มนุษย์สีขาวปฏิบัติธรรม

เหตุเกิดขึ้นที่ปาก

"อ้าปากกว้างๆซิ!"
เสียงคำสั่งห้วนๆนั้น ดังมาจากข้างตัว

ฉันซึ่งอยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ บ่งบอกถึง ความเป็นชาวบ้านนอก อย่างชัดเจน รีบอ้าปาก ตามเสียงนั้น อย่างว่าง่าย ขณะนอนเกร็งตัว อยู่บนเก้าอี้ทำฟัน อย่างสงบเสงี่ยม

เสียงเอี๊ยดๆ ของเครื่องกรอฟัน เมื่อยามกระทบกับเนื้อฟัน ดังแหลมอี๊ด ชวนให้เสียวฟันยิ่งนัก

"แหงนหน้าขึ้น!" เสียงนั้นดังขึ้นกว่าเดิม อาจเป็นเพราะ ต้องพูดแข่งกับเสียงแหลมๆ ของเครื่องมือก็ได้

มีบางช่วง ที่เครื่องมือ พลาดไปโดนเหงือก และผนังด้านในของปาก จนเป็นแผล ฉันเจ็บจนสะดุ้ง

"เป็นอะไร" เสียงนั้นถามขึ้น อย่างหงุดหงิด

"เจ็บ" ฉันตอบสั้นๆ

"ก็เจ็บกันทั้งนั้นแหละ!" เธอแหวขึ้น อย่างคนอารมณ์เสีย "...มาทำฟัน จะให้ไม่เจ็บได้ยังไงล่ะ"

"โอ๊ย!" คงเป็นเพราะความบังเอิญ ที่เครื่องกรอฟัน กระทบกับผนังด้านในของปาก อย่างจัง ฉันสะดุ้ง และร้องขึ้นเบาๆ

"อะไรอีกล่ะ! ...นี่อยู่นิ่งๆได้มั้ยฮึ!"

ฉันพยายามให้ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ ตั้งสติให้มั่น เพื่อที่จะไม่ส่งเสียงร้องออกไปอีก เมื่อรู้สึกเจ็บปวด และ แม้จะเสียวฟัน อย่างไรก็ตาม

ในใจก็คิดว่า ได้ยินคำพูดดุๆยังงี้ ไม่อยากจะมาทำฟันอีกเลย เจ้าหน้าที่ทำฟันคนนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ และเธอผู้นี้ ไม่รู้จักฉันด้วย ว่ากันที่จริงแล้ว เธอผู้นี้ต่ำกว่าฉัน ทั้งทางด้านคุณวุฒิ และวัยวุฒิ ถึงเธอจะเห็นว่า ฉันเป็นชาวบ้านนอก แต่เมื่อเห็นใบหน้า ที่ย่างเข้าสู่วัยกลางคน ของฉันแล้ว เธอก็ควรให้เกียรติกัน โดยวัยวุฒิบ้าง ฉันเรียกร้องอยู่ในใจ และเมื่อคิดขึ้นมาได้ ก็รีบสอนตัวเองว่า เราโตแล้ว ทำไมยังคอยเรียกร้อง อยากฟัง แต่คำพูดดีๆ และไม่ชอบให้ใคร มาดุว่าอย่างนี้

ระลึกย้อนไป เมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้น ฉันยังเป็นนักศึกษาพยาบาล อยู่ที่วิทยาลัยพยาบาล ชลบุรี ช่วงที่ต้องไปผ่าฟันคุด (กรามซี่สุดท้าย)ออก อาจารย์หมอฟันท่านนั้น ใจดีมาก พยายามทำอย่างเบามือ น้อยครั้งที่จะเจ็บ หากเมื่อใด ฉันร้อง"โอ๊ย!" เมื่อรู้สึกเจ็บ อาจารย์หมอผู้อ่อนโยน จะพูดปลอบว่า

"นิดเดียวนะหนู... ไม่เจ็บนะ ...ไม่เจ็บ"

ฉันดีใจมาก ที่อาจารย์หมอใจดี และพูดปลอบใจตลอดเวลา อา... ช่างต่างกับตอนนี้ ราวฟ้ากับดิน!

ฉันบอกกับตัวเองว่า

ใช่สิ... ก็ตอนนี้ เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ และกำลังฝึก เอาชนะกิเลสตัวเองอยู่ด้วย เราควรจะอดทน และไม่ควรเรียกร้อง ให้เจ้าหน้าที่คนนี้ มาพูดดีๆด้วย เขาอุตส่าห์ขูดหินปูนให้ ก็นับเป็นพระคุณแล้ว

เมื่อคิดได้อย่างนี้ ฉันจึงกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ อย่างอดทน และไม่เปล่งเสียงร้อง ออกมาอีกเลย

น้ำที่ล้างซี่ฟัน จากเครื่องมือ กระเด็นเป็นฝอย ขึ้นมาเต็มใบหน้า และไหลลงไปที่คาง ฉันจึงใช้กระดาษทิชชู เช็ดที่คางเบาๆ

"ไม่ต้องเช็ด! เดี๋ยวก็เปียกอีก!" ฉันจึงหยุดเช็ดทันที

"นี่ลิ้นน่ะ เอาออกมาทำไม หดกลับเข้าไป!" เสียงเธอผู้นั้น สั่งอย่างเฉียบขาด ฉันรีบทำตามอย่างรวดเร็ว แหม...ไอ้ลิ้นเจ้ากรรมนี่ ก็เกะกะจริง หากทำได้ ก็อยากจะม้วนมัน จุกไว้ที่คอหอยซะเลย ทำให้เราโดนดุอีกแน่ะ

พ่อท่านเคยสอนว่า ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ ในปัจจุบัน ก็คือ ผลพวงของวิบากกรรม ที่เราได้ไป ก่อไว้แล้วทั้งนั้น ฉันบอกกับตัวเองว่า จริงสิ เราเองก็ยังเคยพูดไม่ดี กับคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่เจตนา และด้วยอำนาจ กิเลสโทสะก็ตาม ยอมรับใช้หนี้กรรม เสียดีๆเถอะเรา หากเราไม่ไปสร้าง อกุศลกรรมไว้อีก วันแห่งความอิสระ จากความเป็นหนี้ ย่อมรอเราอยู่เบื้องหน้า อย่างแน่นอน

จิตของฉันขณะนี้ ปล่อยวางอย่างเต็มที่

"อ้าปากกว้างๆซิ!" เสียงเธอผู้นั้น ดังขึ้นมาอีก ฉันเองก็พยายามอ้าปาก ให้กว้างที่สุด เพื่อเธอผู้นั้น จะได้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกหลายครั้ง ที่เจ็บปวด ฉันอดทนเต็มที่ ไม่ขัดขืน และไม่ส่งเสียงร้องอีกเลย เหงื่อไหลซึมย้อยที่ใบหน้า และชุ่มโชกที่แผ่นหลัง

ครู่ใหญ่ต่อมา เธอผู้นั้นจึงบอกว่า "เสร็จแล้ว"

ฉันยกศีรษะขึ้น บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก เลือดสีแดงสด ที่ออกมาจากปาก ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ไปทั้งปากและลำคอ

ฉันพูดว่า "ขอบคุณค่ะ" แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำฟัน และเกือบจะทันทีนั้นเอง เจ้าหน้าที่ห้องฟัน อีกคนหนึ่ง หันมาเห็นเข้าพอดี เขาเดินตรงเข้ามาทัก อย่างรวดเร็ว

"อ้าวพี่ มาทำฟันหรือครับ"

"ค่ะ" ฉันเงยหน้า มองผู้มาใหม่ ยิ้มให้อย่างขำๆ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ที่ทำฟันให้เมื่อครู่นี้ หันขวับ มามองหน้าฉัน อย่างรวดเร็ว

"ไม่ได้ขึ้นเวรหรือครับวันนี้" เธอผู้นั้น ก้มดูบัตรประจำตัวของดิฉัน ซึ่งวางไว้บนโต๊ะข้างตัว

ฉันตอบคำถาม และรับใบสั่งยาที่เคาน์เตอร์ แล้วก็เดินจาก แผนกทันตกรรม มาเงียบๆ

คิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ฉันออกเวรแล้ว กลับไปยังที่พัก ฉันสารภาพกับแม่ว่า

"แม่...วันนี้ดุญาติคนไข้ซะแล้ว"

"อ้าว... ไปดุเขาทำไมล่ะลูก... พูดกับเขาดีๆซีลูก" แม่มักจะเตือนฉัน อย่างอ่อนโยนเสมอ

"ก็บอกให้เขา ไปรอข้างนอกก่อน เขาอยากไม่เชื่อทำไมล่ะ พูดตั้งหลายครั้งนะแม่"

ฉันตอบแม่ไป โดยไม่ได้สำนึกสักนิดว่า เมื่อจะมาฝึกหัดล้างกิเลสแล้ว ไม่ว่าเหตุการณ์ภายนอก จะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็ต้อง ไม่พร่าประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก

วันนี้ฉันกลับไปยังที่พัก เล่าเหตุการณ์ ขณะที่ไปขูดหินปูน ให้แม่ฟัง แม่หัวเราะขบขัน ทำเอาฉันต้อง พลอยหัวเราะไปด้วย แม่พูดว่า

"นี่แหละเห็นมั้ย เวรกรรมตามทันล่ะ ทำเขาอยู่เมื่อวาน วันนี้ก็เลยเจอดี"

ฉันเล่าให้เพื่อนร่วมงาน ที่แผนกสูตินรีเวชฟัง เพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่มีใครสงสาร หรือเห็นใจฉันบ้างเลย ซ้ำยังหัวเราะ กันยกใหญ่ และยังบอกอีกว่า

"ดี... สมน้ำหน้า... นั่นแหละ... อยากชอบใส่เสื้อผ้าเก่าๆดีนัก! ทีหลังจะได้เข็ด!"

อีกคนถามว่า

"ใครเป็นคนขูดหินปูนให้ล่ะ!"

"ไม่บอก!"

ใครทำไม่ดี ก็เป็นกรรมของผู้นั้นเอง ฉันไม่อยากให้เธอผู้นั้น ต้องเสียชื่อเสียงเพราะฉัน

อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเมื่อวันก่อน ฉันบอกให้ญาติ ออกไปรอข้างนอก เพราะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว เมื่อพวกเขาไม่ออก ฉันจึงเตือนอีกสองครั้ง บางคนก็ยังดื้อ ไม่ยอมออกไปรอ ข้างนอกหอผู้ป่วย ฉันเกิดอารมณ์ไม่พอใจ จนบางครั้ง ก็พูดออกมา ด้วยอำนาจของโทสะ ทั้งที่ฉันเอง ก็อยากให้ศีลข้อ ๔ บริสุทธิ์อยู่ พยายามคิดหาสาเหตุ ของการแพ้กิเลสตัวนี้ ในที่สุด ก็สรุปได้ว่า

ข้อแรก เพราะสติตก ไม่แววไว ตามรู้อารมณ์ในจิตไม่ทัน ปล่อยให้มันไหลไป ตามอำนาจกิเลส

ข้อที่สอง คือจิตของฉัน ยึดมั่นถือมั่น ในกฎระเบียบเกินไป และยึดว่า "ต้องทำตามที่ฉันบอกนะ"

ตลอดหลายวันต่อมา ฉันเฝ้าตามรู้อารมณ์ในจิต เมื่อมีอารมณ์ ไม่พอใจเกิดขึ้น ก็บอกกับตัวเองว่า

"เราต้องการให้ตัวเอง เป็นอิสระจากความโกรธ ไม่ใช่หรือ ทำไมจึงยังเป็นทาสมันอยู่ได้ ไม่เอาชนะมันตอนนี้ อีกกี่ภพกี่ชาติ ถึงจะอยู่เหนือมันได้เล่า"

ฉันพยายามปรับจิต เอาชนะอารมณ์โกรธอยู่เสมอ ทำบ่อยๆเข้า ก็คล่องขึ้น และ สงบเยือกเย็นขึ้น

เช้าวันนี้ กลุ่มควันบุหรี่ ลอยคลุ้งเข้ามา ยังเคาน์เตอร์พยาบาล เป็นระลอก ฉันซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมา กับควันบุหรี่มานาน รีบสำรวมจิต ไม่ให้ตกไปอยู่ ในอารมณ์ไม่พอใจ

"ใครสูบบุหรี่น่ะ" ฉันถามออกไป

"ผมเองครับ !" ญาติคนไข้รายหนึ่ง ตอบชัดถ้อยชัดคำ เหมือนทหารรายงานตัว

"ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่นะคะ ป้ายห้ามสูบบุหรี่ ก็อยู่ตรงนี้ ถ้าจะสูบ ต้องลงไปชั้นล่างนะคะ" ฉันบอกอย่างใจเย็น

"ขออัดอีกนิดเถอะหมอ... จะหมดมวนอยู่แล้ว... เสียดาย!"

อีกครั้ง ที่หมดเวลาเยี่ยมแล้ว ฉันก็พูดขึ้นว่า

"หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะคะ ญาติต้องออกไปรอข้างนอกก่อน สิบโมงเช้า ค่อยเข้าเยี่ยมใหม่นะคะ"

ราวกับเอาสำลี ไปปาหนังแรด อย่างนั้นแหละ ไม่มีใครออกไป ตามคำบอกนั้นเลย หลายคนยังนั่งคุย บางคน ยังสาละวน เลี้ยงเด็กอ่อน ให้คนไข้ อยู่ข้างเตียง

อีกสิบนาทีต่อมา ฉันซึ่งสำรวม ระวังอารมณ์ไว้ดีแล้ว กล่าวเตือน เป็นครั้งที่สามว่า

"ญาติ...หมดเวลาเยี่ยม นานแล้วนะคะ จะปิดประตูแล้ว"

พี่ผู้ช่วย ผู้ช่วยพยาบาล นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ พูดขึ้นว่า

"อ้อนี่ อารมณ์เย็นดีนะ"

"ไม่ใช่หรอกค่ะพี่ หนูกำลังฝึกตัวเองน่ะ" ฉันตอบจากใจจริง และเดินไปล็อคประตู

"เดี๋ยวหมอ อย่าเพิ่งปิด ฉันขอเข้าไปเอา เชี่ยนหมากหน่อย"

"หมอ ขอเข้าไปชงนมให้เด็ก เดี๋ยวเดียวแหละ"

"หมอ เด็กมันร้องน่ะ ขอเข้าไปดูเด็กเดี๋ยวนะ"

บทเรียนบนเก้าอี้ทำฟัน ให้ประโยชน์ในการสำรวม วจีกรรมของฉัน เป็นอย่างดี

"อ้าปากกว้างๆซิ!" เสียงนั้น ดังขึ้นมา ในห้วงของความคิด

เราไม่อยากให้ใคร ทำกับเราอย่างไร เราก็อย่าทำอย่างนั้น กับคนอื่น

"Every things happen for the best"

แท้จริงแล้ว เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก็เพื่อให้เราได้ฝึก ความอดทน สุขุม ละเอียด ในการเอาชนะ กิเลสในตนทั้งสิ้น และตักเตือนเรา ให้เว้นขาดจาก อกุศลกรรมทั้งปวง เพื่อจะได้ไม่ต้อง หมุนเวียน ไปรับวิบากกรรม เหล่านั้นอีก ในอนาคต

"ลูกไกลพ่อ"
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ; ๑ :๓๐ น.

ปล. ต้องกราบขอบพระคุณ นพ.เกรียงศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ ที่ช่วยกรุณา แนะนำ ด้านความรู้เกี่ยวกับ คนเป็นโรคเรื้อน ให้ดิฉันได้ทราบ (จากจ.ม. ญาติธรรม ในหนังสือสารอโศก ฉบับ อโศกรำลึก’๓๓) และ หากดิฉัน เข้าใจอะไรผิดพลาดอีก ก็ขอความกรุณาคุณหมอ ช่วยแนะนำตักเตือน ไปอีกนะคะ

(สารอโศก อันดับ๑๔๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓ อธิษฐาน)