งานอบรมสัมมนากสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒
"การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
ด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์"


เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย(คกร.) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดงานอบรมสัมมนากสิกรรม ไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒ "การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และ เกษตรอินทรีย์"

ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๘ พ.ค. ๒๕๔๘ ณ ศูนย์การศึกษาและเรียนรู้กสิกรรมไร้สารพิษเศรษฐกิจพอเพียง หมู่บ้าน ราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ภายใต้คำขวัญของงานว่า "รักษ์ดิน รักษ์ฟ้า รักษ์คนที่มาเพื่อฟ้าดิน"

*** วัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อ ๑. นำเสนอตัวอย่างกรณีความสำเร็จของเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจ พอเพียง และเกษตรอินทรีย์ โดยมีการพัฒนาจิตใจเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญ ๒. แลกเปลี่ยน เรียนรู้ จากประสบการณ์ ในการทำงานจริงของเกษตรกรที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ แบบครบวงจร ในสามอาชีพกู้ชาติ คือ การทำ กสิกรรมธรรมชาติ การทำปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา เป็นการจัดการขยะ ให้มีคุณค่า แปลงขยะให้เป็นปุ๋ย ทำกสิกรรมไร้สารพิษ การแปรรูปผลผลิต มีกระบวนการทำงาน เป็นกลุ่มและการพึ่งตนเอง เพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

*** ผู้ร่วมอบรมสัมมนาประกอบด้วย
๑. ข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯ ๗๖ จังหวัด จำนวน ๗๖ คน
๒. เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ เกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด จำนวน ๗๙๐ คน
๓. เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. จำนวน ๑๐๐ คน และเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน ๒๐๐ คน
๔. เกษตรกรจากกรมพัฒนาที่ดิน จำนวน ๑๐๐ คน
๕. ญาติธรรมจากพุทธสถานและเครือแหชุมชนต่างๆของชาวอโศกประมาณ ๑,๐๐๐ คน

*** ที่พักสำหรับผู้มาร่วมงาน มีพี่เลี้ยงสีต่างๆดูแลรับผิดชอบดังนี้
- เฮือนศูนย์สูญ ชั้น ๒ : เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯฝ่ายชาย จากอีสานใต้ ประกอบด้วยจังหวัด ศรีสะเกษ, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, อำนาจเจริญ, มุกดาหาร, อุบลราชธานี พี่เลี้ยงสีฟ้า ชั้น ๓ จากอีสานเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา, นครพนม, บุรีรัมย์, สุรินทร์ พี่เลี้ยงสีแสด ชั้น ๔ จากอีสานเหนือ ประกอบด้วยจังหวัดสกลนคร, อุดรธานี, หนองคาย, เลย, ขอนแก่น, หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ สำหรับเจ้าหน้าที่ ฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย ที่เหลือจากเฮือนศูนย์สูญ พักในหมู่บ้าน ทางคุ้มตะวันตก พี่เลี้ยงสีม่วง
- บ้านคุ้มตะวันออก : เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ทั้งหมด พี่เลี้ยงสีเขียวเข้ม
- เฮือนศูนย์สูญชั้น ๑ : เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ฝ่ายชาย พี่เลี้ยงสีแดง, ฝ่ายหญิงพักที่เฮือนตะเคียนและบ้านพัก พี่เลี้ยงสีเขียวเข้ม
- โรงแชมพู : เกษตรกรจากกรมพัฒนาที่ดินและผู้ดูแลคนพิการฝ่ายชาย พี่เลี้ยงสีเทา, ฝ่ายหญิงพักที่หม่องค้าผง พี่เลี้ยงสีชมพู
- บ้านคุ้มตะวันออก : แขกวีไอพี
สำหรับญาติธรรมและเครือแหฝ่ายหญิง พักและกางเต็นท์ในหมู่บ้าน ฝ่ายชายพักที่เฮือนศูนย์สูญชั้น ๑

อาหารสำหรับผู้มาร่วมงาน อาหารนานาชนิดจัดบริการไว้ที่เต็นท์หน้าเฮือนเพิ้งกันไปจนถึงเฮือนหนองหม้อแกง อาหารจานเดียว ที่บ้าน คุณป้าสำเนียง, เมี่ยงญวนที่บ้านสุขภาพ และอาหารภารตะที่บ้านคุณเพชรตะวัน

ซุ้มนิทรรศการ จัดไว้ที่บ้านในชุมชนมี ๑๗ แหล่งเรียนรู้ มีทั้งเอกสารแจกฟรี สาธิตให้ดู มีตัวอย่าง ให้ชมและชิม และมีผลผลิต จำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจ คือ ๑.แชมพู(บ้านราชฯ) ๒.เศรษฐกิจพอเพียง ๓.ฝรั่งมักจนคนพอเพียง ๔.เศรษฐกิจ พอเพียง ๕.คกร.กลางองค์ความรู้ เรื่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อลด สารเคมี ๖.น้ำมันงา ๗.แปรรูปอาหาร (ปฐมอโศก) ๘.น้ำธัญพืช ๙.สมุนไพร ๑๐.อาหารเป็นยา ๑๑.การทำผงนัว ๑๒.โรงบุญมังสวิรัติ ๑๓.การดูแลสุขภาพ ๗ อ. ๑๔.สามอาชีพกู้ชาติ ๑๕.แปรรูป ถั่วเหลือง ๑๖.แหล่งเรียนรู้สีมาอโศก สมุนไพรไทย ๑๗.แหล่งเรียนรู้ศาลีอโศก แปรรูป อาหารจาก ถั่วเหลือง

และที่เต็นท์บริเวณตลาดอาริยะมี ๑๕ แหล่งเรียนรู้ คือ ๑.โรงเรียนชาวนา(ธ.ก.ส.) ๒.เพาะเห็ด (ม.อุบลฯ) ๓.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ๔.กรมส่งเสริมสหกรณ์ ๕.กรมพัฒนาที่ดิน ๖.กรมส่งเสริม การเกษตร (สนง.เกษตรจังหวัด, สนง.เกษตรอำเภอ) ๗.กระทรวงเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ๘.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ๙.ปฐมอโศก ๑๐.คกร.ภาคใต้ ๑๑.คกร.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๒.คกร. ภาคตะวันออก ๑๓.คกร.ภาคเหนือ ๑๔.น้ำส้มควันไม้(เคียงมูล) ๑๕.คลังแก่นเชื้อ นอกจากนี้ยังมีผลไม้ พันธุ์ไม้จากเครือแห จำหน่ายมากมาย

- รายการในแต่ละวันมีดังนี้

๑๔ พ.ค. เกษตรกรตัวอย่างเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อเตรียมงาน

๑๕ พ.ค. ผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาเดินทางเข้าพื้นที่ ลงทะเบียน รับเอกสาร เข้าที่พัก
๑๘.๓๐ น. รายการสาระบันเทิง, ปฐมนิเทศ โดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ได้กล่าวแนะนำและพูดถึง วัฒนธรรม ของหมู่บ้านว่า "....หมู่บ้านราชธานีฯเป็นหมู่บ้านยากจนอันดับที่ ๕ ของจังหวัดอุบลฯ ประสบ กับอุทกภัย ติดต่อกันมาหลายปี แต่ละบ้านจึงไม่มีข้าวของมากมาย ยกเว้นส่วนกลาง ซึ่งมีไว้ เพื่อต้อนรับผู้มารับการอบรม พวกเราเป็นคนจนที่มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่กันด้วยระบบ สาธารณโภคี ปลอดจากอบายมุข นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้า งานเพื่อฟ้าดินเป็นงานที่ยกให้ฟ้าดินเป็นใหญ่ และ เป็นผู้กำหนดว่า อากาศจะร้อน หรือฝนจะตก....."

หลังจากนั้น ชมวีดีทัศน์ แนะนำหมู่บ้านราชธานีอโศก, วีดีทัศน์ผู้นำจิตวิญญาณชาวอโศก พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ การก่อเกิดพุทธสถานต่างๆ การก่อเกิด ร.ร.สัมมาสิกขา, การไปร่วมซับขวัญชาวใต้ และ รายการสุดท้าย เอื้อไออุ่น โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ บริเวณลานโคกใต้ดิน เวทีธรรมชาติ

๑๖ พ.ค.
๐๕.๓๐ น. ออกกำลังกาย โดยทีมสุขภาพ ๗ อ. และอาหารเช้า
๐๘.๐๐ น. เข้าศาลาศูนย์ฝึกอบรม พ่อท่านแสดงธรรม
๐๙.๓๐ น. พิธีเปิดงาน คุณธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ ประธาน คกร. กล่าวต้อนรับ เล่าถึงความเป็นมาของการจัดงานโดยสังเขป

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกเล่าความเป็นมาของการทำเกษตรอินทรีย์ ว่าชาวอโศกเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ มายี่สิบกว่าปีแล้ว ที่หมู่บ้านศีรษะอโศก ต่อมามีการอบรมเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. ตามศูนย์อบรม ของชาวอโศก ๒๐ ศูนย์ มีเกษตรกรผ่านการอบรม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔-๒๕๔๗ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นจำนวนมาก ขณะนี้มี จังหวัดนำร่อง เรื่องเกษตร อินทรีย์ ๒๔ จังหวัด เกษตรกรรายย่อย จะพ้นจากความยากจนจะต้องทำ ๒ อย่างพร้อมๆกัน คือ ๑.ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ๒.รู้จักประหยัด เลิกอบายมุข

หลังจากนั้น ฯพณฯ รมว.กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ การเกษตร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธาน ในพิธีกล่าวเปิดงาน และมอบนโยบายแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯ ว่า

....วันนี้ถือว่าเป็นวันดีอย่างยิ่งที่เราจะได้มีโอกาสมาร่วมกันทำสิ่งที่ดีๆให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย และสิ่งที่เรา จะร่วมกันทำ ในวันนี้ ท่านนายกฯ ก็อยากให้เกิด ความยั่งยืน ต่อเกษตรกร เพื่อผลของ เกษตรเอง ที่จะได้รับผลดี ซึ่งการสัมมนา การแก้ไขปัญหา ความยากจนอย่างยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจ พอเพียงนั้น จะเป็นกิจกรรมหลัก ในงานกสิกรรม ไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒ นี้

พวกเราเองคงได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงตรากตรำ พระวรกาย โดยไม่ทรง รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะ เกษตรกรที่ขณะนี้ จะต้องเผชิญปัญหา กับความยากจน ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ด้วย ... ที่ชุมชน อโศก ก็เป็นชุมชนหนึ่ง ที่พ่อท่าน ก็ได้ยึดหลัก แนวเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัว จึงทำให้เกิด ความสำเร็จ ในการที่จะหลุดพ้นจากพิษภัย ของความยากจน การหลุดพ้นจากพิษภัยของ ความยากจน ไม่ได้หมายความว่า เราต้องร่ำรวย แต่เราพออยู่ พอกิน เรามีความสุขกาย สุขใจ

ดังนั้น เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษที่เมื่อครู่ท่านประธาน ท่านธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ ได้กรุณากล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ ก็จะเห็นได้ว่า จะเป็นประโยชน์ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรต่อไป

ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เห็นความสำคัญ เนื่องจากท่านเองได้มีโอกาส พูดคุย ใกล้ชิด กับท่าน พล.ต.จำลอง และได้ทราบถึงประโยชน์จากการที่เรายึดแนวพระราชดำริ มาช่วยกันผลักดัน ในกลุ่มต่างๆ แล้วตัวอย่าง ตรงไหน ที่ดี รัฐก็มีหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น ให้มีกำลังทำให้มากขึ้น

ดิฉันกับชาวอโศกนั้น ก็มีความใกล้ชิดกันมานานแล้ว ก็ได้เห็นถึงตัวอย่างที่ดี ตั้งแต่การให้จิตวิญญาณ ของความรู้สำนึก ในความรับผิดชอบ ของแต่ละครอบครัว ที่จะเข้าร่วมทำโครงการนี้ นั้นคือต้องเริ่ม จากตัวเรา เองก่อน ต้องเข้าใจ ต้องเห็น ประโยชน์ และต้องรักที่จะทำจริง เพื่อประโยชน์สุขของครอบครัวนั้นๆ

ดังนั้น การที่เราได้ใส่คุณธรรมลงไป ก็คือใส่ปุ๋ยใจ แล้วก็ให้ปุ๋ยกับแผ่นดินที่จะเป็นปุ๋ยที่ยั่งยืน เป็นปุ๋ย ทางด้าน อินทรีย์ ก็ต้อง ควบคู่กัน ดิฉันเองก็ชื่นชมและศรัทธาในแนวทางที่พ่อท่าน ทางท่านประธาน คกร. และ ท่านจำลอง ได้ทำมา ตลอดระยะเวลา นับสิบปีนี้นะคะ

ดังนั้น ในวันนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นประโยชน์ และได้นำแผนเกษตรอินทรีย์มาเป็นแผนชาติ กำหนดให้มี เป้าหมาย มียุทธศาสตร์ แล้วก็มี ระยะเวลาของความสำเร็จโครงการ ภายใน ๔ ปี สำหรับ รัฐบาลนี้ เราจึงต้องมา ร่วมแรง มาร่วมใจกันทำ

นโยบายของรัฐบาลนั้นที่จะเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรก ก็คือ เรื่องของ เกษตรอินทรีย์ คือ การไม่ใช้สารเคมีเลย ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ท่านได้กรุณา เป็นประธาน ตรงนี้เราได้บรรจุ เป็นหนึ่งใน ๑๖ สินค้าที่เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ คือเราได้มีการแบ่งกัน ปรับโครงสร้าง สินค้าเกษตร ออกเป็น ๓ กลุ่ม เราได้บรรจุ เอาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งแต่เดิมไม่มีบรรจุในแผน เข้ามาอยู่ในกลุ่มที่สอง ที่เราเรียกว่าเป็นกลุ่มดาวรุ่งดวงใหม่ หรือ ที่เขา ใช้ภาษา สภาพัฒน์ฯ ว่า New of unity มีโอกาส มีความเป็นไปได้ในอนาคตที่สูง แล้วก็เป็น trend เป็นแนวโน้มของโลก ที่เดี๋ยวนี้ อะไรก็มีวิวัฒนาการ ดีขึ้น คนก็สุขสบายขึ้น ตอนนี้ก็หันกลับ มาดูตัวเอง แล้วว่าเรา ใช้สารเคมีเยอะ ก็กลับมาสู่ธรรมชาติ นะคะ

เกษตรอินทรีย์จึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกถวิลหา อยากจะมีอายุยืน อยากจะแข็งแรง อยากจะไม่เจ็บไม่ป่วย เราจึงกำหนด ให้เป็น ยุทธศาสตร์ ที่ ๒

ก็อยากจะเรียนให้ท่านผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ ว่า เกษตรอินทรีย์เมื่อเข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ เราก็จะ สนับสนุน ให้มีการทำ ที่ยั่งยืน โดยสำคัญที่สุด ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรก่อนว่า การทำเกษตร อินทรีย์ หมายถึง เราไม่ใช้ สารเคมีนะคะ แล้วสินค้า ผลิตผล ที่ได้จากเกษตรกรในส่วนนี้ที่เหลือจากกิน เหลือจากใช้ หรืออีกกลุ่ม ที่ทำขายนั้น เรายกระดับออกชูข้างหน้า จะเป็นยุทธศาสตร์ ที่ช่วยอุ้มสินค้า ตัวอื่นในการสู้กับตลาดโลกได้

ทุกวันนี้เราจะเจอปัญหาตลอด ว่าเราส่งผัก ผลไม้ ส่งหมูเห็ดเป็ดไก่ไปต่างประเทศ ก็จะถูกตีว่า มีสารพิษ เราเป็นเหมือนกับ ประเทศที่เป็น อู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก แต่เหมือน อาหาร ไม่ได้มีมาตรฐาน

ดิฉันตั้งเป้าไว้ภายในปีหน้า เราจะตรวจรับรองสินค้า ที่ไม่มีสารหรือที่มีสารไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานโลก แล้วก็ดึง คุณภาพของ สินค้าเราขึ้นทุกตัว ไม่ต้องให้ใครมาคอยบอกว่าของเราไม่ดี

ยุทธศาสตร์ตรงนี้ เราดึงเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาชู แล้วก็จะทำในเรื่องของการส่งออกด้วย ก็จะสร้าง ความน่าเชื่อถือ ให้เห็นว่า ประเทศไทยได้สนับสนุน แล้วคนไทยได้ผลิตสินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์ได้ และเป็นที่นิยมบริโภค ต้นเดือนหน้า ดิฉันจะนำเรื่องนี้ เข้า ครม.

ซึ่งก็ต้องให้ท่านผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดได้กรุณาทำแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับแผนใหญ่ แล้วท่านก็ชู ประเด็นไปเลยว่า นี่คือเกษตรอินทรีย์ จากจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ผักผลไม้ หรือจะเป็นข้าว ชนิดต่างๆ ก็มีโลโก้ ที่รับรองจากประเทศ เหมือนที่บริษัท เขาทำ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯก็ทำตัวคิว มีคิวให้เกษตรอินทรีย์ จังหวัด ก็รับรองมาจากจังหวัด หน่วยงานของกระทรวง เกษตรฯ ก็จะรับรองเวลาส่งออก

ถ้าเราดึงความเชื่อถือขึ้นมาได้เรื่อยๆ เราก็จะเป็นผู้ผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมไทยและสังคมโลก คือผลิตของที่ ไม่มีสารพิษ ไปให้ผู้บริโภค รับประทาน ทั้งคนไทยทั้งลูกค้าเราในต่างประเทศ

ส่วนอีกกลุ่มใหญ่ที่ท่านจำลองทำ ก็ทำกันเต็มที่ นำร่อง ๒๔ จังหวัด นายกฯบอกว่า ให้นำร่อง ทั้งประเทศ ได้หรือไม่ ก็ต้อง ขอความกรุณา ท่านจำลองต่อไป

แต่อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นกลุ่มของโครงการ การลดการใช้สารเคมีในการเกษตรทุกอย่าง ต้องทำ ทุกจังหวัด เป้าหมาย ก็คือ ๔-๕ ปี ข้างหน้า ต้องลดได้ครึ่งหนึ่ง ของการใช้สารเคมีในทุกจังหวัด ที่จะให้ความรู้แก่เกษตรกร ที่กรม พัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริม สหกรณ์ ทุกกรมต้องช่วยกัน ร่วมกันกับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด

เราจะนำร่องในช่วง ๔ ปีนี้ให้ได้ไม่ต่ำกว่า ๔ ล้านครอบครัว จะเริ่มจากปีนี้ในการอบรม จะเป็นการ ให้มีความรู้ ความเข้าใจว่า จะลดใช้สารเคมี จะใช้อะไรทดแทนได้ ก็คือมีเกษตรอินทรีย์ มีปุ๋ยชีวภาพ ในแต่ละชนิด ที่เหมาะสมกับ การปลูก หรือ การเลี้ยงสัตว์ ในแต่ละอย่าง โดยจะต้องมีพื้นที่เป้าหมาย ท่านผู้ว่าฯจะต้อง กะเกณฑ์ พื้นที่เป้าหมายนำเกษตรกรเข้ามาอบรม เข้ามาหาความรู้ โดยเตรียมการ ตั้งแต่ปีนี้ไป

กลุ่มไหนทำได้ ชาวบ้านมีการร่วมแรงร่วมใจพร้อมใจกันว่าจะลดการใช้ปุ๋ยเคมี เราก็จะสนับสนุน โรงปุ๋ยจะต้องมี ตามนโยบาย หนึ่งตำบลหนึ่งโรงปุ๋ยก็จะทยอยเกิด แต่จะไม่สร้างโรงปุ๋ยก่อน ต้องเอาคนก่อน ต้องคนทำเป็นก่อน ทั้งคนอาสาเป็น เกษตรอินทรีย์ และคนอาสาเข้าโครงการ ลดการใช้ สารเคมี เป็นสองมือ แต่ใช้อ่างน้ำใบเดียวกัน คือใช้เกษตรอินทรีย์

ดังนั้นคนที่อาสาจะเป็นเกษตรอินทรีย์ ผลิตผลของเขาก็จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะขายได้ ราคาแพงกว่า แน่นอน ส่วนอีกมือหนึ่ง ก็คือโครงการลดการใช้สารเคมี โดยจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เข้าไป ทดแทน ดังนั้นตรงนี้สองส่วน แล้วใช้อ่างเดียวกัน

ดิฉันจะไม่สร้างโรงปุ๋ยก่อน ท่านนายกฯก็ไม่เห็นด้วย ให้เอาคนเป็นที่ตั้ง เกษตรกรร่วมแรงพร้อมใจ มีปริมาณ เรียบร้อยแล้ว รัฐลงทุน โรงปุ๋ยให้ เกษตรกรรวมตัวกันมาบริหาร ซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร ด้วยราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม แล้วมาผลิต แล้วขายคืนให้เกษตรกรในราคาที่ย่อมเยากว่า เพราะรัฐ เป็นคนลงทุนค่าเครื่องมือ ค่าโรงงานให้ รูปแบบจะออกมา ในลักษณะนี้ ก็ขอให้ท่านผู้ว่าฯ ในแต่ละ จังหวัด เกษตรจังหวัด ได้ร่วมกันกับ ทางกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าใจ หลักการ แล้วช่วยกันดำเนินการในส่วนนี้

วันนี้ที่เราได้เริ่มต้นในการที่จะได้สนับสนุนเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่าย กสิกรรมที่ยั่งยืน โดยใช้แนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ก็ขอแสดงความขอบคุณ และก็ชื่นชมสำหรับทุกท่าน ตั้งแต่ท่านจำลอง ท่านธำรงค์ จนถึงทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ที่ทุ่มเท จนสามารถ อบรมเกษตรกรได้กว่า ๖๐,๐๐๐ ราย ผ่านการอบรมสัจธรรมชีวิต คือต้องใส่ปุ๋ย ให้คนที่จะทำก่อน ดิฉันก็อยากจะฝาก ท่านผู้ว่าฯด้วยว่า เกษตรกรในแต่ละจังหวัด ที่จะเข้าโครงการ ท่านต้องใส่ปุ๋ย ที่ใจเขาก่อนด้วย ให้เขาศรัทธา ให้เขามีใจ ให้เขามีคุณธรรม แล้วเขา จะเอาตัวเอง ไปดำเนินโครงการ ให้ได้ประสบความสำเร็จ แล้วเราก็จะผลิต ผลที่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติออกมาได้

วันนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้นำสองส่วนมาผสมผสานกัน ทั้งเรื่องของความตั้งใจ คุณธรรม แล้วเรื่อง ของวิชาการ ทางด้าน เกษตรอินทรีย์

ขอขอบคุณคณะกรรมการจัดงานเพื่อฟ้าดินครั้งที่ ๑๒ ที่มีความเอื้ออาทรต่อกระทรวงเกษตรฯ และ มีเจตนา อันบริสุทธิ์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ต่อยอดองค์ความรู้ ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าฯ ท่านรองผู้ว่าฯ ในจังหวัดนำร่อง ที่มีความสนใจ ที่จะให้เกษตรกร ของท่านอยู่รอดอย่างยั่งยืน ถือว่า ท่านได้สร้างกุศลครั้งใหญ่ ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร เราไม่อยาก สร้างความร่ำรวย ระยะสั้นๆ เราคงอยากจะสร้างความสุข ความพอมีพอกินให้เกษตรกร ดิฉันว่าแค่นี้ก็พอ ขอว่า ไม่มีหนี้เขา ก็พออยู่พอกิน มีชีวิตอยู่สบาย ไม่ต้องร่ำรวย อะไรมากมาย ดิฉันว่าแค่นี้เกษตรกรเรา ก็มีความสุขแล้ว

สุดท้ายก็ต้องขอกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณพ่อท่าน ท่านสมณะโพธิรักษ์ ที่ได้ให้การ สนับสนุน กับกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในการให้ใช้สถานที่ และวิทยากร ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คงจะรบกวน พ่อท่าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานใหญ่ของ เกษตรอินทรีย์ และท่านธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ อีกหลายงาน ก็ต้องขอกราบพระคุณ ล่วงหน้าว่า คงจะต้องรบกวนกันอีก หลายงาน ในการที่จะ ช่วยกัน ทำให้เกษตรกร มีความเข้าใจ ในเรื่องเกษตรอินทรีย์ และสามารถปฏิบัติได้อย่างได้ผล อย่างแท้จริง และกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน และหวังว่า การจัดงานครั้งนี้ จะประสบ ความสำเร็จ และขอบพระคุณ ท่านจำลอง อีกครั้งหนึ่ง

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าฯ จ.อุบลฯได้มอบเงินสนับสนุน การจัดงานครั้งนี้ ให้แก่หมู่บ้านราชธานีฯ จำนวน ๑ แสนบาท โดยคุณหญิง สุดารัตน์ เป็นผู้มอบให้ผู้ใหญ่บ้าน นายรินไท มุ่งมาจน หลังจากนั้น คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ แขกผู้มีเกียรติ รับของที่ระลึก จากพ่อท่าน

เสร็จแล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ทำพิธีเปิดงานเพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒ ด้วยการปล่อยโคม ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า บริเวณ หน้าเฮือนศูนย์ ๘๐ ดวง เสร็จแล้วประธาน คกร. นำ รมว.กระทรวงเกษตรฯ ไปยังเรือท้าวแถนพญามูล เพื่อเขียนใบ สัจจะอธิษฐาน เนื่องในวันวิสาขบูชาที่จะถึง ซึ่งท่านได้เขียนว่า สุจริต เสียสละ อดทน และ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว หลังจากนั้น เยี่ยมชมโรงปุ๋ย, โรงเรียน เกษตรอินทรีย์ วิถีไทย แล้วเดินทางกลับ

ขณะเดียวกันในบริเวณเฮือนศูนย์สูญ ผู้ว่าฯแบ่งกลุ่มเป็น ๖ กลุ่ม เดินชมเต็นท์นิทรรศการต่างๆ ภายในงาน ๖ แหล่ง การศึกษาเรียนรู้ สำหรับผู้เข้ารับการอบรมฯ ศึกษาเรียนรู้ ตามฐานต่างๆ ตามความสนใจ

๑๓.๐๐ น. หลังรับประทานอาหาร ผู้ว่าฯ ๗๖ จังหวัด สัมมนาที่เฮือนโสเหล่ สำหรับที่เฮือนศูนย์สูญ ผู้เข้ารับ การอบรม สัมมนาเสวนาเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง บนเส้นทางสามอาชีพกู้ชาติ" ดำเนินรายการ โดย คุณธำรงค์ แสงสุริยจันทร์ ผู้ร่วม อภิปรายประกอบด้วย คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร, พ่อทองเหมาะ แจ่มแจ้ง, คุณแก่นฟ้า แสนเมือง, พ่อชมพู จากอำนาจเจริญ แต่ละท่าน ได้พูดถึงชีวิตแต่หนหลัง ที่ดำเนินชีวิตตามกระแสทุนนิยม อยากรวย อยากสบาย แต่สุดท้ายก็ก้าวข้ามอบาย ไม่ได้ เมื่อหัน กลับมา สู่วิถีชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง บนเส้นทาง สามอาชีพกู้ชาติ กลับพบความสุขที่แท้จริง

๑๕.๐๐ น. ผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ จากจังหวัดนำร่องเกษตรอินทรีย์เดินทางไปศึกษาดูงาน ที่กองพล ทหารราบที่ ๖ ซึ่งทำ เกษตรอินทรีย์ และจังหวัดนครพนมอีก ๒ แห่ง และมีการสัมมนาต่อในวันรุ่งขึ้น

๑๖.๓๐ น. ขบวนแห่เพื่อฟ้าดิน แสดงเอกลักษณ์พื้นบ้านของแต่ละภาค นำขบวนด้วยป้ายงาน เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒ พระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้อความว่า "เราจะปกครอง แผ่นดินโดยธรรม"

เริ่มต้นขบวนแห่เป็นกลองตุ้ม วัฒนธรรมดั้งเดิมอีสานจากบ้านห้วยขะยุง, บ้านท่าลาด เครือแห ราชธานีฯ ถัดมา เป็นขบวน กองพันเพื่อฟ้าดิน ตีกองสะบัดชัย วัฒนธรรมภาคเหนือ จากภูผาฟ้าน้ำ และเหล่าทหารเพื่อฟ้าดิน รวมพลังทุกเครือข่าย พร้อมอาวุธ คือจอบ ถัดมาเป็นขบวนหนังตะลุง วัฒนธรรมภาคใต้ ต่อด้วยขบวนกลองยาว จากปฐมอโศก และเครือแห ภาคกลาง ขบวนแห่ผลผลิต กสิกรรมไร้สารพิษและพิณแคนอีสานของโรงเรียนชาวนา จังหวัดยโสธรและอำนาจเจริญ และ ปิดท้ายด้วย กลองยาวอีสาน เครือแหราชธานีฯ

เริ่มต้นขบวนที่บ้านสุขภาพผ่านไปยังเฮือนตะเคียน, เฮือนเพิงกัน, เฮือนโสเหล่ และไปสิ้นสุดที่ หน้าพญาแร้ง เฮือนศูนย์สูญ ตลอดขบวนแห่ ผู้มาร่วมงานให้ความสนใจยืนชมตลอดสองข้างทาง

๑๘.๓๐ น. รายการสาระบันเทิง สัมภาษณ์ คุณมาร์ติน วิลเลอร์ และครอบครัว ข้อคิด และวิถี ดำเนินชีวิต ที่มักน้อย สันโดษ ตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง พออยู่พอกิน ก็พบแต่ความสุข ดำเนินรายการ โดย คุณสุชัย เจริญมุขยนันท์

๑๗ พ.ค.
๐๔.๐๐ น. ธรรมะรับอรุณ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ๐๖.๐๐ น. ออกกำลังกาย บริเวณลาน โคกใต้ดิน และโยคะ บริเวณเฮือนศูนย์สูญ โดยทีมสุขภาพ ๗ อ.
๐๘.๓๐ น. เข้าศาลาศูนย์ฝึกอบรม แบ่งกลุ่มเจาะลึก "สัจธรรมชีวิต" พบสมณะ ๑๐ กลุ่ม แยกตาม สถานที่ต่างๆ คือ ชั้น ๒, ๓, ๔ เฮือนศูนย์, ใต้ร่มเถาวัลย์เปรียง, เรือท้าวแถนพญามูล, เรือเหลือง, เรือเขียว, เฮือนโสเหล่, ใต้ร่ม จามจุรีริมฝั่งมูล และ กลุ่มพิเศษ เกษตรกรโรงเรียนชาวนา พบพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ บริเวณเฮือนศูนย์สูญ

๑๐.๓๐-๑๒.๐๐ น. แต่ละกลุ่มทัวร์วิชาการตามความสนใจ และห้องเรียนพิเศษ โดยคุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง บริเวณ เฮือนศูนย์สูญชั้นล่าง

๑๓.๐๐ น. กิจกรรม "เวทีเสริมภูมิปัญญา" แบ่งกลุ่มสัมมนา ๖ กลุ่มตามหัวข้อดังนี้
๑. โรงเรียนเกษตรอินทรีย์วิถีไท โดย ทีมงานโรงเรียนชาวนา
๒. เมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์ โดยคุณไพโรจน์ อัครสีวร
๓. สามอาชีพกู้ชาติ และไบโอดีเซล โดยคุณแก่นฟ้าและคุณขวัญดิน
๔. สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง โดย น.พ.สมนึก ศิริพานทอง และหมอเขียว
๕. แซบอีหลี โดยไม่มีผงชูรส โดยกลุ่มอินแปง และ
๖. ตอบทุกปัญหา โดยพ่อท่าน ที่เฮือนโสเหล่

๑๖.๐๐ น. ตามอัธยาศัย เยี่ยมร้านค้าชุมชน พักผ่อน หรือล่องเรือแม่น้ำมูล โดยจัดเรือไว้ ๒ ลำ ลำละ ๒ เที่ยว ใช้เวลาล่องเรือ เที่ยวละ ๒๐ นาที
๑๘.๓๐ น. สาระบันเทิงและสัมภาษณ์ปฏิบัติกรพร้อมชมภาพประกอบ แบ่งเป็น ๓ ช่วง

ช่วงแรก ดำเนินรายการโดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร สัมภาษณ์นิสิตสวนสุข(ลำพัน) ชะเอม เกษตร ตัวจริง ผู้ปลูกผัก พื้นบ้าน ไว้มากมาย นับร้อยชนิด และ ผอ. ธ.ก.ส.จังหวัดตรัง นายอุทัย หนูวาด ผอ.ติดดิน ดำเนินชีวิต ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง นำพี่น้อง เกษตรกรทางภาคใต้ เข้ารับการอบรม สัจธรรมชีวิต จนละเลิกอบายมุข พลิกผันชีวิตพบเศรษฐกิจที่พอเพียง

ช่วงที่สอง ดำเนินรายการโดยสมณะเสียงศีล ชาตวโร สัมภาษณ์คุณวิชัย อุ่นขาว ผู้ประสบความสำเร็จ จากการปลูก ผักหวาน และ พ.ต.ท.ภัทรพล (สมชาย) กมล สวป.อ.แกดำ จ.มหาสารคาม สารวัตร ที่มีแต่ให้ ยึดแนวพระราชดำริ เน้นการป้องกัน มากกว่าการปราบปราม จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รักใคร่ ของผู้ใต้บังคับบัญชา และพี่น้องประชาชน

ช่วงสุดท้าย ดำเนินรายการโดยสมณะนาไท อิสสรชโน สัมภาษณ์ญาติธรรมกลุ่มละโว้ธานี ที่ประสบ ความสำเร็จ จากกสิกรรม ธรรมชาติ ที่ทำงานสอดร้อยเป็นขบวนการกลุ่มที่น่าสนใจ

๑๘ พ.ค.
๐๔.๐๐ น. ธรรมะรับอรุณ โดยพ่อท่านสมณะ โพธิรักษ์
๐๗.๐๐ น. ผู้เข้ารับการอบรมเดินไปยังริมฝั่งแม่น้ำมูล ร่วมกล่าวปฏิญาณ เพื่อสร้างพันธะทางใจ ที่พึงปฏิบัติ ๓ ข้อ ให้ระลึก ถึงกัน และเป็นกำลังใจ เพื่อฟันฝ่าอุปสรรค ได้อย่างมีพลัง ร่วมกันสร้าง แนวทางปฏิบัติ ที่จะตอบแทน บุญคุณ ของแผ่นดิน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดย

๑. จะหยุดการใช้ปุ๋ยเคมี, สารเคมี อันเป็นเหตุให้ดินเสื่อม น้ำเป็นพิษ จะหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ฟื้นชีวิตให้กับดิน, น้ำ
๒. จะช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชา จะเพียรลดละเลิกอบายมุข สร้างบุญให้ชีวิต สร้างสุข ให้สังคม
๓. จะนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อฟ้าหลวงไทยมาใช้ดำเนินชีวิต พึ่งตนเอง สร้างตนให้เป็นไท สนอง คุณพ่อหลวง ของแผ่นดิน

ปฏิญาณทั้ง ๓ ข้อนี้ เพื่อร่วมกันสร้างมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นพลังกู้ดินฟ้า ฟื้นฟ้า พัฒนาสังคม ให้เกิด สันติสุข มอบเป็นมรดกแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทางเจ้าภาพได้เตรียมผักมังกรหยก ไว้สำหรับผู้สนใจนำกลับไปปลูกเผยแพร่ ซึ่งเป็นผักที่ปลูกง่าย รสชาติดี โดยเฉพาะ ผัด มังกรหยกไฟแดง ที่ผักบุ้งไฟแดงก็ต้องหลีกทางให้

รวมตัวกันที่เฮือนศูนย์สูญอีกครั้งหนึ่ง ตัวแทนเกษตรกร, เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.และกระทรวงเกษตรฯ สรุปแนวทาง ในการแก้ไข ปัญหาความยากจน อย่างยั่งยืน และเปิดใจผู้ร่วมสัมมนา ดำเนินรายการ โดย คุณธำรงค์ แสงสุริยจันทร์

รายการ พรก่อนจาก โดย สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล, สมณะฟ้าไท สมชาติโก, สมณะเดินดิน ติกขวีโร ว่า ผู้ที่จะประสบ ความสำเร็จจากกสิกรรมธรรมชาติ จะต้องเป็นผู้ที่หัวใจเป็นบุญนิยม มีแต่ให้ฟ้าดินอย่างแท้จริง

สุดท้ายเป็นพิธีอำลาอย่างเรียบง่าย แล้วแยกย้ายกันไปกอบกู้ฟ้าดิน หยุดการใช้เคมีทุกชนิด หยุดการนำ สารเคมี (อบายมุข) เข้าสู่ร่างกาย พลิกฟื้นผืนแผ่นดินด้วยกสิกรรมธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยสะอาด เพื่อฟื้นฟูฟ้าดิน เยียวยา พระแม่ธรณี เพื่อฟ้าดิน ที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลาน ของเราในภายภาคหน้า ....กสิกรแข็งขลัง เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทย เป็นชาติกสิกรรม....

งานกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๑๒ ดำเนินมาครบ ๑ นักษัตร ด้วยความร่วมมือร่วมใจ ของนักบวช เหล่าญาติธรรม ผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และหน่วยงานราชการ ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ เพื่อพี่น้องเกษตรกร ระดับรากหญ้า ชนกลุ่มใหญ่ ของประเทศ ผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน ผลิตอาหาร มาเลี้ยงพวกเราทุกคน

ขอขอบพระคุณชาวนาที่ปลูกข้าวให้พวกเรารับประทาน...สาธุ...!!

ขอจบด้วยการแสดงธรรมของพ่อท่าน ในช่วงทำวัตรเช้าวันที่ ๑๘ พ.ค. ๒๕๔๘ ว่า ...ขอย้ำพวกเราว่า จะสร้าง อาชีพ จะมีฝีมือ สมรรถนะ ในการสร้างอาชีพด้านไหนของแต่ละคนก็ตาม ให้เก่งอาชีพ ทำอาชีพได้เก่งเท่าไหร่ ถ้าไม่มีธรรมะ ไปไม่รอด โดยเฉพาะ ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่โลกวิทู รู้เท่าทันโลก แล้วไม่ให้โลก มันมาดึง เอาเราจมไปกับมัน เป็นโลกุตระ อยู่เหนือโลก โลกมันจะปรุง สร้างสังขาร ปรุงแต่งมาหลอกกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ทุกวันนี้ ที่อาตมาพูดเทศน์มา เมื่อคราวก่อนแล้ว ทุกวันนี้ มันล่าอาณานิคมด้วยวิธีทางวัฒนธรรม ด้วยวิถีทาง บริโภคนิยม โดยหรูหรานิยม Luxuryism ด้วยอำนาจนิยม บริโภคนิยม หรูหรานิยม ทุนนิยม นี่เขาล่าอาณานิคม ด้วยอันนี้ทุกวันนี้ ล่าด้วยวิธี ทุนนิยม ล่าด้วยวิธี บริโภคนิยม ล่าด้วยวิธีอำนาจนิยม ล่าด้วยวิธีหรูหรานิยม จะให้ชัด ตีเข้าบ้านเลย ล่าด้วยอวิชชานิยม ฉลาดนะ อวิชชาแปลว่า ฉลาด ฉลาดที่โง่ในโลก ฉลาด โอ้โหวิ่งตามโลก เขาต้อยๆ รู้หมด อะไรมันเกิดมาใหม่รู้เท่าทันหมด ทันเกม ทันการณ์ รู้ข่าวคราว กระแสอะไรมาหมด โอ้โห intrend รู้หมด เท่าทันมันหมดเลย กระแสมาใหม่รู้ก่อนเขา แล้วก็โง่หูตาเหลือกไปตามเขา ฉลาดรู้เท่าทัน แต่ไม่รู้เท่าทัน รู้ตามทันเขาแต่ไม่รู้เท่าทันเขา พวกนี้ก็ถูกเขาจูงจมูกหลอกไปหมด เราก็ไม่ตกหล่น เท่าไหร่หรอก ข่าวคราวเราก็รู้ แต่เราไม่วิ่งตาม เรารู้ ไอ้นี่มันมาอย่างนี้ เออ...ไม่เอา มันจะมีตัวพิจารณา วินิจฉัย จะมีปัญญา รู้จักเลือกเฟ้น โลกวิทูรู้เท่าทันโลก โลกุตระอยู่เหนือโลก โลกานุกัมปายะ ช่วยคนโลกๆ นี่เป็นตรีลักษณ์ หนึ่ง โลกุตระ สอง โลกวิทู สาม โลกานุกัมปา สามโลก ตรีลักษณะ

มีโลกุตระ คือจิตอยู่เหนือโลกโลกีย์แล้ว โลกวิทู รู้เท่าทันโลก ไม่ไปตามโลกเขา โลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์โลก เอื้ออาทร ช่วยเหลือ เฟือฟายโลก เป็นคนมีประโยชน์ต่อโลก นี่คือสามลักษณะใหญ่ ที่เราจะเป็นคนอย่างนี้ให้ได้

เพราะฉะนั้นมาที่นี่แล้ว ได้มาฟัง ได้มาเห็น ได้มาสัมผัส ได้มารู้ว่าคนแบบนี้ก็มีด้วยน้อในโลก จะมาอยู่ อย่าง คนจน แล้วมัน จะจนจริงๆหรือ หรือมาหลอกสร้างภาพ ทำทีเป็นจน แต่ที่ไหนได้กำลังกอบโกย สะสม หลอกล้วง กระเป๋าคนอื่น ก็มาตาม พิสูจน์ ส่งแนวที่ห้ามา ส่ง spy มา ส่งนักสืบชั้นยอด เข้ามาเลย มาตรวจ มาดูไส้ดูพุง ดูตับ ดูไตดูหัวใจแท้ๆ ของชาวอโศก ดูให้หมดเลย ผ่าเข้าไปเลยหัวใจ สี่ห้อง มีห้องไหนที่เลอะเทอะบ้าง มีห้องไหน ที่ซ่อนแฝง มีห้องไหนที่มันมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรบ้าง เชิญ เอหิปัสสิโก เชื้อเชิญให้มาดูได้ ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ว่า มีของจริงมั้ย อยู่จนๆ ทำงานฟรี ไม่ต้องมี เงินทอง เป็นคนมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีวิมุตินี่มันเป็นยังไง หลุดพ้น จากอบายมุข หลุดพ้นจาก กามารมณ์ กามคุณ หลุดพ้นจากโลกธรรม ๘ หลุดพ้น จากอาตมัน อัตตาตัวตน มันหลุดพ้น ยังไง แล้วอยู่อย่างหลุดพ้นมันเป็นคนยังไง สุขแบบไม่โลกีย์ สุขแบบโลกุตระ มันสุขยังไง

มาดูสิ วูปสโมสุข สุขแบบไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสมาบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันสุขยังไง วูปสโมสุข สุขสงบๆ สุขแล้วมันจะแห้งๆ เหี่ยวๆ มาดูซิ จะยิ้มแย้มบ้างมั้ย หรือว่าเคร่ง หน้าบูด มันจะเป็นยังไง มาดูสิ มันซ้อนๆอยู่ มันรู้สึกว่า ฟังแล้วเหมือนย้อนแย้ง ก็โลกเขาสุขก็แบบนั้น แต่ไอ้นี่ไม่มี แล้วจะสุขยังไง พวกนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง ที่ต้องมาพิสูจน์ ด้วยตน สันทิฏฐิโก ตนเองต้องมา พิสูจน์ด้วยตนเอง อะกาลิโก แม้ยุคนี้สมัยนี้ ก็มีวิมุติ ก็มีหลุดพ้น ก็มีนิพพาน มีศรีอาริย-เมตไตรย์ มีได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มีได้ มันจริงหรือ มาดู อกาลิโก โอปะนะยิโก ยากอยู่ เป็นของสูง เป็นดอกฟ้า ที่หมาวัด ต้องเอื้อมเอาให้ได้ อาตมาแปล โอปนยิโก ว่าอย่างนั้นนะ เป็นของสูง สูงนะที่พระพุทธเจ้า ค้นพบ มันเอายาก แต่เอาได้ ขอให้มีสัมมาทิฐิ พากเพียร ให้พอ เอาได้ ได้มากได้น้อยก็เอาได้ อย่าย่อยั่น มันเลย เวลาเราไปแย่งลาภยศสรรเสริญ มีคู่แข่ง มีบาป มีเวรมีเยอะแยะไปโน่น โลกีย์ มันมีบาป มีเวร พัวพันทั้งนั้น คุณก็ยังไปสู้กันแทบเป็นแทบตาย หลายคนก็อายุ ๔๐, ๕๐, ๖๐ แล้ว ยังแย่งอยู่ ไม่หยุดหย่อน โอ้...ยังสร้างเวรไม่พอหรือไง จะก่อเวรไปถึงไหน เลิกเถอะมาเอาอันนี้

อาตมาก็ย้ำว่า ควรมาทางนี้ให้ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่าเป็นโมฆะบุรุษ เกิดมาพบศาสนาพุทธ แต่ไม่ได้ อะไรไป น่าเสียดาย ชาติเกิด เกิดมาแล้วไม่ได้อาริยธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้โลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้า น่าเสียดาย ที่เกิดมาเป็นพุทธ เป็นคน ไม่เจอพุทธ ก็แล้วไปเถอะมันห่าง เขาไม่รู้เรื่อง แต่ชาวพุทธแท้ๆ ไม่ได้พุทธไป น่าเสียดาย

ก็ขอให้พวกเราทุกคนที่มาคราวนี้ ได้ฟังธรรมะแล้วก็เอาไปไตร่ตรอง อะไรที่เริ่มต้นได้ อย่าช้า อย่าไปรอช้า เดี๋ยว เอาเลย ทันทีเลย เจอของดีแล้วเอา เริ่มต้น ขอให้ทุกคนไปตั้งใจปฏิบัติ แล้วให้ได้ มรรคผลกันทั่วถ้วน ทุกคนเทอญ ....

สาธุ....!!

- ทีมขวนขวาย -

-- สารอโศก อันดับที่ ๒๘๒ เมษายน ๒๕๔๘ -