คาถาธรรม ๑๔

ผู้เข้ากระแส

สัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ลึกซึ้งนัก เป็นคัมภีรา เห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก ประณีต สงบอยู่ในตัว ด้นเดาเองไม่ได้ คาดคะเนไม่ได้ เป็นเรื่องละเอียดละเมียดละไม รู้ได้เฉพาะบัณฑิตจริงๆ

เพราะสัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นความจริงยิ่งนัก ผู้ที่เข้าถึงสัจธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เข้าด้วยความคิด ไม่ใช่เข้าด้วยความเฉลียวฉลาด เท่านั้น ไม่ได้เข้าถึงได้เพียงความรู้ จะรู้รอบ รู้เร็ว รู้จัด ปานใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีความจริง ผู้นั้นก็ไม่ได้ชื่อว่า เข้าถึงคำว่า เป็นอริยะของพระพุทธเจ้า หรือผู้เข้ากระแส

ผู้มีมรรคมีผล คือ ผู้พ้นสักกายทิฏฐิหนึ่ง ผู้รับศีลรับพรตในแนวทางนั้นๆ ของพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติได้ผล นั้นอีกหนึ่ง และผู้พ้นวิจิกิจฉา พ้นคลางแคลงสงสัยลังเล นั้นอีกหนึ่ง สามหลักนี้ เป็นตัวสำคัญมาก จะต้องเป็นผู้ที่เป็นจริง เข้าถึงสภาพ มีสภาพพ้นสักกายะจริง พ้นวิจิกิจฉาจริง และรับศีลรับพรตปฏิบัติ ในการปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรตนั้น ต้องมีการก้าวหน้า มีการเจริญตามทางนั้นๆ ด้วยทิฐิที่ถูกตรงจริงๆ จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าสู่โลกใหม่ เป็นอริยบุคคล

ดังนั้น ผู้เข้าใจด้วยความหมาย ผู้รู้ด้วยภาษา แต่ไม่เป็นจริงนั้น ผู้นั้นจึงยังไม่ชื่อว่า เป็นผู้ได้ เป็นผู้เข้าถึงสัจธรรม หรือเป็นผู้ชื่อว่าอริยะ หากเพียรจะศึกษาให้ยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงสังโยชน์ ๓ ความรู้และความเข้าใจนั้น เข้าใจได้ยิ่งกว่านี้ พ้นสังโยชน์ ๕ ก็ได้ ถ้าจะเอาเพียงรู้ พ้นสังโยชน์ ๑๐ ก็ได้ ถ้าจะเอาเพียงรู้ และเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ้วนรอบ

แต่ความจริงนั้นเป็นของรู้ยาก ถ้าความจริงในความจริง ไม่เกิดสิ่งจริง ก็ไม่เกิดความปล่อยคลาย ไม่ปล่อยรู้ความปล่อยคลาย ว่าคือความปล่อยคลาย แต่ความจริงยังไม่เป็น ผู้นั้นก็คือผู้ยังไม่เป็น

ดังนั้น กิเลสที่ต้านอยู่ ความเป็นจริงที่เป็นกิเลส ก็ย่อมเป็นความเป็นจริงที่เป็นกิเลส ความคลายกิเลส ก็เป็นความจริงของความคลายกิเลส

ความหมดกิเลส จึงเป็นจริงตามความเป็นจริง ของความหมดกิเลสจริง

๗ มีนาคม ๒๕๒๙ 


 

ปรับจิตให้ปล่อยวาง
(ผู้).. สามารถที่จะทำจิตใจให้ปล่อยวาง รู้จักอารมณ์จิต จิตอันโปร่งว่าง จิตอันเบิกบาน เบา สบาย ผู้ได้รู้อารมณ์และก็หัดปรับอยู่เสมอ จะเป็นผู้ชำนาญ และเป็นผู้ที่มีฐานอาศัยอันสบาย เป็นกำไรของนักปฏิบัติธรรมฐานแรกที่สุด เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาด ผู้ศึกษา ต้องพึงเรียนพึงฝึก พึงทำให้แจ้งทำให้เป็น การมีจิตเบิกบาน เบา สบาย แม้จะกระทบสัมผัสกับอันใดก็ตาม เมื่อเรายังมีกิเลส เราย่อมจะเกิดอารมณ์ อาการ ทุกครั้งไป

แต่ถ้าผู้ใดได้ฝึกเรียนรู้อารมณ์จิต ปรับจิตให้จิตปล่อยวาง โปร่งว่าง เบาสบายได้ อย่างชำนาญแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรมด้วยสุขาปฏิปทา ส่วนจะขิปปาภิญญา คือจะได้เร็ว หรือทันธาภิญญานั้น ย่อมเป็นความจริง ตามที่ผู้นั้นจะมีกิเลสมากหรือน้อย หรือผู้นั้นจะมีวิธีการถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง หรือผู้นั้นจะมีความเพียร อุตสาหะวิริยะ จริงหรือไม่จริง เท่านั้นเอง

๙ มีนาคม ๒๕๒๙  


 

ตนสำเร็จได้ด้วยตน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ดี เกิดมาเป็นเทวดาก็ดี ตายจากชาตินั้นแล้ว จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้น หาได้น้อยนัก นอกนั้น จะตกนรกกันเป็นส่วนมาก ท่านตรัสไว้เป็นคำสัตย์ เป็นเรื่องที่ไม่น่าประมาท ชีวิตนี้นั้น น้อยนัก ชีวิตหนึ่งนั้น สั้นนัก ดังนั้น เมื่อเรามีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ได้นำพากันขยัน พากเพียรอุตสาหะ ปฏิบัติแต่ดี ดำเนินหากุศลกรรมใส่ตน วันต่อวันคืนต่อคืน มีผู้รู้ มีผู้เจตนาดี ช่วยกันนำพากัน เดินทางสู่กุศล เป็นสุคติ วันแล้ววันเล่า ยังเหลือแต่เราเท่านั้นที่ขี้เกียจ หรือพ่ายแพ้ต่ออำนาจกิเลส

ผู้ใดที่รู้ตัว ผู้ใดที่ยังประมาท ก็จงอุตสาหะพากเพียรเถิด ช่วยตนเอง ตนเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของตน สิ่งแวดล้อม มิตรดี ครูบาอาจารย์ก็ตาม ชี้นำทาง แม้จะบังคับก็ย่อมไม่สำเร็จได้ ตนจะช่วยตนสำเร็จได้ ด้วยตนเองเท่านั้น

๑๓ มีนาคม ๒๕๒๙


 

โลกุตรวิสัย - มนุษยวิสัย

ผู้ได้พากเพียรปฏิบัติธรรมมาแล้ว จะทราบดีว่า กิเลสเป็นของยาก ที่เราจะล้างละออก ให้หมดสิ้นเกลี้ยงได้ กิเลสส่วนที่เราได้เคยสั่งสมบารมีมา ได้เคยหัดละล้างมาแต่เดิม แต่ปางบรรพ์ เป็นกุศลวิบาก ได้กระทำมันออกมาบ้างแล้ว แม้ชาตินี้ เราจะถูกมอมเมา มาถูกหลอกให้หลงอีก เมื่อเรารู้ตัว เมื่อเราเข้าใจและได้หัดสลัด มันก็เป็นสิ่งไม่ยาก เพราะมันมีผลดี มีบุญ มีบารมีเก่าที่ได้ชำระได้ล้าง ได้กระทำให้แก่ตนมาเดิม เป็นของไม่ผนึกไม่แน่น ไม่ใช่อนุสัยกิเลส เป็นกิเลสที่เราได้เคยรู้เคยทำ จึงเป็นของง่าย

ดังนั้น ผู้ที่มาละล้างกิเลสในเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า กิเลสหลายอย่างที่เราละเราล้าง เราเลิกได้ง่าย แต่กิเลสที่ยังไม่เคยได้ล้าง หรือล้างยังไม่ออก ยังไม่มีบารมี ยังไม่มีบุญ ยังไม่ได้ชำระ เราก็จะต้องล้างต้องละออก ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงเบื้องหน้า ที่จะทำมันต่อไป ก็จะเห็นได้ว่า กิเลสในเบื้องต่อไป ที่เราได้พากเพียรอยู่ มันก็ยากอยู่

 

ยิ่งบางกิเลส เราเห็นเลยว่า เราล้างมันยากเอามากๆ และไม่มีกำลังใจจะล้าง ในบางสิ่งบางอย่าง เพราะฉะนั้น กิเลสจึงมีจริง เมื่อผู้ได้เรียนรู้จริง ว่ามันเป็นเจ้าเรือนของมนุษย์ที่ตกต่ำอยู่ ผู้ที่ได้ล้างละได้ละจริง ได้เลิกออกมาหมด มากขึ้นๆ ก็จะเห็นจริงว่า ความอิสรเสรี ที่หลุดจากโลก ล่อนจากโลก หรือเข้าสู่โลกุตรภูมินั้น เป็นของแท้ เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ค้นพบ การหลุดพ้นออกมานั้น มีทั้งความสบาย มีทั้งความเจริญ มีคุณค่าประโยชน์ เป็นมนุษย์ที่ควรจะอยู่ในโลก ได้นานเท่านานด้วยซ้ำ เพราะเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ มีคุณค่าประโยชน์อยู่ในโลกแท้

ส่วนผู้ที่มีกิเลสนั้น ยิ่งอยู่ก็ยิ่งแฝงซ้อน สังขารปรุงแต่ง เล่ห์กล อยู่อย่างผลาญพร่า สร้างตัวอย่างอันเลวทรามที่ซ่อนเชิง ทำให้คนหลงผิด นับวันนับคืน โลกจึงยากแก่การแก้ไขการปรับปรุง หรือยากแก่การที่จะอยู่เป็นสุข แม้ว่ากิเลส ที่เราเอง ยังล้างออกยาก เราก็ต้องพึงล้าง เพราะเราไม่มีใครทำให้เรา บุญ บารมี การชำระนั้น เราเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระทำให้ตน ชาติแล้วชาติเล่า แม้ว่ากิเลสจะล้างยาก เราปฏิบัติธรรม อย่าพึงกระทำให้เสียผล สองด้าน คือสร้างความดีแก่ตนด้วย ความดีนั้น คือ นิสัยทางกาย ทางวาจา ที่เป็นสมมติของโลก อยู่กับโลกอย่างเป็นคนมีคุณงามความดี กระทำอะไรอยู่กับหมู่กลุ่ม ที่เป็นหมู่ผู้ดี สร้างนิสัย สร้างกิริยา สร้างพฤติกรรม สร้างความพร้อม สามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นผู้มีมารยาทงาม เป็นผู้มีกิจวัตร สมบูรณ์งาม เป็นกำไรเบื้องหนึ่งของชีวิต

แม้ว่ากิเลสเราจะล้างยาก เพราะเรามีอยู่หนาอยู่มากก็จริง แต่ถ้าเราได้ส่วนดี ในการประพฤติเป็นคนดี เป็นผู้ดี มีมารยาทดี ดังกล่าว เป็นต้น นั่นก็เป็นกำไรส่วนหนึ่งของเรา การสร้างอะไรก็ตามที่เป็นกรรม อันเป็นการกระทำ ก็ย่อมเป็นกรรมที่สั่งสม เกิดความชำนาญ เกิดจากอัธยาศัย เป็นอาศัย เป็นนิสัย เป็นวิสัย หรือถ้ามันเป็นกิเลส มันก็จะเป็นอนุสัย แต่ถ้าไม่ใช่กิเลส มันก็เป็นวิสัย

ถ้ายิ่งเป็นสิ่งที่ดี ก็เป็นโลกุตรวิสัย หรือเป็นอริยวิสัย จนที่สุดเป็น พุทธวิสัย

ดังนั้น คนเราอาศัย "กรรม" สร้างกรรม เพื่อให้เป็นนิสัย เพื่อให้เป็นวิสัย เราจึงมุ่งสร้างสิ่งที่อาศัย ให้เป็นนิสัย ให้เป็นวิสัยที่ดี ตั้งแต่พฤติกรรมดี คุณงามความดีของสมมติสัจจะ และแน่นอน นักปฏิบัติธรรมที่มุ่งจุดสูงสุด คือ นิพพาน ย่อมต้องการปรมัตถสัจจะ สร้างอริยวิสัย โลกุตรวิสัย ให้แก่ตนๆ

ถ้าผู้ฉลาด แม้ว่ากิเลสจะมาก ก็จะมีกำไร โดยส่วนอีกส่วนหนึ่งดังกล่าวแล้ว ว่าเราจะมีทั้งสมมติสัจจะ อันเป็นวิสัยของมนุษย์ธรรมดา ที่เป็นวิสัยที่ดี และเราปฏิบัติถูกปฏิบัติตรง ด้วยความเพียรอยู่ เราก็จะได้ดี ทั้งเป็นผู้ดี และวันหนึ่ง กิเลสเราก็คงจะหมดลงได้ จบบริบูรณ์ ทั้งโลกุตรวิสัย และมนุษยวิสัย เป็นผู้ประเสริฐงดงาม ทั้งสองส่วนแล

๑๘ มีนาคม ๒๕๒๙


 

ผู้ก้าวไปสู่พุทธคุณ

ผู้ปฏิบัติธรรม ที่ได้ศึกษาตามแนวพุทธอย่างแท้ รู้ดีว่า การมีสตินั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้ใดได้ซาบซึ้ง ได้รู้ชัด ในความหมายคำว่าสติสัมโพชฌงค์ หรือปฏิบัติ ให้มีความพยายาม สำรวมสังวรตน ให้มีสติที่เป็นสัมมา ตามที่เราได้รู้ได้เข้าใจ แล้วก็กระทำอยู่เสมอ

ถ้าเข้าใจว่า สติสัมโพชฌงค์ กับสติโลกียะ สติสามัญ มันต่างกัน แล้วก็ได้พากเพียร กระทำตน สังวรตน อบรมตน ฝึกฝนตน ตั้งตนให้มีสติสัมโพชฌงค์ โดยเฉพาะ เดินบทโพชฌงค์ อยู่ทุกๆอิริยาบถ ปฏิบัติตนอยู่ในครรลองของมรรคองค์ ๘ ได้ถูกต้อง อยู่ตลอดเวลาแล้วไซร้ ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้กำลังเดินกำลังก้าวอยู่ในทาง แม้จะพลาดบ้าง ผิดบ้าง คือสู้กิเลสไม่ได้บ้างนั่นเอง ก็ยังเป็นนักรบ ที่กำลังทำตน ให้เข้าสู่กรอบของทางที่เป็น อริยะ

ผู้ก้าวเดินด้วยความพยายาม มีความเพียรตั้งตนอยู่เสมอ สำนึก ระลึกรู้ตนอยู่เสมอ ทำตนให้มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ ก่อให้เกิดปีติ ปัสสัทธิ หรือสมาธิสัมโพชฌงค์ ได้ลึกซึ้ง ปรับจิตเข้าถึงอุเบกขาได้เสมอนั่นเอง คือ ผู้ก้าวไปสู่พุทธคุณ อย่างถูกต้องแล้ว

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙


 

จนจริง ไม่จนใจ
การเกิด การตรัสรู้ และปรินิพพาน หรือการตายรอบสิ้น สามลักษณะนี้ เป็นคุณลักษณะอันยิ่งใหญ่ ที่จะต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ว่าเกิดนั้นคืออะไร ตรัสรู้นั้น จริงอย่างไร ตายสิ้นรอบนั้น เป็นไปได้หรือ

ความเกิดคือ การเกิดทางวิญญาณ เกิดจริงๆ เกิดเป็นอริยบุคคล เกิดจากความเป็นปุถุชน จากผีนรก เกิดเป็นเทวดา เป็นอุบัติเทพ หรือที่สุด เกิดเป็นวิสุทธิเทพ

การเกิดนั้น ผู้เกิดต้องรู้ ต้องตรัสรู้ และการเกิดนั้น เป็นการพ้นจากภพเดิม จากโลกเดิม จากสังสารวัฏเดิม พ้นเพราะตัวที่เป็นตัวถ่วง สภาพที่เป็นความไม่ดีไม่งาม อกุศลทุจริต ได้ตายลง โดยเฉพาะคือ กิเลสได้ตายสิ้นตายรอบ ต้องมีความจริง ดังนั้น จึงจะเป็นสภาพที่เจริญแท้ จริงแท้

คนที่ถึงความจนคือความไม่มี คนไม่มีนั้น ในทางธรรมะ ภาษาที่เป็นภาษาธรรมชั้นสูงสุด เรียกว่า เป็นผู้ที่สูญสิ้น เป็นผู้ไม่มี

คนจนจริงๆ ต้องจนให้แจ้ง คือ ไม่มีกิเลสให้จริง ชัดเจน แจ้งจริงว่า ไม่มีกิเลสนั้น อย่างถูกต้อง และแน่แท้มั่นคง

คนจนเช่นนี้ คือ คนจนแจ้ง จนจริง แต่ไม่จนใจ นั่นคือ คนจนผู้ยิ่งใหญ่

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙


 

มนุษย์

มนุษย์สุดประเสริฐนั้น คือ
มนุษย์ที่มีปัญญา
มนุษย์ที่มีความเพียร
มนุษย์ที่มีการงานอันไม่มีโทษ
และเป็น
มนุษย์ที่มีการสงเคราะห์

ทั้ง ๔ ประการนี้ มีนัยอันลึกซึ้ง
และ เป็นคุณสมบัติของมนุษย์

ถ้าขาดทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว
ผู้นั้นชื่อได้เพียงว่า อมนุษย์ เท่านั้น

๕ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

มนุษย์ที่ประเสริฐ

มนุษย์ที่ประเสริฐแท้ ย่อมชื่อว่า มนุษย์ที่มีปัญญา

มนุษย์ที่มีปัญญาแท้ ย่อมรู้ว่า ความเป็นมนุษย์นั้น ต้องเป็นผู้มีความเพียร

มนุษย์ที่มีความเพียรนั้น ต้องเป็นมนุษย์ที่มีการงาน และ เมื่อมีปัญญา ก็ต้องมีการงานที่ไม่มีโทษ

มนุษย์ที่มีการงานที่ไม่มีโทษ และเป็นมนุษย์ที่ผู้ประเสริฐ จริงๆแล้ว จึงต้องเป็น

มนุษย์ที่สงเคราะห์โลก อนุเคราะห์โลก เกื้อกูลมวลชน อยู่ตลอดกาลนาน

๖ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

ผู้มีสันโดษ มิใช่ผู้ไม่ทำงาน

คนผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว เป็นผู้มักน้อยได้ และกระทำจนกระทั่ง จิตเป็นสันโดษ ผู้นั้นจะพบความสบาย จะพบความสงบ จะพบความหมดกังวล จะพบความหยุดดิ้นรน เพื่อเสพย์ธรรมะ

ในความว่า สันโดษนั้น มีความหมายจำเพาะชัดเจนลึกซึ้ง ซึ่งผู้มีธาตุจิตที่สันโดษจริงแล้ว จะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ว่าตนสงบ ตนพอ ตนไม่ดีดดิ้น ตนหยุดแสวงหา ตนเป็นผู้ที่สุขเย็นแล้ว อย่างจริงๆ

ดังนั้น นักปฏิบัติธรรม ผู้ยังแสวงหาอะไรมาเสพย์อยู่ ยังไม่หยุดยังไม่จบ จงพึงสังเกตจิตของตนเองเถิด ว่าตนนั้นสันโดษในปัจจัย๔ สันโดษในบริขาร สันโดษในเครื่องประกอบ ที่กระทำการงานอยู่ ปานใดๆ ถ้าเรายังเป็นผู้ที่เดือดร้อนดิ้นรน กระวนกระวาย เพื่ออันใดอันหนึ่งอยู่ แม้จะอ้างว่า เพื่อประโยชน์แก่มวลชน แก่ผู้อื่นก็ตาม ก็จงพินิจพิเคราะห์พิจารณา ให้ลึกซึ้งซับซ้อน ว่าแท้จริงนั้น กิเลสที่ยังดิ้นรน มันซ้อนแฝง และมันใช้สิ่งที่อ้างนั้น เป็นตัวกำบัง เพื่อเสพย์อารมณ์แก่จิตตนอยู่หรือเปล่า หากไม่มีแล้ว ผู้นั้นจะเห็นความสุขเย็น อันมีจิตอันสันโดษ หรือใจพอ อยู่อย่างชัดเจน นี้คือ วูปสโมสุข สุขอันสงบ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีสันโดษนั้น คือ ผู้ที่ไม่ทำงาน

ผู้ที่ได้พิสูจน์จิต และปฏิบัติมาตามแนวทางของศาสนาพุทธ อย่างถูกต้องเป็นสัมมาแล้ว จะรู้เองเห็นเองว่า ผู้มีจิตสงบ หรือจิตว่างแล้วนั้น จะเป็นผู้มีบุญ ขวนขวาย มีความขยันหมั่นเพียร ยังกุศลให้ถึงพร้อม รู้จักกาละเวลา รู้จักกรรมการงาน รู้สิ่งควร สิ่งไม่ควร มีปัญญาแจ้งในกุศลอกุศลอย่างชัดเจน และพึงดำเนินไปดี อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คนซื่อ เซ่อ หรือทึ่ม ที่เป็นคนหยุด อย่างไร้ปัญญา

ดังนั้น ผู้มีกำลังแห่งปัญญา ....... (ข้อความขาดหาย)

๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

ผู้ที่มีใจพอ

มนุษย์ผู้มีความมักน้อย รู้จักจุดแห่งความมักน้อย จนได้ชำระตน มีความพอ รู้จักความพอ จิตวิญญาณ เห็นจริง รู้จริง และจิตนั้นก็พอจริง

จิต เรียกว่า จิตสงบ เข้าใจในความมีคุณค่า ในความมีประโยชน์ สงเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย ๔ ไม่ว่าจะเป็นบริขาร และ แม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ ที่จะสร้างสรร ช่วยประกอบ ในการประกอบการงาน ผู้นั้นก็มีความพอ มีสันโดษ จิตที่มีปัญญา รู้ความหมายของคำว่าสันโดษ อย่างชัดแท้ และได้ฝึกตน ละล้างกิเลสออก จนกระทั่งจิตนั้น สันโดษจริง ไม่ใช่กด ไม่ใช่ข่ม ไม่ใช่ฝืน ไม่ใช่ต้านอยู่ แต่จิตนั้นสงบ จิตนั้นวิเวก จิตนั้นพออย่างจริงชัด เป็นเจโตวิมุติ

พร้อมกันนั้น ก็มีปัญญาวิมุติ พร้อมเห็นแจ้ง ผู้ที่มีจิตสันโดษอย่างแท้จริง มีจุดพอ จนกระทั่ง แม้น้อยก็พอได้ จะขาดบ้างเกินบ้าง ก็ยังมีใจพอ ไม่ดีดดิ้นแส่หา ไม่เดือดร้อน

ผู้ที่มีใจพอที่แท้จริง จงสังเกตใจ ผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรม ดำเนินตามบท อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ เป็นผู้ที่สันโดษ แต่ขยัน

มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ครบพร้อม ที่เราจะพอพูดถึงได้ และเข้าใจสภาพธรรมที่ถูกต้อง ตรงตามหัวข้อ คำขยาย อธิบายนี้ได้

ผู้รู้แจ้งเห็นจริง และเป็นจริงเท่านั้น คือ ผู้ที่มีสุขอันพิเศษ หรือ วูปสโมสุข ถ้าผู้ใดพบแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่า เป็นมนุษย์ที่ได้ขัดเกลาดีแล้ว ประสบสุข อันมนุษย์ประเสริฐ พึงประสบแล้ว

๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

จิตที่สงบ คือจิตที่แจ่มใส

ลักษณะของจิตสงบ คือ จิตที่แจ่มใส จิตที่ปลอดโปร่ง เป็นจิตที่ไม่กังวล ไม่ห่วงหาอาวรณ์ เป็นจิตที่รับรู้อยู่ใกล้ๆเรา อยู่กับตัวเรา เป็นจิตที่คำตอบสูงสุดก็คือ ไม่มีกิเลสนั่นเอง เป็นจิตที่มีความเกื้อกูล อบอุ่น สดชื่น และเป็นจิตที่รู้สาระ จะคิดในสิ่งที่ควรคิดอยู่เสมอ และจะลงมือทำ ในสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ หรือจะพูด ถ้าสมควรจะพูดในสิ่งที่ควรพูด อยู่พอประมาณ

จิตที่สงบนั้น เยือกเย็นสบายแก่ผู้เป็นเจ้าของ เป็นจิตที่รู้จักชีวิตว่า ชีวิตนั้นพอเพียง จะอยู่ก็สบาย จะไปก็สบาย หรือแม้จะตายก็เป็นจิตที่สงบเย็นอยู่จริงๆ อย่างน้อยที่สุด นักปฏิบัติธรรม ควรจะสำรอกอาการของจิตสงบให้ตนเอง อย่างสม่ำเสมอ แม้ในภาวะ ที่จะได้รับกระทบสัมผัส อาการรุนแรง ที่จี้จุดกิเลสของเรา ให้เรามีกิเลสรุนแรงขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม จะต้องพยายามรำลึก รู้จักอารมณ์ที่สบาย อารมณ์ที่เป็นจิตสงบ ดังกล่าว คร่าวๆนี้ให้ดี แล้วกระทำตนให้เป็นคนที่มีจิตที่สงบ ฝึกกระทำรู้ตัวรู้ตน และเมื่อผู้ใด รู้หน้าที่อย่างนี้ กระทำตนอยู่อย่างนี้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีกำไร เป็นผู้ได้อาศัย หรือ เสวยสุขอยู่ ตลอดกาลนาน

๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๙



สามัคคีนำสุขมาให้

สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป สุโข ฯ
ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ เป็นเหตุให้เกิดสุข

ดังนั้น ในสังคมมนุษย์ จึงมีวิธีการ มีคนพยายามที่จะทำให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นๆ เกิดความสามัคคีกันอยู่เสมอๆ แต่วิธีการใดๆ ก็ไม่สำเร็จจริง เท่ากับวิธีการ ที่เราจะต้องละกิเลสจริงๆ ละความเห็นแก่ตัวแก่ตน โดยเฉพาะ ถ้าได้ศึกษาหลักธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ เป็นวิธีการที่สำรอก ชำระกิเลส ความเห็นแก่ตัวแก่ตน ออกได้อย่างชัดแท้แล้ว การเกิดความสามัคคี ก็จะมีโดยจริง

เพราะทิศทางที่ปฏิบัติ อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ได้ทิ้งผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ อยู่ร่วมรวมอยู่กับมนุษย์ มีการกระทบสัมผัส มีการเรียนรู้ธาตุแท้ ของกันและกัน

ดังนั้น ธรรมะ ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าได้พาปฏิบัตินี้ จึงสามารถสร้างสามัคคี ได้อย่างแน่นแฟ้น ได้อย่างไม่ฝืดฝืน ได้อย่างแท้จริง ซึ่งต่างกับทฤษฎีที่ (ชาว)พุทธเองแท้ๆ เข้าใจผิดว่า การปฏิบัตินั้นจะต้องปลีกเดี่ยว จะต้องอยู่คนเดียว ไปคนเดียว ทำคนเดียว หลีกเร้น หนีห่างจากหมู่ ไม่ให้เกิดสัมผัส ทฤษฎีที่ผิดพลาดเช่นนั้น จึงไม่เกิดสามัคคีที่แท้

ท่านทั้งหลาย จงลองพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวนั้น ถ้ามีโอกาสก็พิสูจน์ได้ ทั้งสองทางดูเถิด จะเกิดความจริง ตามคำตรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วนั้น ว่าความสามัคคี ความพร้อมเพรียง จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการปฏิบัติที่ถูกแท้ เอาจริง ที่เรียกว่า ตโป

ผู้ใดปฏิบัติถึงขั้นตโป หรือตบะ ที่เอาจริง ขัดเกลาได้จริงแล้ว ก็จะเกิดความสามัคคี จะเกิดการละลดนั่นแหละ จึงจะเกิดความสุข หรือ เดินทางไปสู่ความสุข ของชนผู้เป็นหมู่ อย่างแท้จริง

๒๓ มิถุนายน ๒๕๒๙



ทางแห่งสัมมาอริยมรรค

ผู้ชื่อว่าได้เป็นผู้มีมรรค นั้นคือ ผู้ที่มีสภาวธรรมของโพธิปักขิยธรรม อยู่ในตนเอง ขณะใด ที่ตนเองมีสติสัมโพชฌงค์ และได้มีบทปฏิบัติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ แห่งตนแห่งตนอยู่

บทปฏิบัติที่ได้พิจารณา กายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรมะก็ดี และได้สังวรอยู่ ได้ลดละประหารอยู่ มีผลแม้น้อย หรือแม้พ่ายแพ้ในการพากเพียร มีอิทธิบาท มีฤทธิ์แรง ในการพากเพียร กระทำอยู่อย่างยินดี กระทำอยู่อย่างพากเพียร เอาใจใส่ ไตร่ตรอง พิจารณา

ผู้ที่ได้กระทำ แม้แต่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรือโพชฌงค์ ๗ เป็นประจำ มีความเห็น ความเข้าใจในตนว่า เราปฏิบัติอยู่ในกรรมฐานอย่างไร

เอาใจใส่ ไม่ให้มิจฉาสังกัปปะเกิด ไม่ให้มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะเกิด ด้วยความพยายาม ด้วยสติสัมโพชฌงค์ ดังกล่าวแล้ว ผู้นั้นได้สั่งสมสัมมาสมาธิ ได้เพิ่มโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้แก่ตน ด้วยมรรคองค์ ๘ เป็นมัคคังคะ อยู่เสมอ นั่นคือ ผู้เดินอยู่ในทาง

ขณะใด สติตก หรือสติเป็นสติธรรมดาสามัญ ของปุถุชนที่ระเริงไป ตามอารมณ์ของโลกียะ ขณะนั้น เราอยู่นอกทาง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมพึงสังวรอย่างยิ่ง ที่จะรู้ตัวทั่วพร้อม ว่าเราเดินอยู่ในทางหรือไม่ เมื่อมีการเดิน และอยู่ในทางเป็นสัมมาอริยมรรค ดังนี้ ย่อมมีผลให้แก่ตนๆ สักวันหนึ่ง ผล ก็ถึงซึ่งความสำเร็จ แล

๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

อยู่อย่างขัดเกลา - อดทน

จิตปราศจากกิเลส ย่อมเป็นจิตที่ไม่ดูดไม่ผลัก เป็นจิตที่จะอยู่ท่ามกลางกิเลส หรือสิ่งแวดล้อมยั่วยวน สดสวยงดงาม ตามโลกียะ ก็ย่อมได้

แต่จิตของผู้ที่ยังพากเพียรอยู่นั้น ถ้าจะอยู่ท่ามกลางความสดสวยงดงาม หรือสิ่งที่ปลุกเร้ายั่วย้อม เราก็จะต้องมีสติสัมโพชฌงค์ มีความแข็งแรง มีการฝึกปรือ อดทนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ในตนส่วนตนนั้น ย่อมจะรู้สภาพว่า เราจะต้องอยู่อย่างขัดเกลา อยู่อย่างอดทน ไม่ใช่ไปปรุงตน หรือแสวงหา สิ่งที่ตนจะเสพย์จะติด แสวงหาความสวย เป็นต้น แสวงหาที่อยู่สบาย เป็นต้น แล้วเราก็ไม่รู้ตัวเราเอง ว่าเราไหลเลื่อนไปเอง ไปสู่สภาพที่ตนต้องการอยากได้

ถ้าผู้ใดประมาท ไม่รู้ตัว ไร้ปัญญา โดยตกไปในสิ่งยั่วย้อมหลงใหล แล้วเราก็เลื่อนตนเอง ไหลตนเอง ไปสู่สิ่งเหล่านั้นเอง แทนที่จะเป็นผู้อยู่อย่างขัดเกลา ต่อสู้ แดด น้ำ ลม ฝน สัตว์ เสือก ริ้นคลาน หรือสิ่งที่เราจะต้องอาศัย กระทำอย่างอดทน กระทำอย่างพยายามที่จะต่อสู้ เพื่อเป็นแบบฝึกหัดของตนๆ ถ้าผู้ใดโมหะครอบงำ หรือหลงระเริงแล้วไซร้ ผู้นั้นจะไม่เจริญเป็นอันขาด จะตกต่ำได้ง่าย สิ่งที่เป็นมารหลอกล่อ รอบล้อมนั้น ยั่วยวนคน ทำให้คนตกต่ำมาแล้ว นักกว่านัก

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายเอ๋ย จงสังวรเถิด ระมัดระวังสิ่งยั่วย้อมและหลอกล่อ ทำให้เราหลงใหล ปรารถนา อยากใคร่ เสพย์สมจิต หาสิ่งที่ปรารถนามาเสพย์ แห่งความอดอยากของตน ให้ตนได้เสพย์สม โดยที่ตัวเราเองเผลอตัว แล้วก็ทำตนให้ตก เลื่อนไหลไปสู่ที่ ที่ไม่เจริญ

เรากำลังเป็นผู้หัดฝึกอดทน แต่เราไม่ใช่ผู้บรรลุธรรมบริสุทธิ์แล้ว เราจะสู้ทนกับสิ่งที่ควรจะทน แต่ไม่ใช่เราจะแสวงหา สิ่งที่เป็นความแวดล้อมไปด้วย สิ่งที่ทำให้เราจะตกต่ำ

จงมีปัญญาอันละเอียด มีความพิจารณาให้รอบคอบ แล้วเราจะเป็นผู้ไม่ตกต่ำ แต่จะเจริญขึ้น เจริญขึ้น ได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง

๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

งาน

บุญ คือคนมีงาน คนที่ไม่มีงาน คนที่ไม่ทำงาน คือคนที่ไม่มีบุญ คนที่ไม่ทำบุญ ผู้ใดไร้งาน ผู้นั้นก็ไร้บุญ โดยเฉพาะผู้ยิ่งทำงาน เป็นงานที่สร้างสรร ก็เป็นกุศลยิ่ง ยิ่งเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้ ทำงานที่ขัดเกลากิเลสของตนๆ ไปด้วยพร้อมๆกัน ผู้นั้นก็ยิ่งเป็นผู้ที่มีทั้งงานสร้างกุศล มีทั้งงานทำให้ตนสูง เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ควรค่า ที่ชื่อว่า มนุษย์ คือ ผู้มีความรู้ ผู้มีจิตอันสูง อยู่ในโลก แล

๒๗ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

ผู้ลดตัวตน

ผู้ลดกิเลสจากตัวเราเอง เรียกโดยศัพท์รวมว่า ผู้ลดตัวตน ผู้ลดกิเลส สักกายะ คือ ลดกิเลสจากตัวเรา หรือลดตัวตนของกิเลส ให้เล็กลงๆ ไปเป็นอัตตา ก็เป็นกิเลส และเล็กลงไปอีก ก็คือ เล็กจากตัวเรา หรือตัวตนของกิเลส ก็คือ ผู้ที่ลดความเห็นแก่ตัว

กิเลส คือตัวที่หาอะไรมาให้ตนเอง เป็นความโลภ แม้โทสะก็มาจากเหตุโลภ โลภในตัวเอง ยึดตัวตน ไม่ได้สมใจตัว ไม่ได้สมใจตน ก็ผูกอาฆาตมาดร้าย โกรธแค้น ทำร้ายทำลายได้ ผู้ได้ลดกิเลสโลภะโทสะโมหะ ที่แท้จริง จึงคือ ผู้ลดตัวตน

ผู้ลดสิ่งที่ต้องการมาให้ตน เมื่อลดได้ ใจของเราจะพอ ใจของเราจะสันโดษ ผู้ไม่เห็นแก่ตัว ผู้ลดตัวตนได้ ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อผู้อื่นได้แท้จริง ผู้ที่มีสันโดษ คือมีความพอ มีน้อยก็พอ และรู้จักความพอดี ที่พอดีในการยังชีพ พอดีในการทำให้ตัวตน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่อย่างสมดุลและพอดี ที่รู้จักปัจจัยสำหรับอาศัย จนถึงที่สุด น้อยที่สุด ที่ทำให้ตนอยู่อย่างสมดุล พอดีได้ และ ใจก็พอ

คนมีใจพอ หรือสันโดษ จะมีความสุข ผู้ที่ปัญญารู้ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อสร้างสรร เกิดมาเพื่ออุ้มโลก เกิดมาเพื่อมีคุณค่าประโยชน์ ให้แก่มนุษยชาติทั้งปวง เป็นผู้มาเสียสละ เป็นผู้มาช่วยเหลือ ผู้ที่มีปัญญาจริง เข้าใจอย่างชัดแท้ เป็นผู้หมดความเห็นแก่ตัวลง เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร มนุษย์ผู้เช่นนั้น จึงเป็นมนุษย์ผู้มีความสุข เบิกบาน ร่าเริง และเป็นผู้สร้างสรร ขยันเพียร เสียสละ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล อยู่ตลอดนานับกัปกาล

๒๘ มิถุนายน ๒๕๒๙


 

สำเร็จได้ด้วยความเพียร

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร แม้ว่าเราจะล้ม เราก็ต้องลุก เมื่อแน่ใจว่าสิ่งนี้ดี ทางนี้ต้องเดิน แต่ละคนย่อมมีสิ่งจริงของตนๆ ผู้ใดได้เพียรมาแล้ว ได้กระทำแล้ว ย่อมเป็นสิ่งกระทำ กรรมเป็นอันทำ

ดังนั้น ผู้ที่ได้ตั้งใจ มีความฉลาด มีธัมมวิจัย ในกรรมของตนๆ ก็ต้องเพียร เพื่อกอปรกรรมอันเป็นกุศล ให้ได้เสมอๆ แม้กระนั้น มันก็ย่อมมีพลาด ถึงเราจะพลาด เราก็ต้องเพียร เราก็ต้องแก้ตน เมื่อแน่ใจจริงว่า สิ่งนี้ดี ทางนี้ต้องเดิน เราก็จะเดินด้วยความเพียร เท่านั้น ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยความเพียร กี่ชาติ ก็ตาม

๒๙ มิถุนายน ๒๕๒๙


สมณะโพธิรักษ์

คาถาธรรม ๑๕ / คาถาธรรม ๑๖ / คาถาธรรม ๑