เรื่องอย่างนี้ต้องช่วยกันเผยแพร่


โลกนี้ร้ายกว่าที่คิด *
บรรยายที่ชุมชนราชธานีอโศก ๑ ม.ค. ๔๗


นาโนเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเพราะทำได้แล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นโลกเรา ถ้าไม่รีบ ใส่ศีลธรรมไปในจิตใจของมนุษย์ ต่อไปในอนาคตเราไม่รู้จะอยู่อย่างไร

ในคำสอนของศาสนาพุทธ มีเรื่องของศาสนาพระศรีอาริย์ พระศรีอารยเมตไตรย ที่เราเคยว่า กันไว้ ผมเข้าใจถูกหรือผิดไม่ทราบนะครับ ศาสนาพุทธจะอยู่ครั้งละห้าพันปี ตอนนี้เราได้มา สองพันห้าร้อยสี่สิบหกปี อีกประมาณสองพันกว่าปี ตอนนี้ได้มาครึ่งเดียว ยังสามารถ สร้างมนุษย์ขึ้นมาอีกคนหนึ่งได้ แล้วในอนาคต คนที่หน้าตายังกับลิงป่วย เขาไม่มีการ ขยายพันธุ์ต่อ จะขยายพันธุ์เฉพาะที่สวยๆ งามๆ ต่อไปก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครหน้าตา ผิดแผกแตกต่างจากกัน

แต่เดิมที่เราเคยอ่านในพระไตรปิฎกต่างๆ นานา เราก็คิดว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน สิ้นดี แต่ในความจริงตอนนี้เป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคลนนิ่ง ทำสำเร็จเมื่อปี ๒๕๔๐ นาโนเทคโนโลยีสำเร็จจริงๆ เมื่อปี ๒๕๔๖ ในปี ๒๕๔๗ นี้มันจะไวมาก เรามาดูกันต่อว่า มันจะทำอะไรได้บ้าง สิ่งเหล่านี้มีพูดไว้ในพระไตรปิฎกทั้งนั้นเลยครับ ถ้าคนในศาสนาพุทธ รู้จักถอดและนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ตอนนี้เราเก่งกว่าฝรั่งไปแล้วครับ

ตอนที่ ๑๖ บอกว่า หน่วยกรีนพีซ กำลังเป็นห่วงนาโนเทคโนโลยี เพราะถ้าศึกษา และพัฒนา อย่างไม่ระมัดระวัง อาจจะเกิดหุ่นยนต์หรือเชื้อไวรัสที่แพร่พันธุ์เองได้

ตอนที่ ๑๗ บอกว่า ร่างกายของมนุษย์จะใหญ่โตดุจจักรวาล เรือดำน้ำที่เล็กกว่า เชื้อโรค จะสัญจาริกไปตามกระแสเลือด แล่นไปมาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ในร่างกาย เรือซูเปอร์จิ๋ว จะบรรทุก ยารักษาโรค ไปเทยังจุดที่เป็นโรคร้ายจริงๆ ทำให้การใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อก่อนโรคร้ายเกิดขึ้นที่ร่างกาย เราก็ไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดตรงไหน แต่เดี๋ยวนี้ เขาย่อเรือดำน้ำ เรือลำใหญ่ๆ เท่ากับที่เรานั่งให้เล็กเท่าหัวก้านไม้ขีด เดี๋ยวนี้เล็กจน ท่านมองไม่เห็นแล้ว ต้องใช้ แว่นขยายส่อง สมัยก่อนเราเป็นมะเร็งตรงนี้ เราก็กินยาเข้าไป ยาก็ขับถ่ายออกทาง ปัสสาวะ อุจจาระบ้าง มันก็ไปทั่วร่างกาย มันก็สูญเสียยาโดยใช่เหตุ เดี๋ยวนี้เขาใช้เรือดำน้ำ แล่นเข้าไปก่อน ไปฉายออกมาดู ในจอวิดีโอ ดูเสร็จ ตรงไหนเป็นเชื้อมะเร็ง เอาเรือดำน้ำออกมา หรือส่งไปอีก สองสามลำเลย ก็ใส่ยารักษาโรคลงไป แล้วก็วิ่งไป ไปถึงก็โจมตีตูมๆ เทยาลงไปเลยครับ

ถ้าท่านดูรายการ World Why What ทางสถานีโทรทัศน์ช่องห้า ที่ผมแพร่ภาพ เกี่ยวกับเรื่อง ของสิงคโปร์ เขาได้เชิญผมไป รัฐบาลสิงคโปร์ ปีที่ผ่านมา เชิญผมไปสองรอบ แล้วเชิญผมไปดู ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตามโรงพยาบาลต่างๆ การผ่าตัดเดี๋ยวนี้มีดไม่ได้แอ้มเลยครับ ไม่ได้ใช้มีด เขามีเครื่องเจาะเข้าไป ผมเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วก็ถ่ายมาออกในช่องห้า เรียบร้อย แล้วครับ เขาส่องเรียบร้อยเลย แล้วก็ไม่ได้ใช้มือหมอด้วยนะ มีท่านใดดูบ้างครับ เขาใช้คำพูด เอานะ เอาอันนี้เข้าช่องท้อง เจอเชื้อโรค เอ้า ผ่าตัด ตัดหนึ่งครั้ง ตัดสองครั้ง ใช้คำพูดหมอ ตัดหมดเลยครับ แล้วพอออกมาไม่มีแผล หรือ มีแผลนิดเดียว ผ่าตัดเสร็จ ก็กลับบ้านได้เลย ไม่เหมือนเก่า มันพัฒนาไปไวเหลือเกิน

ตอนที่ ๑๘ นิติภูมิรับรองกับท่านผู้อ่านได้ว่า ผู้ที่หูหนวกจะมีสิทธิ์กลับมาได้ยินใหม่ โดยการสร้าง โปรตีนที่ช่วยขยายเสียงของเซลล์ขน เมื่อนำโปรตีน เข้ามาผนวก เข้ากับ เทคโนโลยีชีวภาพ ซูเปอร์จิ๋ว ก็สามารถเป็นทิพยานุบาล รักษาผู้ป่วย พิการทางหูได้ พวกหูหนวกตาบอด ต่อไป เห็นหมด

ตอนที่ ๑๙ หลายประเทศทุ่มงบประมาณ ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยนาโนเทคโนโลยี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสหรัฐฯ เพิ่มงบประมาณในการศึกษาวิจัยปีละหลายเท่าตัว พ.ศ. ๒๕๔๓ ประธานาธิบดี คลินตัน ถึงขนาดขยับปากแถลงความสำคัญ ของนาโนเทคโนโลยี ด้วยตนเอง ในไต้หวันสถาบันสำคัญแห่งชาติ อย่าง ITRI ก็ตั้งศูนย์วิจัย นาโนเทคโนโลยี เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๕ โดยทุ่มเทงบประมาณ หลายหมื่นล้านบาท

ตอนที่ ๒๐ หลายประเทศกำลังแข่งขันกันในการศึกษานาโนเทคโนโลยี กันอย่างรุนแรง ราชอาณาจักรไทย ของเราก็เป็นหนึ่งในนานาอารยประเทศที่ว่า

ตอนที่ ๒๑ ไม่รู้ว่ามดถ่อหมอผีตนใดบันดาลให้ท่านผู้มีอำนาจในหลายหน่วยงาน ในสภาพัฒน์ ยังใฝ่มุ่งถึง ความไม่เข้าใจถ่องแท้ ถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยี งบประมาณ ของศูนย์ การศึกษา นาโนเทคโนโลยี จึงมีน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นๆ ท่านเจ้าหน้าที่ สภาพัฒน์สั่งให้ศูนย์ทำแผนแม่บทชี้แจงให้ชัดเจนว่า เมื่อทุ่มทุนค้นคว้า วิจัยไปแล้ว ปีหน้า ปีโน้น และปีต่อๆ ไป ชาติรัฐที่มีชื่อว่า ราชอาณาจักรไทย จะได้สิ่งใด ในเชิงพาณิชย์ ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ สัญชาติไทยต่างโศกาดูรที่ต้องเสียเวลาส่วนใหญ่เทไปในการทำแผนแม่บท เพื่อรายงานท่านเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ แทนที่จะใช้เวลาไปศึกษาค้นคว้า วิจัยต่อยอด นาโนเทคโนโลยี ขอท่านผู้อ่านท่านผู้เจริญคิดดูเถิด ถ้าเป็นเช่นนี้ นาโน เทคโนโลยีของไทย จะเป็นเช่นไร

ตอนที่ ๒๒ ราตรีนี้ยังมืดอยู่ แหงนหน้าขึ้นฟ้า พระจันทร์ยังทอแสงบางเบา บนท้องฟ้า ยังพราวพร่าง ไปด้วยดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์นับไม่ถ้วน ผมลดสายตามา ในระยะราบ ก็ยังเห็นบ้านผู้คน ในเงามืดเป็นพืดอยู่ ถัดไปสวนทุเรียน ที่ยังอยู่ในเงาตะคุ่มเช่นกัน ท่านที่เคารพ นิติภูมิ รู้สึกเหงาใจ อย่างไรบอกไม่ถูก เมื่อเห็นว่าโลกมนุษย์ที่ผมเห็นลางๆ อยู่ทางเบื้องหน้า จะเปลี่ยนไปอย่างไวที่สุดด้วยนาโนเทคโนโลยี

ตอนที่ ๒๓ ตอนสุดท้ายผมรำพึงกับตัวเองเบาๆ ในความมืดว่า มนุษย์จะมีอารยธรรม ใหม่อุบัติขึ้น อย่างรวดเร็วในไม่ช้า มนุษย์พันธุ์ไทย จะปริเทวนาการ บังเกิดการ คร่ำครวญ ต่อการตก โลกานุโลก ตกอารยธรรมใหม่นี้หรือไม่

นี่แหละครับ ผมเรียนท่านทั้งหลายแล้วว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เดิม เรายังค้นคว้า กันยังไม่ถึง ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ยิ่งค้นคว้าไปมากเท่าไร ปรากฏเป็นไปตามตำรา ของศาสนา ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพระไตรปิฎก ผมจึงคิดว่า เป็นไปได้หรือเปล่า ในขณะที่เราเฉยเมย กันมานาน พวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ไปตีความ เพราะผมสังเกตเห็นว่า ในภาษาบาลี กับสันสกฤตในบ้านเรา อาจจะน้อยลงไป แต่ปรากฏว่าวิชานี้ที่ออกฟอร์ด เคมบริดจ์ ที่ฮาร์วาร์ด หรือในมอสโก ที่ใดก็ตามมีการเรียนกันตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก จบด็อกเตอร์ ทางด้านนี้ยังไม่พอ ยังมี Post Doctorate เขาเรียนกันไปทำไม เรียนไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งๆ ที่ภาษา ก็ตายไปแล้ว เรียนไป เพื่ออาจจะมาค้นคว้าในพระไตรปิฎก ของเราก็ได้ แล้วก็ปรากฏว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำนาย ไว้ในพระไตรปิฎก เป็นความจริงแทบทั้งนั้นเลย แล้วโลกก็กำลังหันกลับ ไปสู่กระแสทางเลือก สังคมที่ท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในขณะนี้ เป็นสังคมทางเลือก ซึ่งแน่นอน ในอนาคต จะกลับมาเป็นสังคมที่กลับมาเป็นของฮิต ต่อไปจะเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่ ปรารถนากัน และใช้กัน

ในศตวรรษที่ผ่านมานี่ ในร้อยปีที่ผ่านมา ลองดูเรื่องทางเลือกสักอย่างหนึ่ง เราจะเห็นว่า เราใช้ยา แบบแผนปัจจุบัน ในร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งยาฉีด ยากิน ต้องเป็นยาของแพทย์สมัยใหม่ ปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับโลกไม่ทราบครับ ปรากฏว่าเริ่มมีแพทย์ทางเลือก ขึ้นมา ยาสมุนไพร แพทย์แผนโบราณกลับบูมขึ้นมา เป็นรายงานของสหประชาชาติ ที่เป็น องค์กรเกี่ยวกับ อนามัยโลกต่างๆ เก็บตัวเลขอย่างละเอียดเลยว่า อะไรมันเกิดขึ้นมาครับ

ปรากฏว่า สมุนไพร ปีที่แล้วปีเดียวที่เวียนอยู่ในตลาดโลก มูลค่าสามล้านล้านบาท ในตลาด อเมริกา มีการขายสมุนไพร หนึ่งล้านหกแสนล้านล้านบาท ๑.๖ ล้านล้านบาท ไทยเราเป็น ประเทศที่มี สมุนไพรมาก แต่ปรากฏว่าเราขายได้เพียง สามพันล้านบาท เท่านั้นเอง ผมนำข้อมูลอย่างนี้ ปกติเวลาที่ผมได้ข้อมูลมา ถ้าเป็นรัฐบาลก่อน ผมจะรวบรวมอย่างดี อะไรที่เขียนได้ก็เขียน อะไรที่เขียนไม่ไหว หรือเขียนแล้วเป็นอันตราย มันเป็นการเปิดช่อง ผมก็จะรวบรวมอย่างดี แล้วก็จะไปบอกรัฐบาล ท่านจะเห็นว่าผมนี่ก็ทำอะไร เกินหน้าที่ อยู่เยอะเหมือนกันนะครับ ที่จริงไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง แต่มักจะไปนั่งตามกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ ไปนั่งรอเขา ว่าเราอยากจะมอบข้อมูลให้แก่ราชการ หรือบางทีมอบให้นักการเมือง

รัฐบาลที่แล้ว ผมเคืองมาก เพราะว่าไม่ค่อยมีใครมารับข้อมูลเลยครับ อย่างมากก็ส่ง ข้าราชการเด็กๆ มารับไป แล้วก็เอาไปเฉยเมยทั้งสิ้น มาสมัยรัฐบาลนี้ หลายอย่างเรา ไม่เห็นด้วย แต่อย่างหนึ่ง ที่ผมชอบก็คือ ผมรวบรวมข้อมูลแล้วนำไปมอบให้เขา เขากระดิก พลิกตัวทันที บางที ไม่ถึงต้องมอบหรอกครับ เขาติดต่อมาทางโรงพิมพ์เลยครับ บางคนที่มีโทรศัพท์เรา เขามาหาเราเลยครับ บอกว่าไอ้ที่เขียนไปนี่ขอหน่อยสิ ขอเสร็จปั๊บเขาก็จัดทีม ตั้งคณะผู้แทน ไปดำเนินงานให้ฉับพลันทันทีเลย

แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสมุนไพร ปรากฏว่าพอทำเรียบร้อย ก็ไปเสนอกับ คุณอุดมเดช รัตนเสถียร ที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ปรากฏ เขารับข้อมูลทันที แล้ววันรุ่งขึ้น โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเท่าไรเลยนะครับ ก็มีคำสั่งแต่งตั้งนิติภูมิ เป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ด้านสมุนไพร ก็กลายเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ไปฉับพลัน ทันที พอวันต่อมา ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี ที่มีการประชุมกันที่แอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน เป็นของพรรคไทยรักไทย ก็เชิญที่ปรึกษาทุกคนไปด้วย แล้วเราเป็นที่ปรึกษา ก็ต้องตามเขาไปครับ

ผมก็บอกไปอย่างหนึ่งว่า คนเรานั้นต้องแบ่งหน้าที่กันทำ คนบางคน อาจจะเป็น นักการเมือง คนบางคน ก็เหมาะสมจะตระเวนไปทุกตรอกซอกมุมของโลก แล้วเก็บรวบรวม ข้อมูลมาเขียน ในหนังสือพิมพ์ บางคนก็เหมาะสม นำข้อมูลนั้น มาแจกจ่ายรับใช้ข้าราชการและ นักการเมือง คนเราจะพัฒนาประเทศ ก็ไม่มีความจำเป็นหรอกที่จะต้องเป็นนักการเมือง

นักการเมืองบางคนเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจใหญ่โตคับกระทรวงแต่เมื่อมานั่งเจรจา ความกัน มานั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ท่านไม่เป็นอะไรเลย เหมือนกับเกิดมา คุณพ่อคุณแม่ ลืมให้สมองมา พูดจาอะไรไม่รู้เรื่องสักอย่าง เป็นรัฐมนตรี แต่ไม่มีความสามารถอะไร อย่างนี้ อำนาจก็ไม่เกิด ความศรัทธาก็ไม่เกิด บางคนไม่เป็นอะไร แต่มีความคิดความอ่าน เอาข้อมูล มาช่วยเหลือ ประเทศชาติ แม้ว่าจะเป็นครูสอนหนังสือประถม แต่รู้สึกว่า มีความสำคัญ ต่อประเทศชาติ มากกว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงด้วยซ้ำ

(อ่านต่อฉบับหน้า)