ขอบุญโฮมที่ศีรษะอโศก

วันนี้พ่อครูเดินทางไปขอบุญโฮม ที่ศีรษะอโศก

ชีวิตของพ่อครู ท่านบอกอยู่บ่อยๆว่า ต้องไล่ล่าเวลา ทำงานไม่ค่อยทันเวลาเลย ถึงขนาดออกปากว่า จะขอซื้อเวลา ให้เลยนาทีละ ๑๐๐ ล้าน แต่ก็ยังไม่มีคนมาขายให้ ก็เลยบอกว่า ขอเช่าเวลา ก็ยังไม่มีคนมาให้เช่า

พ่อครูเคยบอกว่า เวลาเขาให้เรามาฟรีๆ ไม่ต้องซื้อต้องหา ดังนั้น จึงต้องใช้ให้คุ้มค่า

ไม่เหมือนที่ดินหรืออย่างอื่น ที่ต้องซื้อหา ที่ดินก็ขึ้นราคาอยู่ทุกวันๆ แต่เวลานั้น ทุกคน ได้มาฟรีๆ เท่ากันวันละ ๒๔ชม. เราต้องใช้เวลาให้หมด ดังนั้น ทุกวินาทีของพ่อครู จึงเห็นได้ว่า ท่านใช้คุ้ม แล้วท่านไม่ได้ใช้เพื่อตัวตนของตนเอง แต่อย่างใด ไม่เคยเห็นว่า ท่านเอาเวลา ไปเสพสุขสบาย ส่วนตัวตรงไหน ขนาดตอนนอน เทวดายังปลุกท่าน ให้มาสนทนาธรรม เพื่อเอาไปใช้สั่งสอนคน ให้พ้นทุกข์อีก

การใช้เวลาของพ่อครู ใช้คุ้มค่าแค่ไหน ก็อาจสังเกตได้จาก เวลาเทศน์ ท่านมักจะไม่ให้ เหลือเวลา และถ้ามีโอกาส ก็จะแถมให้อีก เรียกว่า ถ้าเป็นลูกจ้าง ก็ทำงานล่วงเวลา ทำงานอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้นายจ้างต้องพอใจ อย่างมากเลย ชีวิตพ่อครู จึงเป็นชีวิต ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ของผู้นำ ที่ทำงานหนัก เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง เมื่อพ่อครูมีเวลา ไม่พอทำงาน เพื่อสั่งสอนคนให้พ้นทุกข์ เพราะสนามแม่เหล็ก แห่งโลกียะนั้น มีพลังแรงสูงมาก พ่อครูจึงต้อง เพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารเวลา เพิ่มความสามารถ ให้ทำงานได้มาก ทันกับเวลา    

บ่อยครั้งที่พ่อครู ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ในขณะที่กำลังฉันอยู่ ก็ติดตามข่าวสาร จากทีวี หลายช่องพร้อมกัน และเมื่อมีแขก หรือมีคนมาประชุม พ่อครูก็ฟังไปด้วย หรือ ออกความเห็นด้วยอีก และยังไม่พอ ถ้ามีเรื่องที่ต้องเขียน เพื่อลงหนังสือ หรือใช้เทศน์ พ่อครู ก็จะเขียนหนังสือไปด้วยอีก เรียกว่า เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่สามารถ ประมวลผลเร็วไว แยกแยะแต่ละเรื่องได้ดี ไม่มีติดภพใดๆ ก็ทำให้ ทำหลายอย่างได้ ในเวลาเดียวกัน


 

ในรายการขอบุญโฮมที่สันติอโศก
เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานี้
พ่อครูได้เทศนา ตอนหนึ่งไว้ว่า

...เมื่อกี้นี้ทำสถิติในชีวิต ออกกำลังกายโยคะเสร็จ ปัจฉาฯบอกว่า เหลืออีก ๒๐ นาที แต่ยังต้องโกนหัว ต้องอาบน้ำ แล้วการอาบน้ำนี่ พ่อครูต้อง สปาด้วยฉี่ อีกต่างหาก และภายใน ๒๐ นาที ต้องทำให้เสร็จ ทั้งโกนหัว ทั้งสปา ทั้งอาบน้ำ ทำสถิติได้ทัน มาทันเวลาเทศน์ เหลืออีก ๓ นาที ต้องมาขอบุญโฮม เพราะฉะนั้น หากโกนมัน ไม่เกลี้ยงซักหน่อย ก็อย่าว่ากันนะ ลงมาท่านหนักแน่น ก็บอกว่า ได้แผลที่หัว มาหลายแผล ก็มันก็ต้องได้ เพราะโกนหัว ๕ นาทีเสร็จ เป็นสถิติ ที่กินเนสบุ๊ก น่าจะบันทึกไว้

เห็นได้ว่าชีวิตโพธิสัตว์นั้น ท่านมีชีวิตอยู่ ก็มีแต่ทำกุศล ท่านเป็นคนหมดบุญ ท่านเป็นคนไม่ทำบุญแล้ว คือ (ไม่ต้องทำประโยชน์ตน คือการชำระกิเลสแล้ว) แต่ชีวิตท่าน ก็ยังไม่หมดวิบาก ยังมีความเจ็บป่วย เช่นคนธรรมดา ดังที่ท่านได้เทศนา ในรายการ ขอบุญโฮม ที่ศีรษะอโศกในวันนี้ ตอนหนึ่งว่า

....สิ่งดีจะมาช้า แต่สิ่งไม่ดีเหมือนหมาล่าเนื้อ คอยเล่นงานเรา อย่าไปกลัว ใช้หนี้ไป อย่างเก่งก็ตาย ตายเราก็ได้ใช้หนี้ไป เกิดมาใหม่ เราก็ได้ร่างกายใหม่ ทำดีเข้าไว้ ทำดีให้มาก แล้วก็ตาย

หลังรายการขอบุญโฮม ที่ศีรษะอโศกวันนี้ พ่อครูก็ได้ไปเยี่ยม “ห้างสรรพสินค้า เพื่อสุขภาพ” ของชาวศีรษะอโศก ที่ชาวชุมชนศีรษะอโศก ช่วยกันสร้าง เพื่อรองรับ การซื้อสินค้า เกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีการสั่งซื้อมาอย่างมากมาย ในช่วงนี้ เพราะที่ ศีรษะอโศก มีการเปิดคอร์สสุขภาพ ล้างพิษตับ และได้รับความนิยม มีคนมาเข้าคอร์ส และซื้อสินค้า เกี่ยวกับสุขภาพมากมาย จนต้องเปิดร้านนี้ขึ้นมา และวันนี้พวกเขา ก็ได้ขอให้พ่อครู ทำพิธีเปิดร้านให้ ซึ่งพิธีเปิดร้าน ก็เรียบง่ายอย่างที่สุด (เท่าที่ผู้เขียน จะเคยพบเห็นมา) คือพ่อครูก็เปิดประตูร้านเข้าไป พร้อมกับมีเสียง อนุโมทนา สาธุการ จากชาวชุมชนศีรษะอโศก แค่นี้ก็เสร็จการเปิดร้านแล้ว     

จากนั้น พ่อครู ก็ได้เข้าไปเยี่ยมชมร้าน พอออกมา ชาวศีรษะอโศก ก็ขอให้พ่อครู ตั้งชื่อร้านให้ โดยถามพ่อครูว่า พ่อครูจะให้ชื่อหยั๋งดี (ถามเป็น ภาษาอีสาน) ดังนั้น พ่อครูจึงให้ชื่อร้านนี้ว่า “เฮือนหญั๋งดี” คืออะไรมา ก็ดีทั้งนั้น เป็นร้านที่ จะมีแต่ ก่อการทำดี ทำกุศลอยู่ให้ถึงพร้อม นั่นเอง เข้ากับชีวิตพ่อครู ที่มีแต่ทำกุศล อยู่ตลอดชีวิต

พอออกจากศีรษะอโศก พ่อครูก็แวะไปดู รถสิบล้อขนปุ๋ย ที่ประสบอุบัติเหตุ หงายท้อง อยู่ข้างทาง ที่จะมาศีรษะอโศก ไม่ไกลนักจากศีรษะอโศก โดยรถสิบล้อคันนี้ ขนปุ๋ย มาจากบ้านราชฯ เพื่อมาส่งที่ศีรษะอโศก แต่เคราะห์ร้าย ประสบอุบัติเหตุ รถเบรคไม่อยู่ ตกลงไปข้างทาง หงายท้อง แต่เดชะบุญ ที่คนขับรถ ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อย่างใด มีแต่คนที่นั่งข้างคนขับ บาดเจ็บเล็กน้อย

มีคนถามว่า คนขับห้อยอะไร คนขับตอบว่า ห้อยจี้ใบโพธิ์  พ่อครูบอกว่า อย่าไปบอกใคร เชียวนะ ว่าห้อยจี้นี้ แล้วรอดจากอุบัติเหตุ เดี๋ยวคนแห่มาขอ มากมายเลย ... แม้แต่ความขลัง แบบอเทวนิยม พ่อครูก็ไม่ปรารถนา.. อย่างนี้แล้ว ลูกๆ คงต้องพากเพียรให้มากๆ ใส่ใจฟังธรรมพ่อครูให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติให้เอาจริง เพื่อไม่ให้เสียเวลาชีวิต ของพ่อครู ที่ได้พากเพียรใช้ทุกเวลาวินาที เพื่อรื้อขนสัตวโลก ผู้น่าสงสาร...


 

โอวาทพ่อครู หลังสวดปาติโมกข์ 
ณ โบสถ์สันติอโศก

ผมเองผมทำงานนี่ ผมใช้ตัวตัดสินสำคัญก็คือ พิจารณาจาก สิ่งที่มันวิ่งเข้ามาชนเรา ว่ามันคืออะไรบ้าง และไอ้สิ่งที่วิ่งมาชนเรานี่ ผมถือว่า ผมไม่ได้อยากนะ ผมไม่ได้ลนลานเป็นคนไปหามานะ มันมาหาเรา ให้เราทำ เราก็มีสิทธิ์เลือกเอา เลือกเอา เท่าที่เราคิดว่า ควรไม่ควร..   ที่ผมทำงานนี่ ผมทำอย่างนี้ ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น การออกอากาศ ทางดาวเทียมนี่ก็ตาม โอ้โฮ ไม่รู้กี่แสน เรามีที่ไหน ลำพังผมเอง ผมจะไป มีใจสู้ได้อย่างไร แต่เขามาเสนอ และก็อะไรหลายอย่าง ต่างๆนานา และพวกเราด้วยก็เอา ต่างคนต่างรับปาก ก็เอาสิ!.. ถ้าทุกคนต่างมั่นใจ ก็ไม่ว่ากระไร ผมก็ตัดสินเอาตามที่เหมาะ ไม่ได้ตัดสินด้วยความใจแรง ใจร้อนอะไร บางคราว เหตุปัจจัยมันยังไม่เหมาะไม่ควร ผมก็ไม่เอาด้วย ก็อย่างนี้แหละ ก็ต้องใช้ดูเอาว่า มันเป็นจริงไหม ถ้าใจมันอยาก เห็นว่ามันก็น่าได้นะนี่ มันตะกละ ถ้ามันตะกละ แล้วมันไหวไหมล่ะ ถ้ามันไม่ไหว นี่ก็ดูตามเนื้อของมัน ก็ถ้ามันไม่ไหว ไปเอาเข้าไปได้ยังไง ไปตายดาบหน้า เท่านั้นเอง เราก็ต้องดูตามเหมาะตามควร ตามจริง ก็เป็นไปได้ ทุกวันนี้ ผมก็ว่า มันยังไม่เสียท่าเสียทีอะไร ในการทำงานนี่ ที่สำคัญที่สุด คือ ผมไม่ได้ทำด้วยความอยาก อันนี้เป็นเครื่องตัดสิน หลักแรกเลย ผมไม่ได้ทำ เพราะผมอยากจะทำอย่างนี้ อยากจะทำอย่างนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ อยากจะออกไปชุมนุม พุทโธ่เอ๊ย! มันเหนื่อยจะตาย  มันลำบากจะตาย ....

ไม่ได้อยาก แต่ว่ามันสมควร เราก็ต้องทำ และหากปล่อยให้ความอยาก เข้าครอบงำเมื่อใด เรื่องเล็กๆๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆๆ ไปทุกเรื่อง!



โอวาท เรื่องสลายอัตตา 
(โอวาทพ่อท่าน หลังสวดปาติโมกข์ ณ โบสถ์สันติอโศก ๒๘ พ.ย.’๕๕)

วิถีชีวิตมันจะต้องเป็นไป พวกคุณ(สมณะ) เดินมาทางนี้แล้ว นี้เรียกว่า ทางอาริยะ เป็นทางที่จะให้เรามาเป็นมนุษย์แบบนี้ เป็นมนุษย์ที่จะต้อง ศึกษาฝึกฝน ทำตนให้เป็นอย่างนี้ไป

คุณจะเอาเขตไหน ก็แล้วแต่... เขตอรหันต์ หรือเขตต่ออรหันต์อีก... มันก็มีอย่างนั้น... แค่นั้นแหละ! คุณจะเอาอย่างไหนก็แล้วแต่... มันก็ทิศทางเดียวกัน... จริงๆไม่ได้แยกกัน... ไม่ว่าเป็นอรหันต์ หรือโพธิสัตว์ คือเป็นประโยชน์ตน –ประโยชน์ท่าน อยู่ในตัว มันไม่ได้แยกกันหรอก คนที่แยกนั้น อัตตามันพาแยก จะเอาแต่ประโยชน์ตน...

อ้าว! มันก็บอกอยู่แล้ว ประโยชน์ตนคือ... คุณนี่เอาแต่ตน ใช่ไหม?... มันก็อัตตาแท้ๆอยู่แล้ว... มันไม่ใช่!... ประโยชน์ตนจริงๆคืออะไร?... คือ เอาตนออก... เอาตนออกก็คือ ไม่ให้มีตน... เมื่อไม่ให้มีตนก็คือ เป็นหนึ่งเดียวกับทุกๆคน... เป็นหนึ่งเดียวกับทุกๆคนก็คือ คุณก็ต้องประสาน คุณก็ต้องช่วยกัน ต้องจับมือกัน คุณก็ต้องเป็นหนึ่งเดียว กับอันอื่น คุณก็ต้องเอาของคุณ ไปเป็นคนอื่น ใช่ไหม?... คุณก็ต้องเอาของคุณ ไปเป็นคนอื่น นั่นคือไม่มีตน ละตัวตน กระจายตัวตนออกไป ก็ไม่ต้องมีตัวตน... ก็ต้องไปสัมพันธ์ ไปเชื่อมโยง...  ไปช่วยเหลือเกื้อกูล... ไปติด... หรือไปผสม สมานัตตา นี่พูดเป็นลีลาของสัจธรรม ใช่ไหม... มันก็อย่างนี้ !

ทีนี้พูดเป็นรูปธรรมเลยก็คือ ไปสัมพันธ์คนอื่น ไปช่วยคนอื่น  จับมือกับคนอื่น ร่วมกับคนอื่น ทำงานร่วมกับคนอื่น เท่านั้นเอง... สุดท้ายกรรม ทำการกระทำกับคนอื่น ไม่กระทำเพื่อตน คุณก็กระทำกับคนอื่น... ก็เพื่อใครล่ะ.. เพื่อทั้งหมด..  ร่วมมือกับคนอื่น... กระทำเพื่อใคร? เมื่อไม่มีตัวตน คุณก็ทำเพื่อทุกคน... ใช่ไหม?

ประโยชน์ตนก็คือ การละตัวตน เพราะเราต้องยอมละตัวตน ไปทำกับคนอื่น... ให้ไปเป็นตัวอื่น ไปเป็นคนอื่น... แล้วเป็นคนอื่นอย่างไร... ทิศทางโลกุตระก็คือ ดึงคนออกจาก ความเป็นตัวตน โลกุตระดึงคน ที่มันยังเป็นตัวตน... ดึงออกมา ให้หมดความเป็นตัวตน... เราก็ทำอะไร?... ทำทึ้งตัวเขา... ไม่ให้เขามาเป็นตัวตน... ดึงทึ้งเขา... ให้เขาต้องทำงาน... ดึงเขาช่วยเขา ให้ดึงความเป็นตัวตนของเขาออกมา เราต้องทำงาน ใช่ไหม!

นี่คือประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน มันอันเดียวกัน เพราะฉะนั้น คุณจะบอกว่า คุณเป็นโพธิสัตว์ คุณจะเป็นอรหันต์ ไม่ต้องไปพูดหรอก! มันไม่ได้แยก... พลังงานมันไปสองทิศ... ไม่ไปทางนี้ มันก็ไปทางนี้ ไอ้ตัวจบนั่นคือตัวกลางๆ... แต่กลางแล้วนี่ มันเป็นตัวจบ... แล้วเมื่อคุณยังมีชีวิต คุณไม่ไปทางนี้... คุณก็ไปทางนี้ “ความเป็นกลาง คือต้องเลือกเข้าข้างกุศล ไม่ทำอกุศล” สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา คนที่จิตสะอาดแล้ว ก็ต้องอยู่กับข้างบัณฑิต แล้วคนที่มีปัญญาแล้ว ใครจะไปอยู่ข้างพาลล่ะ มันก็ต้องอยู่ข้างบัณฑิต 



โอวาท เรื่อง...อย่าติดแป้น! 
(โอวาทหลังปาติโมกข์ โดยพ่อครู ณ โบสถ์สันติอโศก ๑๑ ม.ค.' ๕๖)

พ่อครูเกริ่นกล่าวถึง พระไตรปิฎก ที่ได้นำมาอธิบาย สอนธรรมในตอนนี้ ว่าเป็นฉบับที่ พระมหากัสสปะ เป็นผู้นำทำสังคายนา จึงเป็นพระไตรปิฎก ของสายเจโต คำสอนจึงเป็นก้อนๆข้นๆ ส่วนมหายาน เป็นสายปัญญา จึงฟุ้งบานเต็มโลก ด้านเจโต เสียไปทาง ถีนนังมิทธัง ส่วนปัญญา จะเสียไปทาง อุทธัจจังกุกกุจจัง แต่ถ้าพาทำ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะไปได้

พ่อครู ไม่ได้มาย่อหย่อน โดยเอาลาภ บำเรอพวกคุณ ก็เลยทนอยู่ได้ ถ้าไม่ต้องทน ก็ไม่มีปัญหา ก็ดี ใช้ได้ทุกคน ก็ดูที่ใจว่าใจฝืน อยากสึกด้วยกาม หรือด้วยอัตตา ถ้าได้บำเรอใจด้วยกาม ก็ได้เสพรส ทางทวาร ๕ ถ้าบำเรออัตตา ก็ยึดให้ได้สมใจกู ตามที่มุ่งมาดปรารถนา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวราคะ ผสมโลภ ราคะนั้นเสพรส ถ้าเลิกเสพรส ก็เหลือตัวกูของกู รูปาวจร อรูปาวจร จริงๆกามก็เป็นตัวกูของกู แต่เป็นของตัวไปไม่ได้ เพราะเสพนั้น รสสุขก็เพียงชั่วแวบ เป็นเหมือนฟองน้ำ พยับแดด เหมือนหยวกกล้วย (ที่ไม่มีแก่นสาร) มันชั่วสัมผัส พอถอนสัมผัส ก็เป็นความจำ เป็นของแห้ง มันจึงเป็นของเท็จ ไม่มีตัวตน เป็นมายา ใครเห็นว่า ความสุขมันเป็นอนัตตา พิจารณาให้เห็นความจริงตามจริง ว่ามันทุกข์ เพราะเรายึดว่า ต้องได้ ต้องมีต้องเป็น ตามที่ยึด เมื่อยึดคุณต้องบำเรอ คุณยังถือว่ามันจริง ไอ้รสปลอมว่าสุข อาการอย่างนั้น มันต้องเหลืออยู่  แต่แค่รสพริก ตอนนี้นึกไป ก็มีแต่ว่า มันแสบร้อน ไอ้ที่อุปาทาน ว่าอร่อยนั้น เป็นของหลอกเรา หลอกตัวเองมานาน ถ้าใครเข้าใจแล้ว ไม่มีรสสุขทุกข์ ก็ไม่ดูดไม่ผลัก มีแต่จะรู้ความจริง ตามจริง

อย่างพริกนี่ ก็รู้ว่าแสบ ทนลำบาก หรือเย็นเกิน ก็ทนไม่ค่อยไหว สิ่งเหล่านี้ แต่ก่อนเรายึดว่าอร่อย ต้องน้ำเย็นจึงชื่นใจ  แต่ตอนนี้ เอาน้ำ อุณหภูมิปกติ นี่แหละ ถ้ามันเคยฝึกก็พอได้ อย่างคนจีนดื่มน้ำร้อน ปากลิ้นไม่พอง เพราะเขาฝึกมา แต่เราลองดื่มดูบ้าง ก็ปากพอง เช่นเดียวกับ คนลุยไฟได้ คนเดินบนมีดดาบได้ หนังเหนียว ถ้าไม่ฝึก รับรองบาด!

พลังพิเศษเหล่านี้ มันเหนือสามัญ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ ที่รู้ใจคน เรามาฝึกธรรมะ พระพุทธเจ้าไม่ให้ไปศึกษา เหล่านี้ พระพุทธเจ้า ไม่สรรเสริญ บริภาษอีกด้วย แต่ถ้าคุณฝึก ไปเป็นโพธิสัตว์ ก็จะมีได้ มีให้ครบ การเป็นพระพุทธเจ้า ต้องครบทุกอย่าง แต่ถ้าคุณจะมี ก็ต้องเป็น อรหันต์ก่อน ก็จะมีประโยชน์ได้ อย่างปางนี้ (พ่อท่าน)ก็เคยฝึกมา แต่ว่าในยุคนี้ คนจะไปหลงมากกว่า ถ้าเราใช้ คนจะติดอาเทศนา – อิทธิปาฏิหาริย์ จะให้ธรรมะไม่เข้า จะเป็นภัย ชาตินี้(พ่อครู) จึงเก็บใส่ลิ้นชักไว้

การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แบบชาวอโศก ยืนอยู่ได้ เพราะเป็น “จริง” ในนามธรรม จนเป็นถึง มีรูปธรรม เราไม่ไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ แย่งกามอัตตากัน เป็นรูปธรรมที่คนเห็นชัด ทั้งที่เราไม่ใหญ่มาก แรงดูดของโลก สูงกว่าแรงธรรมะ เทียบกันไม่ติด ไม่รู้กี่ต่อ จึงยากส์ส์ แต่ก็เป็นไปได้ ถ้าเป็นไปไม่ได้ พ่อครูจะมาทำอะไรได้ ต้องสอดคล้อง ทั้งผู้ให้ผู้รับ ในมูลสูตร ต้องมีฉันทะเป็นมูล ในพวกที่เขา ต่อต้านเรา เขาปิดประตูรับ ไม่มีปรโตโฆษะ อย่าไปดันเสียเวลา เขาไม่รับหรอก

แต่ละคนที่มา จะมีความมุ่งมาดปรารถนา อย่างมหาเถรสมาคม พวกที่จะเข้ามาหากินแฝงอยู่ จะมามากกว่าพวกที่ตั้งใจปฏิบัติ ส่วนใหญ่ มาเพื่อ หาเลี้ยงตัวเอง ก็บาปของเขา ที่มาเกาะศาสนา ใช้เป็นเครื่องหากินเลี้ยงชีพ ทั้งๆที่ตนต้องทำงาน ให้คุ้มกับการเลี้ยงชีพ อันนี้เป็นสัจจะ เราต้องทำเกิน ทำเผื่อไว้ เพราะแต่ก่อนนี้ เราเอาเปรียบเขามาเท่าไหร่ เราไม่รู้

กรรมเป็นของจริง อัตภาพของแต่ละคน คือคลังความจริง คนเราอยู่กับอวิชชา มาก่อนทั้งนั้น บาปบุญอยู่ครบ บาปไล่ทำลายเรา แต่บุญจะมาช้าๆ บาปเหมือนหมาล่าเนื้อ แต่บุญมาอย่างเรือเกลือ สัจจะว่าบาป เหมือนคนใจร้อน จะแรงกว่า คนที่รัก นอกจากพวกรักดำตฤษณา แต่บาปนี่ มาก่อนราคะ คนที่สะสมกามกับพยาบาท มันจะเป็นคลัง ของสมบัติ กรรมเป็นของตน ทำอะไร ตนเป็นทายาท ต้องรับมรดก ไม่มีขาดหกตกหล่น ไม่ระเหยระเหิด พาเราเกิดเป็นสัตว์นรก ถ้าแก้ไม่ได้ ก็เป็นอเวไนยสัตว์ นึกไม่ออกว่า ทักษิณ เขาจะแก้ไขตัวเองอย่างไร เพราะเขาหลงว่า สิ่งที่เขาทำ ยิ่งใหญ่ จะเป็นเจ้าโลก ทั้งที่อายุ ก็มากขึ้น ป่วยก็ป่วย เขายังอยากยิ่งใหญ่ เขายิ่งโกหกหลอกลวงมาก ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า เขาแก้ไม่ได้

ขอเตือนพวกเราว่า อย่าติดแป้น เราอยู่สบายไปวันๆ แต่ก็ไม่เลื่อนฐาน เมื่อกิเลสเราเหลือน้อยลง ก็อ่านได้ยาก เห็นได้ยาก และไม่เดือดร้อนมากด้วย แต่จะเกิดปปัญจารามตา (ติดฐานยินดี ในความเนิ่นช้า) จะเร่งรัดพัฒนาได้ ด้วยโพชฌงค์ มีสติเป็นหลัก ตัวกลางใหญ่เบื้องต้น ต้องทำสติ ให้เป็นองค์ของ การตรัสรู้ สติเฉย จะไม่พาบรรลุหรอก เพียงแต่รู้ตัวทั่วพร้อม อย่างที่เขาสอนกันทั่วโลก ก็ไปติดสบาย (ยถาสุขขังโขเม วิหรโต) ที่สำคัญ ต้องมีผัสสะ ปฏิบัติต้องมีผัสสะ จึงจะรู้กิเลส ต้องไล่มา ตั้งแต่อบายก่อน แล้วไปเรื่องกามคุณ เรื่องหยาบ เราก็พอรู้ แต่ในเรื่องกามาวจร ก็ต้องมีผัสสะ กระแทกแล้วจะออกมา

ต้องเอาไปตรวจสอบว่า ได้ผลอย่างที่ครูสอนหรือไม่ หรือว่าอยู่ไปวันๆ เพราะสบายแล้ว ก็จะไม่เก่งต่อผัสสะ ก็จะไม่ทำการงานอันควร ผู้ทำการงาน อันไม่มีโทษ จะมีผัสสะอยู่ตลอด มีโจทย์ มีแบบฝึกหัด อยู่ตลอดเวลา พ่อครูไม่ชอบจู้จี้คน คุณไม่ทำเลวร้าย ก็ไม่เป็นไร แล้วทุกวันนี้ ขอบคุณ ที่ไม่มีเรื่องสตรี – กับสตังค์ - ไม่สังฆเภท ถ้าอโศก รักษาสถานะอย่างนี้ไว้ได้ ศาสนาจะไปได้ยาวนาน แต่ห้ามไม่ได้ ในอนาคต จะมีคนชั่วเข้ามา 

มีเรื่องการไปต่างประเทศของสมณะ พ่อครูว่า การไปเที่ยวนี่ไม่ดี นักเที่ยวนี่ไม่ดี จะไปดูโน่นนี่ ก็ไม่จำเป็น แค่เห็นในภาพ ในรูปก็พอแล้ว กิเลสมันให้เราทำเกินกาล ต้องไปดูสังเวชนียสถาน ในรูปที่เขาถ่ายมาให้ดู ก็ละเอียดยิ่งกว่าดูเองอีก จิตอยากเที่ยว นั่นคือกิเลส ถ้าคุณอยากเที่ยว นั่นคือมีกิเลสอยู่ ถ้าอยากทำงาน กับอยากไปเที่ยว นั้นต่างกัน ถ้าอยากทำงานไม่มีโทษนี้ สนับสนุนให้ทำเลย!   

 



    
การศึกษาที่เรานำหน้ากว่าทางโลก
(ขอบุญโฮมที่บ้านราช ๑๑ มี.ค.’๕๖)

บ้านราชฯจะเป็นราชธานี แห่งอุดมการณ์ คำว่าราชธานี ที่จริงเป็นเมืองที่ใหญ่ สมัยโบราณ ยิ่งใหญ่มาก แม้ปัจจุบัน คำว่าราช ก็ยิ่งใหญ่ แม้แต่ในแผ่นดิน ที่ไม่มี พระมหากษัตริย์ เขาก็ยอมรับ เป็นสากล เราเอาคำว่าราช เอามาใช้ประกอบ ไม่ได้ตั้งเอง เอามาจาก จ.อุบลราชธานี

ตอนนี้เรามีงานเข้าเยอะ ให้พวกเราๆก็เอาใจใส่ ขมีขมันพากเพียร ทำให้สำเร็จ เข้าเป้า ช่วยกันคิด อย่าไปคิดเอาแต่ใจตัว เอาแต่ใจตัวนี่แหละ จะทำให้ช้า ให้ปรึกษาหารือกัน คนไหน ที่เก่งที่ดี ให้ระวัง “มานะอัตตา!” ถือดีถือตัวของตนเอง ระวัง มันจะหลง ว่าเราเก่ง แล้วก็ถือดีถือตัว ถ้าจะดี และเก่ง ก็เอาสิ แต่อย่าหลงตัวเอง พยายาม อย่าถือดี แล้วถ่อมตนไว้ เผื่อแผ่ความเก่งความดี ขยายกว้าง แก่คนอื่น ช่วยบอกสอนคนอื่น แล้วก็จะได้ เบาแรงเรา เราไม่ได้ขึ้นกับ ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข หรืออามิสแล้ว เมื่อไม่ได้ทำ เพื่ออามิส ก็ลดความเห็นแก่ได้ เพื่อตัวเอง ก็ตัดปัญหาไป อำนาจการต่อรอง ก็ลดลง มันง่ายขึ้นเยอะ

มีรายงานเรื่องการศึกษา ของทางราชการว่า จากการประชุม ระดมความคิด เรื่องกรอบ แนวทาง การปฏิรูปหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในวันนี้ (๑๐ มี.ค.) ที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว. ศึกษาธิการ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช. ศึกษาธิการ ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปหลักสูตร และตำราการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ผู้บริหาร สำนักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมนักการศึกษา ร่วมประชุม ประมาณ ๕๐ คน

ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช กล่าวว่า คณะกรรมการ ปฏิรูปหลักสูตรฯ ตั้งเป้า ๖ เดือนจากนี้ จะร่างกรอบ แนวทางการปฏิรูป หลักสูตร การศึกษา ขั้นพื้นฐาน ให้เสร็จ แต่ยังไม่สามารถ ที่จะนำมา ใช้ได้ทันที เพราะต้องดู ในรายละเอียดต่างๆ อีกครั้ง ส่วนสาระสำคัญ ที่จะปรับแน่นอน เป็นเรื่องการลด ชั่วโมงเรียน ในชั้นของนักเรียน แต่ระดับชั้นลง เนื่องจากพบว่า เวลาเรียนของเด็กไทย ในแต่ละช่วงชั้น ต่อปีมากเกินไป เช่น ประถมศึกษา เรียนประมาณ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง มัธยมศึกษา เรียนประมาณ ๑,๒๐๐ ชั่วโมง เป็นต้น

ศ.(พิเศษ)ภาวิช กล่าวต่อไปว่า เมื่อเปรียบเทียบ ชั่วโมงเรียน ของนักเรียนไทย กับประเทศอื่น พบว่า ประเทศไทย มีจำนวน ชั่วโมงเรียนต่อปี สูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากประเทศ ในแถบแอฟริกา ซึ่งเรียนประมาณ ๑,๔๐๐ ชั่วโมงต่อปี แต่ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของเด็ก กลับต่ำลง เรื่อยๆ ขณะที่ประเทศ ที่มีผลสัมฤทธิ์สูง อย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีชั่วโมงเรียน ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ชั่วโมงต่อปี โดยเฉพาะฮ่องกง ซึ่งประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาการศึกษา อย่างมาก มีชั่วโมงเรียนต่อปี แค่ ๗๙๐ ชั่วโมง ส่วนยูเนสโก กำหนดชั่วโมงเรียน ของนักเรียน ที่เหมาะสม ๘๐๐ ชั่วโมงต่อปี
(อันนี้อโศกเรา ทำนำมาแล้ว แต่เขายังไม่เห็น เรายังเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง)

การลดชั่วโมงเรียนที่ว่านั้น ไม่ใช่จะทำให้ เวลาเรียนของเด็กลดลง แต่ลดการเรียน ในชั้นเรียนเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือ ให้เด็กได้เรียนรู้ นอกห้องเรียน อาทิ การให้นักเรียน ทำกิจกรรม หรือทำโครงงานต่างๆ ซึ่งครูจะต้องช่วยเสนอแนะด้วย ผมขอย้ำว่า การปฏิรูป ครั้งนี้ ไม่ใช่จะทำเฉพาะ การปฏิรูป หลักสูตร อย่างเดียว เพราะคงจะ ไม่สามารถ ทำให้แก้ไขปัญหา การศึกษา ที่ป่วยหนักได้เลย แต่จะต้องปฏิรูป เรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ทั้งการปฏิรูปครู เร่งสร้างความเข้มแข็ง ปฏิรูปไอซีที เพื่อการศึกษา และปฏิรูปโครงสร้าง ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช กล่าว

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะปรับลดชั่วโมงเรียน ทุกช่วงชั้นแน่นอน เพราะนักเรียน ประเทศอื่น ไม่ได้เรียนมาก อย่างนักเรียนไทย แต่กลับมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ที่ดีกว่า อีกทั้งต้องเปลี่ยน ทัศนคติ ของสังคมไทย ที่คิดว่า เรียนมาก จะรู้มาก ซึ่งไม่จริง แม้เด็กบางคนเรียนมาก แต่กลับคิด วิเคราะห์ไม่ได้ หรือไม่มีทักษะอื่นเลย ดังนั้น คงต้องมาทบทวน หาชั่วโมงที่เหมาะสม กับเด็กไทยว่า ควรจะเป็นเท่าไหร่

ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่ ศธ.จะปรับลดชั่วโมงเรียนลง เพราะทุกวันนี้ เด็กไทย เรียนมากเกินไป และเมื่อ เด็กต้องเรียน ในชั้นเรียนมาก จึงไม่มีเวลา ไปเรียนรู้ ทักษะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ศธ. ต้องกล้ายกเลิก หลักสูตร ฉบับปัจจุบันเลย ยกร่าง หลักสูตรใหม่ ขึ้นมาใช้แทน เพราะใช้มานาน มีจุดบกพร่อง และไม่ทันสมัยแล้ว (จากเดลินิวส์ ๑๒ มี.ค.’๕๖)   

พ่อครูตั้งข้อสังเกตว่า เด็กเราเรียนจบ ม.๖ แล้วไปเรียนต่อ ม.อุบลฯ ได้เกียรตินิยม กันหลายคน ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น เป็นข้อชี้บ่ง ให้เห็นว่า เด็กเรา ๑๕ คน ได้เกียรตินิยมตั้ง ๔ คน อีกรุ่น เด็กเรา ๗ คนได้เกียรตินิยมตั้ง ๓ คน ในปีที่สาม เรียน ๕ คน ได้เกียรตินิยมอีก ๒ คน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเร็วๆนี้ นักเรียนสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก ไปแข่งขันกับนักเรียน โรงเรียนเอกชน ทั่วภาคอีสาน เด็กนักเรียนเรา ได้เหรียญทอง ๑๗ เหรียญทอง ๕ เหรียญเงิน ๒ เหรียญทองแดง รวม ๒๔ เหรียญ เราส่งทั้งหมด ๒๕ รายการ ได้เหรียญมา ๒๔ รายการ ที่ไม่ได้ คือคณิตศาสตร์

เรื่องการศึกษา ที่เป็นอยู่ขณะนี้ เราปรับมาก่อนเขา นำหน้าเขา อย่างที่มีหลักฐานอ้างอิง เขายังงงๆ ยังเห่ออย่างเก่าอยู่ พ่อครูมาพานำให้เจริญ แต่เขาไม่เชื่อหรอก ตอนนี้ เขาก็แค่เอ๊ะๆๆๆๆ ว่ามันจะใช่หรือเปล่า ยังไม่เชื่อ ก็ให้ดูไปเถอะ แม้แต่ว่า ประเด็น เถรวาท ในเมืองไทย ไม่รู้จักโพธิสัตว์ พ่อครู จึงต้องยืนยัน ประกาศ พิสูจน์ให้ดู ๔๐ ปีผ่านมา ยังไม่พอใจๆ พ่อครูยังมีความโลภ ในสิ่งที่เจริญ ก็อยู่เพื่อสร้างพวกเรา พากเพียรเอาใจใส่ ให้เจริญ ยิ่งกว่าพ่อกว่าแม่ คือไม่บำเรอ ไม่ปล่อยให้หลง อะไรที่พออนุโลม ก็ให้บ้าง แต่เคร่งครัดไว้ ตั้งตนบนความลำบาก ไม่เอายถาสุขัง ไม่ปล่อยให้ ระเริงหลงสุข แต่ต้อง ทุกขายอัตตานัง เราได้ดีมา ทุกวันนี้ เพราะมีการตั้งตน อยู่บนความลำบาก

ตอนนี้เรากำลังมีงาน ที่จะเชื่อมโยง เข้าสู่สังคม มันเป็นประโยชน์ ทั้งเราและเขา ไม่ใช่ว่าแต่เรา ที่ได้ประโยชน์ เราได้ทำงาน สร้างความชำนาญ ได้ฝึกฝนอดทน แม้แต่ ได้ปฏิบัติธรรม ถ้าเข้าใจว่า ทำงานคือการปฏิบัติธรรม อย่างพวกเรา พ่อครูพาทำ ให้มีสัมมา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทั้งสี่กรรม อยู่ในภาคปฏิบัติ ทั้งสิ้น ให้รู้มิจฉา รู้สัมมา ถ้าเข้าใจ สังกัปปะ ๗ แล้ว ปรับปรุงได้ จัดการได้ ให้เป็นสังขาร ที่พัฒนา เป็นวิชชา ไปควบคุมสังขาร ไม่ใช่อวิชชาที่ไปควบคุมสังขาร มันจัดการ ถึงต้นตอ คือวจีสังขาร ที่อยู่ในจิต ยังไม่ออกมาเป็นวาจากรรม จิตเป็นประธาน เป็นอำนาจ เป็นพลัง

การเกิดการตาย คือการเวียนวนของชีวะ เช่น ดินเป็นก้อน จนสลายเป็นผง เป็นอากาศ ก็หมุนเวียน กลับไปมา จนแปรมาเป็นธาตุชีวะ ก็เปลี่ยนแปลงไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จนกว่า จะเปลี่ยน จากนามไปหารูป อีกทีหนึ่ง คือนิพพาน คือให้ธาตุจิตของเรา ให้กลายเป็น ดินน้ำไฟลมได้ ไม่อย่างนั้น ต้องมีอุปาทาน ยึดติดจิต เป็นธาตุวิญญาณ เป็นจิตนิยามอยู่ แตกสลายไม่ได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์ เขาสลายนิวเคลียสได้ อย่างไอสไตน์ สลายนิวเครียสได้ E = MC2 ธาตุเป็นสสารแตกได้ แยกธาตุเป็นนิวเคลียร์ได้ พลังงาน มหาศาล ของเราก็เป็นธาตุ ทางจิตวิญญาณ เป็นวิญญาณธาตุ จิตธาตุ หรือมโนธาตุ ก็เรียก ผู้สามารถแตกแยก วิญญาณธาตุ ให้เล็กลงๆ ได้ละเอียด ได้เก่งเท่าไหร่ ก็ได้ พลังงาน ที่เหมือนนิวเคลียร์ไง เป็นสัจจะ ผู้ที่บรรลุธรรม จะแยกธาตุ ที่ทำให้เรา ขยันน้อยออก แล้วมันจะขยันมากเอง พอลดขี้เกียจได้ ก็จะขยันขึ้นเอง มันเป็นภาวะคู่ เป็นธรรมชาติของ ขยันกับขี้เกียจ จะรู้ว่าขยันนี่ มันก็เป็นสุขดี ขยันก็ไม่เห็นทุกข์เลย งานหนัก ก็รู้ว่างานหนัก ก็ทำไป จะทนเก่ง ทำเก่งขึ้นเรื่อยๆ ฝึกฝนไป คนไม่ฝึก ก็ไม่ได้ ยิ่งในวัยที่เป็นวัยเจริญพันธุ์ จะยิ่งสร้างสภาวะเก่งเลย ถ้าเด็กคนไหน เอาถ่าน ในวัยเจริญพันธุ์ จะสร้างบาทฐานให้ตัวเอง แข็งแรงได้ ทั้งรูปและนามเลย ก็ค่อยๆ เป็นไป เด็กเราที่รู้ทางก็ทำ พ่อครูไม่บังคับ มีฉันทะเป็นมูล แล้วมามนสิการ มาทำใจในใจ เป็นหลัก

พวกเราในด้านการศึกษานี่ ถึงขั้นจะทำการวิจัย ต่อจากไอสไตน์ คือ E = MC2 + A และ A คือที่พ่อครูค้นพบ ต่อยอดของไอสไตน์ คือ Abstract หรือ Absolute หรือนามธรรม ถ้าเอานามธรรม มาสร้างพลังงาน (E) โดยรูปและนามคือ M กับ C มันก็คูณ หรือยกกำลัง แล้วก็บวกลบกันไป ตามเหตุปัจจัย ก็ที่แต่ละคนมี จะได้พลังงานเพิ่มมา คือ A ตัว E ก็สูงขึ้น ไม่ใช่แค่ปากเปล่า เป็นสูตรที่แท้จริง แต่ต้องมีปัญญา รู้ถึงขั้นนาม ถ้าสามารถสังเคราะห์ รู้สังกัปปะ ๗ รู้มาตรวัด เช่น เจโตปริยญาณ ๑๖ แจกเป็นเวทนา ๑๐๘ เอามาปฏิบัติ มนสิการเป็นสังกัปปะ ๗ คือกระบวน process ของการสังเคราะห์ ของจิตวิญญาณ ที่แท้จริง ต้องเรียนรู้ เป็นกระบวนทัศน์ก่อน เป็นมโนทัศน์ก่อน ต้องเข้าใจเป็น concept ก่อน แล้วมี process ทำให้เกิดมีพลังงาน ที่มีจิตวิญญาณ เป็นประธาน

พลังงานที่มีจิตวิญญาณเป็นประธานจะมีลักษณะ
๑. ขยัน ไม่เกี่ยง
๒ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีมลพิษเจือปน
๓. เป็นพลังงานเสียสละ เป็นพลังงานที่เยี่ยมยอดที่สุด

ขยันไม่มีมลพิษ คือขยันแบบไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ขยันแล้วให้ ขยันแล้วไม่หวง นั้นยอดไหม อยากเป็นคนอย่างนี้ไหม? เด็กๆอยากเป็นไหม? ..เราผ่านมาทุกวันนี้ พวกเรามีธาตุจิตตัวนี้แล้ว คนข้างนอกเขาไม่เชื่อ แต่ของเรา มีตัวอย่างให้ดูด้วย ชี้ตัวเราได้ แม้จะมีนิดก็ยังมี พูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น ทำอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น (ยถาวาที ตถาการี ตถาการี ยถาวาที) อย่าให้พ่อครู ต้องกระเสือกกระสน ที่จะมีชีวิตยืนยาวเปล่า เหนื่อยไปอีกๆ แต่ไม่มีอะไรเกิด มันก็ไม่ดี ลงแรงเปล่า ก็น่าสงสารนา  ตั้งใจ รู้แล้วเอาไปปฏิบัติ บอกตรงๆอยากได้อรหันต์ อย่างพวกเรา ไม่ใช่มีแต่โสดาบัน ให้ตรวจสอบตัวเอง อย่าไปหลงผิด ให้ตรวจให้ชัด อย่าไปตัดสิน ว่าตัวเองสูงง่าย ตรวจมานะให้ชัด ให้ตรวจมานะ ๙ มานะ ๑๒ คือประมาณ สิ่งที่เรามีจริง ผิดพลาด ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ เป็นต้น เราจะต้องพัฒนา ให้ไปถึงอรหันต์ ให้ได้จริง  

            กองงานปัจฉาสมณ

     .

จาก สารอโศก ฉบับที่ ๓๒๙ เดือน มกรา-มีนา ๒๕๕๖

   www.asoke.info