กรรมตามสนอง
กรรมดีกรรมชั่ว ส่งผลในชาตินี้


เมื่ออายุ ๓๙ ปี (พ.ศ.๒๕๓๐) ดิฉันได้รับการผ่าตัดไขสันหลัง เนื่องจากเป็นโรค ไขสันหลัง เป็นโพรง มีอาการแขนขวาอ่อนแรง ต้องอยู่ในห้องผ่าตัด นอนคว่ำหน้า บนเตียงผ่าตัด แคบๆ พอดีตัว ตั้งแต่เช้าราว ๙ นาฬิกา กว่าจะเสร็จออกมาอยู่ห้อง ICU ก็ราวๆค่ำๆ เกือบทุ่ม หน้าตาบวมเป่ง มีอาการกระสับกระส่าย ไข้ขึ้นสูงทั้งคืน ต่อมาก็ออกไปพักฟื้น อยู่ห้องคนไข้อีกราว ๓ อาทิตย์จึงตัดไหม กลับไปอยู่บ้านอีกเกือบเดือนจึงไปทำงานได้

อีกสองปี(๒๕๓๒) ก็เข้าโรงพยาบาลเดิมผ่าตัดอีกครั้ง ทีนี้หมอใส่สายพลาสติกระบายน้ำ จากสมองลงช่องท้อง ให้ขับถ่ายออก ไม่ไปขังในไขสันหลัง หนนี้ผ่าตัดแค่ ๖ ชั่วโมง อยู่โรงพยาบาลอีกเกือบเดือน แล้วกลับบ้านพักต่อแล้วจึงกลับไปทำงาน คราวนี้หนัก กว่าเดิม มือขวาใช้งานไม่ได้ ขาขวาอ่อนแรง เดินเสียศูนย์ ต้องหัดเขียนหนังสือด้วยมือซ้าย เลิกขับรถยนต์ และไปทำกายภาพบำบัด แต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยไม่ได้ผล

ดิฉันรักษาตัวกินยามาเรื่อยๆพอปี ๒๕๔๔ ปลายปีก็เกิดโรคใหม่คือมะเร็งเต้านมข้างขวา เดือนพฤศจิกายนก็เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดเต้านมออกข้างหนึ่ง งวดนี้อยู่แค่ ๒ อาทิตย์ ก็กลับบ้านแต่ต้องไปหาหมอตรวจเช็คติดตามผลเป็นระยะ โชคดีที่เพิ่งเป็นระยะแรก หมอเลย ไม่ให้ยากินหรือทำคีโม(รักษามะเร็ง ด้วยเคมีบำบัด)

ปัจจุบันดิฉันออกจากงานมาอยู่บ้าน

ที่เล่ามาเสียยืดยาวก็จะโยงถึงสาเหตุ คือก่อนหน้าจะเกิดการเจ็บป่วยนั้น วันปีใหม่ วันหนึ่งจำไม่ได้ว่าปีอะไร ได้ไปเที่ยวจังหวัดปทุมธานีกับเพื่อนคนหนึ่ง ได้ไปซื้อกุ้งฝอย ตัวใสๆ อ้วนๆ ที่กระโดด หยองแหยงยังเป็นๆอยู่ในกะละมังแม่ค้า ซื้อมาทำกุ้งเต้นกิน เอามือหักคอกุ้งเพื่อเอาหัวกุ้งที่มีส่วนแข็งแหลมออก เพราะเวลากินจะตำเหงือก วันนั้น กินหมดไปหลายตังค์ เมื่อหวนกลับไปคิดถึงก็เหมือนตัวเองเป็นยักษ์เป็นมาร โหดร้าย จริงๆ แต่ตอนนั้นไม่คิดอะไร เดี๋ยวนี้ผลกรรมส่งให้ต้องถูกผ่าตัดตรงต้นคอด้านหลัง และ หมอสั่งให้ใส่ปลอกคอแบบอ่อนติดตัวประจำ เว้นแต่เวลานอน จะไปไหนทำอะไร อากาศ จะร้อนระอุอบอ้าวแค่ไหน ก็จะมีปลอกคอค้ำคอที่ทั้งร้อนทั้งอึดอัด ยังดีที่ไม่ปวดเจ็บ แค่รำคาญ หากไม่ใส่ก็เกรงว่าคอจะเอียงพับลงมากกว่า เดินทางไปไหน ก็มีแต่ผู้คนสนใจ ถามว่าเป็นอะไร

อีกอย่างเคยเอารองเท้าแตะฟองน้ำฟาดหัวแมลงสาบที่วิ่งอยู่ในห้องน้ำอยู่พักหนึ่ง ก็คงราวๆสมัยหักคอกุ้งฝอยนั่นแหละ เรียกว่าเป็นคู่อาฆาต เจอปุ๊บฟาดปั๊บ หัวแบน แต๊ดแต๋ สยองมาก ฆ่าแมลงสาบตายไปหลายตัว

สองกรรมชั่วนี้กระมัง ที่มีผลต่อการเจ็บป่วยของดิฉัน

แต่กรรมดีก็มี คือ สมัยทำงานมีเพื่อนฝูงมากก็ช่วยกันเก็บเงินเพื่อนๆ ไปบริจาคมูลนิธิ การกุศลต่างๆ ช่วยเด็กพิการ เด็กอนาถา เด็กยากจน หาอาหารกลางวันให้เด็กกิน ช่วยคนเจ็บป่วย ช่วยช้าง ช่วยสุนัขจรจัด ฯลฯ ได้เงินช่วยเกือบหมื่นบาททุกเดือน

ผลบุญนี้ส่งให้มีอาหารดีๆกินไม่อด มีคนซื้อหาของอร่อยของดีมีประโยชน์ให้อยู่เนืองๆ อยากกินอะไรก็มักสมใจนึก ทำอะไรมักมีคนช่วยเหลือและที่นับว่าดีมากก็คือ ได้รู้จัก มิตรดี ที่แนะนำทางเดินชีวิตที่ถูกที่ควรและเป็นตัวอย่างที่ดี สมดังคำที่ว่า "ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน"

เมื่อปลายปี ๒๕๔๑ อาจารย์หญิง (ผ.ศ.รัศมี กฤษณมิษ) ได้แนะนำ (แกมขอร้อง) ให้กิน มังสวิรัติ เพราะเหตุว่าตัวดิฉันมีโรคมาก น่าจะลองกินมังสวิรัติดู ตั้งแต่นั้น ดิฉันก็ พยายามลดละ เลิกกินเนื้อสัตว์ ซึ่งหนักหนาสาหัสกว่าสิ่งใด เพราะนิสัย เป็นคนชอบกิน มากกว่าคนทั่วๆไป สรรหาของอร่อยกินไม่ได้ขาด ไม่ชอบแต่งตัว ไม่สนใจ เพชรนิลจินดา หรือเครื่องสำอาง ชอบแต่อาหารทุกประเภททุกชนิด นานาชาติ อาจารย์หญิง ก็คอย ให้กำลังใจ แนะนำส่งบทความ หนังสือดีๆมีประโยชน์เพื่อให้พลังใจ รวมทั้งพาไป พบปะ หมู่พวกที่มีธรรมะ มีของอร่อยที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ขยันส่ง ไปให้เสมอ และเมื่อ เร็วๆ นี้ก็ส่งอุปกรณ์ดีท็อกซ์ทั้งชุด ทั้งกาแฟทั้งเจลว่านหางจระเข้ พร้อมคำแนะนำ ชักจูงใจ ให้ลองทำดู เพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งส่งเท็ปหมออารี วชิรมโน ครบชุด ไปให้ฟัง จนในที่สุด ดิฉันก็กัดฟัน อดทนลองทำดูแล้ว และจะพยายามต่อๆไป

ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วก็ส่งผลในชาตินี้ โดยไม่มีข้อสงสัย กรรมสมัยนี้ติดจรวด ให้ผล รวดเร็วมาก หรือจะว่า "on line"ก็ได้ เปิดปุ๊บ ติดปั๊บ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เลยทันที ไม่ต้องรอ ไปชาติหน้า หรือชาติไหนๆ

- เสาวณิต พุทธิรัตน์ กทม. -

- สารอโศก อันดับที่ ๒๗๓ กรกฎาคม ๒๕๔๗ -