มนุษย์สีขาวปฏิบัติธรรม

ความฝันกับชีวิตจริง

"...จากนั้นเจ้าหญิง และ เจ้าชาย ก็กลับมาครองรักร่วมกัน และ มีความสุข ชั่วกาลนาน"

นิทาน ที่เคยได้ฟัง สมัยที่ฉันยังเป็นเด็กผู้หญิง ตัวเล็กๆอยู่ ยังจำได้ดี ขณะนั้น ฉันรู้สึกว่า โลกนี้สวยสดงดงาม ไปเสียทุกอย่าง

อารมณ์โรแมนติก เช่นนี้ ติดตัวมา จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาเดินทาง นั่งรถไปไหนไกลๆ ฉันก็จะชื่นชมธรรมชาติ สองข้างทาง ท้องทุ่งหญ้าสีเขียว กว้างไกลสุดสายตา แสงแดดสดใสอบอุ่น สายลมพัดเย็น พันธุ์ไม้ดอกนานา บานสะพรั่ง งามจริงๆ

จะว่าเป็นเรื่องตลก ที่แสนเศร้า ก็ดูจะไม่ผิดนัก ในชีวิตแห่งความเป็นจริง ฉันมีงานที่ต้องรับผิดชอบ มากมาย งานให้การพยาบาล ดูแลคนไข้ ในโรงพยาบาล ทำให้ฉันได้เห็น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก จากบุคคลอันเป็นที่รัก ได้เห็นน้ำตา แห่งความพลัดพราก จากสิ่งอันเป็นที่รัก และ จากการประสบกับ สิ่งอันไม่พึงปรารถนา อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เหตุการณ์ในความฝัน อันสวยสดงดงาม กับชีวิตจริง ดูจะไปด้วยกันไม่ได้ เอาเสียเลยทีเดียว

มีบางช่วงของชีวิต (ของผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างฉัน) ที่หัวใจหวั่นไหว ล่องลอยไปกับ โลกสีชมพู ของความรัก ฉันก็จะได้อยู่ ในดินแดนแห่ง "ภารตฝัน" ไม่นานเลย จะต้องมีเหตุการณ์ต่างๆ มากระตุ้นเตือน ให้ฉันกลับมา อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกครั้งไป โลกสีชมพูในฝัน ช่างสวยสดงดงาม เต็มไปด้วยความสุข แต่ชีวิตจริงๆ ของฉัน ต้องทำงานในโรงพยาบาล ให้การพยาบาล ดูแลช่วยเหลือคนเจ็บป่วย คนที่มีความทุกข์ทรมาน ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

คนไข้บางคน มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ฉันจะไต่ถามอาการ อย่างเอาใจใส่ ฉันเอามือไปอัง ที่หน้าผากของเขา ฉันเช็ดตัวให้ เพื่อลดไข้ ฉันฉีดยา เพื่อลดอาการปวดแผล คนไข้ที่มีหนอง เน่าเหม็น อยู่ในแผลเรื้อรัง เหวอะหวะ ฉันจะล้างแผล และค่อยๆรีดหนองออกมา อย่างเบามือ ญาติที่ร่ำไห้ เพราะคนไข้เสียชีวิตลงไป ฉันจะยกมือโอบ ปลอบประโลม อย่างเห็นใจ ในโลกแห่งความจริง สอนฉันว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เวียนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไป

ทุกครั้ง ที่ให้การพยาบาลคนไข้ ฉันจะมอง ตามมือทั้งสองข้างของฉัน อันมีรูปลักษณ์ ดุจใบตาล! (เพราะมันทั้งกว้าง และใหญ่... หาความงามมิได้!) สำนึกภายใน บอกกับตัวเองว่า

"มือทั้งสองนี้ สร้างมาเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน มิใช่เพื่อกอบโกย หรือ แย่งชิงสิ่งต่างๆ เข้ามาให้กับตัวเอง (ถ้ากอบโกย ก็คงได้มากกว่าคนอื่น เพราะมือมันใหญ่!) ...ชีวิตนี้ มิได้เกิดมาเพื่อรัก หากเกิดมาเพื่อให้"

เสียงแว่วเตือนสติ จากผู้ที่ฉันเทิดทูนบูชา ท่านหนึ่ง ดังขึ้นอีกว่า

"คนที่จะทำงาน บำบัดทุกข์ ให้เพื่อนมนุษย์นั้น จะมัวเสพย์สุข จะมัวยึดแต่บุคคล อันเป็นที่รัก มิได้เลย แม้แต่น้อย ถ้ามีความรักกับใคร เป็นพิเศษ ความเมตตาย่อมถูกจำกัด ดวงจิตย่อมเจือด้วยอคติ การตัดสินใจใดๆ จะไม่ประกอบพร้อม ด้วยปัญญาบริสุทธิ์"

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ฉันออกเวร เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า และ กำลังถีบจักรยาน (คู่ชีพ!) กลับไปยังแฟลตที่พัก ถนนหนทาง ว่างโล่ง และ เงียบสงบจริงๆ อากาศกลางคืน เยือกเย็น สายลมพัดมา กระทบชุดขาว เป็นระยะๆ พระจันทร์สีเงิน ในคืนเพ็ญ ทอแสงงาม กระจ่าง ฉันรำพึงในใจว่า

"คืนนี้ฟ้างามสะอาดตาจริงๆ" เพลงหวานแต่อดีต ดังแว่วขึ้นมาในใจ

"จันทร์กระจ่างฟ้า...นภาประดับด้วยดาว โลกสวยราวเนรมิต ประมวลเมืองแมน"

ความคิดของฉัน สะดุดลงเพียงนั้น เมื่อมีสุนัขสีขาวตัวหนึ่ง วิ่งตัดหน้ารถผ่านไป ความสว่างจากแสงจันทร์ ทำให้ฉันเห็นว่า มันเป็นสุนัขขี้เรื้อนด้วย!

ฉันยิ้มให้กับตัวเอง อย่างขันๆ เป็นอย่างนี้ทุกทีซีน่า! ...ความสุขอันแสนหวาน อันเป็นดุจภาพมายา มักหลุดลอยไป รวดเร็วเสมอ จากเรื่องสุนัขขี้เรื้อน วิ่งตัดหน้าไปนี้ ก็เหมือนจะเตือนบอกว่า อย่ามัวฝันหวาน ชมดอกไม้ข้างทางอยู่เลย แท้จริง โลกที่เราเห็นว่า งดงามอยู่นี้ ก็คือแดน ที่สัตวโลก ต้องเกิดมาทุกข์ มาใช้หนี้กรรมทั้งสิ้น... สัตวโลก ที่ทุกข์ทรมาน (เช่นสุนัขขี้เรื้อนตัวนี้) ที่รอคอยความช่วยเหลือ รอการปลดเปลื้องทุกข์ ยังมีอีกมากมายนัก

เราเองก็เถอะ หากมัวเอ้อระเหย ลอยชายอยู่ อาจมีสักกี่ชาติ ที่วิบากกรรมบางชุด ทำให้ต้องมาเกิด เป็นสุนัขสีขาว (แทนที่จะเป็น มนุษย์สีขาว!) แถมยังเป็น ขี้เรื้อนทั้งตัวอีก ต่างหาก!

พระพุทธองค์ตรัสว่า วิบากกรรม อันเป็นดุจหมาไล่เนื้อ หากเราหยุดอยู่ ในการสร้างกุศลกรรม... ในการขัดเกลาจิตวิญญาณ ของตนเอง วิบากกรรมหนัก ที่เคยไปสร้างไว้บางชาติ ก็จะตามมาทัน ทีนี้ก็จะไม่มี "ขณะ" ไม่ใช่ "กาละ" ที่จะฝึกฝนตน และ สร้างบุญบารมี อีกต่อไป

ขณะที่กำลังเขียน เรื่องนี้อยู่ ฉันกำลังได้รับ ความสะเทือนใจอย่างมาก จากเรื่องราว ที่ได้เกิดขึ้นมาในชีวิต หลังจากที่หยุดงานไปหลายวัน พอมาขึ้นเวรเช้าวันนั้น ฉันก็ได้ทราบจาก เพื่อนร่วมงาน และ จากข่าวหน้าหนึ่ง ของหนังสือพิมพ์ว่า ข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่ง ประสบอุบัติเหตุ รถชนกัน และเสียชีวิต ขณะถูกนำตัว ส่งโรงพยาบาล เขาผู้นี้คือ สามีของ พี่พยาบาลคนหนึ่ง ที่สนิทกับฉันมาก และ "พี่ชัย" ผู้ตาย ก็สนิทกับฉันมาก เช่นกัน พี่ชัยแก่กว่าฉัน ๓ ปี เราเกิดราศีเดียวกัน แทบจะเป็นวันเดียวกัน ความคิดความอ่าน เหมือนกัน ในเกือบทุกเรื่อง ต่างกันตรง การดำเนินชีวิต เท่านั้น

ฉันยังจำได้ดี เมื่อ ๘ ปีก่อน งานแต่งงานของพี่ชัยและพี่สุ เป็นงานสุดท้าย ของงานแต่งงาน ที่ฉันไปร่วมงาน (เพราะสนิทกัน ทั้งสองฝ่ายมาก) งานนั้นจัดใหญ่โต หรูหรามาก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมอวยพร กันคับคั่ง ชีวิตคู่หลังแต่งงาน ของพี่ชัยและพี่สุ แรกๆก็หอมหวาน เหมือนคู่อื่นๆ ไม่นาน ฉันก็ต้องกลายเป็น ที่ปรึกษาจำเป็น ที่คอยฟังปัญหา ความขัดแย้ง การกระทบกระทั่งกัน ในชีวิตคู่ มีหลายเรื่อง ที่ทั้งสองฝ่าย ต้องปรับเข้าหากัน ไหนจะปัญหาญาติ ทั้งสองฝ่าย ที่เข้ามาก้าวก่าย ปัญหาการอบรม เลี้ยงดูลูก การใช้จ่ายเงินทอง ภายในบ้าน บางครั้ง ก็มีเรื่อง "ผู้หญิงอื่น" เข้ามา เป็นบุคคลที่สามด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ทางฝ่ายพี่สุ ดูจะเดือดร้อน และทุกข์ใจ มากกว่าเรื่องอื่น

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน พี่สุก็มาร้องไห้ปรับทุกข์ เพราะเกิดเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกันอีก เหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีทิฐิของตนเอง ไม่พยายามปรับตัวเข้าหากัน ทุกครั้ง ที่พี่สุมาหา ฉันก็จะรับฟังปัญหา พยายามปลอบใจ ให้กำลังใจ ให้ความรู้เรื่องสัจธรรม กับเธอไปบ้าง ซึ่งก็ทำให้พี่สุ สบายใจขึ้น

สองวันต่อมา เธอก็มาบอกว่า "เราดีกันแล้ว เข้าใจกันแล้ว" ด้วยใบหน้า ที่มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส

สี่วันก่อน ฉันอยู่เวรบ่าย พี่สุอยู่เวรพยาบาล ตรวจอาการ เธอดีใจ ที่เราอยู่เวรตรงกัน และ พาลูกสาวคนเดียวของเธอ มาอยู่กับฉัน ที่หอผู้ป่วยด้วย

เมื่อมีเวลาว่าง จากงานดูแลคนไข้ ฉันก็จะเล่านิทานคติธรรม และ ชวนลูกสาวของพี่สุ เล่นกันอย่างสนุกสนาน (ถือโอกาส "ปล่อยแก่" ไปด้วยในตัว!)

สี่ทุ่มแล้ว พี่ชัยซึ่งไปตีเทนนิส นัดว่าจะมารับลูก ก็ยังไม่มา ทุกคนก็เฝ้ารอ จนห้าทุ่ม พี่สุทนไม่ไหว จึงบ่นขึ้นมา อย่างไม่พอใจว่า เขาไม่ตรงเวลา ไม่รักษาคำพูด ฉันจึงปลอบว่า พี่ชัยอาจติดธุระฉุกเฉิน อะไรอยู่ก็ได้ แต่ในใจ นึกอนุโมทนาตัวเองว่า

"เราสิโชคดี จะขึ้นเวรลงเวร ไม่ต้องรอให้ใครมารับมาส่ง ชีวิตโสดนี่ ช่างอิสระเสรีจริงๆ"

จนเที่ยงคืน พี่สุ จึงพาลูกกลับบ้าน ด้วยรถสามล้อเครื่อง ๒๐ นาทีต่อมา พี่ชัยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ในชุดนักกีฬา ทำท่าน่าขำ... เหมือนเด็ก มีความผิดติดตัว

"อ้อ!...สุล่ะ!?" พี่ชัยถามอย่างรีบร้อน

ฉันได้ที เลยวางมาดผู้ใหญ่เต็มที่ (นานๆจะได้อบรม ผู้ใหญ่เสียที)

"พี่เขาพาลูกกลับไปบ้านแล้ว... ทำไมมาเอาป่านนี้ล่ะ รีบไปเลยนะ รู้สึกพี่สุ จะงอนด้วยแหละ"

พี่ชัย วิ่งจี๋ไปยังรถเก๋ง แล้วขับออกไป จากโรงพยาบาล อย่างรวดเร็ว ฉันมองตามไป อย่างขำๆ ยังจำภาพนั้น ได้เป็นอย่างดี ไม่นึกเลยว่า จะเป็นภาพสุดท้าย ที่ได้เห็น ขณะที่พี่ชัยมีชีวิตอยู่ หากรู้สักนิดว่า อีกสามวันต่อมา เขาจะเสียชีวิต ฉันก็คงไม่ล้อเล่น และจะพูดกับเขา ให้ดีกว่านั้น ให้สมกับที่จะเป็น ประโยคสุดท้ายในชีวิต ที่เราจะพูดกัน!

ในงานศพพี่ชัย ฉัน และเพื่อนพยาบาล อีกสองคน ต้องทำหน้าที่รับแขก ส่วนพี่สุ ก็เอาแต่ร้องไห้เสียใจ จนหน้าตาบวม มันกระทันหันเกินไป ที่หัวใจอันบอบบาง ของเธอ จะรับคลื่นมรสุมชีวิต ที่โหดร้ายนี้ได้ทัน บ่อยครั้ง ที่น้ำตาพี่สุ ไหลรินออกมา อย่างกลั้นไม่อยู่ เธอหมดอาลัย ตายอยากในชีวิต ไม่รู้ว่า จะมีชีวิตอยู่ไป เพื่ออะไร หากไม่มีลูกอยู่ เธอก็จะขอตาย ตามเขาไปด้วยแล้ว เธอบอกกับฉันอย่างนั้น

ช่วงอาบน้ำศพ ฉันเอามือ ไปแตะมือที่ขาวซีดและเย็นชืด ของพี่ชัยอย่างจงใจ หากวิญญาณของเขา รับรู้ได้ ฉันก็จะบอกพี่ชัยว่า ในชาติต่อๆไป ขอให้พี่เบนเข็มชีวิต เข้าสู่ทางธรรม ให้มากกว่านี้ ใช้เวลาของชีวิต ไปกับการสร้างกุศลกรรม และ ขัดเกลากิเลส ออกไปให้มากที่สุด อย่าได้เป็นห่วงลูก และภรรยาเลย ฉันเอง ก็จะทำหน้าที่เพื่อน ในยามทุกข์ยาก ที่ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ สำหรับพี่สุ และลูกต่อไป

วันเวลาแห่งความสุข ของพี่ทั้งสอง ดูช่างผ่านไป รวดเร็วเหลือเกิน

ร่างของพี่ชัย เพื่อนสนิท ที่แสนดีคนหนึ่ง กำลังถูกเผามอดไหม้ ไปในกองเพลิงแล้ว ทิ้งภรรยาและลูก ให้นำนาวาชีวิต ล่องลอยไป ในวัฎฎสงสาร แต่เพียงลำพัง

"จากนั้น เจ้าหญิง และ เจ้าชาย ก็กลับมาครองรักร่วมกัน และ มีความสุขชั่วกาลนาน"

ในโลกแห่งนิทาน ใครจะเสกสรรปั้นแต่ง ให้งดงามเท่าใดก็ได้ แต่ในชีวิตจริง ที่ต้องเผชิญอยู่ ก็คือ ความทุกข์ทั้งสิ้น... ทุกข์เพราะพลัดพราก จากบุคคล หรือ สิ่งอันเป็นที่รัก และ ทุกข์เพราะประสบกับบุคคล หรือ สิ่งอันไม่เป็นที่รัก

ฉันได้ยินหมอคนหนึ่ง บอกกับพี่สุว่า

"อธิษฐานซิ ขอให้ได้เกิดมา รักกันอีก ทุกชาติๆ"

ฉันยิ้มในใจ...

ความทุกข์ ที่พี่สุกำลังประสบอยู่นี้ ก็มากมาย น่าจะเพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ตื่นจากความฝัน มาอยู่ในโลก แห่งความเป็นจริง ละ หน่าย คลาย จากความรัก ความเกาะเกี่ยว ผูกพันได้แล้ว ทำไมจึงต้อง ไปอธิษฐาน ให้ผูกพันกันอีก ในชาติต่อๆไป... ความรัก ความผูกพันข้ามชาตินี้ จะต่างอะไรกับ การจองเวร จองกรรมกัน... ผูกกันไว้ ไม่ให้หลุดพ้น และ อยู่เหนือทุกข์ได้

ดังพระพุทธพจน์ ที่ว่า "ขึ้นชื่อว่า ผู้เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พึ่งได้ เป็นผู้กีดกั้นเธอ ที่จะไปสู่ปรโลก"

นิทานชีวิตรัก ปิดฉากลงอีกคู่หนึ่งแล้ว หากเป็นทางโลก ก็อาจสรุป ให้เพราะพริ้ง จับใจว่า

"คนดีที่รัก ฉันยังรักเธออยู่ จงมาได้โปรดรับรู้ วิญญาณ ที่อยู่แดนฟ้า ฉันก่อนจะนอน เฝ้าวิงวอนให้เทพเทวา ให้เราพบกันชาติหน้า ขอบูชารักเธอทุกชาติ"

ความรัก ที่ผูกพันกันเช่นนั้น เป็นความรัก ที่แท้จริงหรือ ฉันถามตัวเอง และ กลับเห็นด้วยกับ ข้อความที่ว่า

"ความรัก ที่แท้จริง คือการปลดปล่อย สู่ความเป็นอิสระ ด้วยกันทุกฝ่าย ขณะใด จิตซึมซาบ อยู่กับ"ความหลุดพ้น" ขณะนั้นชื่อว่า เป็นทั้งผู้ปลดปล่อย และ ผู้ได้รับการปลดปล่อย เป็นทั้งผู้ให้ความรัก และ ผู้รับความรัก จากสากลจักรวาล"

บันทึกฉบับนี้ เขียนขึ้นในช่วง ผ่านเทศกาล วันแห่งความรัก มาไม่นาน

ในปีนี้ (ใกล้ความตายเข้าไป อีกปีหนึ่งแล้ว) พวกเรา นักปฏิบัติธรรมทุกท่าน คงมีความรัก ที่มิติสูงยิ่งๆขึ้น ไม่เบียดเบียน ผูกพันกัน ปลดปล่อยหัวใจ ไปสู่ความอิสระเสรี รัก ที่จะเห็นกันและกัน ก้าวขึ้นสู่ความประเสริฐ ความบริสุทธิ์สะอาด ในการประพฤติพรหมจรรย์ ยิ่งๆขึ้นไป ฉันเองก็จะพยายาม ตื่นจากโลกแห่งความฝัน มาอยู่กับชีวิต แห่งสัจธรรมความเป็นจริง ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่นกัน

และ ขอให้เพื่อน นักปฏิบัติธรรมทุกท่าน รวมทั้งตัวข้อยเอง เจริญในธรรม ยิ่งๆขึ้นไป สาธุ

ลูกไกลพ่อ
๒ มีนาคม ๒๕๓๖; ๓.๓๐ น.

(สารอโศก อันดับ ๑๖๑ เม.ย. – พ.ค. ๒๕๓๖)