หน้าแรก >[09] การสื่อสาร > การเผยแพร่ธรรมะ >เราคิดอะไร

 

กติกาเมือง โดย ประคอง เตกฉัตร
เอาทรัพย์ของผู้อื่น
ไปโดยทุจริต

หนังสือพิมพ์เราคิดอะไร
ฉบับ 128
มีนาคม 2544

หน้า 1/1


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท" คำว่าโดยทุจริตนั้น มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๑) "โดยทุจริต หมายความว่า เพื่อแสวงหา ประโยชน์ ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น"

ฉะนั้นการเอาทรัพย์ของบุคคลอื่นไปไม่ใช่ว่าจะมีความผิดฐานลักทรัพย์เสมอไป การเอาทรัพย์ของผู้อื่น จะมีความผิด ฐานลักทรัพย์ก็ต่อเมื่อ เอาไปเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์ ไม่ว่าเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อื่น ที่มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย เช่น เอาไปขาย เอาไปบริโภค เอาไปเป็น กรรมสิทธิ์ ของตนเองหรือผู้อื่น ฯลฯ แต่ถ้าเอาไปเพื่อแสดง อำนาจบาตรใหญ่ ของตนเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ การเอาไปเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์ที่ มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๖๔/๒๕๔๒ ระหว่าง พนักงานอัยการ จังหวัด ราชบุรี โจทก์ พระอธิการกุ้ยไฮ้ ชุตินฺธโร กับพวก จำเลย ความว่า วัดรางม่วง มีพระอธิการเจียร จกฺกธมฺโม เป็นเจ้าอาวาส ส่วนวัดถ้ำสิงห์โตทอง มีพระอธิการ กุ้ยไฮ้ ชุตินฺธโร เป็นเจ้าอาวาส วัดทั้งสองอยู่คนละฝั่งถนนห่างกันประมาณ ๑๐๐ เมตร ในวันเกิดเหตุ วัดรางม่วง จัดงานฝังลูกนิมิต ส่วนวัด ถ้ำสิงห์โตทอง จัดงาน ปิดทอง โดยทั้งสองวัดต่างชักชวนให้ ประชาชนไปเที่ยวงานและทำบุญ วัดรางม่วง ทำป้ายไม ้เขียนชักชวน ให้ไปไว้ว่า “ไปอีกนิดถึงวัดรางม่วง” และรอบป้ายติดไฟ นีออน ๘ หลอด โดยติดตั้งป้ายดังกล่าว ทางทิศตะวันออก ของทางเข้า วัดสิงห์โตทอง วันเกิดเหตุพระอธิการกุ้ยไฮ้ ได้นั่ง รถยนต์กระบะ ขับตามหลังรถยนต์กระบะ ที่มีพวกประมาณ ๒๐ คน มาจอดที่ป้าย ดังกล่าว แล้วพระอธิการ กุ้ยไฮ้ได้ยกมือเป็นสัญญาณ พวกลงจาก รถยนต์กระบะ เข้าไปล้มป้าย ของวัดรางม่วง แล้วกระทืบ จนหลอดไฟแตก แล้วยกป้ายขึ้นรถยนต์ กระบะ ขับกลับไปที่วัดถ้ำสิงห์โตทอง เจ้าพนักงาน ตำรวจ ได้จับกุม พระอธิการกุ้ยไฮ้ กับพวก พนักงานอัยการ สั่งฟ้องที่ศาลจังหวัด ราชบุรี ต่อมาพระอธิการเจียรเจ้าอาวาส วัดรางม่วง ได้ถอนคำร้องทุกข์ อ้างว่าไม่ติดใจ เอาความ ให้ดำเนินคดีพระอธิการกุ้ยไฮ้กับพวก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของพนักงานอัยการ ย่อมระงับตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๓๙(๒) เฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ สำหรับความผิด ฐานลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกา ได้พิพากษาว่า พระอธิการ กุ้ยไฮ้ กับพวกต้องการทำลาย ให้แผ่นป้ายนั้น ไร้ประโยชน์ สาเหตุที่ ทำลายแผ่นป้าย ดังกล่าว เนื่องมาจาก ความไม่พอใจ วัดรางม่วง ที่โฆษณาชักชวน ให้ชาวบ้านไปเที่ยวงาน ที่วัดรางม่วง เป็นเหตุให้ไฟฟ้า วัดถ้ำสิงห์โตทอง ดับถึง ๒ ครั้ง การเอาไปซึ่งแผ่นป้ายดังกล่าว กระทำต่อเนื่อง กับการทำลายแผ่นป้ายนั้น ในวาระเดียวกัน เกี่ยวพันกันโดยไม่ขาดตอน จึงมิใช่ เป็นการกระทำ โดยมุ่งจะแสวงหา ประโยชน์ จากทรัพย์สิน หรือป้าย ดังกล่าวโดยแท้จริง มิใช่จำเลยทั้งสอง เจตนาจะเอาป้ายดังกล่าว เป็นของตน หากแต่เป็นการแสดง อำนาจบาตรใหญ่ หรือทำไปด้วย ความคึกคะนองของ พวกจำเลยจึงมิใช่เกิดจาก การเจตนาทุจริต

สำหรับการลักทรัพย์นั้น ไม่ใช่ว่าผู้ใดลักทรัพย์แล้ว จะมีความผิด มีโทษเท่ากันหมด กฎหมายยังได้กำหนดโทษ ในการ ลักทรัพย์ ไว้แตกต่าง ลดหลั่นกันไป ไว้ในมาตรา ๓๓๕ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดลักทรัพย์
(๑) ในเวลากลางคืน
(๒) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่น ทำนองเดียวกัน หรืออาศัยโอกาส ที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาส ที่ประชาชน กำลังตื่นกลัว ภยันตรายใดๆ
(๓) โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น สำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่ง เช่นว่านั้น เข้าไปด้วยประการใดๆ
(๔) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้น โดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทาง ซึ่งผู้เป็นใจ เปิดไว้ให้
(๕) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็น หรือจำหน้าได้
(๖) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน
(๗) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำ ความผิดด้วยกัน ตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(๘) ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้ เพื่อให้บริการสาธารณะ ที่ตนได้เข้าไป โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัว อยู่ในสถานที่นั้นๆ
(๙) ในสถานที่บูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถ หรือ เรือสาธารณะ สาธารณสถาน สำหรับ ขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณะ
(๑๐) ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
(๑๑) ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครอง ของนายจ้าง
(๑๒) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมือ อันมีไว้ สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจาก การกสิกรรมนั้น

ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาท ถึงหนึ่งหมื่นบาท ถ้าความผิด ตามวรรคแรก เป็นการกระทำ ที่ประกอบด้วยลักษณะ ดังที่บัญญัติไว้ใน อนุมาตรา ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาท ถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกล หรือเครื่องจักร ที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้ สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ หกพันบาท ถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจ หรือ ความยากจน เหลือทนทาน และทรัพย์นั้น มีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำ ความผิด ดังที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๓๓๔ ก็ได้”

มาตรา ๓๓๕ ทวิ บัญญัติว่า ”ผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่สักการะบูชา ของประชาชน หรือเก็บรักษาไว้ เป็นสมบัติของชาติ หรือ ส่วนหนึ่งส่วนใด ของพระพุทธรูป หรือวัตถุดังกล่าว ต้องระวางโทษ จำคุก ตั้งแต่สามปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต ่หกพันบาท ถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ได้กระทำในวัด สำนักสงฆ์ สถานอันเป็นที่เคารพ ในทางศาสนา โบราณสถาน อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการ หรือ พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาท ถึงสามหมื่นบาท”

มาตรา ๓๓๖ ทวิ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๓๓๔ มาตรา ๓๓๕ มาตรา ๓๓๕ ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร หรือตำรวจหรือ แต่งกายให้เข้าใจว่า เป็นทหาร หรือตำรวจ หรือโดยมี หรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวก แก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษ หนักกว่า ที่บัญญัติไว้ ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง”

สำหรับในทางพระธรรมวินัย การกระทำดังกล่าว จะมีความผิดอาบัติชั้นใด ขาดจากการ เป็นพระภิกษุหรือไม่ เหมาะสมจะเป็น พระผู้ปกครอง ชั้นอธิการ หรือเจ้าอาวาส หรือไม่ ขอให้เป็นหน้าที่ ของพระผู้ปกครอง ในทางพระสงฆ์ ผู้รอบรู้ในทางพระธรรมวินัย วินิจฉัยต่อไป หรือท่านผู้อ่าน จะมีความคิดเห็นอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ละท่าน

 

(เราคิดอะไร ฉบับ ๑๒๘ หน้า ๗๗ เดือน มีนาคม ๒๕๔๔)