บันทึกจากปัจฉาสมณะ ๒

(ต่อจากหน้าแรก)

สนทนาธรรม กับ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

๑๐ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่สันติอโศก น.พ.วินัย วิริยกิจจา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ติดตามอีก ๒ คน ได้มากราบ นมัสการพ่อท่าน เมื่อปีที่แล้ว ก็ติดต่อนัดหมายจะมาพบ แต่เลขาฯเข้าใจผิด พาไปปฐมอโศก จึงไม่ได้พบกัน ครั้งนี้นัดหมายแล้ว มีเหตุต้องเลื่อนเวลา เนื่องจาก มีประชุมเข้ามาแทรก ช่วงบ่าย น.พ.วินัย ยังอยู่ที่สงขลา แล้วก็ขึ้นเครื่องบินมาร่วมประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนมาถึงสันติอโศก ๒๑.๒๐ น. มาพร้อมของถวาย กระเช้าผลไม้ และของกินของใช้ อีกหนึ่งกล่อง

น.พ.วินัย แนะนำตนเองว่า เป็นเพื่อนกับ ทพญ.สีใบตอง (อัปสร) บุญประดับ ได้ฟังจากหมอสีใบตอง เล่าให้ฟัง เกี่ยวกับสันติอโศก เคยเป็นอธิบดีกรมสุขภาพจิต ก่อนจะมาเป็น ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สนใจเรื่องของวิถีชีวิต เป็นรุ่นน้องของ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์ บ้านอยู่พนัสนิคมด้วยกัน "ผมไม่มีอะไร อยากจะมากราบ การได้มีโอกาสมากราบ และได้ฟังอะไร จากผู้มีความรู้ ผมว่ามันเป็นมงคลชีวิต ผมไปกราบท่านพุทธทาส แล้วก็ได้ฟังอะไรจากท่านมา ๒-๓ เรื่อง ก็รู้สึกได้ใช้ในการแก้ปัญหา ของตัวเองเยอะมาก" น.พ.วินัยกล่าว

 

พ่อท่านอธิบายให้ความรู้ เรื่องมัชฌิมา ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดไป เอาคนส่วนใหญ่ที่มีกิเลส เป็นหลักตั้ง "ศาสนาพุทธ มีโลกวิทู หรือรู้ในโลก ไม่ใช่ศาสนาอย่างฤาษี ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันเพี้ยน จนกระทั่ง ไปคนละเรื่องเลย เขาเชื่อกันมา หลายร้อยหลายพันปี เขาก็เห็นตามอย่างนี้ กระแสหลักทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหลายด้วย อาตมาก็พยายามเผยแพร่ อธิบายแก่ผู้สนใจ ให้มาพิสูจน์ รู้อย่างเดียวไม่พอหรอก ธรรมของพระพุทธเจ้า มันต้องปฏิบัติ พิสูจน์ให้เข้าถึง ไม่ใช่คาดคะเนด้นเดา ไม่ใช่ตรรกะ" พ่อท่านกล่าว

น.พ.วินัยถามต่อ ผมไม่ทราบว่า ขบวนการธรรมะ มันพัฒนามันเปลี่ยนแปลงไหม เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตามโลกที่พัฒนา หรือมันคงที่

"โดยสัจจะแท้ๆ นั้นคงที่ แต่โดยมนุษย์ที่นำมันมาใช้งาน มันเปลี่ยนแปลงไป เหมือนคนเกิดมา เด็กแล้วก็โตขึ้น พอมาถึงขีดหนึ่ง มันก็เสื่อมลง ศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ไม่อยู่นิรันดร์ ศาสนาของพระพุทธเจ้า แต่ละองค์ๆ ก็ไม่เท่ากัน บางองค์ก็ได้เป็นแสนปี ล้านปี บางองค์ก็อยู่ได้แค่ ห้าหมื่นปี แต่ของพระพุทธเจ้า สมณะโคดมองค์นี้ สั้นที่สุด ๕,๐๐๐ ปี..."

พ่อท่านตอบ แล้วยกตัวอย่าง อธิบายสั้นๆว่า การนั่งสะกดจิต ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า สัมมาสมาธิ จากมหาจัตตารีสกสูตร ในพระไตรปิฎก ของเถรวาทเอง คือการปฏิบัติมรรคองค์ ๘

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อ น.พ.วินัย พูดถึงเรื่อง กรรม พ่อท่านอธิบายต่อ

"...กรรมนี่ จะมีแนวกว้าง วิบากอดีต ก็เป็นของจริง ที่มีฤทธิ์อยู่ แต่พรหมลิขิตของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พรหมลิขิตตายตัว เป็นพรหมลิขิต ที่เคลื่อนไหว เพิ่มได้ ลดได้ ชั่วหนักกว่าเก่าได้ ร้ายเจ็บหนักกว่าเก่าก็ได้ เจริญขึ้นได้ เพราะกรรมปัจจุบันนี้ เป็นตัวแปร เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิด ถ้าเราระลึกได้ บาปใด ชั่วใด ไม่ทำ ทำแต่ดีๆๆ จะเห็นผลว่า มันจะสังเคราะห์กันไปเรื่อยๆ กรรมวิบาก จึงเป็นตัวสำคัญที่สุดเลย ในศาสนาของพระพุทธเจ้า คนปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า ต้องอ่านใจ ของตนเอง ตลอดเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน หายใจเข้าออกทุกเวลา ต้องอ่านจิตอ่านใจ อ่านอารมณ์คือเวทนา Emotion นั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ มานานแล้ว..."

เมื่อพ่อท่านพูดถึงสมถภาวนา ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหลับตาสะกดจิต อยู่เงียบๆ วิปัสสนาก็ไม่ใช่เข้าฌาน สมาธิก่อน แล้วก็ยกจิต ขึ้นสู่วิปัสสนาอะไร ตามที่อธิบายนั่น มันเป็นแบบฤาษี เป็นแบบประยุกต์ใหม่ น.พ.วินัย จึงถาม "แล้วพวกที่สำเร็จเป็นอรหันต์ แล้วกระดูกเป็นผลึก ตกผลึก เกี่ยวกับอะไร"

พ่อท่าน "เราจะไปเอากระดูกนี้ มาเป็นเครื่องตัดสินว่า เป็นอรหันต์ไม่ได้ เพราะว่า ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ที่ไม่ใช่อรหันต์เลยก็มี สงบเก่งๆ ทำจิตเก่ง กระดูกของเขา เป็นผลึกยิ่งกว่าพระอรหันต์อีก คือเรื่องของธาตุ เรื่องของฟิสิกส์ แคลเซี่ยมของกระดูก ของอะไรต่างๆนานา ทำปฏิกิริยา เมื่อทำให้เย็นได้มาก มันก็จะเกิดระดับความร้อน จะเกิดปฏิกิริยา กระดูกมันจะเป็นผลึก พวกฤาษี ทั้งหลายแหล่นี่ กระดูกจะออกมาเป็น ผลึกหมด กระดูกสวยกว่า พระอรหันต์ของพุทธอีก แต่กระดูกของพระอรหันต์ ก็เป็นผลึกได้ มันจึงไม่ใช่เครื่องตัดสิน แล้วไปตัดสิน เอาอย่างนั้นทำไมล่ะ จะไปรู้อรหันต์ก็ต่อเมื่อ กระดูกท่านเผาแล้ว มันจะไปได้ประโยชน์อะไร องค์นี้เป็นอรหันต์ เอ้อตาย พิสูจน์ นี่กระดูกเป็นอรหันต์ อ้าว! อรหันต์ก็ตายไปแล้ว จะไปคร่ำครวญ อะไรกับอรหันต์ ถ้าจะให้ดี ควรพิสูจน์ในกรรมกิริยา ตั้งแต่ตอนเป็นๆ แต่มันพิสูจน์ยาก ถ้าไม่เรียนรู้อย่างดีจริงๆ แล้วนี่ เพราะว่าศาสนาพุทธ มีตัวเรียกว่า สัจจะย้อนสภาพ หรือว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ หรือปฏินิสสัคคะ ของพุทธนั่น มีอันนี้..."

 

ทดลองภูมิปัญญาชาวบ้าน
ช่วงกลางเดือนนี้ ๑๓-๑๗ พ.ค.๒๕๔๕ พ่อท่านเดินทางมาพักที่ปฐมอโศก มีผู้มาแนะนำ เรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน ให้พ่อท่าน ได้ทดลองทำดู รายแรก มาแนะนำให้อม เม็ดแมงลัก ที่แช่น้ำจนอิ่มตัวแล้ว วันละประมาณ ๑ แก้วน้ำ ขนาดประมาณ ๒๐๐-๒๕๐ cc. เนื่องจากเม็ดแมงลัก มีฤทธิ์เย็น จะช่วยดูดพิษร้อน บริเวณตา คอ จมูก ให้ความชุ่มชื่น จะทำให้ต่อมใต้ตา ที่หย่อนยาน เต่งตึงขึ้น หย่อนยานน้อยลง หากคอมีอาการอักเสบ ก็จะทุเลาอาการได้ อีกทั้งทำให้จมูกโล่ง และขับเสมหะ พ่อท่านทดลองอม ในช่วงเช้า อมได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วบ้วนคายทิ้ง ไม่ได้กลืนลงคอ เพราะผู้แนะนำ ให้คายบ้วนทิ้ง ด้วยไม่มั่นใจว่า เม็ดแมงลักที่นำมานั้น จะไร้สารเคมีหรือไม่ พ่อท่านทดลองทำอยู่ ได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง แล้วรู้สึกระคายคอ จึงงดไม่ได้อมอีก

อีกรายหนึ่ง มาบอกเล่า วิธีการกดนวดเบ้าตา ช่วยให้เลือดลมบริเวณตา เดินได้ดีขึ้น และยังรักษา โรคตาได้อีกด้วย โดยยกตัวอย่าง จากกรณี สม.ผุสดี ที่มีเลือดออก ในลูกตาเช่นกัน แล้วไปหาหมอตา หมอก็รักษา โดยใช้แสงเลเซอร์ หลังจากทำเลเซอร์แล้ว ตาไม่ดีขึ้น ยังคงมองไม่เห็นอะไรเหมือนเดิม หมอตาที่โรงพยาบาล ก็บอกได้เท่านี้ จึงหันมาให้กดนวด บริเวณเบ้าตา และนวดบริเวณศีรษะ ต้นคอ หลังไหล่ กดนวดได้ระยะหนึ่ง ตาเริ่มมองเห็นภาพ แต่ยังเป็นภาพซ้อนกัน ในระยะแรกๆ แต่เมื่อกดนวดไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ มองเห็นภาพได้ เป็นปกติแล้ว

พ่อท่านจึงอนุญาต ให้ทดลองกดนวดเบ้าตา ที่ตาข้างขวา ที่หมอตาแผนปัจจุบัน บอกได้เท่านี้ ไม่สามารถมองเห็น ดีขึ้นกว่านี้ได้ การกดนวด เริ่มจากกดบริเวณหัวตาบน ไปหาหางตา แล้วเริ่ม วาดหัวตาล่าง ไปหาหางตาเช่นกัน เพียงแต่การกด ให้กดเข้าไปในเบ้าตา ลึกเข้าไป และแต่ละจุด ก็กดแช่นิ่งๆ ไว้นานมาก ก็กว่าจะรอบบริเวณเบ้าตา ได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ทั้งคนกดรักษาให้ และคนไข้ที่ให้รักษา ต้องมีความอดทนด้วยกัน เพราะคนกดเอง ก็เจ็บนิ้ว คนไข้ที่ให้กด ก็เจ็บที่บริเวณเบ้าตาที่ถูกกด ด้วยเป็นการกด ที่ลงน้ำหนัก ไม่ใช่แค่แตะ สัมผัสเบาๆ นอกจากนี้ ยังกดนวดบริเวณศีรษะ ต้นคอ และหลังไหล่ ที่มีเส้นสายสัมพันธ์กับตา จุดสำคัญ เพื่อให้เลือดลม เดินสะดวก ตามภูมิปัญญา ของคนโบราณ อีกทั้งแนะนำ ท่าบริหารเส้นคอ ให้เงยหน้าสุดๆ ก้มหน้าสุดๆ และหันหน้าซ้ายสุดๆ ขวาสุดๆ แต่ละท่านิ่งไว้ นับช้าๆ ๑ ถึง ๑๐

 

บุญนิยม จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศได้หรือ
๒๙ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่สันติอโศก นักข่าว น.ส.พ.อาทิตย์ ได้มาขอสัมภาษณ์ เกี่ยวกับการเปิด "บ้านสวนไผ่สุขภาพ" ที่ถนนพหลโยธิน ใกล้สนามเป้า ตอนที่นักข่าว โทรศัพท์ติดต่อมา ขอสัมภาษณ์ พ่อท่านนั้น นักข่าวเปรยว่า จะใช้หัวข้อเรื่องว่า "บุญนิยมบุกทุนนิยม" เมื่อข้าพเจ้า นำมาเรียน ให้พ่อท่านทราบ พ่อท่านท้วงว่า "ใช้ชื่อเรื่องอย่างนี้ ไม่ดีหรอก ฟังแล้วมันน่าหมั่นไส้ มันดูเหมือนเขื่องๆ ใหญ่ๆ ทั้งๆที่จริงๆ บุญนิยม ยังเล็กยังน้อย อีกอย่าง บุญนิยม ไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร ไม่คิดจะเอาชนะใคร..."

นักข่าวใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ในการสนทนาสัมภาษณ์ เป็นลักษณะพูดคุยไปเรื่อยๆ หลายประเด็น คำถาม พ่อท่านพูดมาบ่อย อธิบายมามากแล้ว เริ่มตั้งแต่คำถาม เรื่องสุขภาพของพ่อท่าน ...ความเป็นมา ของงานเปิด บ้านสวนไผ่สุขภาพ... บุญนิยมหมายถึงอะไร ซึ่งพ่อท่านได้ย้ำว่า ไม่ใช่ศัตรูของทุนนิยม ที่มีแนวคิด เอาประโยชน์กำไร ให้ได้มากที่สุด แต่บุญนิยมเห็นว่า การไปเอานั่น ไม่ใช่คุณค่าของคน เราเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละได้ มันดีกว่า โดยเต็มใจให้ และตั้งใจให้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบุญนิยม เศรษฐกิจบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม การศึกษาบุญนิยม สาธารณสุขบุญนิยม สื่อสารบุญนิยม ศิลปะบุญนิยม อะไรพวกนี้ เราต้องมาทำ เพื่อที่จะต้องลดกิเลสลง เห็นคุณค่าของกรรม ของวิบาก ที่มันเป็นบุญเป็นบาป โดยมีหลักเกณฑ์ ในการขายอยู่ ๔ ระดับ

๑. ต่ำกว่าราคาตลาด
๒. เท่าทุน
๓. ต่ำกว่าทุน
๔. แจกฟรี

ซึ่งการขายต่ำกว่าทุนและแจกฟรีแล้ว เรายังอยู่ได้ก็เพราะ เรามีหมู่กลุ่ม ทำงานร่วมกัน เป็นกระบวนการกลุ่ม ที่มีระบบสาธารณโภคี มีกองกลาง ซึ่งมีกองบุญสวัสดิการ หรือกองบุญ บุญนิยม ของแต่ละหน่วยงาน

เมื่อนักข่าวสงสัยว่า บุญนิยมจะเอามาใช้ ในภาคธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างไร เขาจะอยู่รอดหรือ ท่ามกลางเศรษฐกิจอย่างนี้ อะไรๆ ก็เป็นเงินไปหมด

พ่อท่าน "ทุกวันนี้ก็ไปใช้แล้ว ร้านค้าต่างๆ ก็ค้าขายกับสังคม กับประชาชนทั่วไป พิสูจน์ได้มาแล้ว เมื่อปี ๒๕๔๐ เศรษฐกิจฟองสบู่แตก เดือดร้อนกัน แม้แต่เศรษฐีก็วูบกันมากมาย สี่หมื่นล้าน เหลือสองหมื่นล้าน แต่ชาวอโศก ชาวบุญนิยม ไม่มีผลกระทบเลย เราพิสูจน์แล้วว่า อยู่ในสังคม ได้อย่างดีด้วย เพราะแนวคิดที่
๑. เราไม่สะสม
๒. เราไม่เอาเปรียบเอารัด

เราไม่กอบโกย เราก็ไม่มีมาก เงินมันจะขึ้นมันจะลง มันจะเฟ้อเกินอะไร ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ เขาบอกว่า เราประมาท ที่ไม่สะสมเงินทอง เราบอกว่า เราอยู่ได้ เพราะเราเป็นคน อยู่ด้วยสมรรถนะ อยู่ด้วยความขยัน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ มีคุณค่าประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ

"...รู้สึกว่าตลาดเรื่องบุญนิยม ของพ่อท่าน ตอนนี้กว้างขึ้น..." นักข่าวพูด จากความเห็นของตน

"...คนเริ่มเข้าใจขึ้น และเริ่มเชื่อว่าเป็นไปได้ แต่ก่อนคนฟังแล้วเขาบอกว่า ไอ้นี่มันเพ้อพก ไม่มีคนทำได้หรอก แต่ทุกวันนี้ เรามีคนทำได้แล้ว เป็นกอบเป็นกำ มีบริษัท มีธุรกิจ มีวงการเงินหมุน เป็นแสนเป็นล้านขึ้นมา ตอนนี้สันติอโศก จะถึงร้อยล้านหรือเปล่า จำไม่ได้ แต่ชุมชนปฐมอโศก ถึงร้อยล้านแน่ ปีๆหนึ่ง หมุนกันอยู่ ก็ค่อยๆ ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ..." พ่อท่านอธิบาย

เมื่อนักข่าวสงสัยว่า บุญนิยม จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศได้หรือ

"...อาตมามั่นใจ แก้ภาวะเศรษฐกิจได้ ก็มันเห็นแล้วนี่ อาตมาทำมาแค่ ๓๐ ปีนี่ มันแก้ได้แล้ว แล้วก็เป็นสุข โดยไม่ต้องไปหลง แนวคิดแบบโลกีย์ ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรอยู่อย่างนั้น มาอย่างนี้แหละ เผื่อแผ่กัน เกื้อกูลกัน สังคมมันก็อุดมสมบูรณ์ สงบ คนก็ไม่ต้องแย่ง เรามีตัวอย่าง เรามีประสบการณ์ เกิดระบบแล้ว ยิ่งเทียบเคียงกับระบบโลก มันเห็นชัดเจนมาก เอ้อ! ประเทศนี่ เงินเฟ้อนี่ มันยังเล็กน้อย ไอ้วัฒนธรรมเฟ้อ การเป็นอยู่เฟ้อ บริโภคเฟ้อ การดำเนินชีวิตเฟ้อนี่ มันเฟ้อกันขนาดหนักแล้ว... ทุนนิยม จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมโดยรวมไม่ได้หรอก มันต้องมาหา บุญนิยม ถึงจะเกิดปัญญารู้ว่า ต้องเลิกความเฟ้อเหล่านี้ ลงมา แล้วก็มาหาสาระที่แท้จริง ของความเป็นจริงของมนุษย์ จึงจะไปรอด"

"...ดูท่าทางจะงานหนักนะคะ..." นักข่าวแสดงความห่วงใย

"งานหนักเราก็สบายใจ งานหนักก็เป็นงานดี เป็นงานที่วิเศษ เพราะฉะนั้น เกิดมาอีก อาตมาพอใจ จะอยู่อีกกี่ร้อยปี อาตมาก็ไม่เบื่อ ถ้ามันสามารถอยู่ได้ เพราะว่ามันเป็นงานที่สนุก เป็นคุณค่าประโยชน์ด้วย ท้าทายด้วยนะ (หัวเราะ) น่าทำจะตาย"

ช่วงท้าย ขณะนักข่าวกำลังเก็บเท็ป ที่อัดเสียงสัมภาษณ์ ก่อนจะนมัสการลา พ่อท่านเปิดเผย "...เป็นกลปรานี ของอาตมาเอง ในการเผยแพร่ จะทำให้มีลักษณะน่าหมั่นไส้ น่าชิงชังก่อน ไม่พยายามทำให้คนชื่นชอบก่อน เพราะพวกเรา ยังไม่แข็งแรงพอ หากกรูเกรียว เข้ามามากๆ เราจะตาย โอกาสสร้างเนื้อสร้างแก่น สร้างคน จะยาก ผู้ที่จะเข้ามาได้ จึงเป็นคนที่มีปัญญาจริงๆ ไม่ใช่คนที่เห่อ ตามกระแส..."

เสร็จจากการให้สัมภาษณ์นักข่าว ขณะเดินมาที่กุฏิ เพื่อสรงน้ำ พ่อท่านพูดเปรยขึ้นว่า ".....ดีนะที่เป็น น.ส.พ.อาทิตย์ คนอ่านไม่มากนัก ถ้าเป็น นสพ.ที่มีคนอ่านมากๆ อย่างไทยรัฐนั่น ผมพูดอะไรมาก อย่างนี้ไม่ได้ เพราะถ้าพูดดีมากๆ อย่างนี้ คนรู้มากแล้ว จะกรูเกรียวมา เราแย่อีก นสพ.อาทิตย์ คนอ่านไม่มาก อย่างนี้ดีแล้ว จะได้ไม่ฮือฮา ดังมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ คนทั่วไปคงคิดไม่ถึง เขาจะคิดกันแต่ว่า ทำอะไรแล้ว ถ้าคนรู้กันมากๆ มากันมากๆ นั่นคือดี ได้มีชื่อมีเสียง มีคนนิยมมากๆ นั่นคือดี แทบไม่มีใครระมัดระวังว่า ความมากเกิน ทำให้เราพัง..."

 

สื่อใส่ร้ายป้ายสียังมี แต่ก็ดี ช่วยลดกระแสชื่นชม
๓๐ พ.ค.๒๕๔๕ ที่สันติอโศก ๑๐ นาฬิกาเศษ ได้รับโทรศัพท์จากโยมผู้หญิงคนหนึ่ง บอกเล่า ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตกใจว่า เมื่อสักครู่นี้ ได้ฟังรายการวิทยุ คลื่น F.M.๙๔.๐๐ MHz ชื่อรายการ "ข้อเท็จจริง" วิทยากร ที่เป็นนักเขียนของ นสพ.ฉบับหนึ่ง เขาได้พูดกล่าวหาว่า ราชธานีอโศก อยู่เบื้องหลังการตายของนายเที่ยง อดีตแกนนำ ของกลุ่มสมัชชาคนจน ที่เคยต่อต้าน กรณีการสร้าง เขื่อนปากมูล ต่อมาได้เปลี่ยนไปสนับสนุน การสร้างเขื่อน ทำให้ถูกฆ่าตาย เขากล่าวว่า ราชธานีอโศก เป็นพวกเดียวกับกลุ่ม สมัชชาคนจน เขาพูดเหมือน คนติดตามใกล้ชิด มีข้อมูลลึกๆ โดยเอ่ยชื่อ คนที่ราชธานีอโศกหลายคน ที่เขาไปพูดคุย หาข้อมูลมาด้วยตนเอง และยังพูดถึงโรงเรียน ที่ราชธานีอโศกว่า มีลักษณะเป็นเอกเทศ ทำอะไรไม่อยู่ในระบบ เขาพูดแล้วทำให้ผู้ฟัง ที่ไม่รู้ความจริง เกี่ยวกับราชธานีอโศก ฟังแล้วเกิดความรู้สึกเกลียดชัง เป็นเหมือนพวกเถื่อนๆ ก่อปัญหาให้สังคม...? โยมผู้หญิงที่โทรมา บอกเล่าด้วยความเป็นห่วง ยังได้แนะนำว่า ทางเราน่าจะทำหนังสือ ชี้แจงไปยังรายการว่า เราไม่ได้เป็น เช่นที่เขากล่าวหา

ข้าพเจ้าพยายามบอก ให้โยมสงบใจก่อนอื่น เรื่องที่มันไม่จริง ยังไงๆ มันก็ไม่จริง อโศกเคยถูกกล่าวร้าย มากกว่านี้ ระยะเวลา มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ ความจริงเอง เรื่องที่จะให้ทำหนังสือ ชี้แจงไปนั้น เสียเวลาเปล่าๆ เพราะวิทยากรคนนี้ เขาเขียนว่าร้ายพวกเรา มานานแล้ว ตั้งแต่กรณี พรรคพลังธรรมโน่น เขาปักใจเห็นอย่างนี้ มานานแล้ว คงจะเปลี่ยนแปลง ความคิดของเขายาก แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า มาถึงวันนี้แล้ว ยังมีคนที่ปักใจคิดเรื่องร้ายๆ ให้พวกเราได้เป็นฉากๆ เป็นตุเป็นตะ เป็นเรื่องเป็นราว ราวกับเป็นเรื่องจริง ทั้งๆ ที่กระแสความยอมรับ ทั้งจากภาครัฐและสื่อต่างๆ ในสังคมมีมากขึ้น ผลงานที่ปรากฏ ว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม ถึงขนาดที่ผู้มีชื่อเสียง ในสังคมหลายคน เอ่ยปากยอมรับว่า นี่เป็นทางเลือกหนึ่ง ...นี่เป็นทางรอดของสังคม แต่คนที่คิด กลับเป็นตรงกันข้ามเลย ก็ยังมีอยู่นะนี่ พ่อท่านสอนพวกเราว่า ใครเขาโยนขี้หมามา เราก็เอามาทำปุ๋ยซะ อย่าไปโกรธแค้นเขา งานนี้หรือขี้หมาก้อนนี้ ชาวอโศกควรมองว่า เขาว่าบ้างก็ดี ชาวอโศก จะได้เจียมเนื้อเจียมตัว แทนที่จะหลงตัว หลงภาคภูมิ กับคำชื่นชม ที่ชาวอโศกกำลังได้รับอยู่ อย่างมาก ทั้งจากเกษตรกร และ ธ.ก.ส. ที่มาอบรม และผู้มีปัญญา ที่ได้มีโอกาสสัมผัสเรียนรู้ อย่างเปิดใจกว้าง รับไว้พิจารณา ไตร่ตรองก่อน แทนที่จะปฏิเสธเลย ตามข่าวลือที่ได้ยินมา

 

เกณฑ์ใด ที่ชุมชนบุญนิยม จะจ้างแรงงานได้
๓๑ พ.ค. ๒๕๔๕ ที่สันติอโศก คณะจากสีมาอโศก ได้เข้าเรียนปรึกษาปัญหากับพ่อท่าน เนื่องจาก ทางโรงผลิตขวด ขาดแรงงาน อยากจะขอจ้างแรงงาน ชาวบ้านมาทำ พ่อท่านจะเห็นอย่างไร

"ตัดปัญหาไปได้เลย ในการจ้างงานนี่ เพื่อจะสร้างบุญนิยม นี่ไม่ใช่เรื่องสามัญ ไม่ใช่เรื่องโลกๆ ถ้าเราทำเท่าไหร่ ก็ทำไป เท่าที่จะทำได้ เพราะว่าระบบบุญนิยมนี่ แม้จะยืมเงินเขามา ก็ไม่มีดอกเบี้ย แล้วก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร ทุกอย่างมันอยู่ในระบบ ของมันหมดอยู่แล้ว คุณไม่ต้องเร่งร้อน สร้างคนขึ้นมา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อยากจะสร้าง ก็ต้องสร้างนักเรียน หรือสร้างคนข้างใน ที่ไม่มีเงินเดือนนี่แหละ สร้างขึ้นไปให้ได้ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าไปจ้างคน ก็เข้าระบบทุนนิยม หมดทุกอย่าง ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นทุกอย่าง มันก็จะดำเนินไป อย่างทุนนิยมอีก..." พ่อท่านตอบ ในเบื้องต้น

ตัวแทนจากสีมาอโศก ซักถามเปรียบเทียบ "จะมองแบบปฐมอโศกไม่ได้ ใช่ไหมครับ"

"ปฐมอโศกนั่น เขาทำมาจนกระทั่ง ถึงยุคที่เขาจะต้องเพิ่มการจ้าง แต่เขาก็คัดเลือกคนที่จ้าง ราคาไม่แพงอะไร จึงเป็นส่วนเกิน ส่วนเสริมจากที่มีแกนอยู่แล้ว ที่นี่ยังไม่มีแกนหลักเลย ต้องมีคนแกนหลักอยู่เก่า ที่ทำงานไม่มีเงินเดือน อยู่เก่าเพียงพอ เช่นว่า พนักงานมีอยู่ ๕ คน ก็ต้องมีผู้เป็นแกนหลักอยู่แล้ว ๔ คน จะจ้าง ๑ คนยังงี้ได้ หรืออย่างจำเป็นที่สุด มีแกนหลัก ๓ คน จะจ้าง ๒ คนก็พอได้..." พ่อท่านให้หลัก เปรียบเทียบ เป็นอัตราส่วน

ชาวสีมาอโศก "ถ้าเรามีแกนแล้วนี้ ต่อไปเราก็สามารถทำได้"

"ใช่ เมื่อมันขยายกว้าง แล้วมีแกนที่จะต้องนำ ผู้นั้นจะต้องจริง ใจถึงจริงๆว่า ทำงานฟรีจริงๆ และก็อยู่เป็นหลัก อยู่เป็นแกนสมบูรณ์ เพียงพอ ถ้ายังไม่มีแกน จ้างก็ไปทำไม่ได้ แล้วมันจะขยายผล พวกนั้นก็จะยึดอำนาจ ถ้าพนักงาน ๕ คน ๔ คน หรือ ๓ คนเป็นพนักงานจ้าง พนักงานเป็นแกนคนเดียว ยกมือเมื่อไหร่ ๔ คนชนะหมด มันทำไม่ได้หรอก" พ่อท่าน ชี้ให้เห็นผลเสีย หากแกนน้อยจ้างมาก

ชาวสีมาอโศก พยายามให้รายละเอียด ที่จ้างนั้น มีลักษณะ เช้าไป-เย็นกลับ และไม่ได้มีส่วน มาบริหารอะไร ที่จ้างก็เป็นงาน ตัดปากขวด ใช้แรงงานอย่างเดียว เราจะได้เอาคนของเรา ไปทำงานจุดอื่นได้ คอยคุมเครื่องจักรบ้าง แก้ไขบ้าง

พ่อท่านยังคงเตือนว่า หากแกนไม่แข็งแรงจริงๆ แล้วไปรับงานมามาก มันจะผูกมัด แล้วจะเป็นข้อทำลายทีหลัง แล้วเราจะพัง

ประเด็นนี้ ก็ได้รับการชี้แจงจาก ชาวสีมาอโศกว่า งานที่รับทำอยู่ ก็เป็นงานภายใน ของพุทธสถานหลักๆ ยังไม่ได้เปิดกว้าง

อีกประเด็นหนึ่ง ที่พ่อท่านให้ข้อคิดที่ดี เตือนถึงปัญหา เมื่อมีการจ้างแรงงานเกิดขึ้น ในขณะที่มี แรงงานฟรีอยู่ด้วย "...มันเป็นภาวะที่ซ้อน หลายอย่าง ถ้าในคนที่ทำงานร่วมกันนี่ ทั้งหมดไม่มีรายได้เลยนะ จิตมันนิ่ง มันไม่มีข้อเปรียบเทียบ มันไม่มีใครได้เงิน ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องกิเลส เรื่องจิตวิญญาณนี้ พอเริ่มต้น ๒ คน ที่ทำไม่ได้เงิน ก็ไม่ใช่พระอรหันต์นี่ จิตยังไม่แน่ ก็มีคนที่มีเงินเข้ามา งานเดียวกันนี่ ทำอยู่ด้วยกัน อีกคนได้เงิน อีกคนหนึ่งไม่ได้เงิน นี่คือปัญหาที่มากที่สุด ที่มันก่อความรวน มันพังอะไรต่ออะไร มาเยอะแยะ แล้วมันห้าม จิตคนไม่ได้ กิเลสคนมันห้ามไม่ได้ ใช่ แรกๆ มันก็ตั้งใจดีแหละ พอต่อไป มันก็มีเรื่องมีราวมา ประเดี๋ยวก็จิตอ่อน คนไม่แน่นจริงๆ แล้วละก็ แกนที่ว่า ไม่แน่นจริงแล้วล่ะก็ เสร็จทุกราย ขนาดเงินไม่มากนะ มันก็ยังมีเหลี่ยม ไอ้พวกเอ็งทำได้เงินนี่หว่า ข้าไม่ได้เงิน เอาล่ะ กิเลสมันเริ่มปะทะ เรื่องกิเลสนี่ มันร้ายกาจ ฉะนั้น ต่อไปในอนาคต นี่เป็นเรื่องวันหนึ่ง ๒ วัน ๑๐๐ วัน หรือ เป็นปีขึ้นมา เดี๋ยวมีเรื่อง เพราะฉะนั้น แก่นนี้ต้องแน่นอน ต้องแข็งแรงจริงจัง"

หลังจากนี้ ชาวสีมาอโศก ชี้แจงให้ข้อมูลอีกยาว ถึงฐานงานต่างๆ คนที่ทำในฐานขวด แต่ละคน เป็นอย่างไร ฐานขวด ถือเป็นองค์รวมของทั้งหมด เป็นการต่อยอด ของฐานเศรษฐกิจ และบอกถึง การเตรียมความพร้อม เตรียมคน ที่จะทำสีมาอโศก ให้ก้าวต่อไป และย้ำสุดท้ายว่า จะดูแลควบคุม การจ้างแรงงานนี้ให้ดี

"ถ้ามีความจำเป็น ก็ลองดู อย่างที่ว่านี่แหละ คนที่จะจ้าง ก็ต้องดูให้ดีๆ และให้มีสัดส่วน อย่างที่บอกไปแล้วนั่น ลองเล่นไม่ได้ ประมาทไม่ได้นะ... พัง... ไปไม่รอด" พ่อท่านอนุญาต และเตือนทิ้งท้าย

ปิดท้ายบันทึกฉบับนี้ จากบางส่วน ที่พ่อท่านให้โอวาท ปิดประชุม ชุมชนปฐมอโศก (๑๓ พ.ค.) ประชุม ชุมชนสันติอโศก (๒๕ พ.ค.) และ ประชุม ๖ พาณิชย์ (๒๗ พ.ค.)

"ขณะนี้เราทุกคนก็คงไม่มีใคร ไม่มีความรู้ หรือความรู้สึกที่ว่า อโศกตอนนี้ ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น เป็นที่เชื่อถือ ของสังคมขึ้นมาก พอสมควร

มีอยู่อย่างเดียว คือ พวกเราต้องตื่นตัวกันจริงๆ ต้องเอาใจใส่จริงๆ ทุกวินาทีเป็นวินาทีแห่งบุญจริงๆ อยู่แต่ว่า ทุกคนจะรู้สึก และพยายาม มากพอสมควร

การพัฒนา ไม่ได้เฉพาะพวกเรา ชาวอโศกเท่านั้นหรอก เราเป็นสินค้า ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เราก็จำเป็น ต้องเร่งรัดพัฒนา ปัญหาก็คือ เราไม่มีคนเพิ่ม เพราะฉะนั้น ก็มีอยู่ทางเดียว คือ เราต้องเพิ่มพลังพิเศษ ของพวกเรา ขยันขึ้น เอาใจใส่ขึ้น ให้เรียบร้อย ให้มีความรู้ความสามารถ ที่จะทำให้เมื่อยน้อยลง ทำได้ปริมาณดีขึ้น คุณภาพดีขึ้น โดยกรรมวิธี ที่เราพัฒนาขึ้นมา แล้วเกิดทักษะ เกิดความเชี่ยวชาญต่างๆ มากขึ้นได้ อย่างแท้จริง

คนเราเกิดมาทำงาน แล้วในงานนี้ เป็นของทุกอย่างเลย ทั้งบุญในตัว ทั้งความสามารถในตัว ทั้งการปฏิบัติธรรม ที่จะมีผัสสะ แม้ทำงานแล้ว เราเกิดอารมณ์อย่างไรหรือไม่ มันเป็นเรื่องของ การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ได้ประโยชน์ทั้งตัวเรา และสังคมมนุษยชาติ โดยเฉพาะขณะนี้ สังคมล้มเหลว เราต้องกอบกู้"
(ปฐมอโศก ๑๓ พ.ค.๒๕๔๕)

"จะว่าเป็นความก้าวหน้า ก็ก้าวหน้า เราต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น วัฒนธรรมของพวกเรา จะได้เปิดเผย ได้เผยแพร่ ได้พิสูจน์ความจริง ให้คนได้รู้ พิสูจน์ความจริงกันให้ได้ว่า เราเป็นพวกที่มีความสามัคคี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนมักน้อย สันโดษ ประหยัด ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ทิ้งขว้างอะไร ละเอียดลออ ประณีต แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว อันนี้ต้องระมัดระวัง และเข้าใจ ต้องทำให้เข้าร่องเข้ารอย อาจจะยังไม่เก่ง ไม่ชำนาญ เพราะยังใหม่ ก็ต้องระวังมากหน่อย เมื่อถึงเวลาอย่างนี้ เราต้องรู้จักสังวรระวัง ต้องมีมารยาท และสังเกตสังกาให้มากขึ้น ผู้ที่รับหน้าที่ไป ก็ต้องพยายามบอกกล่าวกัน"
(สันติอโศก ๒๕ พ.ค.๒๕๔๕)

"สิ่งที่เราทำอยู่นี้ เปรียบเสมือนจุดขาว จุดเล็กๆ ในม่านดำของมหาจักรวาล ถ้าคิดเป็นราคา ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็สูงมาก ขอให้พวกเรา ตั้งใจทำต่อไป"
(ประชุม ๖ พาณิชย์ ๒๗ พ.ค.๒๕๔๕)

- อนุจร -
๑ ก.ค. ๔๖

(สารอโศก อันดับที่ ๒๕๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕)