หน้าแรก >สารอโศก


ศรัทธาคงมั่น
ดิฉันขอกราบอภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่ได้รายงานข่าว มาให้ทราบ บ่อยกว่านี้ วันนี้มีโอกาสดี ที่มีคนรู้จัก จะกลับไป เมืองไทย จึงได้ฝากจ.ม.ส่งข่าวมา เพื่อกราบเรียน ให้ท่าน ทราบว่า ตอนนี้ ดิฉันยังได้รับ หนังสือสารอโศก เป็นระยะๆ มาตลอด นับตั้งแต่ดิฉัน ได้ย้ายมาอยู่ที่ อเมริกา เป็นเวลา ๑๓ ปีแล้วค่ะ

การปฏิบัติธรรมของดิฉันก็ยังค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ทานมังสวิรัติมาตลอดเวลาค่ะ ถือศีล ๕ ละอบายมุข สิ่งเสพติด เห็นคุณค่าในการปฏิบัติได้จริง อยู่ที่นี่ถึงสิ่งแวดล้อม จะไม่ดีนัก เพราะมีบ่อนคาซิโน มากถึง ๑๒ แห่งใหญ่ แต่ดิฉันก็ไม่สยบ กับแหล่งเริงรมย์ การพนัน เหล่านั้น เพราะถือมั่นยึดมั่น ในการปฏิบัติธรรม อย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนไปทางด้าน การฝึกปฏิบัติ แต่บางครั้ง มีผิดตกเผลอใจไปบ้าง ก็ต้องเตือนใจ ฉุกคิดขึ้นมาได้ ก็จะลุก ขึ้นมาใหม่ เมื่อนึกถึงคำสอน ของพ่อท่าน ให้ปฏิบัติตามแล้ว ทำให้ดิฉันมีกำลังใจ

บางครั้งเกิดความคิดกลัวจะไม่ได้อยู่ใต้ร่มโพธิ์ของพ่อท่าน ก็จะต้องรีบปรับตัว ปรับใจ ให้สงบ เมื่อโดนพญามาร มาคอยหลอกล่อ ให้จิตตก ดิฉันก็จะคอยเตือนใจตัวเอง โดยการอ่าน หนังสือธรรมะ ที่ทางสมาคมได้ส่งมาให้

โลกของคนไฮเทคที่อเมริกานี้ ไม่มีการสอนวิธีการดำเนินชีวิต แบบพ่อท่านเลย เห็นก็แต่ การวิ่งตามหา วิธีแปลกใหม่ ของวัตถุธรรม สังคมนี้แห้งแล้ง ไม่มีการเอื้ออาทร เมตตาต่อกัน การเจ็บป่วย ก็รีบรักษากัน อย่างรวดเร็วมาก โดยใช้วิธีการรักษาให้หาย โดยเฉียบขาด โดยชนิดเห็นราคา ค่ารักษาแล้ว ผู้ป่วยแทบช๊อคไปก็มี เพราะใช้รักษากันแบบไฮเทค เป็นที่น่ากลัว ไม่น้อย

ดิฉันทำงานอยู่เป็นพนักงานผู้ช่วยพยาบาล และเจาะเลือดตรวจคนไข้ทุกวัน ได้เห็นยมฑูต ตลอดเวลา เห็นสภาพแล้ว ไม่กล้าเข้าไปรักษาโรค ในโรงพยาบาลเลย เพราะขยาด กับการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการใช้ยาแรงๆ และให้คนไข้หายไวๆ ถ้าไม่หาย ก็จะต้อง มีอันถึงชีวิตก็ได้

ผลการอ่านสารอโศกเล่มสุดท้าย "เด็กดื้อไม่ดี เด็กดีไม่ดื้อ" ดิฉันยังมีใจ อยากจะให้พ่อท่าน ได้รับรางวัลดีเด่น เพื่อจะให้ผู้คนรู้จักพ่อท่าน ซึ่งมีผลงานดีเด่นจริง เพื่อเปลี่ยนทิศทาง ของคนที่มีความคิด ตรงกันข้าม กับพ่อท่านบ้าง ผลงานต่างๆ ที่พ่อท่าน คิดสร้างสรรไว้ อย่างดีเลิศ บางส่วนของผลงาน คนอื่นแทบอยากจะนำมา เป็นผลงานของตนก็มี แต่ดิฉัน มีความคิด ที่ไม่อยากให้พ่อท่านเด่น แต่อยากให้คน ในประเทศไทย ได้รู้จาก ผลงานของท่าน เหมือนอย่างเช่น มหาตมะคานธีบ้าง หรือเด่นกว่า ท่านมหาตมะคานธีเสียอีก

รายงานน้ำฉี่ดีจริงหรือนั้น ดิฉันคิดว่าควรจะมีลง ในสารอโศกอีกต่อไป เพราะหลายๆคน ยังสนใจ ในการรักษาแผนโบราณ ที่ได้ผล และค่ารักษา ไม่ต้องจ่ายอะไร แต่ผลก็ยังมีมาก ตามที่มีผู้รายงานมา ให้ได้ทราบกัน ดิฉันจึงขอสนับสนุน รายการนี้อยู่

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอฝากปัจจัยมาอีกแรงหนึ่ง เพื่อช่วยงานพ่อท่านตามสมควร เนื่องในวาระ ใกล้กับวัน อาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา ขอถือตบะหรรษา กับการกินน้อย ใช้น้อย ทำงาน ให้มากๆ ที่เหลือแจกจ่ายเจือจาน ให้สำเร็จตามสมควร ขอกราบเรียนท่านมา ณ โอกาสนี้ เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ
- อัมพร นพจินดา

ไม่ว่าอยู่ถิ่นแดนแคว้นใด หากมีใจศรัทธาคงมั่นแล้ว ศีลและตบะ ย่อมรักษาไว้ ประดับ กายใจเสมอ มิห่างหาย - บ.ก.


คุ้มค่าอ่าน
จากการอ่านสารอโศกอันดับ ๒๔๖ มีนาคม ๒๕๔๕ มีข้อปฏิบัติดังนี้
๑. การรวมพลังของชาวอโศกทุกคน จะช่วยให้มีพลังเผยแพร่ธรรมะมากขึ้น
๒. ตรวจสอบตนเอง หรือทำงบดุลชีวิตทุกวัน ในการทำความดีความชั่ว
๓. นำข้อบกพร่องมาแก้ไข นำความดีมาพัฒนาให้ดีขึ้นอีก
๔. ลดความเห็นแก่ตนเองลง
๕. การทดลองน้ำหมักผลไม้ ควรทดสอบก่อนเผยแพร่

จากการอ่านหนังสือของชาวอโศกเป็นประจำ ให้ความรู้และความมั่นคง ในการปฏิบัติธรรม ได้เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณ ที่ส่งหนังสือมาให้อ่าน เป็นประจำ เสียดายปีนี้ ไม่ได้ไปร่วม งานปลุกเสกฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๙ เคยไปร่วมงาน ตลอดมา

ขอรายงานสถานการณ์การปฏิบัติธรรมของผมเองในปัจจุบัน
๑. รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นปกติ
๒. ทำกสิกรรมธรรมชาติ ปลูกต้นไม้หลายชนิด
๓. ผักนั้นยังปลูกน้อย กำลังปรับปรุงดินอยู่
๔. ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนบ้านกุดฉิม ได้พาชาวบ้านตั้งร้านค้าชุมชน ปรากฏว่า ได้ผลดี
- นายสัมฤทธิ์ ต้นสวรรค์
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกุดฉิม จ.นครพนม

สมาชิกที่อ่านหนังสือของชาวอโศกแล้ว นำไปปฏิบัติกับชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างดี เท่านี้นับว่าคุ้มค่าทุนรอนและเรี่ยวแรง ที่ชาวอโศกลงทุนลงแรงกันแล้ว - บ.ก.

สบายหายห่วง
ดิฉันเป็นข้าราชการบำนาญอายุ ๖๐ ปี ได้อ่านสัตถุสาส์น"แสงสูญ"ทุกเล่ม ลูกและหลาน ๒ คนไปโรงเรียน พ่อ-แม่เขาไปทำงาน สามีดิฉันถึงแก่กรรม ๓ ปีแล้ว ลูกได้ปลูกพืชผัก และผลไม้ ชนิดต่างๆ ในเวลาว่าง ที่บริเวณบ้านผัก ผลไม้ ไม่เคยซื้อ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี สารพิษ และ ฮอร์โมนต่างๆ แต่จะได้อินทรีย์วัตถุต่างๆ ที่เกิดธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก แกลบ ใบไม้ หญ้า ปุ๋ยจากโค-กระบือ ฟางจากข้างบ้าน

ที่ดินที่บ้านมี ๔ ไร่กว่า ปลูกแล้วรู้คุณค่าของมัน มากกว่าเพชรกว่าทองอีก และที่บ้าน จึงได้มีอาหาร ไร้สารพิษ รับประทานทุกวัน ได้เอาผักผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอ ผักบุ้ง ได้ขาย ในราคาถูก

การทำบุญได้เอาเสื้อผ้าที่ไม่ใช้ให้ญาติ และ เพื่อนบ้านเสมอ
- ปรัชญา นิวาสประกฤติ จ.สกลนคร

เพียงแค่มีพืชผักผลไม้ปลูกไว้กินเองได้ อย่างไร้สารพิษ ชีวิตนี้ก็ปลอดภัย สบาย หายห่วง ไปเยอะ อย่างน้อย ก็ไม่ต้องห่วงโรคมะเร็ง ที่กำลังมาแรง ติดอันดับหนึ่งแล้ว - บ.ก.


ตัวเองพร้อมหรือยัง
ช่วงนี้อยู่ในระหว่างการทำนา พึ่งจะทำนาเป็นครั้งแรก(ทำของตัวเอง) รู้สึกเหนื่อยมากครับ ทีแรกคิดว่า จะจ้างคนช่วย แต่เอาเข้าจริงๆ หาคนไม่ได้เลย คือมันมีเรื่องแปลกครับ คนน่ะ พอหาได้ครับ แต่เขาไม่เห็นด้วยที่เราทำเกษตรธรรมชาติ เขาบอกเราทำไม่เหมือนหมู่ เขาเลยไม่ช่วย

เราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เราไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งมันสวนทางกับเขา มีคนถาม อยู่เสมอว่า ทำไมไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมี ก็พยายามอธิบายว่า อยากลดต้นทุน เพราะเข้าใจ เรื่องการทำนา ทุกวันนี้ขาดทุน ทั้งร่างกาย ขาดทุนทั้งเงินทองด้วย แต่ดูแล้ว เขาไม่ได้รู้ ตัวเองเลยว่า ทำทุกวันนี้ มันขาดทุน หรือกำไร เห็นแล้วน่าสงสารมาก อยากจะช่วยเขา แต่เขากลับต่อต้าน และมาสอนเราอีกต่างหาก ว่าทำอย่างนี้ มันไม่ทันกินหรอก สมัยนี้ มันไม่เหมือน สมัยก่อน แต่ผมก็ไม่ท้อหรอกครับ เพราะได้ศึกษา และทดลองมา ด้วยตนเองแล้ว ทุกอย่าง เรื่องของจุลินทรีย์ เชื่อมั่นครับ

และมีคนหวังดีมาเตือนว่า จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ก็ขอบคุณ ที่เขาหวังดีครับ แต่ก็คิดว่า เราทำนี้ มันถูกต้อง ถูกธรรมแล้ว จึงยินดีที่สู้ต่อไป

สิ่งต่างๆที่เล่ามานั้นผมยังคิดว่า ปัญหาน้อย ปัญหาที่ใหญ่น่าเกรงขามมาก คือ การต่อสู้ กับตนเอง เพราะปัจจุบัน ยังมังสวิรัติไม่บริสุทธิ์เลย ตั้งใจว่า เข้าพรรษาปีนี้ จะจัดการ ให้ได้เต็มร้อย บริบูรณ์สักที เพราะตอนนี้ พืชผักที่ปลูกๆไว้ ก็ได้ผลดี รอบๆรั้วบ้าน ก็ล้วนแต่ ของดีๆ ที่กินได้ทั้งนั้น เขียวขจีทั้งบ้านครับ ตอนนี้ มีเกือบทุกอย่าง ที่เป็นอาหาร มังสวิรัติ คิดว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ยังอยู่ที่ตัวเอง เท่านั้นแหละครับ ว่าพร้อมหรือยัง
- อุดม อาสาสะนา จ.เชียงราย

การทำกสิกรรมไร้สารพิษ ก็ต้องต่อสู้กับความคิดแบบกสิกรรม ใช้ปุ๋ยเคมี และ สารเคมี ซึ่งครอบหัวเรามานาน นานจนบางคนคิดว่า จะปลูกได้พืชผลดี มีแต่ต้องใช้ปุ๋ย หรือ สารเคมี เท่านั้น แต่ถ้าใครกล้าศึกษา กล้าทดลองทำดูจริงๆ ก็จะพบความจริงว่า กสิกรธรรมชาติ ให้ผลดีกว่า ในทุกๆด้าน ทั้งพืชผล และสุขภาพ ของคนปลูก กับคนกินอีกด้วย โดยเฉพาะ ใช้ทุนต่ำกว่ากันมาก

เพราะฉะนั้น พร้อมรึยัง กับกสิกรรมไร้สารพิษ พร้อมรึยังกับ กระเพาะไร้อำมหิต เมตตา สัตว์โลก ทั้งปวงด้วยเถิด - บ.ก.


โกรธสัตว์
ดิฉันเป็นคนบาปมากที่ละกิเลสไม่ได้ไม่ใช่กิเลสทางกาม กิเลสที่ละโลภ-โกรธ-หลงไม่ได้ ดิฉันไม่ถูกกับไก่ กับเป็ดกับหมาเลย เห็นมาเล่นข้างบ้านเป็นไม่ได้ ต้องแช่ง ต้องด่ามัน หรือ ไม่ก็ทำร้ายมัน

วันนั้นเป็นวันอะไรก็ไม่ทราบ ดิฉันหงุดหงิดที่สุด เงินทองก็ไม่มีใช้จ่าย ลูกก็ไม่เคยหยิบยื่นให้ แม้แต่บาทเดียว ลูกสาวคนที่ดิฉัน อาศัยอยู่ด้วย เขาไม่เคยรักแม่ และ ห่วงแม่เลย ดิฉันโกรธลูก ก็พาลไปหาเป็ดไก่ วันนั้นเป็ด ที่อยู่ใกล้กับบ้านดิฉัน มาเล่นน้ำที่ข้างครัว ดิฉันโมโห ก็เอา ขวดยาเล็กๆ ขว้างมัน คิดว่าไม่ถูก ที่ไหนได้ ดันไปถูกมัน ขาลากไปเลย

ดิฉันมาคิดทีหลัง เมื่อหายโมโหแล้ว เราไม่น่าทำมันเลย สัตว์มันไม่รู้อะไร ดิฉันมาคิดเสียใจ เจ้าของเขาบ่น ให้ได้ยิน ดิฉันก็ไม่ได้บอกเขาดอก ทำท่าไปดูแกล้งว่า ไม่น่าเลยหนอ ใครช่างใจร้ายจัง ที่แท้ตัวเองเป็นคนทำ ตราบาปนั้น มันติดตัวดิฉันอยู่ ตลอดเวลา ดิฉันกลัว บาปนั้นมีจริง ก็เลยแอบ ไปขอโทษเป็ดว่า ข้าไม่ได้ตั้งใจทำเจ้า ขอให้เจ้า จงหายจากการเจ็บขา ในเร็วๆ วันนี้ด้วยเถิด

ดิฉันอธิษฐานให้มันหายเจ็บ ดิฉันจะเป็นบาปมากมั้ยคะ ดิฉันสัญญาว่า นับตั้งแต่นี้ต่อไป ดิฉันจะไม่ทำ เช่นนั้นอีก แล้วก็แผ่เมตตา ให้กับสัตว์ทั้งหลาย ที่ดิฉันได้กระทำลงไป ด้วยโมโห ลืมตัว ชั่ววูบ

ดิฉันคิดแล้วว่าตัวเองนี่เกเรมาก ดิฉันเกลียดตัวเองมาก ทำอย่างไร จะสาสม ที่ทำกับสัตว์ไป แบบนั้น แต่เดี๋ยวนี้ เป็ดตัวนั้น ก็ค่อยหายเจ็บบ้างแล้ว เดชะมันไม่ตาย ถ้ามันตาย ดิฉันคงมีบาปหนัก หรือ กรรมจะตามสนองก็ไม่รู้ นับตั้งแต่วันนั้น ถึงบัดนี้ ดิฉันไม่ทำร้าย สัตว์ตัวไหนอีกเลย มาได้อ่านหนังสือ ดอกหญ้า-สารอโศก จากท่าน ดิฉันเลยได้คิดว่า บาปกรรมมีจริง

อ่านที่พ่อท่านให้ธรรมะกับญาติธรรม มีข้อคิดมีสติเตือนใจ ให้เลิกละกิเลสทุกสิ่ง ทุกอย่าง แต่ดิฉัน ยังละโมโห ยังไม่ได้ กินอาหาร ก็เว้นเนื้อสัตว์ได้เฉพาะ วันพระเท่านั้น นอกนั้น พยายามมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จ ถ้าได้มาร่วมกิจกรรม กับคณะท่าน คงจะปฏิบัติ ได้ทุกอย่าง ถ้าไม่ตายเสียก่อน ดิฉันคงได้มาร่วมกับ คณะท่านแน่ๆ

ส่วนน้ำฉี่นั้นดิฉันก็กินบ้างเป็นครั้งคราว รู้สึกว่าโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ค่อยเบียดเบียน จะพยายาม กินไปเรื่อยๆ ที่ชอบอ่านมาก ก็คือ ดวงตาที่สาม กับ จดหมายจากญาติธรรม , สิบห้านาทีกับพ่อท่าน ก็ชอบ
- นางสายบัว โค้นสากรม จ.พิษณุโลก

วิบากกรรมอย่างหนึ่งของการโกรธสัตว์ ทำร้ายสัตว์ ก็คือ การเจ็บป่วย เป็นโรคมาก หนักเข้า ก็จะอายุสั้น เพราะฉะนั้น ไม่มีใครอยู่ดีๆ ก็ป่วยหรอก ล้วนต้องมี การเคยไปเบียดเบียน ทำร้ายสัตว์ มาก่อนทั้งสิ้น ทำเขามากก็ป่วยมาก ทำเขาน้อยก็ป่วยน้อย นอกจากเมตตา เอ็นดู ช่วยเหลือเขาให้มากๆ เท่านั้น จึงจะไม่ต้อง เจ็บป่วยได้ไข้เลย มีสุข มีอายุยืนยาว - บ.ก.


เอาจริง
ทุกวันนี้ ดิฉันยังเฝ้ารอคอยใจจดใจจ่อกับสารอโศก ดอกหญ้า เพราะดิฉันเชื่อมั่น ศรัทธา กับ กลุ่มองค์กร ชาวอโศก กับคุณค่าผลงาน จิตวิญญาณ ที่ยากจะหาองค์กร สถาบัน ชุมชน เสมอเหมือนได้

ถึงดิฉันไม่ใช่เลือดชาวอโศกเต็มร้อย จะยังด้วยกิเลส หรือจังหวะบารมี ที่ยังไม่ถึงพร้อม ก็ตามเถอะ แต่ส่วนหนึ่ง ดิฉันเข้าใจ และศรัทธา ในหมู่กลุ่มของชาวอโศก เข้าใจถึงอุดมการณ์ และเป้าหมาย เป็นอย่างดี และ พยายามเอาหลัก หรือแนวคิดมาเตือนสติ ในการดำรงชีวิต แก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกับ"จิต" ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง.... มิให้กิเลสเข้ามาครอบงำ เป็นเจ้าเรือน ทำให้ตัวเองหม่นหมอง ท้อแท้ที่จะทำดี คิดดี.... ในเรื่องความอดทน อดกลั้น กับอุปสรรค ของชีวิต ที่เป็นเสมือนเป็นโจทย์ หรือ วิบากกรรม และ เป็นตัวทดสอบ อยู่เนืองๆ ธรรมะที่ได้รับจาก การอ่านหนังสือ ข้อคิดที่เป็นเสมือนสิ่งดีงาม ที่บันทึกไว้ในสมอง จะคอย หลั่งออกมา ยามที่จิตเราตก ไปในทางเสื่อม... กระตุ้นให้เกิดความเข้มแข็ง, ระงับ, ปล่อยปลง, เรียกสติคืน... ซึ่งมีส่วนช่วยดิฉันได้มาก เมื่อเปรียบเทียบกับ ตอนที่ไม่รู้จักสันติอโศก โดยเฉพาะ ว่าด้วยเรื่อง "การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก"

คือเมื่อปี'๔๔ ดิฉันได้สูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าไปอย่างกะทันหัน ที่สำคัญ ตอนที่ท่าน มีชีวิตอยู่ ท่านเป็นคน ที่รักลูกมาก โดยเฉพาะดิฉัน..... สนิทสนมกันเป็นพิเศษ เพราะเป็นลูกคนเล็ก และมีทัศนคติ ใกล้เคียงกัน ส่วนลึกของดิฉัน คอยกังวลอยู่เนืองๆว่า สักวันหนึ่ง ที่ท่านจากดิฉันไป ดิฉันจะดำรงชีวิต ด้วยความผาสุก ปราศจากความอาวรณ์อาลัย ได้อย่างไร ดิฉันจะทน สภาพนั้นไม่ได้

แต่เมื่อวันที่ ๕ เม.ย.๔๔ เมื่อความตายมิใช่เรื่องไกลตัว มิใช่เรื่องของคนทั่วไป มิใช่เรื่อง ของญาติห่างๆ แต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัว มีความตาย การพลัดพรากมาถึง ครอบครัวของเราจริงๆ นั่นแหละ คือ บททดสอบว่า สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ จากหนังสือแสงสูญ - สารอโศก - ดอกหญ้า ดิฉันได้ประโยชน์แค่ไหน ในด้านการฝึกฝน"จิต" ว่ามีสติหนักแน่นเพียงใด บทความ ถ้อยคำ ที่ว่าด้วยการ "พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก" มันหลั่งมาจาก ความทรงจำ ทำให้ดิฉัน ครองสติได้ อย่างเหลือเชื่อ ดิฉันมองเห็นพี่ชาย พี่สาว ล้มดิ้นทุรนทุราย เจียนจะขาดใจ ตายตรงหน้า.... เห็นความสะเทือนใจ อย่างหนักของแม่.....

ดิฉันอาจจะทำไม่ได้เต็มร้อยนัก ยังมีอาการสั่นเทา ตามร่างกายอยู่บ้าง? แต่ดิฉันก็มีสติพอ ที่จะอาบน้ำศพให้พ่อ.... และจัดการกับงานศพ จนสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี.... และพยายาม ให้กำลังใจแม่ เกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทำใจ และพยายาม ปล่อยปลง ให้มากที่สุด เพราะมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ขึ้นอยู่กับว่า ถึงคิวใครก่อน ใครหลัง ที่สำคัญ ตอนที่คุณพ่อมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นคนกว้างขวาง ชอบช่วยงานสังคม และส่วนรวม แล้วก็ศรัทธาหมู่กลุ่ม ของชาวอโศกมาก
ถึงดิฉันมิใช่เนื้อแท้ ของสันติอโศก คือ ยังไม่ทานมังสวิรัติบริสุทธิ์ ดิฉันยังสละทางโลกไม่ได้ ดิฉันยังมีสามี มีลูกชายวัย ๔ ขวบ ที่ดิฉันยังต้องดูแล และปฏิบัติหน้าที่ ตามกระแสโลก ในด้านการกินอยู่..... ดิฉันยินยอม น้อมรับคำตำหนิติเตียน ในเรื่องนี้.....แต่ทว่า แนวคิด และความเข้าใจ ถึงอุดมการณ์ และการดำรงตน อยู่ในสังคม ของตนเอง..... ดิฉันยึดหลัก ของสันติอโศก
- ทวีทรัพย์ ดวงจันทร์ จ.เชียงใหม่

แม้มีครอบครัวแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมอย่างชาวอโศกได้ แม้อยู่ที่บ้าน ก็นำข้อปฏิบัติ ไปฝึกฝน สร้างบารมีได้ ไม่มีอะไรขวางกั้น คนที่ตั้งใจทำดีจริงได้เลย ความสำคัญ อยู่ที่ "เอาจริง" - บ.ก.


ศีลพาโปร่งใส
ผมเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสายอโศก ซึ่งอยู่ข้างนอกวัด นานๆจะไปพุทธสถานที เมื่อได้จังหวะ และ โอกาส ก็ได้หนังสือสารอโศก และดอกหญ้า คอยเป็นเพื่อน คอยให้กำลังใจ คอยกระตุ้นเตือน อยู่เสมอ ไม่ให้ไฟแห่งการปฏิบัติธรรม ของผมหรี่ลง คอยเติมไฟให้ผม เผลอไม่ได้ เพราะข้างนอก สังคมรอบข้าง มันจัดจ้าน ผมจะเผลอ และพลาดมิได้ ล้มแล้วต้องลุกสู้ อยู่ด้วยความไม่ประมาท

ยิ่งทุกวันนี้ ผมเองจะเข้าสังคมชาวโลกเขาบ่อยๆ การปฏิบัติตัวทำตัว ก็ยากพอสมควร จนชาวบ้าน เขารู้กันทั่ว จะมองแปลกๆ ผมทำงานกลุ่มอยู่กับสังคมชาวโลก โดยเฉพาะ ผมทำกลุ่ม ศูนย์ผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลถาวร ผมดูแล้ว ถ้าให้คนอื่น มาดูแลการเงินกลุ่ม คงไม่โปร่งใสแน่ ผมจึงสละตำแหน่งประธาน มาทำหน้าที่ เหรัญญิก ดูแลการเงิน ให้โปร่งใส ทุกบาททุกสตางค์ ต้องรายงาน ให้สมาชิกได้รับทราบ เวลาประชุมกลุ่ม

สมาชิกกลุ่มรู้ว่าผมกินมังสวิรัติ เวลามีงานกิจกรรมกลุ่ม จะกินอะไรก็แล้วแต่เขา ผมมีหน้าที่ จ่ายเงิน ก็จ่ายอย่างเดียว ผมเพียงดูแลการเงิน ให้โปร่งใส บริสุทธิ์เท่านั้น ฉะนั้น แม้จะมีงาน กิจกรรมกลุ่มกี่ครั้งๆ อาหารการกินมีเนื้อสัตว์เสมอ บางครั้งฆ่าไก่ แต่ผมก็ทำ อาหาร มังสวิรัติของผม ไปกินกับเขาบ้าง บางครั้ง ก็กลับมากินที่บ้าน ตัวเองทำไว้ เขาเข้าใจดีว่า ผมปฏิบัติแบบนี้ มาตลอด

จนตอนนี้จะมีการแยกหมู่บ้านใหม่แล้ว ต้องเลือกผู้ใหญ่บ้านและ อบต.ใหม่หมด เขาก็เล็ง มาที่ผมทั้ง ๒ ตำแหน่ง ซึ่งผมก็ได้ไปปรึกษาสมณะ ที่สีมาอโศก กับชุมชนเมฆาอโศก และ เพื่อนญาติธรรม ผู้มีประสบการณ์ ว่าจะลงสมัครดีมั๊ย คำตอบคือ ถ้าเข้าไปแล้ว มันเป็นผลดีก็เข้า ถ้าเข้าไปแล้ว ไม่เป็นผลดี ก็ไม่ต้องเข้าไป

ผมได้ตอบปฏิเสธไปแล้วทั้งสองตำแหน่ง ผมตัดสินใจเองว่า ขนาดพลตรีจำลอง ศรีเมือง หวังจะเข้าไปช่วย สังคมชาวโลก ยังยากเลย นับประสาอะไร สำหรับตัวผม ถ้าเหตุการณ์ สภาพแวดล้อมดี ผมอาจจะเข้าไปช่วย แต่สภาพสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยดี จึงไม่เข้าไป

ส่วนการปฏิบัติตัวของผมเอง มี ๑. กินมังสวิรัติ ๒. ไม่เล่นการพนันทุกชนิด ๓. ไม่เสพ ของมึนเมา ๔. ไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด โดยเจตนาโดยเด็ดขาด ๕. เพราะทำกสิกรรม ไร้สารพิษ ยังขุด ยังไถอยู่ ก็ไปฆ่าไส้เดือนโดยเจตนา ปัจจุบัน ผมทำกสิกรรมไร้สารพิษ มีนาข้าว ๕ ไร่ ทำมา ๔ ปีแล้วได้ผลดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์บ้าง จุลินทรีย์บ้าง น้ำหมักชีวภาพ ชาวบ้าน เริ่มเข้าใจ เกษตรไร้สารพิษแล้ว เริ่มตื่นตัวมากขึ้น
- ศุภชัย พิพ่วนนอก จ.บุรีรัมย์

ทำงานดี ก็ยังมีน่าสงสัย พูดแสนดี ก็มีสงสัยได้ แต่ถ้ามีศีลดีแล้ว ช่างโปร่งใสจริงๆ เป็นที่เชื่อมั่นได้ - บ.ก.


ผลแห่งการปฏิบัติธรรม
ตอนนี้กระผมกำลังป่วยจากโรค ๓ โรค คือ ๑. หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม มีอาการ เจ็บหลังมาก ก้มลำบาก ปวด ๒. โรคเนื้องอก ในต่อมลูกหมาก มีปัญหา ในการปัสสาวะ ๓. เป็นนิ่ว ในกระเพาะปัสสาวะ

ซึ่งโรคทั้งสามนี้ มีสาเหตุเกิดจากการทำงานหนัก มาตั้งแต่เล็กจนแก่ แต่จากการปฏิบัติธรรม ที่ผ่านมา ทำให้จิตใจ ทนต่อทุกขเวทนา ที่เกิดกับร่างกายได้ เดือนที่ผ่านมา กระผมไปหาหมอ ๑๒ ครั้ง หมอนัดที่จะเข้าผ่าตัดในวันที่ ๑๐-๑๔ เดือนนี้ กระผมเตรียมพร้อม ที่จะตาย อย่างสงบ ได้มอบอวัยวะทุกอย่าง ในร่างกายที่ใช้ได้ ให้กับสภากาชาดไทย เอาไว้ก่อนแล้ว และได้มอบร่างกาย เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้ทำการศึกษา เพราะถ้าอายุเกิน ๖๐ อวัยวะจะใช้การได้น้อย จึงมอบร่างกายให้ร.พ.ม.อ.อีก ถ้าอวัยวะ สภากาชาดใช้การไม่ได้

ตอนกระผมนั่งเขียนจดหมายนี้ ร่างกายกำลังปวด ปวดหลังจากกระดูก และปวด กระเพาะ ปัสสาวะจากนิ่ว และเนื้องอก ในต่อมลูกหมาก หมอใส่สายสวนปัสสาวะ ติดตัวไว้ จากผลแห่งการศึกษา และปฏิบัติธรรม ทำให้ไม่คิด กลัวความตาย ให้ลูกเมียเซ็นชื่อ ถ้าตายลง รีบโทรไปโรงพยาบาล ม.อ. ทันที ให้เขารีบมารับศพไปทันที ห้ามฆ่าสัตว์จัดงานศพ ห้ามกินเลี้ยง สุราเบียร์ หรือ จะไม่มีพิธีเลยก็ได้

ทุกวันนี้ เรื่องการรับประทานเนื้อสัตว์ ผมยังรับประทานปลาอยู่ เพราะหาอาหาร มังสวิรัติ ลำบาก แต่ผมเลิกทานเนื้อสัตว์อื่นๆได้แน่นอน เช่น เวลามีเพื่อนบ้าน บอกให้ไป งานบวช งานแต่งงาน เขาทำอาหารเนื้อล้วนๆ ผมจะไม่ทานข้าว ในงานนั้นเลย ถ้าผมจำเป็นต้องไป ผมจะทานข้าวเหนียวเปล่าๆ อย่างเดียว เพราะแถวปักษ์ใต้ ใช้ข้าวเหนียว เป็นของหวาน ในงานพิธีทุกชนิด

ถ้าหากกระผมหยุดเขียนถึงทุกๆท่าน ขาดการติดต่อ ในระยะเวลา ๓ เดือนกว่าไปแล้ว ก็ขอให้หยุดส่ง หนังสือให้กระผมได้ แสดงว่า กระผมได้จากโลกนี้ไปแล้ว ถ้ากระผมยังอยู่ แม้กระผม เขียนหนังสือไม่ได้ ก็จะขอให้คนอื่น ช่วยเขียน แจ้งให้ท่านได้รับทราบ และหวังว่า จะรับความกรุณา หนังสือจากท่านต่อไป ขอยืนยันว่า กระผมได้อ่านหนังสือทุกเล่ม ทั้งดอกหญ้า สารอโศก และ เราคิดอะไร อย่างตั้งใจ และ เก็บไว้อ่านทบทวน เสมอๆ

กระผมเลิกซื้อหนังสืออื่นทุกอย่าง แม้แต่โทรทัศน์ กระผมก็เลือกดู เฉพาะรายการ ที่มีสาระ เท่านั้น ไม่ดูหนัง -ฟังเพลง -รายการตลก -เกมเลิกดูมานานแล้ว ตอนหนุ่มๆ ติดฟุตบอล และมวยมาก เดี๋ยวนี้เลิกได้ แม้แต่ฟุตบอลโลก ที่ผ่านมา ผมก็ไม่ดู

การอ่านหนังสือธรรมะและพยายามปฏิบัติตาม ทำให้กระผมมีความสุข ทางใจมาก แม้ว่า ร่างกายกระผม จะเป็นคนขี้โรค มีปัญหา เรื่องสุขภาพทางกาย ทำให้กระผม ไม่กล้าที่จะพบปะ หมู่กลุ่ม กระผมเป็นโรค ภูมิแพ้อย่างแรง แพ้ทั้งอาหาร -อากาศ -กลิ่นบางอย่าง จะไปไหน จะกินอะไร ต้องระวัง กระผมไม่เคยเข้ากินอาหาร ที่มีบรรยากาศ เป็นบาร์ หรือ คาราโอเกะ เลยในชีวิต นี่เป็นผลดีข องโรคภูมิแพ้ แต่ผลเสียของมัน ก็คือ ทำให้ใช้ชีวิต ได้ตามปกติ ได้ยาก แล ะการเป็นโรคนี้ ผู้คนจะไม่เข้าใจ แม้แต่ญาติพี่น้อง ก็ไม่เข้าใจ กระผมเอง เมื่อแรกๆ ก็ไม่เข้าใจชัดเจน และเชื่อว่า แม้ผู้ที่มีความรู้สูงๆบางคน ก็ไม่เข้าใจ กระผมเอง มาเข้าใจ อย่างจริงแท้ ต่อเมื่อได้อ่านหนังสือชื่อ "โรคภูมิแพ้" ของ พ.ต.อ. น.พ.พิพัฒน์ ชูวรเวช จึงเข้าใจ และ เห็นจริง รู้จริงในการเป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อก่อน แม้ตัวเองเป็นเอง ก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเป็นเพราะอะไร และ มีอาการกี่อย่าง

กระผมตั้งใจจะเขียนสักสองใบ แต่ทนความเจ็บป่วยไม่ไหว กระผมเขียนๆหยุดๆ สองวัน กว่าจะได้ใบนี้ เพราะกระผม ไม่เคยเขียนจดหมาย เขียนหนังสือน้อย ได้แต่อ่าน จึงถนัดอ่าน แต่ไม่ถนัดเขียน พรุ่งนี้หมอนัดตอนเช้าว่า จะตัดสินใจ ผ่าตัดผมวันไหน ตอนนี้ กระผมนั่งเขียน โดยมีสายยาง เสียบติดร่างกาย รุงรัง และ มีความเจ็บปวด ตลอดเวลา แต่จิตใจ ไม่ทุกข์ นี้คืออานิสงส์ ของการศึกษา และ ปฏิบัติธรรม

ขอกราบขอบพระคุณทุกๆท่านอย่างสูงยิ่ง ทุกๆท่านมีพระคุณกับผม เป็นผู้ให้ธรรมทาน กับกระผม ทำให้ต่อสู้ชีวิต อย่างมีสุข มาโดยตลอด หวังว่าจะได้เขียนมาใหม่ หลังผ่าตัด ออกจากโรงพยาบาล และถ้าเงียบหายไป ก็แสดงว่า กระผมขอลาตลอดไป
- นายเปลี่ยน ขุนจางวาง จ.สตูล

ป่วยกายแต่ไม่ป่วยใจ ปวดกายแต่ไม่ปวดใจ ใจของผู้เข้าถึงธรรม เป็นสุขอย่างยิ่ง ไม่มีสุขอื่น ยิ่งกว่า - บ.ก.

(สารอโศก อันดับที่ ๒๕๑ สิงหาคม ๒๕๔๕)