ยุทธศาสตร์บุญนิยม
คารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา
มีลำดับ ขั้นตอนไล่เรียงกัน อย่างงดงาม
มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย
หัวใจของพุทธศาสนา สอนให้
ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ผ่องใส

ครั้งหนึ่ง... เราเคยยึดชั่ว ด้วยความโมหะ อวิชชา
เมื่อเรียนรู้เข้าใจความดี
เราจึงทิ้งชั่ว และทำแต่ความดี
เมื่อเราเป็นคนดี เรายึดดีไว้ด้วยความภาคภูมิใจ
"แต่สิ่งใดที่เข้าไปยึดถือแล้ว ไม่ทุกข์ ไม่มี"
นี้คือสัจธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้
เพื่อการเข้าถึงจิตที่ผ่องใส
ย้ำยืนยันคนดีต้องมีความสุข
เป็นที่รักทั้งของมนุษย์ และอมนุษย์

นี่คือการปฏินิสสัคคะ
สลัดคืนความดีให้แก่โลก
เราจะเป็นจอมยุทธไร้เทียมทาน
เนื่องเพราะสุดยอดวิทยายุทธ
คือไร้กระบวนท่าใดๆ



ในยุคที่ชาวอโศกได้การยอมรับจากสังคม แต่คนที่ไม่ชอบเราก็ยังมี พ่อท่านคิดว่า ธรรมะข้อ คารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ มีความเหมาะสม และควรนำมาใช้อย่างไรกับพวกเรา

คารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ ควรเอามาใช้อย่างสำคัญทีเดียว เพราะว่าเราทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อโลกียะ ที่จะต้องได้ลาภยศ ได้สรรเสริญ อะไรต่างๆนานา ถ้าเราไม่เรียนรู้ และไม่พยายามเข้าใจ สภาวะของกิเลส ในลักษณะ ที่มันติดยึดในลาภ ติดยึด ในยศ ติดยึดในสรรเสริญ หรือโลกียสุข อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ถ้าเราไม่รู้จักมัน และไม่รู้จัก ความแตกต่าง ในลักษณะอย่างนี้ และสามารถลดละ ทำลายกำจัดมันได้ ให้มันน้อยลงๆ จนกระทั่งหมด อันเป็นสภาพความจริง ของโลกุตรธรรมที่เราทำได้ เพราะเราปฏิบัติธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาตมาแน่ใจว่า เป็นสัมมาทิฐิ และปฏิบัติได้มรรคผล จนมาเป็นคนกลุ่มหมู่ ที่ใช้ได้ จนกระทั่ง คนข้างนอกยอมรับ และยอมจำนนว่า อันนี้คงจะดีจริง หลายคนก็เชื่อมั่นได้ หลายคนก็บอก เออ!!น่าจะเข้าท่า เพราะนานวันแล้ว ก็ยังมีคุณลักษณะอย่างที่บอก เมื่อเราได้รับ ความยอมรับ มาเรื่อยๆอย่างนี้ สำหรับกิเลสของคน ยังไม่หมดเสียทีเดียว ก็จะต้องสังวรตนเอง ไม่ใช่ว่า เรายิ่งได้รับการเคารพ แล้วก็ยิ่งหยิ่งผยอง แข็งกระด้าง ยกตัวยกตน ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีความนับถือใคร ไม่เคารพใคร มันก็จะต้องกำราบด้วยคารโว รู้จักการเคารพ ต้องรู้จักนิวาโต การอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะต้องมีจริงๆ ต้องสำนึกสังวร และพยายามทำ ยิ่งเขามาสรรเสริญ ยิ่งเขามายกย่องเชิดชู ถ้าเราไม่รู้อาการของจิต ที่มันผยอง ว่าเป็นอย่างไร เมื่อเขาให้เกียรติ ให้ลาภยศสรรเสริญ อะไรต่างๆนานา เมื่อเราไม่รู้เท่าทัน มันก็ไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องคอยเตือนตัวเองว่า เราจะต้องไม่หยิ่งผยอง ต้องเคารพผู้อื่น รู้จักสุภาพต่อผู้อื่น เขาจะมีดี หรือไม่ดีอะไร ก็แล้วแต่เขา เราต้องดูพละอินทรีย์ ของผู้อื่นให้ออก และก็พยายามอ่อนน้อมถ่อมตน หรือว่า เคารพผู้อื่นให้ได้ด้วย ไม่ใช่ว่า เราจะหลงตัว หลงตนอย่างนี้ เป็นต้น

ส่วนอีกอันหนึ่ง อหิงสา อโหสิ คือต้องมีความพร้อม อหิงสาคือ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนใคร เราเองจะต้องรู้ตนเองว่า การเบียดเบียนตนนั้น ลักษณะอย่างไร การเบียดเบียนตนก็คือ การทำร้ายตน ทำให้ตนเองทุกข์ร้อน ทำให้ตนเอง มีเหตุแห่งทุกข์ หรือมีอะไรที่เป็นความเสื่อมเสีย นั่นแหละ เราจะต้องคอยดูตนเอง ไม่เบียดเบียนตน และก็ไม่ เบียดเบียนผู้อื่นด้วย อหิงสาคือไม่เบียดเบียนคนนั้นคนนี้ ไม่เบียดเบียนเพื่อเรา และไม่เบียดเบียนเพื่อเขา จะต้องพยายามเรียนรู้ ว่าการเบียดเบียนคืออะไร การทำร้ายผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย ทำให้ผู้อื่นตกต่ำ ล้วนแต่เป็นการเบียดเบียนเขา ทั้งนั้นแหละ และสุดท้าย อโหสิ ก็คือ แม้ใครจะมาทำร้ายเรา จะมากลั่นแกล้งเรา เราจะได้รับผลกระทบอย่างไรๆ แม้ไม่ดีเราก็ไม่มีจิตไปถือสา ใจไม่ไปขุ่นเคือง ไม่ไปพยาบาท อาฆาตใดๆทั้งสิ้น อโหสิหมด ไม่ว่าใครจะทำอะไรๆ หากเราไม่หลงตนเองแล้ว ไม่เบียดเบียนตนเองแล้ว แม้ใคร จะมาย้อน มาทำอะไรไม่ดี ไม่งาม แม้เล็กแม้น้อย อะไรต่างๆนานา ก็ต้องอโหสิ พยายามไม่ติดใจ ไม่ยึดถืออะไรให้ได้ อย่างแท้จริง

อันนี้เป็นความหมายของคารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ อย่างคร่าวๆ ที่เราจะต้องทำ ยิ่งได้รับการยอมรับ จากผู้อื่นมากขึ้น เราก็ยิ่งจะต้อง ทำสิ่งเหล่านี้ เป็นคำพูดก็แค่นี้แหละ คารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ มีความหมาย แค่ที่อธิบายไป แต่จริงๆแล้ว สภาวะ หรือนัยะของธรรมะ มันละเอียดมากจริง อันนี้ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เราถึงจะเจริญขึ้น เพราะเมื่อเรายินดี ที่มีผู้มายอมรับเรา ก็ล้วนเป็นโจทย์ให้เราทั้งสิ้น ยิ่งเขายอมรับเรา ก็ยิ่งเป็นโจทย์ ในชั้นที่เรียกว่า ให้เรารู้ตัว เขาสรรเสริญ เขายกย่อง เขาเห็นดีเห็นด้วย และเราก็ไปหลงดี ติดดี เป็นมานะ ทั้งหมดนี้ ก็คือเป็นอัตตา ที่เราจะต้องเรียนรู้อัตตา ที่เกิดอยู่ในจิต กิเลสมานะนี้ เป็นอรูปอัตตา หากไม่รู้จัก สภาวะอัตตา ดังกล่าวนี้ในตน เราก็ไม่สามารถกำจัด ถูกตัวตนของมัน มันหมดสิ้นไปจากเราเองไม่ได้ เราต้องกำจัดมัน ด้วยการปฏิบัติ ที่เป็นสัมมาปฏิปทา มันจึงจะหมดสิ้นอัตตา ได้จริง



ในสังคมตอนนี้ มีปัญหาเรื่องคนดีกับคนดีทะเลาะกัน เข้ากันไม่ได้ ทำงานด้วยกันไม่ได้ อยากกราบเรียน ถามพ่อท่านว่า จุดอ่อนของคนดี อยู่ตรงไหนคะ

จุดอ่อนของคนดี ก็คือ ติดดี ถ้าไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝน ไม่มีคารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะคารโว นิวาโต ทำดีก็ดีได้ จะผยองได้ จะหลงตัวได้ ติดดีได้ มานะอัตตา เข้าไปได้จริงๆ ฉะนั้นที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ ยึดชั่ว ยึดดี อัปรีย์ทั้งนั้น จึงควรนำไปพิจารณา เราอย่าไปหลงดี ดีก็ทำไปเถอะ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น จนเอาเป็นเอาตาย กระทั่งเกิดการ ทะเลาะวิวาท เกิดเรื่องเกิดราว ถึงขั้นเข่นฆ่า ถึงตายก็ได้ หรือไม่ก็ไม่ดูดำดูดีกัน ไม่ประสาน ไม่สมาน ไม่อะไรต่างๆพวกนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เรียนรู้ธรรมะโลกุตระ ของพระพุทธเจ้า ท่านรู้จักอัตตา รู้จักมานะกิเลส ลักษณะที่เรียกว่า ติดดีหลงดียึดดี พวกนี้จริงๆแล้วละก็ เราก็จะไม่รู้จัก เมื่อไม่รู้จักก็ไม่ได้ลด เมื่อไม่ได้ลดก็เป็นอัตตา ไปอยู่อย่างนั้น ไม่เข้าใจอัตตา มันเป็นอัตตา เป็นอรูปอัตตา อันเป็นอัตตาที่เป็นอรูป ไม่มีตัวไม่มีตน แต่มันก็มีอยู่นั่นแหละ มันยังยึดตัวยึดตน ยึดความรู้ ยึดความเห็น ยึดความเชื่อของเรา ยึดศักดิ์ศรี ยึดอะไรก็แล้วแต่ ยึดเอาโดยนามธรรม ที่มันมุ่งหมาย จะเอาให้ได้ ตามใจตนท่าเดียว เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเรียนรู้แล้ว เราก็จะเข้าใจสภาวะพวกนี้ ที่เกิดขึ้น โดยการกำหนดของคน ของสังคม สมมุติ ถูกมากถูกน้อย ผิดมากผิดน้อย ในเชิงนั้นเชิงนี้ ถูกในสังคมบางหมู่ แต่อาจจะเป็นผิด ในสังคมอีกหมู่หนึ่ง ก็เป็นได้ ผู้รู้อนุโลมปฏิโลม ก็จะปรับได้ อย่างไม่เกิดความวุ่นวายเสียหาย รู้จักนิติศาสตร์ รู้จักรัฐศาสตร์ ต้องใช้ให้ถูกสัดส่วน ด้วยสัปปุริสสธรรม เพราะรู้ความจริงว่า ดีกับชั่ว เป็นเรื่องของสมมุติสัจจะ เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ทำงานทำการ อยู่กับใคร โดยเฉพาะ กับสังคม ซึ่งไม่ใช่เราคนเดียว เราทำดีได้แล้ว แม้ในที่สุด เอาดีนี้ไปข่ม ไปทำอะไร จนกระทั่ง กลายเป็น การทะเลาะวิวาท กลายเป็น การทำให้แตกแยกสามัคคี สัมพันธ์กันไม่ได้ อยู่ร่วมกันไม่ได้ ทำงานร่วมกันไม่ได้ เพราะยืดหยุ่นไม่เป็น จะต้องเอาดีเป็นหลัก จะต้องถูกไปทั้งหมดเลย จะยืดหยุ่นบ้าง จะลดหย่อนบ้าง จะมีทางออก อย่างนั้นอย่างนี้บ้างไม่ได้ เป็นไม้บรรทัด ฟิตเป๊ะๆเลย แบบนี้มันก็ไปไม่รอด อยู่ในสังคมไม่ได้ งานก็ไม่ได้ เพราะคนอื่น เขาก็มีกิเลสเหมือนกัน เมื่อเราก็มีกิเลสเหมือนกัน ต่างคนต่างมีกิเลส ยึดอัตตายึดดี ทางโน้นเขาก็ยึดว่า ของเขาดี ถ้าที่สุด จะอยู่อย่างสงบแล้ว เราต้องลดอัตตาได้จริง แม้เราจะถูกต้อง แต่เรายอมยืดหยุ่นให้เขาได้ แม้เราจะเสียผลอะไรไปบ้าง โดยเราประนีประนอมว่า เรายอมเสียสละ เพื่อความอยู่รอดของบุคคล หรือสังคมหมู่กลุ่ม โดยที่เรารู้ เราเข้าใจอยู่ว่า เรามีจิตเสียสละ ที่ยอมได้ก็หมายความว่า เรายอมลดอัตตา ลดมานะ

บางคนอาจจะบอกว่า ทำให้เกิดความสูญเสีย หรือความเสียหาย จะปล่อยให้มันเสียไป ใช่ไหม อันที่จริง มันก็เสียหายทั้งนั้นแหละ ถ้าหากเราไม่ยอม มันก็เสียหายอีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นมา ดีไม่ดี ก็เกิดทะเลาะวิวาทกัน เกิดทำร้ายอะไรกันไป โดยเฉพาะทำลายบุคคล ทำลายความจริงด้วย อะไรทำนองนี้ มันก็ยิ่งน่าเสียดายมากกว่า ที่จะเสียแค่วัตถุ เพราะว่า วัตถุอย่างไรๆ เราก็สร้างมันได้ แต่ว่าเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องของสังคมศาสตร์ เรื่องของมนุษยชาติ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างดี อยู่กันอย่างสงบ ช่วยกันรังสรรค์ มันเป็นเรื่อง ที่ควรจะมีราคา แพงกว่าวัตถุ เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจ ถ้าหากว่าฉลาดแล้วละก็ ควรต้องรู้จักวิธี ที่จะประนีประนอม รู้วิธีอนุโลม ปฏิโลม รู้วิธีลดหย่อนอะไรๆขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะยอม จนกระทั่งหักโค่น หรือว่ายอมจนสูญเสีย ทำลาย ผลาญพร่า อะไรไปมากมาย ก็ไม่เชิง เราต้องรู้จักการสละ รู้จักการยืดหยุ่น ยอมคนนั้น ยกคนนี้ เราต้องเป็นผู้ที่ยอมเขา ยอมให้ อนุโลมให้ แม้เราไม่ผิดจริงก็ตาม อันนี้อาตมาขอยกอ้างตัวเอง ตอนที่อาตมาถูกจับ อาตมาก็มีสิทธิ์ จะนุ่งห่มจีวรได้ เพราะเรายังไม่มีอะไรผิด เรื่องราวก็ยังต่อสู้อยู่ในศาล ซึ่งอันที่จริง เขาบังคับเราให้ถอดจีวร ไม่ได้หรอก ถ้าอาตมาจะไม่ยอม เพราะอาตมาไม่ผิดอะไร ไม่ได้ผิดพระธรรมวินัย ตามธรรมวินัยแล้ว ใครก็ไม่มีสิทธิ์จะมาบังคับ ให้อาตมาถอดจีวร เป็นอันขาด การที่เขาจะถอด เอาจีวรไป หรือเอาเราไปเปลี่ยนชุด เปลี่ยนอะไรต่ออะไร ที่จริง เขาทำผิดด้วยซ้ำไป แต่เราก็ยอม เพื่อความสงบ ไม่วุ่นวายในสังคม เราก็ไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่เราจะยึดถือ หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง ถ้าเราไม่ยึดถือ เราก็เปลี่ยนแปลงได้ อย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็หมุนเวียน กลับมาใส่จีวรอย่างเก่า คนที่เข้าใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่อาตมา ยกตัวอย่างอันนี้ ให้เห็นชัดเจนว่า อาตมาไม่ได้ผิดนะ แต่อาตมาก็ยอมได้ ไม่เสียหายอะไรหรอก เพราะถ้าเราเห็น ความเสียหายของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้น เราก็ยอมซะ อย่างนี้ มันก็ดำเนินไปได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ ถ้าไม่เรียนรู้อัตตา ไม่เรียนรู้การยึดดีถือดี ไม่รู้จักมานะที่แท้จริง นี่มันก็เป็น อย่างที่มันเป็น สังคมไหนก็แล้วแต่ มันจะเกิดให้เห็นได้



สรุปว่า คนดีถ้าไม่ปฏิบัติธรรม เพื่อลดละกิเลส คนดีก็อาจจะเป็นตัวสร้างปัญหาของสังคม ได้เหมือนกัน ใช่ไหมคะ

ใช่ ทั้งคนดี และคนชั่ว ต่างก็สร้างปัญหาสังคมได้ คนดีก็สร้างปัญหา อย่างที่กำลังเป็นปัญหา อยู่ในสังคม ถ้าไม่รู้จัก การจัดสัดส่วน หากว่าเรารู้จักศิลปวิธี ในการที่จะจัดสรรอะไร ให้มันดู เป็นไปได้ด้วยดี ยอมเสียบ้าง เสียส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ เราก็ต้องทำ ยอมเสียอะไรบ้าง ไม่ใช่เราจะไม่ยอมเสียเลย ไม่ยอมเสียหน้า ไม่ยอมให้ใครตำหนิได้ ไม่ยอมยืดหยุ่นอะไรเลย อย่างนี้มันไม่ได้



ตอนนี้มีกระแสข่าวในเชิง พระไม่ควรยุ่งเรื่องการเมือง อยากทราบว่า การเมืองแบบของอโศก เป็นอย่างไรคะ

การเมืองของอโศก ไม่ใช่อย่างที่โลกทั้งโลก ขณะนี้เข้าใจ การเมืองของอโศก เป็นการเมืองแบบ บุญนิยม มีมโนทัศน์อย่างไร มีวิสัยทัศน์อย่างไร แม้แต่ชาวอโศกเองแท้ๆ ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีความเข้าใจในเรื่องนี้ ไม่ลึกละเอียดพอ เพราะฉะนั้น ข้างนอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่เข้าใจหรอก เพราะว่าการเมืองทุกวันนี้ เข้าใจไปทั่วโลกแล้วว่า เป็นเรื่องของอำนาจ เป็นโลกธรรมที่รุนแรง จัดจ้าน เป็นเรื่องเลอะเทอะ เป็นเรื่องทุจริต เป็นเรื่องโกง เป็นเรื่องใช้เหลี่ยมคู เป็นเรื่องอะไร ต่ออะไร ซึ่งเขี้ยวมาก แรงมาก เพราะฉะนั้น เมื่อธรรมะเป็นเรื่องสุภาพ ธรรมะไม่ใช่เรื่องต่อตี ต่อต้าน หรือว่ารุนแรงอะไรกับใครเขา มีแต่จะเสียท่า ถ้าขืนไปทำ กับการเมืองแบบที่เป็นอยู่ ในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่ใช่การเมืองแบบ "บุญนิยม" หรือแบบโลกุตระ เขาจึงตัดปัญหา แม้ที่สุด ถึงขนาดออกกฎหมาย มากั้นไว้ว่า ศาสนาอย่าไปยุ่งกับการเมือง ก็เลยเป็นที่เข้าใจกัน อย่างนั้นมา เด็กกี่รุ่นๆ เด็กรุ่นหลังๆมา ก็เข้าใจอย่างนี้ คนเก่าๆ ก็เข้าใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้น concept [ความคิด] ในเรื่องการเมืองของพวกเขา จึงยังรู้แต่การเมือง แบบโลกีย์ แบบทุนนิยม แบบอำนาจนิยม ซึ่งเป็น concept อย่างเก่าๆเดิมๆ ผู้ยังมี concept เป็นการเมืองอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดา ที่จะต้องคิดยังงี้ เขาก็ไม่ผิด ที่ไม่ให้พระยุ่งการเมือง เพราะเขายังไม่มี concept ในเรื่องการเมือง แบบบุญนิยม หรือแบบโลกุตระ การเมืองแบบบุญนิยม หรือแบบโลกุตระ คนละ concept คนละมโนทัศน์ กับ การเมืองแบบทุนนิยมหรือแบบโลกีย์ ดังนี้ วิสัยทัศน์ก็ต่างกันด้วย เช่น การเมือง แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เห็นว่า การหาเสียง คือประชาธิปไตย แต่บุญนิยม จะไม่หาเสียง เพราะถือว่า การหาเสียง ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ และหรือ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง ให้ไปเป็น ตัวแทนรับใช้ประชาชน จะไม่รับรายได้ใดๆ จะทำงานให้สังคม อย่างเสียสละจริง เป็นคน ของประชาชน ส่วนกลางจะเลี้ยงไว้ หรือประชาชนเองนั่นเอง จะเลี้ยงไว้จริง ถ้าทำไม่ดี ประชาชนก็คว่ำบาตร และ ปลดออกไปได้เลย ดังนี้ เป็นวิสัยทัศน์ที่ยังไกล ที่การเมืองแบบโลกีย์ แบบทุนนิยมจะไม่คิด แม้คิดก็ทำไม่ได้ การเมืองแบบอโศก ทำคนละอย่างกับการเมือง ที่เป็นกันอยู่ ในทุกวันนี้ ทำอย่างโลกุตระ ต้องเป็นบุญนิยม



ขอบเขตแค่ไหน ที่พระยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ และแค่ไหน ที่พระไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

แค่ไหนที่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แค่ตามกฎหมายนั่นหนึ่ง สอง ต้องรู้ว่าสภาพของเรา จะไปพัวพัน จนกระทั่งกลายเป็น ตัวเองต้องไปรับผิดชอบ ในตำแหน่งหน้าที่ หรือไปทำกิจของการเมือง ไปทำกิจของสังคมเข้าไปเลย อันนั้น ผู้ที่เป็นนักบวช และสมณะ จะต้องรู้ว่า เราจะต้องไม่ให้ตัวเราเอง ไปปฏิบัติอย่างไร ประพฤติอย่างไร ที่เชื่อว่าลักษณะนี้ คือการเมือง เราเอง เราไม่ได้ไปทำแน่นอน เพราะเราเอง ไม่ได้มีหน้าที่ เราเป็นนักบวช เราต้องไม่เข้าไปรับตำแหน่ง แต่ถ้าเข้าใจการเมืองดีแล้ว การเมืองก็คือ งานของมนุษย์ เป็นการทำงานกับคนในสังคม ช่วยเหลือสงเคราะห์ ให้ผู้คนอยู่ดี อย่างถูกวิธี ขาดเหลือ ทุกข์ร้อนอะไร ก็ช่วยกันสอนเขา แนะนำเขา ให้มีการแบ่งปัน แจกจ่ายช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อะไรต่างๆนานา นี่คืองานการเมือง จริงๆ งานที่ทำกับสังคม เพื่อให้เป็นมวลที่ดี ให้เป็นหมู่กลุ่มชุมชนที่ดี เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกัน อย่างดี กิน อยู่ หลับ นอน อย่างมีศิลปะวัฒนธรรม ในการดำเนินชีวิตที่ดี ก็คือเรื่องการเมือง นั่นแหละ

สรุปแล้ว การเมืองก็คือ การช่วยให้เกิดการเป็นอยู่ ที่เป็นสังคม เป็นรัฐ เป็นประเทศ เป็นมนุษยชาติ ที่ต่างอยู่เย็นเป็นสุข อุดมสมบูรณ์ดี มันเป็นเนื้อหาหลักๆ โดยมีเป้าหมายอย่างนี้ เพียงแต่ว่า เราทำงานทางศาสนา เราเอาศีลธรรม เอาธรรมะ เอาจริยธรรม มาเป็นหลัก ในการทำงานกับสังคม เพื่อให้สังคมอยู่ดี ส่วนนักการเมือง เราก็รู้แล้วว่า คือหน้าที่ หรือตำแหน่ง หรือยศ เป็นเรื่องที่เขาไปยึดถือ เอาเป็นเอาตาย หรือว่าเอาจริงเอาจัง เอาเป็นหน้าที่ เป็นการงานหลักๆ ของเขา ซึ่งเราไม่ได้ทำงาน รับหน้าที่อย่างนั้น ในด้านของวัตถุ หรือในด้านของสังคม แบบทางโลกเขา เรารับหน้าที่ ในด้านคุณธรรม ถ้าเข้าใจอันนี้ไม่ชัด ก็แบ่งไม่ได้ ระหว่าง ศาสนากับการเมือง แต่ถ้าเข้าใจชัด ก็แบ่งได้ แล้วเราจะรู้ว่า เราเข้าไปร่วม ทำงานการเมืองจริงๆ เพียงแต่เราไม่ได้ไป ทำงานการเมืองแบบคนอื่น แต่เราทำหน้าที่ ไปช่วยคนเมือง ทางด้านธรรมะ หรือจริยธรรม ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะอธิบายแบ่งแยก อย่างไรแล้ว


เพราะไม่ศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง
และเข้าไม่ถึงนัยะลุ่มลึกของศาสนา
จึงมักมีผู้กล่าวเสมอว่า
ศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

แท้ที่จริงแล้ว
ศาสนา คือ ลมหายใจของชีวิต
ศาสนา คือ อันหนึ่งอันเดียวกับชีวิต
เมื่อแบ่งแยกกันเสียแล้ว
ชีวิตและสังคมก็วุ่นวาย สับสน
หาที่จบไม่ได้
เหมือนดังเช่นที่เป็นอยู่
และเช่นที่จะเป็นต่อไป อีกนานเท่านาน...

- สารอโศก อันดับที่ ๒๗๓ กรกฎาคม ๒๕๔๗ -