มนุษย์สีขาวปฏิบัติธรรม

จุดเล็กๆ ใต้แผ่นฟ้ากว้าง

วันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาเชิญตัวพ่อท่าน ไปสอบปากคำ ที่สน.ดุสิต ฉันยืนมองเหตุการณ์นั้น อยู่ไม่ไกลนัก รู้สึกเหมือน มีก้อนอะไร แล่นขึ้นมาแน่นที่ลำคอ… หัวใจปวดร้าว เหมือนถูกบีบ…

“พ่อฉันทำผิดอะไร… พ่อฉันทำผิดอะไร? ! ?”

ฉันเฝ้าเพียรพยายาม สอนตนเองว่า ไม่มีอะไร ที่จะไม่พลัดพรากจากกัน เราต้องพลัดพราก จากสิ่งหรือบุคคล อันเป็นที่รัก ทั้งหมดทั้งสิ้น… เป็นธรรมดา!

ฉันกลับไปทำงาน ที่โรงพยาบาล ภายใต้แผ่นฟ้า ที่มัวหม่น เมฆดำก้อนใหญ่มหึมา ลอยละลิ่วต่ำลงมา อย่างน่ากลัว… ที่ร.พ. ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ต่างเข้ามา แสดงความเห็นใจเข้าใจ และปลอบใจ อย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่ง ฉันได้กลับมาที่ สันติอโศก อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พ่อท่าน ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เป็นสีขาวแล้ว ตามคำขอร้อง ของเจ้าพนักงาน (บางทีฉันก็นึกขำๆว่า … เอ๊ะ! พ่อท่านเป็น "มนุษย์สีขาว ปฏิบัติธรรม” ไปซะแล้ว”) พ่อท่านได้จุดประทีป ในถ้ำมืด แห่งดวงใจของฉันว่า

“มองทางโลก เหมือนเราแพ้นะ แต่นั่น มันเป็นบทบาททางโลก เรามาปฏิบัติธรรม เพื่อเอาชนะความโลภ โกรธ หลง ในตัวเราต่างหาก ถ้าเราเสียใจ ตัวเสียใจนี่แหละ คือ ตัวพ่ายแพ้ที่แท้จริง…

อย่าให้มีอะไรมาขัดขวาง การสร้างประโยชน์ตน (คือการฆ่ากิเลส) และการเสียสละ ของเราได้…”

ฉันแจ่มกระจ่าง ชัดในเป้าหมายอีกครั้ง ม่านดำในจิต ถูกเปิดออกแล้ว แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่หรือ คือคำสั่งสอนของผู้ผิด… ผู้ที่ถูกกล่าวหา ทำให้สังคม เดือดร้อนวุ่นวาย…?

วันอาสาฬหบูชาปีนี้ ฉันต้องอยู่เวรดึก ที่โรงพยาบาล แต่ตอนเช้า ก็ได้ไปทำบุญ ที่วัดใกล้บ้านในชนบท ร่วมกับพ่อและแม่

ตกเย็น จึงถีบจักรยาน แวะมาที่โรงพยาบาล ภาพของผู้คนมากมาย ที่มุงอยู่หน้าห้องอุบัติเหตุ ทำให้ฉันจอดรถ แล้วขึ้นไปดู (ยังสวมผ้าถุงอยู่) ฉันเปิดม่าน ที่เจ้าหน้าที่ปิดไว้ และเดินเข้าไป ผู้คนข้างนอก มองด้วยสายตา ที่สงสัยว่า ทำไมยายบ้านนอก นุ่งผ้าถุงคนนี้ เข้าไปในม่านได้ ไม่รู้หรือว่า เขาห้ามเข้า เดี๋ยวเถอะ ต้องถูกดุ ออกมาแน่ๆเลย

ก็เกือบจะเป็นอย่างนั้น นายแพทย์เวร ที่เพิ่งมาประจำใหม่ จ้องตรงมา ด้วยสายตา ที่เต็มไปด้วยคำถาม

ภายในห้อง มีพยาบาลตรวจการ ๑ คน พยาบาลประจำการ ๑ คน ผู้ช่วยอีก ๒ คน กับแพทย์เวร กำลังสาละวน ช่วยชีวิตคนไข้ ที่อาการสาหัส อันเกิดจาก อุบัติเหตุรถคว่ำ บนรถนอน ๒ ราย และบนเตียงคนไข้อีก ๒ ราย

กลิ่นเลือด คาวคลุ้งตลบไปทั่ว เสียงเครื่อง Suction (เครื่องดูดสูญญากาศ) ดังกระหึ่มไม่ขาด ฉันจึงเข้าไปช่วย ให้น้ำเกลือ ให้เลือด และช่วยดูดเลือด และเสมหะ ออกจากท่อหายใจ ของคนไข้รายหนึ่ง ด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ

“พี่… ให้หนูช่วยอะไร บอกมาได้เลยนะ” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว

“วัด B.P. (ความดันโลหิต) คนนี้ให้พี่ทีนะ” พี่พยาบาล ก็สั่งอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทุกวินาทีที่ผ่านไป ต้องเร่งรีบ ว่องไว และถูกต้อง ชีวิตคนไข้เหล่านี้ เราต้องช่วย ให้ถึงที่สุด และทันท่วงที คนไข้ชายวัยรุ่น ผู้มีเลือดชุ่มโชก เกรอะกรังทั่วตัว กระดูกต้นขาขวา หักทิ่มนูน แทบจะทะลุ ออกมานอกเนื้อ

“๙๐/๓๐ ค่ะพี่”

“อ้อ… ช่วยเอาริงเกอร์ (RLS เป็นน้ำเกลือชนิดหนึ่ง) ให้ไปเลยนะ ช่วยหน่อยเถอะ”

“เต็มใจอยู่แล้วพี่ ขอให้บอกมาเถอะ” ฉันกล่าวรับรองหนักแน่น เพื่อพี่จะได้ ไม่ต้องเกรงใจ

หลังจากให้น้ำเกลือแล้ว จึงเจาะเลือดส่งไปตรวจ หาความเข้มข้น ที่ห้องแล็บ และไปขอเลือด ที่ธนาคารเลือด แล้วก็เตรียมส่งคนไข้ ไปห้องเอกซเรย์ (X-RAY)

ชายคนไข้ ในวัยเดียวกัน ซึ่งนอนอยู่บนเปลนอน ใกล้รถฉีดยา ได้สิ้นใจลง ในเวลาต่อมา ซึ่งพวกเรา ก็ได้เข้าช่วยเหลือ อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถ ฉุดดวงวิญญาณ ของเขาคืนมา จากอุ้งหัตถ์แห่งมัจจุราชได้

จึงใช้ผ้าขาวคลุมศพนั้น จากศีรษะจรดปลายเท้า ฉันคิดในใจ ช่างจริงแท้… ชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้สั้นนัก

เกือบจะทันที รถพยาบาลจาก ร.พ.สาขา ต.โคกโคเฒ่า ก็มาส่งคนไข้หนัก รายหนึ่ง คนไข้เป็นพระ ซึ่งอยู่ในวัยชรา ร่างผอมซีดมาก และไม่รู้สึกตัว หายใจครืดคราด แพทย์เวรบอกเสียงดัง

“เตรียมเอนโดเลยนะ (Endotracheal tube = ท่อช่วยหายใจ) แอมบูด้วย (Ambu bag = ถุงลมบีบช่วยหายใจ)”

พี่พยาบาล รีบให้น้ำเกลือ ผู้ช่วยอีกคน วัดความดันโลหิต และชีพจร แพทย์เวรใส่ท่อเอนโด ฉันใส่ถุงมือ เตรียมเครื่องดูดสูญญากาศ เพื่อเคลียร์ ทางเดินหายใจ ขณะจับสายยาง ผ่านท่อเอนโด ลงไปในปอด ฉันต้องประหลาดใจมาก เลือดสดๆ เข้มข้น ทะลักเข้ามาในสายดูด และขวดสูญญากาศ เป็นปริมาณมาก จนน่าตกใจ พอบีบถุงแอมบู ช่วยหายใจสักครู่ ก็ครืดคราดอีก ดูดออกมา ก็ได้เลือดสดๆอีก มือที่สวมถุงมือของฉัน สั่นระริก เมื่อนึกไปถึงว่า คนไข้ เขาจะเจ็บปวดเพียงใด พยายามใช้ เจโตสมถะ ให้จิตสงบนิ่ง และมั่นคง

เสียงแพทย์เวรเตือน

“ที.บี.นะ! ระวังด้วย!” (ที.บี. = Tuboculosis = วัณโรคปอด) ฉันจึงเพิ่ม ความระมัดระวังยิ่งขึ้น คิดในใจว่า เออหนอ… งานของเรา ที่จะช่วยชีวิตคนอื่นนี่ ก็เสี่ยงอยู่ ไม่น้อยเลยนะ

อีกไม่นาน ก็มีคนไข้เข้ามา อีกสองราย คนหนึ่งถูกงูเห่ากัด อีกคนหนึ่ง เป็นหญิงสาว ถูกมีดฟันที่ใบหน้า ให้นั่งรออยู่ก่อน

ต่อมามีคนไข้ หญิงชราอีกราย ตัวขาวซีด นั่งเอนๆคอพับ บนเก้าอี้เข็น ยังไม่ทราบว่า เป็นอะไรแน่ มานั่งรอ อยู่ตรงมุมประตู ห้องอุบัติเหตุ

ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ฉันจำต้องตัดสินใจ ถอดถุงมือออก แล้วเดินจากห้องอุบัติเหตุมา

แสงจันทร์ ของคืนเพ็ญเดือนแปด ในท้องฟ้าสะอาดงาม แจ่มกระจ่างไปทั่ว สายลมเย็น พัดโชยมา เป็นระยะๆ ช่วยทำให้จิตใจ ที่ต้องเผชิญกับ ภาวะวิกฤตต่างๆ เมื่อครู่ ได้ผ่อนคลายลง ทิ้งความชุลมุน ในห้องอุบัติเหตุ ไว้เบื้องหลัง รีบกลับไปอาบน้ำ ที่แฟลตพยาบาล เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นเครื่องแบบสีขาว มารับเวรดึก ที่แผนกหลังคลอด และนรีเวชต่อ

จันทร์เต็มดวง เคลื่อนมายังกึ่งฟ้า นึกไปถึงข้อความที่ว่า
“พระจันทร์เสี้ยว ยังมีวันเต็ม ชีวิตมนุษย์ ใช่จะมืดมนเสมอไป”

สักวันหนึ่งเถอะ ฉันจะสั่งสมบารมี ให้ได้เต็มเช่นกัน ฉันบอกกับตนเอง อย่างมุ่งมั่น

“กริ๊ง ! …” เสียงโทรศัพท์ จากเคาน์เตอร์พยาบาล ดังกังวานขึ้นมา ในความเงียบยามดึก

“ฮัลโหล… โทรจากศัลย์หญิงนะคะ… อ้อเหรอ… เออ.. ตอนนี้มีคนไข้หนัก อยู่คนหนึ่ง ซีดมากเลยนะ หมอก็ยังไม่รู้ว่า ซีดจากอะไร แต่ Blood Bank (ธนาคารเลือด) ไม่มีเลือดกรุ๊ป A เลย…” พี่รองหัวหน้า ตึกศัลย์หญิงโทรมา เพราะทราบว่า ฉันมีเลือด กรุ๊ปเดียวกับคนไข้

“แล้วเขาไม่มีญาติหรือพี่”

“มีแม่แก่ๆอยู่คนหนึ่ง คงจะให้ไม่ได้หรอก หมอจะเอาตั้ง ๒ ขวดแน่ะ!”

ฉันพิจารณาว่า เราเอง ยังต้องช่วยคนไข้ของเรา ที่แผนกนี้ อยู่อีกตั้งหลายชั่วโมง คนไข้ก็มาก งานก็มากด้วย การช่วยนี้ ต้องมีการประมาณ ตามความเหมาะควรด้วย ว่าผลดีกับผลเสียที่ได้รับ คุ้มกันหรือไม่

“พี่คะ.. หนูเองก็อยากช่วย แต่ช่วงนี้ คงให้ไม่ได้หรอก เพราะหนูเพิ่งบริจาคไป เมื่อ ๒ เดือนก่อน (เม็ดเลือดแดง ใช้เวลาสร้าง และเจริญเติบโต ๓ เดือน) และตอนนี้ คนไข้ที่นี่ ก็มากด้วย ขึ้นเวรกันแค่ ๒ คนเอง…”

เสียงพี่ ผู้ช่วยพยาบาลของฉัน ร้องโวยวายมาจาก อีกมุมหนึ่งของแผนก

“อ้อ… ให้ไม่ได้นะ! ก่อนขึ้นเวร ก็ไม่ได้นอนพัก แถมนี่ยังไม่ครบ ๓ เดือนเลย เดี๋ยวฟุบลงไปกลางดึก จะว่ายังไง !”

"ค่ะพี่” "หนูก็บอกไปแล้วว่า ให้ไม่ได้" ฉันบอกให้พี่ผู้ช่วยฯ สบายใจ

หลังจากวัดปรอท ความดันโลหิต และฉีดยาประจำ เวลาตีสอง ได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ ก็ดังขึ้นอีก

“อ้อ… คนไข้เมื่อกี้… หยุดหายใจแล้วนะ เข้าห้อง I.C.U. ไปแล้ว (ไอ.ซี.ยู. = ห้องผู้ป่วยหนัก) หมอบอก ต้องให้เลือดด่วนเลย!”

“ค่ะ พี่ หนูจะเอาไปให้เดี๋ยวนี้แหละ” ฉันตัดสินใจ อย่างฉับพลัน เราจะปล่อยให้คนไข้ตาย โดยที่เรายังไม่ได้ช่วย ให้ถึงที่สุด ได้อย่างไร

ฉันเอง ก็ไม่เคยเสี่ยงอย่างนี้ แต่ก็เชื่อมั่น ในความแกร่ง ของพลังจิตว่า เมื่อเรามุ่งมั่น จะทำอะไรจริงๆ แล้วเราต้องทำให้สำเร็จ

“เราต้องปลอดภัย และกลับมาทำงานต่อ ภายในเวลาอีกหลายชั่วโมงนี้ ให้สมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ ได้อย่างแน่นอน” ฉันให้สัญญากับตัวเอง

พี่ผู้ช่วยพยาบาล ร้องโวยวายอีกครั้ง ด้วยความเป็นห่วง และโมโห

“ให้ไม่ได้นะอ้อ! อย่าไปนะ! เดี๋ยวเป็นอะไรไป…!”

“ช่างมันเถอะพี่ ยังไงชีวิตนี้ มันก็ต้องตายอยู่ดี ไม่วันนี้ก็วันหน้า ขอทำประโยชน์อีกนิดเถอะ พี่รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวหนูจะกลับมา รับรองว่า หนูจะทำงาน ไม่ให้บกพร่องเลย พี่สบายใจได้”

“บอกว่าไม่ให้ไป! คอยดู เดี๋ยวถ้าเป็นอะไรไปละก็ ฮึ!… คนอะไร… ทำอะไร ไม่นึกถึงตัวเองบ้างเลย…”

“พี่อย่าโกรธเลยค่ะ นี่คนไข้ เขาก็จำเป็นจริงๆ… เดี๋ยวหนูมานะพี่”

ฉันวิ่งไปยังธนาคารเลือด อย่างรวดเร็ว ทุกวินาทีที่ผ่านไป หมายถึง ความเป็นความตาย ของคนไข้รายนี้ เจ้าหน้าที่ห้องเลือด แม้จะรู้ว่าเสี่ยง แต่ก็ไม่รอช้าเลย แม้ความดันโลหิต ๘๐/๖๐ ก่อนบริจาคเลือดก็ตาม

ฉันนอน มองเลือดสีแดงสด เข้มข้น ที่ไหลรินๆ ตามสายยาง ลงขวดเลือด

“เลือดขวดนี้ ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ มิได้สร้างมาโดยการเบียดเบียน สรรพสัตว์ใดๆ ขอให้มีส่วนช่วยเธอผู้นั้น ให้รอดด้วยเถิด”

พี่รองหัวหน้าตึก ศัลยกรรมหญิง ตามเข้ามาในห้องเลือด

“อ้าว! อ้อมาแล้วหรือ… มา.. พี่มาร่วมบุญด้วยอีกคน”

“อ้าว! พี่ก็กรุ๊ปเอหรือ” ฉันถามอย่างดีใจ คนไข้รอดแน่ๆเลย คราวนี้

พี่ขึ้นไปนอนเจาะเลือด อีกเตียงหนึ่ง

เมื่อเจ้าหน้าที่มาชักเข็ม ออกไปจากท้องแขน ฉันยังนอนอยู่บนเตียง หันหน้าไปทางประตูของห้องเลือด แล้วก็ได้เห็น สิ่งที่ไม่คาดคิดว่า จะเป็นไปได้

พี่ผู้ช่วยพยาบาล ที่แผนกของฉัน วิ่งมา

“อ้อ…อ้อ! พี่ก็เอาของพี่ มาให้อีกขวดหนึ่ง!”

“…!!?!”

เวรดึกวันนี้ งานสมบูรณ์เรียบร้อย

ฉันพาซาก…เอ๊ย!…ร่าง ลงเวรดึก ไปยังแฟลตพยาบาล มองหน้าตนเอง ในกระจกเงา ดูซีดเหลือง อิดโรยมาก ญาติธรรมท่านหนึ่ง เคยบอกฉันว่า…

“หน้าคุณน่ะ ไม่มีราศีเล้ย… เหมือนหน้าคนไข้ ที่เพิ่งคลอดลูก ใหม่ๆน่ะ!”

“ฉันหัวเราะ อย่างเห็นจริงด้วย คิดในใจว่า ช่างมันเถอะ มันจะเหมือนอะไรก็ช่าง ในเมื่อเพื่อนมนุษย์มีภัย รอการช่วยเหลือ อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เราจะมัวนึกถึงเรื่องอื่น อยู่ได้อย่างไร… ชีวิตเราก็เป็น ดุจจุดเล็กๆ ใต้แผ่นฟ้ากว้าง ที่ดูสั้นนัก และไร้แก่นสาร นึกย้อนไปถึง เมื่อค่ำวานนี้ ภาพศพคนไข้ ประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำ และร่างกาย อันเต็มไปด้วย รังแห่งโรค ของพระภิกษ ุที่เป็นวัณโรค ก็ผุดขึ้นมา ร่างกายของฉัน ก็จะมีความเป็นโรค ความชรา และความตาย มาถึงเหมือนกัน ผิดกันแต่ว่า จะช้าหรือเร็ว เท่านั้น

“พ่อท่านอบรมสั่งสอน ให้ลูกอโศกทุกคน ขยัน กล้าจน ขัดเกลาตน และช่วยเหลือเกื้อกูล มนุษยชาติ ไปอยู่ที่ใด ก็ยังประโยชน์สุข สู่ที่นั้น

บัดนี้ไม่ว่าต่อไป เขาจะเอาพ่อท่านไปไหน ไปทำอะไร แต่ลูกก็จะปฏิบัติบูชา ตามคำอบรม สั่งสอนนั้น ให้มากที่สุด เท่าที่อินทรีย์พละ อันน้อยนิดของลูก จะพึงมีอยู่ เพื่อแสดงความกตัญญู ต่อพ่อ แห่งจิตวิญญาณของ ลูกอโศกทุกคน และต่อศาสนา อันเป็นที่รักยิ่งของเรา”

จิตของฉัน ตรึกตรอง ทบทวนอย่างนี้ ด้วยสภาวะที่สว่าง สงบ และสิ้นความกังวลใดๆ แล้วก็หลับดิ่งลงไป ภายใต้แผ่นฟ้า สีครามสดใส แห่งทิวาวาร

“โอ… ขอบคุณ ทุกๆคน ทุกๆเหตุการณ์เหลือเกิน ที่ได้ให้โอกาสแก่ฉัน ได้ฝึกหัด ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ภายในจิต ให้ลดลงไปได้ อีกวันหนึ่ง”

๒๕ ก.ค.๒๕๓๒

(สารอโศก อันดับ๑๓๘ ส.ค. – ก.ย. – ต.ค. ๒๕๓๒ หน้า ๖๕–๗๐ ฉบับ ขอทำดีเถิด)



“ชีวิตเป็นของน้อย ไม่พอแก่การส้องเสพ มาอุทิศชีวิต อันไร้แก่นสารนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนทุกข์ ทั้งหลายกันเถิด เบียดเบียนซึ่งกันและกันหรือ

อย่ากระนั้นเลย… แต่ชาติ ชรา มรณะ เบียดเบียน ก็มากพออยู่แล้ว มาเป็นความอบอุ่น ซึ่งกันและกัน ในดินแดน อันลำเค็ญ แห่งนี้เถิด”

“อันติมะ”