ตอน นกปีกหัก


เรื่องราวของนกปีกหัก เป็นเรื่องของวิบากกรรมของ นายพิเชษฐ์ ศรีโนนยาง (เล่) ที่อยู่ ๓๔๖ บ้านสันติสุข หมู่ที่ ๒๑ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น

นายเล่ได้เล่าถึงเรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ตนเองได้เคยประสพมากับชีวิต ให้กับผู้เขียนฟังว่า "ผมน่ะเป็นคน มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบาผมทำทุกอย่าง แต่หากมีเวลาว่างเว้น จากการทำงาน ผมมักจะชวนเพื่อนๆไปยิงนก ยิงแย้ ยิงกิ้งก่า (ภาษาอีสานเรียกว่าขี้กะปอม)

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ราวเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ผมได้ชวนเพื่อนๆรวมด้วยกัน ๗-๘ คน พากันไปยิงนกขุดแย้ ตามปกติ ที่เคยทำมา

ในวันนั้น หลังจากที่พวกผมยิงนกและหาแย้ได้มากพอสมควรแล้ว ขณะที่เดินกลับมา ตามถนน ถึงบริเวณ วัดป่าโมกขวนาราม พลันสายตาของพวกผมก็มองไปเห็น นกกระปูด ตาแดงตัวหนึ่ง เกาะอยู่บนกิ่งไม้ ริมรั้ววัด พอพวกผมเห็นเท่านั้น ทุกคนก็เล็งง่ามหนังสติ๊ก ไปยังเป้าหมายเดียวกัน

จากนั้นทุกคนก็พากันปล่อยลูกกระสุนออกไป เพื่อนๆของผมต่างก็ยิงพลาดเป้าหมด มีแต่ผม คนเดียว เท่านั้น ที่ยิงลูกกระสุนแม่นยำ โดนเข้าที่ปีกของนกกระปูดตัวนั้น จนมันกลายเป็น นกปีกหัก ค้างอยู่ บนต้นไม้ นั้นเอง ผมจึงปีนขึ้นไปเอานกปีกหักนั้นลงมา

พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็เอานกตัวนั้นจัดการฆ่า ถอนขนแล้วเอาไปผัดเผ็ดกินอร่อยไปเลย

พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เคยเทศนา สั่งสอนอยู่เสมอๆว่า "จะมีแต่ผู้รู้จักรักและเมตตา อย่างสัจจะ เท่านั้น จึงจะรัก และเมตตาชีวิตสัตว์อื่น อย่างจริงใจ มีแต่ผู้ศึกษาเข้าใจเรื่อง กฎแห่งกรรม อย่างแจ่มแจ้ง เท่านั้น จึงจะไม่กล้าโหดร้าย ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย ไม่ทำลาย ชีวิตสัตว์อื่น เพราะเขาสัจจะว่านั้นคือ การทำร้าย ทำลายชีวิต ของตนเอง อย่างโหดร้าย เช่นกัน"

หลังจากวันที่ยิงนกเอามาผัดเผ็ดกินไม่ถึงเดือน คือวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๗ วันนั้น เป็นวัน สงกรานต์ มีญาติ คือน้าชาย ได้ขับรถขึ้นมาจากกรุงเทพฯ จะมาเยี่ยมบ้าน และก็ได้มาแวะ เยี่ยมพวกผม (คือบ้าน น้าชายอยู่ อ.หนองเรือ)

ประมาณเก้าโมงเช้า น้าชายชวนผมไปเยี่ยมหลาน ที่ อ.หนองเรือด้วย ก่อนจะไป ก็มีลาง สังหรณ์ บอกเหตุ อยู่เหมือนกัน คือในขณะที่ผมเดินเล่นอยู่หน้าบ้านนั้น ได้เดินไปเหยียบ ก้อนหิน ก้อนหนึ่ง ถึงขนาดลื่นล้ม ไปเลย และปกติเมียของผม ไม่อยากจะให้ผมไปไหน มาไหน คนเดียว แต่ทว่าวันนั้น ไม่ยักกะไปกับผม

รถคันงามได้บรรทุกบรรดาญาติพี่น้อง รวมทั้งตัวของผมด้วย เคลื่อนย้ายมุ่งตรงสู่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ในขณะที่รถวิ่งไปตามถนนจะเข้าถึงหมู่บ้านกุดกว้าง อ.หนองเรือ อันเป็นจุดหมาย ปลายทาง

น้าของผมเป็นคนขับรถ เนื่องจากขับรถมาจากกรุงเทพฯทั้งคืน คงจะเหนื่อยและเพลีย พอมาถึงตรงนี้ ก็เกิดหลับใน ทำให้รถเสียหลักไปชนกับต้นสะเดาใหญ่ที่อยู่ข้างทาง

คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ส่วนผมนั่งอยู่ในแค็บ แขนด้านซ้ายได้กระแทกเข้ากับเบาะรถ อย่างจัง ทำให้ ข้อมือ ของผมแตก ได้รับความเจ็บปวดอย่างมากทีเดียว

พวกญาติๆรวมทั้งน้าของผม ก็ได้พาผมไปที่โรงพยาบาลหนองเรือ แต่หมอที่โรงพยาบาล บอกว่า "เครื่องมือ ไม่เพียงพอ เพราะวันนั้นผู้คนได้รับอุบัติเหตุมาก" ทางโรงพยาบาล หนองเรือ ก็ได้ส่งตัวผม ไปยังโรงพยาบาล ศูนย์ขอนแก่น

พอถึงโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น หมอต้องให้น้ำเกลือ ให้ผมอดข้าวอดน้ำอยู่ ๔ วัน แล้วค่อย ผ่าตัดแขน ด้านที่กระดูกแตก ในขณะที่ผมนอนพักรักษาตัว พวกเพื่อนๆที่เคยยิงนก ขุดแย้ พร้อมแม่ของผม ก็ได้มาเยี่ยม ดูอาการ แม่ของผมได้พูดขึ้นว่า "ไอ้เล่เอ๊ย เองไปยิงนกในวัด มันเป็นบาปเป็นกรรม ทำให้นก ปีกหัก คราวนี้แม่ว่าแขนของเอ็งก็มาหักมาพิการ มองดูแล้ว มันก็ไม่ผิดไม่เพี้ยน กับนกปีกหักเท่าใดนักเลย"

"นี่แหละหนาที่พระท่านว่า ทำกรรมอันใดไว้อย่างไร ย่อมได้รับผลกรรมอย่างนั้นเอง" แม่ผมว่า"

อันพิษร้ายของสัตว์ทุกชนิด
ย่อมมีพิษให้ตายเพียงหนึ่งหน
แต่พิษร้ายของความชั่วติดตามตน
ย่อมส่งผลร้ายกาจทุกชาติไป

- ก่อแก่น -

-- สารอโศก อันดับที่ ๒๘๒ เมษายน ๒๕๔๘ -