หน้าแรก >[09] การสื่อสาร > การเผยแพร่ธรรมะ >สารอโศก

ฉบับ ๒๔๖ ...จุลดิน


ฉบับนี้ผู้เขียนต้องขอขอบคุณ บรรณารักษ์ห้องสมุดสมาคมผู้ปฏิลัติธรรมด้วยค่ะ ที่ส่งข้อมูลนี้ มาให้ ขอเชิญติดตาม ได้เลยค่ะ

น้ำปัสสาวะ รักษาโรคด้วยการปฏิบัตินิสัยสี่

ดื่มน้ำปัสสาวะดีหรือไม่ อ่านมติชนสุดสัปดาห์มาหลายปีดีดัก หมอเขียนถึงเรื่องอื่นเยอะแยะ ไม่เห็นแนะนำ เรื่อง น้ำปัสสาวะ บ้างเลย ช่วยแนะนำที เผื่อดีจะได้ทำปัสสาวะแคปซูลออก ขายบ้าง -คนอยากรู้ / อีเมล์

การดื่มน้ำปัสสาวะ เป็นหนึ่งในสี่ประการในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อการมีสุขภาพกาย และจิตที่ดี ผู้ที่เน้นย้ำ ถึงการปฏิบัติ นิสัยเพื่อสุขภาพ ที่โดดเด่นเวลานี้ เห็นจะได้แก่ พระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ ซึ่งได้ให้คำบรรยาย และชี้ชวนผู้คนที่ป่วยเจ็บ ด้วยโรคต่างๆ แม้กระทั่ง โรคมะเร็ง ให้ปฏิบัตินิสัยสี่ เพื่อรักษาโรค

อาจารย์สิงห์ทน เดิมเมื่อเป็นฆราวาส เป็นอาจาย์สอนวิชาปรัชญา และศาสนาผู้หนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อมาป่วยเจ็บ ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เลยลาราชการออกอุปสมบท ไปปฏิบัตินิสัยสี่ และการฝึกจิต เพื่อรับ พลังธรรมชาติ ซึ่งท่านเรียกว่า การฝึกพลังรังษีธรรม

ปรากฏว่าท่านหายจากโรค อยู่จนถึงปัจจุบัน จึงได้ออกเทศนาธรรม และสอนผู้คนให้ ปฏิบัตินิสัยมาจนถึงปัจจุบัน

ท่านกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ พลังรังษีธรรม ไว้ว่า "นิสัยสี่ มีหลักที่สำคัญ ๔ ประการ สำหรับ การดำเนินชีวิตของพระ ได้แก่ ๑.พระต้องออกบิณฑบาต ๒.พระอยู่ใต้ต้นไม้ ใต้โคนไม้ ๓.พระใช้ผ้าบังสุกุล ๔.พระฉันยาดองด้วย "น้ำมูตรเน่า"

อาจถือได้ว่า นี่เปรียบเสมือนหลักสุขอนามัยสำหรับสงฆ์ก็ว่าได้ เพราะสมัยโบราณ เมื่อพระ ภิกษุ ได้รับการอบรม สั่งสอน จากพระพุทธเจ้า ต่างก็ต้องกระจาย ออกไปประกาศ พระพุทธศาสนา ไปกันทีละรูปสองรูปบ้าง เดินผ่านป่า ผ่านเขา ถิ่นทุรกันดาร บางทีก็ต้องผจญกับโรค ภัยไข้เจ็บ จึงจำเป็นอยู่เอง ที่พระสงฆ์ ต้องมีสุขภาพดี และวิธีที่จะมี สุขภาพดีได้ พระพุทธเจ้า จึงตรัสสอน ให้ยึดนิสัยสี่ ซึ่งอาจเผยแพร่ ให้ฆราวาสได้ด้วยซ้ำ นิสัยสี่ จึงเปรียบเสมือน "สุขบัญญัติ" ในยุคพุทธกาล นั่นเอง

อาจารย์สิงห์ทน ขยายความให้เข้าใจนิสัยสี่ว่า คนเราจะสุขภาพดีได้ ที่ป่วยก็หายจากโรคร้าย ต้องฝึกตนเอง ให้รับพลัง มาสู่ร่างกายและจิตใจ พลังที่จะรับเข้ามานั้น แบ่งได้เป็น ๒ อย่างคือ

๑.พลังธรรมชาติ (Natural power) อันได้แก่ -หนึ่ง อากาศบริสุทธิ์ -สอง พื้นดิน ต้นไม้ใบหญ้า -สาม แสงตะวัน

การฝึกพลังต่างๆ อันเป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่นของแต่ละชนชาติ เช่น พลังปราณของโยคะ พลังชี่กง พลังโยเร พลังจักรวาล พลังเรกิ ล้วนต้องจัด สิ่งแวดล้อมของตนเอง ให้อยู่ใกล้ธรรมชาติ เพื่อรับพลังเหล่านี้

ท่านบรรยายไว้อีกว่า "ทุกระบบของการสอน เรื่องพลัง เขาจะเน้นจุดนี้ เพราะเป็น วิทยาศาสตร์ เป็นที่ยอมรับกัน เพราะเป็น ที่มาของพลัง และพระพุทธเจ้า ตรัสสอนนิสัยสี่ บิณฑบาตอย่างเดียว ก็ได้พลังจากแหล่งที่มา ของพลัง ธรรมชาติ ทั้ง ๓ แล้ว เพราะบิณฑบาต ไม่ใส่รองเท้า เท้าเหยียบดิน เหยียบหญ้า ได้อากาศบริสุทธิ์ ได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยิ่งกว่านี้ อยู่ใต้โคนไม้ ใต้ร่มไม้ ก็ยิ่งได้พลัง

อุบาสก อุบาสิกา ก็จะได้พลัง เมื่อตักบาตร หรือไปสนทนาธรรม กับพระใต้ร่มไม้ การนุ่งผ้าบังสุกุล อันได้แก่ ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว บางทีเป็นผ้าห่อศพ ผ้าเหล่านี้ แต่โบราณ เป็นผ้า ฝ้าย อากาศผ่านเข้าออกสะดวก ได้ระบาย ความร้อน และเหงื่อได้ดี สุขภาพจึงดี โรคผิวหนัง โรคแพ้ ก็จะไม่เป็น แถมไม่เป็นโรคติดเชื้อ ขนาดจะนุ่งผ้าห่อศพ ที่เก็บมาซักแล้วใช้ ก็ไม่ป่วย ไม่ติดโรค"

"การดื่มน้ำปัสสาวะ เป็นวิธีการหนามยอกเอาหนามบ่ง เกลือจิ้มเกลือ เช่น เวลาถูกงูกัด ก็ฉีดเซรุ่มแก้พิษงู อาหารที่ เรากินเข้าไป เช่น ผักผลไม้ ล้วนมีพิษตกค้าง ของยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ อาหารปรุงแต่ง ก็มีสารกันบูด ผงชูรส ล้วนแต่มีอันตราย การดื่มน้ำปัสสาวะ ถือว่า เป็นการช่วย สลายพิษตกค้าง และ เป็นการสร้างภูมิต้านทาน ให้สูงขึ้น ท่านอธิบาย

วิธีการดื่มน้ำปัสสาวะตามที่ท่านอธิบาย ต้องมี "การหมัก" ด้วย คือก่อนนอน ให้ดื่มน้ำปัสสาวะ ของตนเองสัก ๑/๓-๑/๒ แก้ว เมื่อเข้านอนไปแล้ว ในระหว่างนั้น น้ำปัสสาวะ จะเข้าไปหมักอยู่ในตัวเรา เมื่อกลางดึก หรือใกล้สว่าง เวลาลุก ขึ้นมาปัสสาวะ ก็ให้เก็บดื่มอีก ๑/๓-๑-๒ แก้ว

ดื่มน้ำเที่ยวสองนี้แล้ว ถือว่าสำคัญ มีบทบาทในการรักษาโรค เพราะได้ดื่มเข้าไปหมักในร่างกาย หลายชั่วโมง เหมือนเอาพิษ ที่เราถ่ายออกครั้งแรก ส่งกลับเข้าไปในตัว ให้เข้าไปหมัก กระตุ้นให้ร่างกาย สร้างสารต้านพิษออกมา สารต้านพิษ เมื่อขับ ออกมา ตอนใกล้รุ่ง เราดื่มเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ก็คือตัว ที่เข้าไปรักษาโรค

๒.พลังเหนือธรรมชาติ (Supernatural power) เป็นพลังที่ได้จากการสวดภาวนา การสวดมนต์ นอกจากจะได้บุญ คือ ทาน ศีล ภาวนา และจะถือว่า เป็นไวยาวัจมัย ก็คงจะได้ การที่เราสวดมนต์ เป็นการเอื้อเฟื้อ สัมภเวสีบางหมู่เหล่า ที่ต้องการ จะรู้อะไร มากขึ้น เป็นอปจายนมัย การที่เราสวดมนต์ เรามีความเคารพ ทั้งกาย-วาจา-ใจ เป็นปัตติทานมัย เป็นการอุทิศส่วนบุญ เป็นปัตตานุโมทนามัย คือว่าการสวดมนต์ของเรา ได้รับการชื่นชมของ ผู้ที่ต้องการ บำเพ็ญบารมี สูงขึ้น เป็นธัมมัสสวนมัย ทั้งธัมมเทสนามัย เป็นการฟังธรรม และ การแสดง หรือเทศนาธรรมไปด้วย ทั้งเป็น ทิฏฐชุกรรม การสวดมนต์ ยังเป็นได้ทั้งสมถะ และ วิปัสสนา โดยเฉพาะ ถ้าเราได้เรียนบาลีมาแล้ว สวดไปๆ ก็เข้าใจ อย่างทำวัตรเช้า ช่วยให้ เราพิจารณา เห็นไตรลักษณ์ ทำวัตรเย็น ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราเอาพระสูตรหลักมาสวด จะเป็นการได้ทั้งสมถะ และได้ทั้งวิปัสสนา รวมไปถึง การสวดแผ่เมตตา

นอกจากนี้ การสวดมนต์ เสียงทุกเสียง กระตุ้นอวัยวะทุกส่วน โดยเฉพาะจะไป กระตุ้นญานพลังในร่างกาย ซึ่งเรียกว่า พลังกุณฑลินี การสวดมนต์ ด้วยเสียงดัง เปล่งเสียง สระพยัญชนะให้ชัด จะช่วยกระตุ้นพลังกุณถินี บางคนสวดมนต์ไปแล้ว มันเริ่มอุ่นๆ จากก้นกบ ขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นมาจนถึง ข้างบนศีรษะ นั่นแสดงว่า พลังกุณฑลินี เริ่มถูกกระตุ้น

ท่านกล่าวว่า "บางท่านไม่ต้องการพลังอันนี้ เพราะมุ่งปฏิบัติ เพื่อมรรคผลนิพพาน ก็ขออนุโมทนา แต่ถ้าสำหรับท่าน ที่ต้องการ ทำงาน เพื่อประโยชน์ แก่คนหมู่มาก พลังนี้มีส่วนช่วยได้"

ครับ เหล่านี้คือหลักการแวดล้อมของการปฏิบัตินิสัยสี่ให้ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นวิถีสุขภาพ ทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และ รักษาโรคไปพร้อมกัน

ท่านอาจารย์สิงห์ทนเคยให้ความกรุณาแก่ผม สัมภาษณ์ออกรายการ "ธรรมชาติบำบัด" ทาง UCB 7 ซึ่งมีทุกวันเสาร์ เวลา ๑๔.๐๐ น. ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ท่านได้บรรยาย เรื่องการดื่ม น้ำปัสสาวะนี้ด้วย ในวันนั้น ผู้ชมท่านหนึ่ง จำเอา ความรู้นี้ไป แล้วก็บังเอิญไปพบเพื่อนคนหนึ่ง ในสหรัฐ ซึ่งกลับป่วย ด้วยโรคมะเร็ง ระยะท้าย ลูกๆ ซึ่งบางคนก็เป็นหมอ ต่างก็ถอดใจแล้ว ผู้ชมท่านนี้ ได้แนะนำให้เพื่อน ดื่มน้ำปัสสาวะ และข้อปฏิบัติอื่นๆ ซึ่งท่านผู้นั้น ก็นำไปปฏิบัติ

ปรากฏว่า ๖ เดือนผ่านไป แทนที่จะตาย กลับอาการดีขึ้นๆ ลูกๆ พาไปสแกน ก็ปรากฏว่า มะเร็งฝ่อหายไปหมด ผู้ป่วยท่านนี้ ต่อมาไปมีโอกาส พบกับอาจารย์สิงห์ทน ในระหว่างที่ท่าน ไปเป็นธรรมทูตอยู่ที่สหรัฐ จึงได้รู้เรื่องนี้ และท่านเพิ่งเล่า ให้พวกเราทราบ เมื่อเดือนที่ผ่านมา

เรื่องที่คิดจะผลิตปัสสาวะ เป็นแคปซูลออกมาจำหน่าย ผมเพิ่งพบกับคุณหมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ซึ่งเป็นท่านหนึ่ง ที่ยืนหยัด เหนียวแน่น เรื่องการฟื้นฟู ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยอิง ตามแนวปฏิบัติของบรรพชน ท่านเล่าให้ฟังว่า "ปัสสาวะน่าจะมี anabolic hormone รวมทั้ง inteferon อยู่ด้วย แต่กระบวนการดื่ม ก็สำคัญ เพราะในระหว่าง ผ่านปาก เรามีน้ำลาย อาจจะเกิด ปฏิริริยา กับสารในปัสสาวะ ให้เกิดสารออกฤทธิ์ รักษาโรคก็ได้ มีงาน วิจัยที่ เปรียบเทียบ ให้คนใน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง ดื่มน้ำปัสสาวะ อีกกลุ่มหนึ่ง ให้ใช้ฉีดเข้าไป ทางสายกระเพาะ ปรากฏผลว่า การรักษาโรค ของกลุ่มที่ดื่ม แบบธรรมชาติ ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างชัดเจน

ผมเองมีข้อสังเกตด้วยว่า การดื่มน้ำปัสสาวะนั้น จะมีฤทธิ์ของ Mind power ที่อยู่ในรูป ของแกนศรัทธา เข้าผสม อยู่ด้วย เพราะคนที่ตั้งใจจริง และ เชื่อแรงกล้าเท่านั้น ที่จะลงแรง ดื่มน้ำปัสสาวะ เพื่อรักษาโรคของตน ซึ่งยังหมายถึง การรับประกาศิต จากพระดำรัสของ พระพุทธเจ้าเข้าไปด้วย แต่การกรอกเข้าไป ทางสายกระเพาะ หรือ ถ้าใคร จะผลิตออกมา เป็นแคปซูล ให้คว้ากินกันได้ง่ายๆ ผมว่าแรงศรัทธา จะอ่อนลงไป ตั้งหลายขุม บทบาทการรักษา โรคย่อมจะลดไป ด้วยประการฉะนี้ แถมวิธีนี้ ต้องเป็นปัสสาวะ ของตนเองด้วย อันเป็นหลัก พึ่งตนเองอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ คุณเห็นหรือเปล่าว่า การดื่มน้ำปัสสาวะ แม้จะมีการพิสูจน์มามาก ถึงบทบาทการรักษาโรค ในท่ามกลาง กระแส Direct sale อันคึกคัก แต่ไม่มีทีท่าว่า การดื่มน้ำ ปัสสาวะ จะเฟื่องฟูเป็นธุระกิจขึ้นมาได้ ไม่ต้องคิดฝัน แม้แต่ปัสสาวะแคปซูล

และก็คงไม่มีระบบ down line ให้ดื่มน้ำปัสสาวะต่อกันไป กี่ทอดหรอกครับคุณ

ธรรมชาติบำบัด น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล [email protected] http://www.balavi.co.th

(สารอโศก อันดับที่ ๒๔๖ มีนาคม ๒๕๔๕)