะไร? กสิกรรมมีความสำคัญ อย่างไรกันเชียว ทำไมพ่อท่านจึงพูดว่า ชาวอโศกจะต้องเป็นกสิกร คนที่จะมาเป็นชาวอโศก จะต้องมี อุดมการณ์อย่างไร? แล้วผลการตรวจพืชผลในงานนี้ ของ อ.ย.เป็นอย่างไร? งานนี้ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ทั้งๆที่ลงทุนกันมาก แต่ทำไมพ่อท่านจึงเห็นว่า คุ้มแสนคุ้ม...!

"สังคมไทยจะไปทางไหนดี" เป็นชื่อรายการเสวนา ที่พ่อท่านได้รับนิมนต์ ให้ร่วมเสวนากับหมอประเวศ วะสี และ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ (๙ พ.ค.) ที่จัดโดย ธ.ก.ส. ที่ร.ร.นายร้อย จปร. นครนายก เป็นครั้งแรกที่พ่อท่าน ได้ร่วมเสวนากับหมอประเวศ ท่าทีของหมอประเวศ และร.ต.อ.นิติภูมิ เป็นอย่างไร?

น.พ.วินัย วิริยกิจจา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อุตส่าห์ปลีกเวลา มาขอกราบนมัสการพ่อท่าน (๑๐ พ.ค.) หลังจากที่พลาดโอกาส ตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากเลขาฯ เข้าใจที่นัดหมายผิด ที่พาไปปฐมอโศก ขณะที่พ่อท่านอยู่ที่สันติอโศก การสนทนามีเรื่องใด ที่น่าสนใจ พลิกไปอ่านได้

สุขภาพโดยรวมของพ่อท่านเดือนนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก เป็นเช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านๆมา แต่มีผู้มาแนะนำ การรักษาสุขภาพ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านสองเรื่อง ซึ่งพ่อท่านก็รับทดลองทำ ทั้งสองเรื่อง คือการกดนวด บริเวณเบ้าตา และการอมเม็ดแมงลัก ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? เชิญอ่านได้ในเล่ม

นักข่าว น.ส.พ.อาทิตย์ ขอสัมภาษณ์เรื่องการเปิด "บ้านสวนไผ่สุขภาพ" เพื่อไปเขียน ช่วยกระจายข่าวต่อ โดยจะใช้ชื่อโปรยหัวว่า "บุญนิยมบุกทุนนิยม" พ่อท่านเห็นอย่างไร? บุญนิยมจะเอาไปใช้ ในภาคธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างไร? บุญนิยมจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ ได้จริงหรือ? ช่วงท้าย พ่อท่าน เอ่ยกลปรานีของพ่อท่าน เป็นอย่างไร? ในเล่มมีคำตอบ

การใส่ร้ายป้ายสีจากผู้จัดทำสื่อวิทยุยังคงมีอยู่ ทั้งๆที่กระแสการยอมรับ ทั้งจากภาครัฐ และสื่อส่วนใหญ่ มีมากขึ้น รวมถึงผู้มีชื่อเสียงในสังคม ล้วนยอมรับว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง ชาวอโศกควรเก็บเอาประโยชน์ จากการป้ายสีนี้ อย่างที่พ่อท่าน เคยบอกไว้อย่างไร?

ขณะที่กระแสการยอมรับ จากสังคมมีมากขึ้น มีคณะต่างๆมาขอดูงาน มีคนมาขออบรมมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ของชุมชน เป็นที่ต้องการของสังคมมากขึ้น งานมากขึ้น แต่แกนในยังไม่เพิ่มขึ้น อย่างสมส่วน กับงานที่มี หลายแห่งคิดจะจ้างแรงงานมาเสริม พ่อท่านให้เกณฑ์ การจะจ้างแรงงานเสริม ควรมีองค์ประกอบอย่างไร จึงจะจ้างได้ และควรมีสัดส่วนอย่างไร กับแกนหลักที่มีอยู่ ที่สำคัญ คำเตือนของพ่อท่าน ถึงผลเสียทางจิตวิญญาณ เมื่อเริ่มมีการจ้างแรงงาน เป็นอย่างไร? ชุมชนอโศกอื่นๆ ควรไตร่ตรองแง่มุมนี้ให้มากๆ


 

งานกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน
ลงทุนมากก็ยังไม่คึกคัก แต่ก็คุ้มแสนคุ้ม

๔ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่ราชธานีอโศก พ่อท่านแสดงธรรม (ก่อนนายอำเภอวารินชำราบ นายอดุลย์ พลบุตร ตัวแทนของ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อุบลราชธานี มากล่าวเปิดงาน) จากบางส่วน ที่พ่อท่านกล่าวถึง ความสำคัญของ งานกสิกรรมไร้สารพิษ ดังนี้

"วันนี้เป็นวันแรกของงานกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่เรามาจัดที่นี่ แต่เดิมเราจัดอยู่ที่ ปฐมอโศก แต่ก่อนนี้ เราใช้คำว่า เพื่อฟ้าดิน อย่างเดียว เราไม่ได้ใช้คำว่า กสิกรรมไร้สารพิษด้วย ตอนนี้เราจะใช้ภาษาให้เต็ม ใช้ว่ากสิกรรมไร้สารพิษ เป็นคำเต็มๆเลย เพราะว่าตอนนี้ ชาวอโศกเรา จะเร่งรัดพัฒนา ร.พ.ม.
๑. จริง
๒. รู้สึก
๓. สำนึก
๔. ฝึกตน
๕. ขวนขวาย
๖. หมายมุ่งพัฒนา
๗. อานิสงส์สัมบูรณ์

เราจะเร่งรัดพัฒนาจริงๆ ในเรื่องของกสิกรรมไร้สารพิษ แล้วเราก็ได้เผยแพร่ เราก็ได้พยายามที่จะชี้ชวน แนะนำ บอกกล่าว จะเรียกถึงขั้นว่าสอนก็ได้ สอนสำหรับผู้ที่เต็มใจจะให้สอน ถ้าจะไม่ใช้คำว่าสอน จะใช้คำว่า เกื้อกูล แบ่งแจก เผยแพร่ ช่วยเหลือเฟือฟายความรู้ แบ่งความรู้กันก็ได้นะ มาถึงวันนี้แล้ว คำว่า ไร้สารพิษ เนี่ย เป็นคำสำคัญ ซึ่งเราจะต้องพัฒนาไปสู่จุดนี้ให้ได้ เพราะว่ามนุษย์ ทำให้ทุกอย่างเป็นพิษ ของกิน ของใช้ ดิน น้ำ ลม ไฟ เต็มไปด้วยมลพิษต่างๆหมดเลย เราจะต้องมาทำดิน ทำพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ให้เป็นพิษน้อยที่สุด จนกระทั่ง ไร้สารพิษเลยให้ได้

 

กสิกรรมไร้สารพิษ เรายกขึ้นเป็นบุญญาวุธ หมายเลข ๓ คนเรานี่นะ มีชีวิตอยู่กับกสิกรรมนี่แหละ เป็นพื้นฐาน ตั้งแต่แรกเริ่มมาเลย คุณเดาก็ได้ เกิดมาใหม่ๆ คนกินอะไร? หุงก็ยังไม่เป็น กินข้าว กินผลไม้ กินพืช คนป่าก็กินใบไม้ ผลไม้ อะไรเหมือนกับสัตว์ต่างๆ นานานี่แหละ จนกระทั่ง ไปฟลุ๊คตอนไหน ก็ไม่รู้แหละ เอ๊ะ! ข้าวมันสุกแล้ว กินดีแฮะ เมื่อไหร่เราไม่รู้หละ เราจะกินข้าวสุก หรือกินใบไม้สุก มาต้มมายำ มาแกง หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เกิดมาจากสมอง และภูมิปัญญา ในภายหลัง คนเราเกิดมาแล้วนี่ มีอะไรสำคัญกว่ากัน ในการยังชีพ ไปเต้น ไปดีด มาประดับประเทือง พวกนั้นมันไม่มีความสำคัญอะไรหรอก แม้แต่เพชร พลอย เงิน ทอง มันก็ตามมาทีหลัง มาสำนึกทีหลังทั้งสิ้น ไม่มีอะไรสำคัญกว่า พืชพันธุ์ธัญญาหาร หรือในคำว่า กสิกร ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ในแนวลึกของคำว่า กสิกรรมนี่ อาตมาถึงประกาศ มานานแล้วว่า ชาวอโศก จะต้องเป็นกสิกร เรื่องปลูกพืชพันธุ์ ธัญญาหารนี่แหละ เราจะต้องทำให้เป็น อาตมาว่า ถ้าเผื่อว่า ชีวิตมนุษย์ ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเก่ง เด็กๆ เกิดมาอายุน้อยๆ ๓ ขวบ ๕ ขวบ รู้จักปลูก รู้จักทำเป็น ในชีวิต ไม่ได้รังเกียจ รักด้วย รักผืนดิน รักน้ำ รักต้นไม้ รักพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาตมาว่า ชีวิตของคนคนนั้น สบายแล้ว ถ้าไม่ไปหลงโลก ที่เขามอมเมานะ เข้าใจโลก เข้าใจสังคม เขามอมเมา เราก็เข้าใจ เราก็ไม่หลงไปติดไปยึด ถ้าเราไม่เสียหายทางนี้ อาตมาว่า คนเหล่านั้น สบายอยู่รอดแล้ว

ชาวอโศกจะต้องเข้าใจสัจจธรรม จุดนี้ให้ดีๆ กสิกรรมนี้เป็นสิ่งที่สูงส่ง กสิกรรมนี้เป็นชีวิตชีวา กสิกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเชิดชูบูชา เพราะกสิกรรมนี้ คือชีวิตมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนกระทั่ง มาทุกวันนี้ เราก็หนีจากกสิกรรมไปไม่ได้ แต่คนจะถูกมอมเมา หลงผิด จะต้องไปใช้ ความรู้ทางสมอง จนมากเกินไป เฟ้อเห่อเหิม บานปลายออกมามากมาย ชีวิตเราเลยทุกข์ หลายคนอยู่หอคอยงาช้าง หมายความว่า พวกตีนไม่ติดดิน รังเกียจรังงอนกสิกรรม นึกว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ ถ้ามีความรู้สึก นึกคิดอย่างนี้ อาตมาขอพูดตรงๆเลยว่า คนๆนั้น จะเรียกว่าโง่ ก็ใช่ จะเรียกว่าเลว ยังใช่เลย ฟังให้ดีนะ อาตมาไม่ได้ด่า แต่พูดความจริง จากใจของอาตมา คนไหน ที่เหยียดกสิกรนี่นะ คนที่ทำให้กิน ให้ใช้แท้ๆเลย ผลผลิตทางกสิกรรมเนี่ย กินกันใช้กันทั้งโลก ไม่ใช่แต่เมืองไทย เพราะฉะนั้น คนไหนที่เหยียดกสิกร คนนั้นโง่ และเลวด้วย

สืบสานอันนี้ไปเลยว่า ชาวอโศก คือพวกติดดิน ชาวอโศกคือพวก กสิกรรมไร้สารพิษ คนไหน จะมาเป็นชาวอโศก ก็ต้องมาอย่างนี้ มีอุดมการณ์อย่างนี้ เป็นนักผลิต พืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้แต่เด็กๆ ที่มาเข้าโรงเรียนของเรา แม้อายุยังน้อย ก็ปลูกฝังไปตั้งแต่เด็ก เราเป็นชาวไร่ชาวนา ไปจนตาย อาตมาว่า ได้บุญยิ่งกว่า คุณไปทำบ่อเพชรบ่อพลอย หรือเหมืองแร่ทองคำ คุณไปทำเหมืองแร่ทองคำ จะรวยไหม (รวย) แต่ไม่ได้บุญ เท่าคนทำกสิกรรม เชื่อไหม (เชื่อ) จงเข้าใจให้ดีว่า ทิศทางที่อาตมา พาทำเนี่ย เป็นทิศทาง ที่ทำให้ชีวิตของเรานี้ รุ่งเรือง เจริญสุขสมบูรณ์ ไปตลอดอีกนานับชาติเลย...

๕ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่ราชธานีอโศก
จากการแสดงธรรมทำวัตรเช้า พ่อท่านได้บอกเล่า ผลการตรวจของเจ้าหน้าที่จาก อย. ที่ทางเรา ไปเชิญมาในงาน ด้วยมุ่งหวังว่า จะให้เป็นตลาดกสิกรรมไร้สารพิษจริงๆ อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบ เครือข่ายชุมชน ที่นำผลผลิตของตนมา ว่าแต่ละที่แต่ละแห่ง จะผลิตพืชผลอะไร ได้มากน้อยแค่ไหน

"...เราเชิญให้ อย. มาตรวจสอบงานนี้ เพื่อฟ้าดิน (พฟด.) ซึ่งอย. เป็นผู้ที่ตรวจเรื่องพิษ เรื่องภัย เรื่องที่ไม่เหมาะไม่สม ไม่ถูกมาตรฐานอะไร ของกินของใช้ อาหารและยาต่างๆ อย. เขาก็มาช่วยตรวจให้ วันที่ ๓ พ.ค. เก็บสินค้าตรวจประมาณ ๔๐ รายการ

ผลตรวจ พบผลผลิตไร้สารพิษทั้งหมด วันที่ ๔ เอาอีก เก็บสินค้าไปตรวจได้ถึง ๙๐ ตัวอย่าง ผลตรวจ เป็นผลผลิตไร้สารพิษทั้งหมดอีก มีหนึ่งตัวอย่าง ตรวจครั้งแรก พบสารพิษน้อยมาก อยู่ในขั้นปลอดภัย พอตรวจซ้ำอีก พบไร้สารพิษแล้ว พรุ่งนี้จะตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างหนึ่ง ที่มันบกพร่อง เออเร่อ(error) แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว ผู้ดูแลทาง ต.อ.กลางของเรา เป็นผู้ติดต่อกับ อย. แล้วก็นำพากัน มาเอารถ วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆมาเลย ในการตรวจตรา อาตมาสบายใจ ภาคภูมิใจนะ ที่พวกเรา จะทำอะไร ได้เข้าหลักเข้ารอย ของพระพุทธเจ้า..."


 

๖ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่ราชธานีอโศก
เป็นวันสุดท้าย ของงานกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน จากการแสดงธรรมทำวัตรเช้า พ่อท่านได้พูดถึง การจัดงานนี้ แม้พวกเรา จะลงทุนลงแรงกันมาก แต่ก็คุ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทางจิตวิญญาณ
"...ที่อาตมากล่าวถึงว่า การสูญเสียเวลาก็ดี แรงงานก็ดี ทุนรอนก็ดีนั้น เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษา และ จะต้องเข้าใจ ให้มันจริงๆ

เรามาลงทุนเพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อการสร้างสรร การมารวมกันนี่ พวกเราลงทุนไม่น้อย ไปๆมาๆ งานโน่นงานนี่ อะไรของพวกเรานี่ ลงทุนไม่น้อย...แต่คุ้ม... ขอยืนยันว่า คุ้ม จะจ่ายเป็นค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าข้าว ค่าของ ที่สูญเสียไป ค่าแรงงานที่เราจะต้อง มาลงทุนลงแรงกันอย่างนี้ๆ แทนที่จะเอาแรงงาน ไปสร้างอะไรๆ มันก็จะได้ขึ้นมา แต่เราก็เอาเวลา แรงงานมาที่นี่ ซึ่งที่นี่ก็มีการสร้าง การช่วยเหลือ นอกจาก คุณจะเดินไปเดินมาวันๆ มางานนี้ คุณก็ได้แต่เดิน ลอยไป ลอยมา ไม่ได้สร้างสรรอะไร ช่วยเหลือ ก็อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคุณก็สูญเปล่า แต่ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ตรงที่มารวมพล มารวมเป็นมวลให้ ก็นับว่ามีประโยชน์ เราจัดงานแล้วแห้ง มีคนเดินกัน ๒ คน มันก็ไม่เข้าท่า แต่จัดงานแล้ว เออ...ดูคับคั่ง คนนิยมชมชอบ มีมวลมามากมายอยู่ งานนั้น ก็ดูครึกครื้นดี แต่ถ้ามันมาก จนกระทั่งเหยียบกันตาย มันก็เกินไป ซึ่งงานของเรา ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่งานโลกีย์ที่เขาจัด เช่นไปจองตั๋วดูฟุตบอล เหยียบกันตายมีแล้ว ถ้าเป็นเรื่องกิเลส แล้วคลั่งมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องสาระ ไม่ถึงกับคลั่งหรอก สรุปแล้ว เรื่องแรงงาน เรื่องทุนรอน เรื่องเวลา ถ้าเราเข้าใจว่า เราจะสูญเสียอย่างนี้ไป เพื่อสร้างกุศล เพื่อกอบก่อสิ่งที่ดี ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านั้น เวลาก็ดี ทุนรอนก็ดี แรงงานก็ดี มาลงทุน ที่จะสร้างสังคมอย่างนี้ขึ้นเนี่ย มันควรแก่การลงทุนไหม อาตมาว่า เอาทุนที่รัฐมีกัน เป็นหมื่นๆล้าน มาให้ลงทุนอันนี้ สร้างให้คนอย่างนี้เกิด ให้มันสะดวกขึ้น ให้มันดูอะไรต่ออะไรดีขึ้น คุ้มแสนคุ้ม ทุกวันนี้มันขาดแคลน คิดโดยหลักเศรษฐศาสตร์ ราคาของโลกุตรธรรมนี่ สูงขนาดไหน มันประมาณไม่ได้จริงๆนะ เพราะฉะนั้น พวกเราถ้าไม่เข้าใจว่า โอ๊ย ยังไม่มา ก็อย่าไปดีกว่า มาก็อย่างนั้นแหละ เราก็ไม่ได้อะไร ไปก็เสียเงินเสียทอง ปัดโธ่เอ๋ย ไอ้เงินๆทองๆ มันจะไปอะไร เราคิดอะไร ฉบับที่แล้วบอก เงินทองไม่ใช่ทรัพย์ของคน กรรมต่างหาก คือทรัพย์แท้ เงินทองมันไม่ใช่ทรัพย์แท้ๆหรอก กรรมโดยเฉพาะ สิ่งที่เป็นกุศล กุศลยังมีโลกียะ มีทั้งโลกุตระ มีทั้งโลกีย์ คุณขนของมาขาย ขายอย่างบุญนิยม หรือ เอามาแจกเลย เอามาให้เลย คุณได้บุญโลกีย์แล้ว แม้ว่าคุณเอามาให้ ยังมีใจเสียดาย เรียกว่า กิเลสยังไม่หมด ให้ก็ยังหวงๆอยู่บ้าง โลกุตระได้บ้าง ที่คุณให้นิดหน่อย แต่ของที่คุณให้ไป ในราคาพันบาท คุณก็ได้โลกีย์กุศล พันบาท นี่เป็นรายละเอียด มันเป็นอจินไตย เรื่องกรรมวิบาก..."

จากงานกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน ในครั้งนี้มี ๒ เหตุการณ์ ที่ข้าพเจ้าแอบซึมซับ ความประทับใจกับ ความคิดและจิตใจของพ่อท่าน เหตุการณ์แรก ก่อนวันงาน ทาง ต.อ. ได้เรียนปรึกษา พ่อท่านว่า จากการตรวจสินค้า ผลผลิตที่นำมาจำหน่าย ได้พบตัวอย่างหนึ่ง ที่มีสารเคมี อยู่ในขั้นปลอดภัย คือตัวเองไม่ได้ใช้แล้ว แต่ที่ข้างๆ เขายังใช้สารเคมีอยู่ แล้วมันอาจ จะมากับน้ำกับลมบ้าง ถ้าอย่างนี้แล้ว ควรจะจัดแยกส่วน ไปจากที่ไร้สารพิษ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยดีไหม พ่อท่านเห็นว่า ให้ดูที่เจตนาของเขา เป็นสำคัญ เมื่อเขาไม่ได้ใช้สารเคมีจริงๆ เพื่อเป็นกำลังใจ ให้เขาได้ทำต่อไป ก็ไม่ควรจะไปแยกส่วน ให้ยุ่งยาก เสียความรู้สึกเปล่าๆ

 

เหตุการณ์ที่ ๒ จากการที่มีผู้เสนอ อยากให้เลื่อน วันจัดงานนี้ออกไป เป็นช่วงเดียวกับ งานโฮมไทวัง (๕ มิ.ย.) ซึ่งจะเป็นช่วง ที่ผลไม้ออกผลเต็มที่ และเพื่อที่จะได้รวม ๒ งานเป็นงานเดียว จะได้ดูคึกคักยิ่งใหญ่ ญาติธรรมก็สะดวก จะได้ลางาน หรือหยุดงาน แค่ช่วงเดียว พ่อท่านเอง ก็เห็นดีด้วย แต่ที่ประชุมพรรคเพื่อฟ้าดิน เห็นควรจัดในช่วง ๑๗ พ.ค. ขณะที่มีบางส่วนเห็นว่า น่าจะจัดในช่วง งานโฮมไทวัง พ่อท่านจึงนำเรื่องนี้ มาถามความเห็นสุดท้าย จากผู้มาร่วมงานทั้งหมด ในช่วงทำวัตรเช้า (๖ พ.ค.) อีกที ด้วยเห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ อาจจะคิดต่างจากคณะกรรมการ แต่ผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ ของผู้มาร่วมงาน ยังคงเห็นที่จะจัดในช่วง ๑๗ พ.ค. แม้พ่อท่าน จะมีท่าทีเชียร์อยู่น้อยๆ ให้มาจัดในช่วงงาน โฮมไทวังก็ตาม ถึงแม้คะแนนเสียง จะพ่ายแพ้ แต่ดูท่าทีพ่อท่าน จะวางใจได้สนิท ไม่มีส่วนใดติดค้างใจว่า เป็นถึงระดับเจ้าหมู่เจ้าคณะ คิดเห็นอะไรแล้ว ลูกวัดไม่ได้เห็นสำคัญด้วย น่าจะเจ็บปวดลึกๆ นะที่ไม่ได้ดังใจ ซึ่งพ่อท่าน ไม่ได้แสดงอาการอะไร ส่อให้เห็นว่า จะขัดเคืองใจในเรื่องนี้ หรืออาจจะมี แต่ไม่แสดงออก ในครั้งนี้ก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงต้องออกอาการบ้าง ในครั้งหน้าๆ

 

สังคมไทย จะไปทางไหนดี?
๙ พ.ค. ๒๕๔๕ ออกเดินทางจากสันติอโศก ตั้งแต่ ๐๕.๒๐ น. เพื่อเดินทางไปโรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ (จปร.) อ.เขาชะโงก จ.นครนายก เพื่อแสดงธรรมกับชาว ธ.ก.ส. ในเวลา ๐๗.๐๐-๐๘.๓๐ น.

และเวลา ๐๙.๐๐-๑๑.๓๐ น. ร่วมอภิปราย "สังคมไทย จะไปทางไหนดี?" กับศาสตราจารย์ น.พ.ประเวศ วะสี และ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ทำให้ต้องฉันอาหาร ในขณะเดินทางมาในรถ

๐๖.๔๖ น. ถึง ร.ร.นายร้อย จปร. พบผู้ใหญ่ของ ธ.ก.ส. หลายคนมารอรับ อยู่หน้าห้องประชุม รอง ผจก. คุณเอ็นนู คุณศุภชัย คุณอมร คุณกิจจา

๐๗.๑๐ น. คุณอมร ณ สุวรรณ กรรมการสหภาพแรงงาน ของพนักงาน ธ.ก.ส. กล่าวนำสวดมนต์ และอ่านประวัติผลงาน ของพ่อท่าน แนะนำให้สมาชิก ธ.ก.ส. ที่มาเข้าอบรมฟัง ท่วงทีคำพูด ที่กล่าวถึงพ่อท่านนั้น ดูนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง

"ในมหาจักรวาลนี้ยิ่งใหญ่มาก เป็นอเนกอนันต์ โลกเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในมหาจักรวาลนี้..." พ่อท่านกล่าวนำ ซึ่งต่อมาก็ได้อธิบาย อุตุ พีช จิต กรรม...ธรรม

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่ว่า เอ! เป็นวิธีการของพ่อท่านหรือเปล่านะ พูดเรื่องที่เข้าใจยาก เพื่อข่มริปู เผื่อจะมีพวกบวชเรียนมามาก หลงๆปนๆมาบ้าง หรือพ่อท่านไม่ได้คิดอะไร เป็นจังหวะตามเหตุปัจจัย พูดผ่านมาพอดี ไหนๆก็ไหนๆ ก็อธิบายเสียเลย

"...มนุษย์เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉาน ในมนุษย์ยังแบ่งเป็น เวไนยสัตว์และอเวไนยสัตว์ สัตว์ที่จะสอนได้ ไปสู่โลกุตรธรรม มีแต่มนุษย์..." เป็นประเด็นต่อมา ที่พ่อท่านกล่าวอธิบาย

"...ขออภัยผู้นับถือศาสนาอื่นๆ พระพุทธเจ้านี่เป็นคนเหมือนเราๆ พระพุทธเจ้าอุบัติ ท่ามกลาง ศาสนาเทวนิยม ที่มีมาเก่าแก่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว ที่เป็นอเทวนิยม คือเป็นกรรมนิยม ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้พบสิ่งที่สูงสุด อาตมาก็จะเดินทางนี้ จะอีกกี่ชาติๆๆ ก็จะเดินทางนี้ จนกว่า จะพบสิ่งสูงสุด อย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น..."

คำกล่าวของพ่อท่านข้างต้นนี้ เป็นเหมือนบทสรุป ความสำคัญของ การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และความยิ่งใหญ่ ของการได้พบ พระพุทธศาสนา อีกทั้งบอกถึงความจริงจัง มุ่งมั่นทุ่มโถม ที่พ่อท่านเห็นดี ในสิ่งสูงสุด เช่นเดียวกับที่ พระพุทธเจ้าเป็น

 

ข้าพเจ้ากวาดสายตา มองไปที่สมาชิก ธ.ก.ส. ที่นั่งฟังอยู่ในห้องประชุมนั้นโดยทั่วถ้วน ล้วนมีท่าที จดจ่อสนใจ ตาจ้องมองพ่อท่านนิ่งอยู่ ดูคล้ายตรองตาม ทุกคำความ ดูมีบรรยากาศศรัทธาดี

"...ถ้าเราเสียสละจะอยู่รอดไหม?..." พ่อท่านเปิดประเด็นคำถามให้คิดต่อ แล้วพ่อท่านก็ยกตัวอย่าง ที่เป็นรูปธรรมของชาวอโศก เป็นคำตอบ ที่ยืนยันรองรับคำถามนั้น

"...อาตมาพาชาวอโศกมาทำ จะเป็นกลุ่มสังคมที่มีจารีตประเพณี ที่เป็นบุญนิยม คนเข้าใจว่า ความรวย เป็นความประเสริฐ นี่เป็นความเห็นผิด ความจริงคนมาจนได้นี่ประเสริฐ ถ้ามารวยนี่เลว ถ้ามาจนนี่ดีวิเศษ ธรรมะชั้นสูง คนจนนี่ประเสริฐ แต่ต้องเป็นคนจนอย่างขยัน สร้างสรร เสียสละ ไม่ใช่จนอย่างขี้เกียจ งอมืองอเท้า

ซึ่งคุณจะมาจนอยู่คนเดียว อยู่ไม่ได้นะ คุณต้องมาจนเป็นหมู่ อาตมากำลังสร้างคนจนเป็นหมู่ ที่มีระบบสาธารณโภคี..."

ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรก ที่พ่อท่านพูดเป็นประเด็นว่า ต้องจนเป็นหมู่ จึงจะอยู่ได้ แล้วพ่อท่าน ก็ยกตัวอย่าง จากเหตุการณ์จริง ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อรองรับว่า จนเป็นหมู่อยู่รอด

"...จากคำกล่าวที่ว่า ไฟประลัยกัลป์จะไหม้คนบาปตายหมด แล้วคนบุญจะอยู่ได้ มีคนสงสัยว่า แล้วคนบุญ ทำไมจึงไม่ไหม้ อย่างปี ๒๕๔๐ ที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ประเทศย่ำแย่ คนตกงาน คนเครียด คนฆ่าตัวตาย ธุรกิจล้มละลาย คนเป็นหนี้กันมาก เดือดร้อนกันไปหมด แต่ชุมชนอโศกอยู่ได้ อย่างไม่ลำบากเดือดร้อนเลย ทั้งๆ ที่พวกเราก็จน..."

๐๘.๔๕ น. พักยืดเส้นสาย คลายกล้ามเนื้อ สมาชิก ธ.ก.ส. บ้างก็รับประทานอาหารเล็กน้อยรองท้อง บ้างก็เข้าห้องน้ำ พ่อท่านเปลี่ยนอิริยาบถ เดินออกมาด้านหน้าตึก พบหมอประเวศ เดินทางมาถึงพอดี จึงทักทาย พูดคุยกันอยู่ บริเวณหน้าตึกนั้น ดูหมอประเวศยิ้มหัว พูดคุยราวกับคุ้นเคย สนิทสนม ทั้งๆที่นานมากๆ กว่าจะเจอกันอย่างนี้ ตลอดช่วงเวลา ที่ข้าพเจ้าได้ติดตามพ่อท่าน ไปไหนมาไหนด้วย ๑๕-๑๖ ปี พบหมอประเวศ เพียง ๒ ครั้งเท่านั้น นับรวมครั้งนี้ด้วย ครั้งแรกเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานี้เอง พบที่สนามบิน ดอนเมือง ตอนนั้น ช่วงเวลาสั้นมาก ก่อนที่ต่างฝ่าย ต่างแยกกันขึ้นเครื่องไปคนละที่ หมอประเวศก็ยิ้มแย้ม ดูสนิทสนม คุ้นเคยอย่างนี้ ต่างไปจากผู้มีชื่อเสียง ในสังคมหลายท่าน ที่พบเจอพ่อท่าน จะดูเคร่งขรึม ไม่เบิกบาน ยิ้มแย้มดูผ่อนคลาย เช่น หมอประเวศ พบกันครั้งที่แล้ว หมอประเวศกล่าว ชุมชนอโศก เป็นชุมชนเข้มแข็ง อยากให้สร้าง ให้เกิดมีมากๆ แล้วก็พูดถึง กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ทางภาคตะวันออก พบกันครั้งนี้ หมอประเวศ พูดถึงกระแสทุนนิยม ลูกชายหมอวิจารณ์ จบวิศวะไปบวช แล้วพบความสงบ พระพุทธเจ้าอุบัติ ท่ามกลางการแสวงหา พระพุทธเจ้าองอาจมาก เป็นเสน่ห์ทำให้คนติดใจ

ทั้งโลกไปเอาความเก่งความรวยเป็นที่ตั้ง เอาการศึกษาเอาความรู้ ไม่ได้เอาปัญญาของพระพุทธเจ้า แล้วก็พูดถึง คุณนิติภูมิ ที่เป็นคนพูดอะไร แปลกกว่าคนอื่น แล้วมีคนนิยม สื่อถูกทุนนิยมครอบงำ ทางราชการ เข้าหาอโศกมากขึ้น อย่างกองทุน SIF พบคุณอเนก ก็พูดอยู่เรื่อย ไปอุตรดิตถ์ เจ้าของร้านเป็นอโศก ขายของถูกมาก สรุปก็คือ ในช่วงเวลาสั้นๆ ๑๐ นาทีเศษ หมอประเวศ พูดคุยกับพ่อท่าน ในหลายๆเรื่อง ด้วยทีท่าคุ้นเคย สนิทใจอย่างยิ่ง

รายการเสวนา "สังคมไทยจะไปทางไหนดี" เริ่มด้วยคุณศุภชัย ถาวรการ ผู้อำนวยการ สจส. กล่าวแนะนำวิทยากร หมอประเวศ และพ่อท่าน เนื่องจาก คุณนิติภูมิ ยังเดินทางมาไม่ถึง

จากบางส่วนของการแนะนำวิทยากร หมอประเวศท่านเป็นผู้ที่มาเปิดแนวคิด ให้แก่วิทยากร อาสาสมัครรุ่นแรกว่า "เราจะต้องเปลี่ยนบทบาทของเรา จากการเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ ให้กลายมาเป็น เพื่อนคู่คิด ของเกษตรกรที่แท้จริง" ท่านเป็นคนเอาระบบชนบท มาสอนเรา เอาเรื่องของ การพัฒนาสังคม อย่างเป็นระบบ มาสอนเรา พวกเราก็ได้นำไปปฏิบัติแล้ว ขณะนี้ผลเกิดออกมา อย่างเป็นมรรคเป็นผลมาก หลังจากที่เราได้พบช่องทางใหม่ ก็คือได้รับความกรุณา จากชาวอโศก โดยพ่อท่าน ได้กรุณา ให้ใช้ศูนย์ฝึกอบรม ของชาวอโศก อีกแหล่งหนึ่ง เพื่อจะอบรมเกษตรกร ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. รวมทั้งให้พนักงาน ได้ไปฝึกจิตวิญญาณด้วย ขณะนี้มีผู้ที่ได้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นเกษตรกร ประมาณหมื่นคนนะครับ ซึ่งเราดำเนินการมาได้เพียง หกเจ็ดเดือนเท่านั้นเอง กำลังรอเข้าคิวรออีก สองหมื่นคน เราตั้งใจจะอบรมให้ได้ ภายใน ๓ ปีนี้ ห้าหมื่นคน เพื่อเป็นแบบอย่าง ไปใช้วิถีชีวิตใหม่ ซึ่งคุณหมอประเวศ ได้ให้แนวไว้ว่า ต้องปรับความคิดใหม่ กลับไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ซึ่งชุมชนชาวอโศก ได้เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะได้สั่งสมบุญบารมี ที่ได้ดำเนินการมา เป็นสิบๆ ปี

พันจ่าเอก ไพโรจน์ กระจ่างพงษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยกล่าวเชิญ คุณหมอประเวศ ให้พูดก่อน

หมอประเวศได้กล่าวถึง ท่านพุทธทาสและพ่อท่าน อย่างยกย่องให้เกียรติ "....ถ้าเรามาดูว่า สังคมไทย จะไปทางไหนดีนี่ ท่านหลวงพ่อโพธิรักษ์ ก็พูดมานาน ท่านอาจารย์พุทธทาส ก็เห็นมาก่อน ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ตั้งแต่ฝรั่งอะไร ยังไม่ได้พูดกันเลย ว่าท่านจะบอก "วิกฤติแล้วโว้ยๆๆ..." ซึ่งหมอประเวศ ใช้เวลาในช่วงแรกนี้ ประมาณ ๒๐ นาที ข้อมูลเกี่ยวกับสังคมโลก และสังคมไทยเยอะมาก (ผู้ที่สนใจรายละเอียด ติดตามได้จาก ร้านธรรมทัศน์สมาคม และ ห้องเผยแพร่เท็ปสันติอโศก)

"...พ่อท่านกับอาจารย์หมอประเวศนะครับ มารถคนละคันนะครับ ต่างคนต่างมา แต่พูดเรื่องเดียวกันครับ... (เสียงผู้ฟังหัวเราะ)... พ่อท่านเทศน์เมื่อเช้านี้นะครับ ชั่วโมงครึ่ง พอเจออาจารย์หมอประเวศ พูดไปด้วยกันได้ สงสัยจะอยู่ ค่ายเดียวกันหรือเปล่า ไม่ทราบ แต่ยังไม่เคยเจอกันมาก่อน บนเวทีนะครับ คนนั่งฟังนึกว่า เอ๊ะ! ทำไมซ้อมกันมาหรือเปล่านี่..." พันจ่าเอกไพโรจน์ สรุปแล้วกล่าวเย้าๆ

หมอประเวศ ก็ไวตอบรับคำเย้าว่า "เรื่องธรรมะก็ไปเจอเป็นหนึ่งเดียวนี้ (เสียงผู้ฟังหัวเราะ)..."

"ทีนี้มีข่าวเร็วๆ นี้เขาบอกว่า ในเมืองไทยนี่ครับ เขามีประมูลรถยนต์นะครับ มีคนไทยไปจองรถ กันเยอะแยะ หลายล้านบาทเลย แสดงว่าคนไทยนี่ ไม่กลัววิกฤตหรือเปล่า อยากให้พ่อท่าน แสดงทรรศนะว่า ถ้าคนไทยไม่กลัววิกฤตินี่ เราจะทำอย่างไรครับผม..." พันจ่าเอกไพโรจน์ เปิดประเด็นมาให้พ่อท่านต่อ

"...คนไทยก็เน่า ทำปลาร้าได้นะ ถ้าไม่กลัววิกฤต ก็เน่าตายแน่ๆ ตายอย่างเขียดจริงๆ ถามว่าทำไม เขาไม่กลัววิกฤต? เพราะเขายังอวิชชา ก็เขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ คำว่าอวิชชานี่ อย่าไปแปลว่า ไม่รู้อย่างเดียวนะ อวิชชา นี่แปลว่ารู้ยิ่ง รู้ยอด แต่โง่ คนที่เรียนมาสูงๆ มีเชิงคิดได้หลักแหลม เก่งยอดเลย แต่เต็มไปด้วยกิเลส นี่แหละคือคนอวิชชา และคนชนิดนี้นี่แหละ ที่ทำให้โลกบรรลัย อยู่ทุกวันนี้ ฉลาดมาก รอบรู้สารพัด แต่กิเลสเยอะ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ไม่เกื้อกูล ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น คนอย่างนี้เป็นอันตราย แล้วมหาวิทยาลัย ทั่วโลก ทุกวันนี้ สร้างคนชนิดนี้ขึ้นมา ถามว่าจะทำอย่างไร อาตมากำลังเน้น พวกอโศกเรา เจตนา สุดหัวใจเลยว่า จะให้คนลงมาสู่กสิกรรม ถ้าคนใดยึดหัวหาด กสิกรรมได้แล้ว คนนั้นจบ คนนั้นไม่มีทุกข์ คนนั้นไม่มีความลำบาก ยากเย็นอีกต่อไป..." จากบางส่วน ที่พ่อท่านตอบ

คุณนิติภูมิ เสริมรับประเด็นจากพ่อท่านต่อ "...ผมนี่อาจจะเรียนมาเยอะนิดหนึ่ง อย่างที่พ่อท่าน ว่านะครับ แต่ผมไม่เชื่อ ระบบการศึกษา ที่มันอยู่ในแบบ ระบบที่เรียน ตามมหาวิทยาลัยนะครับ ผมผ่านมาแทบทุกแห่ง รามก็เรียน จุฬาก็เรียน ธรรมศาสตร์ก็เรียน เรียนไปหมดเลยนะครับ แล้วสุดท้าย การศึกษาในมหาวิทยาลัยนี่ ไม่ได้ให้อะไรเลยนะครับ แล้วก็อย่างที่พ่อท่านบอก เมื่อกี้นี้นะครับ จริงๆแล้วทำให้คนนี่ ๑. เย่อหยิ่ง ๒. เห็นแก่ตัว คือมองแต่ตัวเอง ไปหมดแหละนะครับ ผมเชื่อระบบการศึกษา แบบข้างนอกนะครับ ทุกวันนี้ เราจะเห็นว่า เรื่องของสื่อนี่ มันจำเป็นนะครับ วันพรุ่งนี้ เป็นวันที่จะครบ ที่จะสมัคร ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. แล้วก็มีรัฐมนตรี อยู่หลายท่าน บอกนิติภูมิ น่าจะไปเป็น ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. คืออยากจะให้มีการได้ปฏิวัติ เกี่ยวกับด้านการข่าว ผมอาจจะฟังพ่อท่าน มากจนเกินไป ผมบอก ถ้าจะทำแบบ อ.ส.ม.ท.นี่ จะบริหารแบบชาวบ้าน ไม่ได้แล้ว มันต้องบริหารให้ขาดทุน จริงๆนะครับ ถ้าจะทำ อ.ส.ม.ท. ให้เป็นแหล่งความรู้ ของประเทศไทยนี่ จะต้องเลิกคิดถึง เรื่องกำไรนะครับ ผมบอกกับท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าผมจะทำ อ.ส.ม.ท. นี่ก็จะมีอยู่ภายใต้เงื่อนไข อย่างหนึ่งก็คือว่า ผมอยากจะทำ อ.ส.ม.ท.นี่ให้ขาดทุน ทุกคนตาถลนออกมา นอกเบ้าหมดเลยครับ... เสียงผู้ฟังหัวเราะ แล้วก็บอกว่า เอ....อย่างนี้ คงไม่ได้หรอก ผมบอกคือ ถ้าเราตั้งเป้าหมายของ อ.ส.ม.ท.ใหม่ว่า เป็นแหล่งที่จะให้ความรู้ กับประชาชนจริงๆ ทั้งในเรื่องในประเทศ และก็เรื่องต่างประเทศ แต่ว่าขาดทุนนี่ หมายความว่า ขาดทุนในเรื่องของตัวเงินนะครับ แต่นึกถึง ผู้คนอีกประมาณ หกสิบกว่าล้านคนนี่ จะได้กำไรอะไรบ้าง นี่ครับคือสิ่งที่ได้บอกไป..." หลังจากนั้น คุณนิติภูมิได้พูดถึง ระบบแบบสหกรณ์...

หมอประเวศพูดเชียร์ และแนะนำคุณนิติภูมิ แล้วเสริมรับพ่อท่านเรื่องกสิกรรม "...อยากเชียร์ให้นิติภูมิ ไปเป็นผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. จะได้ปฏิวัติเรื่องสื่อ แล้วก็นำไปสู่การปฏิวัติอื่น เรื่องจิตใจ เรื่องสังคม เรื่องต่างๆ แต่ขอลดราคานิดเดียว ปรับคำพูดนิดหนึ่ง ถ้าผมมาอยู่ อ.ส.ม.ท. ต้องขาดทุนนะ เขากลัวหมดนะ บอกผมจะทำให้ อ.ส.ม.ท. สร้างกำไรให้สังคม... เสียงหัวเราะ... เสียงปรบมือของผู้ฟัง ผมย้อนกลับไปนิดนะครับ ที่หลวงพ่อพูดเมื่อกี้ เรื่องกสิกรรม หลักในมรรคแปดของเรา หลักข้อหนึ่ง ที่สำคัญคือ เรื่องสัมมาอาชีวะ... ผมคิดว่า หลักเศรษฐศาสตร์ ต้องให้คนมีสัมมาอาชีวะ ให้มากที่สุด ให้เต็มแผ่นดิน แล้วมันจะเป็นฐาน ของความดี ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นอเมริกันอยู่ Cornell เขาเป็นคนประกาศ หลักการอันหนึ่งว่า "ความยั่งยืนของสังคมชนบท จะทำให้เกิดความยั่งยืน ของสังคมทั้งหมด เพราะมันเป็นฐาน... เกษตรเป็นฐาน ของคนจำนวนมาก แล้วเป็นฐานของ สัมมาอาชีวะ ที่หลวงพ่อท่านพูด เมื่อกี้นะครับ... ผมไม่เคยเรียน เศรษฐศาสตร์นะครับ ไม่ทราบทำไม นักเศรษฐศาสตร์ ถึงหลงไป พยายามจะสร้างความร่ำรวย ข้างบน ถ้าเราทะนุบำรุง ฐานข้างล่าง ให้แข็งแรงนี่ ข้างบนเกือบไม่ต้อง ทำอะไรเลยครับ มันดีเอง เหมือนเราสร้างพระเจดีย์นี่ เราต้องสร้างจากฐาน เราสร้างจากยอดไม่ได้ ใช่ไหมครับ ถ้าฐานมันแข็งแรงแล้ว พระเจดีย์ก็ขึ้น ได้สูงมั่นคง ไม่พัง สังคมเช่นเดียวกัน สมมุติทั้ง เจ็ดพันกว่าตำบล นี่หายจน เขาก็จะตาม ธรรมชาติมนุษย์ พ่อท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็อาจจะอยาก ซื้อพัดลมบ้าง ซื้อวิทยุ ซื้ออะไรบ้างนะครับ..."

พ่อท่านยิ้มๆ พูดเสียงไม่ได้ผ่านไมค์โครโฟน "ก็เข้าใจอยู่ ไม่ได้ไม่เห็นด้วย..."

หมอประเวศ หัวเราะแล้วพูดต่อ "กระเซ้าๆ เล่น เขาก็ซื้อโน่น ซื้อนี่บ้างเป็นธรรมชาติ เศรษฐกิจข้างบน มันดีเองนะ เพราะว่าฐานข้างล่าง มันแข็งแรง..." ต่อจากนี้หมอประเวศ ได้นำแผ่นใสที่เตรียมมา อธิบายประกอบ และยังได้พูดถึง ระบบชนบท มีองค์ประกอบ ๘ ประการ

๑. ทรัพยากรธรรมชาติ
๒. โครงสร้างทางกายภาพ (Infrastructure) เช่น ถนน แหล่งน้ำ
๓. อาชีพการเกษตร
๔. อาชีพนอกการเกษตร วิสาหกิจชุมชน ฯลฯ
๕. เงินทุน เครดิต
๖. การเรียนรู้
๗. ความรู้
๘. การจัดองค์กร

แล้วหมอประเวศ ก็ยกตัวอย่าง "...ที่จริงขบวนการของสันติอโศกนี่ ก็เป็นตัวอย่าง ถ้าเราดูไปให้ชัด เป็นขบวนการ ที่อยู่ตรงนี้ สามอันนี่ (ชี้ให้ดูที่ข้อ ๖, ๗, ๘ จากแผ่นใส) มีการเรียนรู้ มีการวัดใช้ความรู้ มีองค์กร เขาเป็นองค์กรชัดเจน พอเป็นองค์กรแล้ว มันมีพลังเกิดขึ้น..."

หลังจากหมอประเวศกล่าวจบ พันจ่าเอกไพโรจน์ สรุป ที่หมอประเวศให้ทิศทาง ของสังคมชนบทไทย แล้วก็พูดถึง โครงการอบรมเกษตรกร ที่เป็นวิธีการหนึ่ง ที่พยายามจะทำให้ สังคมชนบทแข็งแรง "...มีหลักสูตรหนึ่ง ซึ่งดังมากตอนนี้ ในเมืองไทย คือ สัจธรรมชีวิต นะครับ อบรมไปแล้วนี่ มีการตามไปดู ปรากฏว่า เกษตรกรหลายพื้นที่ มีการลงแขก เกี่ยวข้าวกัน เกษตรกรบางคน สูบบุหรี่มาตั้งแต่ออก ป.๔ ตอนนี้อายุ ๕๐ กว่า เลิกได้ โครงการนี้ดังมากๆ ไม่รู้ว่าเกิดได้ อย่างไรนะครับ ซึ่งต้องเกี่ยวพันกับพ่อท่าน แน่นอน..."

หมอประเวศขอตัวกลับไปก่อน เวลาที่เหลือ พ่อท่านและคุณนิติภูมิ ช่วยกันตอบคำซักถามของชาว ธ.ก.ส. จนถึงเวลาเที่ยงเศษ จึงได้ยุติ ก่อนพ่อท่านจะเดินทางต่อไป บูรพาอโศก (จ.ปราจีนบุรี) แล้วต่อเลยไป ที่วังน้ำเขียว (นครราชสีมา) คุณนิติภูมิยังคงพูดคุยกับพ่อท่านอีกเล็กน้อย แล้วกราบลาพ่อท่าน ด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนพ่อท่าน จะขึ้นรถเดินทางไป มีไม่มากคนนัก ที่คนที่มีชื่อเสียง ได้รับความยอมรับในสังคม จะสุภาพนอบน้อม ต่อพ่อท่านเช่นนี้ คุณนิติภูมิเป็นผู้หนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ ทุกครั้ง ที่พบเจอพ่อท่าน

 

สนทนาธรรม กับ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
๑๐ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่สันติอโศก น.พ.วินัย วิริยกิจจา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ติดตามอีก ๒ คน ได้มากราบนมัสการพ่อท่าน เมื่อปีที่แล้ว ก็ติดต่อนัดหมายจะมาพบ แต่เลขาฯ เข้าใจผิด พาไปปฐมอโศก จึงไม่ได้พบกัน

(มีต่อหน้าถัดไป)

(สารอโศก อันดับที่ ๒๕๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕)