|
"คณะกรรมการคณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง
คณะสงฆ์ต่างนิกายและคณะแม่ชี"
เป็นคณะกรรมการปกครองคณะสงฆ์คณะหนึ่ง ตามกฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ใหม่
ที่เสนอโดย พระศรีปริยัติโมลี แห่งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ท่านได้ตั้งเป้าหมายหรือ
สรุปหลักการของพระราชบัญญัติตามที่ท่านเสนอว่า เน้นพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ
หรือให้พระธรรมวินัยเป็นใหญ่ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
และรู้สึกปีติซาบซึ้งเป็นล้นพ้น ที่ท่านและคณะได้มุ่งที่จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ให้ความสำคัญแก่พระธรรมวินัย อันเป็นหัวใจของการอยู่รวมกันและทำงานร่วมกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
อีกสิ่งหนึ่งที่อดจะชื่นชมท่านไม่ได้ ในการที่ท่านยอมรับการที่มีผู้ที่มีความเชื่อความคิดเห็นที่ต่างออกไปในนามของคณะสงฆ์ต่างนิกายที่ไม่ใช่คณะสงฆ์ไทย
ที่ประกอบด้วยคณะธรรมยุติกนิกาย และคณะมหานิกาย อันเป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวและกว้างไกลและไม่ใช่หาได้ง่ายในวงการนักวิชาการทางศาสนาในปัจจุบัน
สิ่งหนึ่งที่ท่านนำเสนอ เป็นการกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจได้ว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตย
และน้อมรับกติกาหลักของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา
และลัทธิความเชื่อของตน ท่านได้เสนอให้คณะสงฆ์ต่างนิกาย เข้ามาอยู่ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้ด้วยในส่วนของเนื้อหาโดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายลูก
ไม่ว่าพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง หรือประกาศกระทรวงอีก นับเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตนเอง ในการปฏิบัติศาสนกิจ อันเป็นการส่งเสริมพระธรรมวินัยที่น่าสรรเสริญยิ่ง
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมีความรู้สึกไม่สบายใจ
และใคร่ขอแสดงควาคิดเห็นต่างออกไปด้วยความเคารพท่านและคณะอย่างสูงว่า
การเน้นพระธรรมวินัยเป็นสำคัญนั้น ในรายละเอียดของเนื้อหาที่จะออกมาใช้บังคับจะเหลือเท่าใด
และจะมีผลในทางปฏิบัติในการปรับปรุงกิจกรรมของคณะสงฆ์ได้เพียงใด
ทั้งจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ท่านและคณะวางไว้หรือไม่ ทั้งเพื่อไม่ให้ผู้ใดกล่าวในเชิงตำหนิได้ว่า
วางเป้าหมายไว้อย่างสวยหรู แต่เนื้อหาและทางปฏิบัติ ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย
เพราะการมีคณะกรรมการชุดนี้ ทำให้คณะธรรมยุติกนิกาย และคณะมหานิกายไปปกครองคณะสงฆ์ต่างนิกาย
อันเป็นการขัดแย้งกับหลักนานาสังวาสของพระพุทธองค์ ที่ให้พระภิกษุต่างคณะที่ปฏิบัติต่างกัน
การศึกษาต่างกัน การชี้แจงธรรมต่างกัน จะไปปกครองพิจารณา ตัดสินชี้ขาดหรือ
ลงโทษพระภิกษุในคณะต่างกันไม่ได้ "คณะกรรมการคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ต่างนิกายและคณะแม่ชี"
จะบัญญัติ อย่างไม่ให้ขัดแย้งกับหลักนานาสังวาส ที่พระพุทธองค์วางหลักไว้ในสมัยพุทธกาล
ผู้เขียนยังเห็นด้วยกับหลักการที่ว่า
การปกครองที่ดีที่สุดคือการปกครองโดยการไม่ปกครอง ต้องยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน
มาจากการปกครองคณะสงฆ์ด้วยส่วนหนึ่ง ผู้เขียนยังเห็นเด้วยกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับ
พ.ศ.๒๕๐๕ ก่อนที่จะได้มีการแก้ไขในปี พ.ศ.๒๕๓๕ แต่การออกกฎกระทรวงดังกล่าวต้องไม่ให้คณะสงฆ์ต่างคณะไปปกครองก้าวก่ายกัน
เพื่อสนองต่อหลักนานาสังวาสของพระพุทธองค์ การกำหนดให้วัดเป็นนิติบุคคลและมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดมิใช่หรือ?
ที่ทำให้เจ้าอาวาสต้องลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความฟ้องใครต่อใครเป็นจำเลยในนามวัด
ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ลงลายมือชื่อฝากถอนเงินในนามวัดต่อสถาบันการเงิน
ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คหรือ หรือตั๋วแลกเงินในนามวัด ลงลายมือชื่อทำนิติกรรมต่างๆ
ไม่ว่าการซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การให้ การเช่า ฯลฯ และยังทำให้พระบางรูปต้องไปมีชื่อในโฉนดที่ดิน
ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ก) หรือทะเบียนอื่นๆ ในทรัพย์สินที่ดินของวัด
เราพูดได้หรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวนี้ถือว่าไม่ใช่พุทธประสงค์หรือหลักการของพระในพระพุทธศาสนาที่จะมาวุ่นวายในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง
ทั้งจะหมิ่นเหม่ต่ออาบัติในระดับต่างๆ บางรูปต้องถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง
บางรูปถูกฟ้องเป็นคดีอาญา บางรูปต้องติดตะราง และต้องลาสิกขาบทไปก็มี
แต่ถ้าท่านเหล่านั้นไม่ทำก็ถือว่าท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ซึ่งก็จะต้องมีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาอีก ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง การบัญญัติกฎหมายเชิงคดีบังคับให้พระภิกษุฝ่ายปกครองออกกฎระเบียบต่างๆ
เพื่อควบคุมพระภิกษุในคณะของตนนั้นไม่มีปัญหามากนัก แต่การออกกฎหมายบังคับให้พระภิกษุในคณะหนึ่ง
ออกกฎระเบียบเพื่อไปปกครองคณะสงฆ์อีกคณะหนึ่ง หรือพระภิกษุอีกคณะหนึ่ง
หรือพระภิกษุต่างคณะก็มีปัญหาตามมา เช่นเดียวกับที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไข พ.ศ.๒๕๓๕ ให้มีกฎกระทรวง แล้วในกฎกระทรวงนั่นเอง
เป็นการเปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ไทย เข้าไปปกครองคณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกาย
ทั้งกำหนดให้มีเจ้าคณะใหญ่ ปลัดขวา ปลัดซ้าย กำหนดเงินนิตยภัตที่จะได้รับ
อันเปรียบเสมือน บังคับให้คณะสงฆ์ทั้งสองนิกายนี้ต้องรับเงินและทอง
ซึ่งมีบางท่านที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย โต้แย้งอยู่ว่าไม่น่าจะถูกต้องนัก
คณะสงฆ์บางคณะออกกฎระเบียบห้ามพระภิกษุในคณะของตนเอง
กระทำแม้ในสิ่งที่กำหมายไม่ได้ห้ามไว้ เช่น ห้ามเรี่ยไร ห้ามมีชื่อในโฉนดที่ดิน
ห้ามรับเงินทอง ห้ามสะสมเงินทอง ห้ามบิณฑบาตเกินกว่าที่มีพุทธานุญาต
ห้ามพักหรืออยู่ในกุฎิที่ใหญ่โตเกินพระธรรมวินัย ถ้าออกกฎระเบียบต่างๆนี้
ไปบังคับให้พระภิกษุ ในคณะดังกล่าวนั้น ต้องรับเงินไม่ว่าจะเป็นเงินนิตยภัต
เบี้ยเลี้ยงการประชุมหรือเงินใดๆก็ตาม จะเป็นการถูกต้องหรือไม่ แม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่ได้ระบุในรายละเอียดลึกลงไปตามที่ผู้เขียนวิตก
แต่ก็ยังไม่เห็นชัดเจนว่า จะห้ามคณะกรรมการชุดดังกล่าวนี้ หรือคณะสงฆ์ไทย
จะไปออกกฎระเบียบ หรือหน่วยงานใดของรัฐ จะไปออกกฎระเบียบ ที่ขัดต่อความเชื่อ
ของคณะสงฆ์ต่างนิกายไม่ได้
พระภิกษุบางคณะ เจ้าอาวาสหรือผู้นำในคณะต่างๆ
ที่เป็นประธานนั้นมีกำหนดวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่โดยพระภิกษุทั้งหมดในคณะนั้น
แต่จะไปออกกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการตั้งเจ้าอาวาสของคณะนั้นๆ โดยไม่ฟังเสียงของพระภิกษุคณะนั้นๆ
จะถูกต้องหรือไม่ ตัวแทนของอาราม วัด หรือพุทธสถาน หรือธรณีสงฆ์ต่างๆ
ของพระภิกษุในบางคณะมีกฎระเบียบของตนเองอยู่แล้ว การที่จะไปออกกฎกระทรวงก็ดี
หรือออกกฎหมาย หรือระเบียบใดๆ ไปควบคุมเปลี่ยนแปลงแก้ไข จากระเบียบของคณะสงฆ์นั้นๆ
เพื่อให้การตั้งวัดหรืออาราม หรือพุทธสถานของคณะสงฆ์นั้นๆ เป็นกฎตายตัว
จะก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในคณะสงฆ์นั้นๆ หรือไม่
ทั้งที่เดิมระเบียบ หรือกฎต่างๆของคณะสงฆ์นั้นๆ สามารถแก้ไข หรือยกเลิกกันเองได้
ตามความเหมาะสม แต่ถ้าไปออกกฎหมาย การแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะทำได้ แต่ผู้มีหน้าที่ออกกฎหมายนั้นๆเท่านั้น
ทั้งการอุปสมบท การบรรพชา การแต่งตั้งอุปัชฌาย์ ในคณะสงฆ์แต่ละคณะ
ก็มีระเบียบของตนเองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติ มุ่งให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยเป็นหลัก
การที่จะไปออกกฎระเบียบ ว่าด้วยการแต่งตั้งอุปัชฌาย์ การอุปสมบท
หรือแม้แต่เรื่องที่ดิน ไม่ว่าที่ธรณีสงฆ์ หรือที่กัลปวนาที่บัญญัติเฉพาะเจาะจง
แน่ชัดลงไปตามคณะสงฆ์ไทยนั้น จะเป็นการกระทำที่สมควรหรือไม่ ต้องพิจารณาให้ชัดแจ้ง
การกำหนดในกฎหมาย ให้ธรณีสงฆ์ทุกประเภท
เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ซื้อขายไม่ได้ เว้นแต่เปลี่ยนแปลงโดยพระราชบัญญัติ
จะเป็นผลดี หรือผลเสียต่อพุทธศาสนา หรือพระภิกษุสงฆ์ในนิกายต่างๆ
หรือไม่ เพราะขณะนี้แม้แต่ในคณะสงฆ์ไทยเอง ก็มีการระบุชื่อเจ้าอาวาส
หรือพระภิกษุลงในเอกสารสิทธิ์ ไม่ว่าโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว
เพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ให้ที่ดินดังกล่าวนั้นต้องเป็นธรณีสงฆ์ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับดังกล่าว
ในกรณีทำนิติกรรม เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ เพราะถ้าตกเป็นของวัด จะทำนิติกรรมดังกล่าว
ไม่ว่าการขาย การรวมโฉนด การแบ่งแยก หรือการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ แทบไม่ได้เลย
การออกกฎหมายต่างๆ ด้วยเจตนาดี แต่เมื่อศึกษาผลกระทบแล้ว จะมีผลเสียมากกว่า
ก็น่าจะทำการแก้ไขได้เปลี่ยนแปลงได้ เพราะมิฉะนั้น กฎหมายเอง จะเป็นตัวทำลายคณะสงฆ์
เหมือนกับดังเช่นปัญหาที่เป็นมาแล้ว
ผู้เขียนเห็นว่า การให้คณะสงฆ์คณะหนึ่ง
ไปปกครองคณะสงฆ์อีกคณะหนึ่ง ได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการปกครอง การพิจารณาคดี
การลงโทษนั้น น่าจะไม่เป็นการถูกต้อง ควรให้คณะสงฆ์ แต่ละคณะปกครองกันเอง
โดยหลักนานาสังวาส วางกฎระเบียบกันเอง ส่วนคณะกรรมการชุดดังกล่าวนี้
ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนเป็น "คณะกรรมการประสานงานกับคณะสงฆ์ต่างนิกายและคณะแม่ชี"
ก็จะทำให้ไม่ถูกกล่าวหาว่า คณะสงฆ์ไทยไม่ไปปกครอง คณะสงฆ์อื่นที่ต่างนิกายออกไป
จะทำให้เป้าหมายของ พระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นไปอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นว่า
เน้นพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ดังเจตนารมณ์ หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้
น่าจะว่าด้วย การประสานงานไม่ว่าในด้านศาสนพิธี ด้านการเผยแผ่ การศึกษาหรือวิชาการ
ฯลฯ ส่วนการตั้งเจ้าคณะต่างๆ การกำหนดกฎเกณฑ์ ว่าด้วยการบริหาร การบรรพชา
การอุปสมบท การแต่งตั้งอุปัชฌาย์ วัด หรือพุทธสถาน การลงกฎนิติกรรม
การให้คุณให้โทษ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ควรบัญญัติไว้ เพราะจะไม่เป็นไปตามหลักการ
ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่มุ่งเน้นพระธรรมวินัย เป็นสำคัญ.

|