เงา...."มหาจำลอง" นิยามความเป็นนาย ..... คอลัมน์: ข้างหลังเซียน

บุคคลทางการเมืองที่ถูกบันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ผู้มีบุคลิกชอบไว้ผมทรงลานบิน สั้นเกรียน ใส่เสื้อ ม่อฮ่อม ยึดมั่นในหลักธรรม สมถะ ซื่อสัตย์ ประหยัด อาบน้ำ ๕ ขัน กินข้าวมื้อเดียว

จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือ "มหาจำลอง" เจ้าของฉายา "กระบี่มื้อเดียว" และ "วีรบุรุษภูผาที" บุคคลที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมาอย่างโชกโชน

และในทุกก้าวย่างที่ "มหาจำลอง" เดินในถนนการเมือง มักจะปรากฏเงาข้างกาย ที่มีบุคลิกคล้ายๆ กัน บุคคลผู้นั้น จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนชื่อ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงาน กองทัพธรรม และนายทหารคนสนิท ที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อนาย มากว่า ๒๐ ปี

เงาข้างกาย "พล.ต.จำลอง" ผู้นี้ถอดแบบวัตรปฏิบัติมาจากนายแทบทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ทรงผม การใส่เสื้อม่อฮ่อม ยังเหมือนกัน จนสามารถเรียกใช้เป็น "สแตนด์อิน" แทน "พล.ต.จำลอง" ในบางโอกาส ก็ยังได้

ย้อนกลับไปเมื่อวันวานก่อนที่ "แซมดิน" จะรู้จักนายผู้เป็นที่รักนั้น

เดิมที "แซมดิน" เคยเป็นนายทหารเรือ ทำงานอยู่ที่กรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ ด้วยความที่เป็น นายทหารเรือ มักจะมีนิสัย ชอบขี้เหล้าเมายา และเที่ยวเตร่

แต่แล้วในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๔ ก็ทำให้เป็นจุดพลิกผันของชีวิตครั้งสำคัญ "ในวันนั้น ผมจำได้ว่า ผมเมามาก เพิ่งกลับมาจากฝั่งธนฯ ก็เลยลงรถเมล์ไปสวนลุมด้วยความเมา เพราะต้องการ อากาศบริสุทธิ์ ในตอนเช้า เมื่อลงไปก็เจอซุ้มหนังสือเขาชวนให้ซื้อหนังสือธรรมะ ทั้งที่เดิมที ผมไม่ได้สนใจ และไม่คิดจะซื้อ แต่ถูก คะยั้นคะยอให้ซื้อ เมื่อซื้อแล้วไปก็นั่งอ่านบนเตียง เพื่อนก็บอกว่า ถ้าสนใจธรรมะให้มาสันติอโศก ผมจึงมา ที่แห่งนี้ และเมื่อมาเห็นพฤติกรรม ของนักปฏิบัติธรรม ก็เลยเกิดศรัทธา"

จนเมื่อปี ๒๕๒๘ ภายหลัง พล.ต.จำลองได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก

ในปีนั้น "แซมดิน" ถูกเพื่อนชักชวนให้มาเป็นวิทยากรอบรมด้านคุณภาพชีวิตของกทม. เป็นผลให้ "พล.ต.จำลอง" ทำหนังสือถึง ผู้บังคับบัญชาการ ทหารเรือ ขณะนั้น เพื่อให้ "แซมดิน" มาเป็นวิทยากร ทุกรุ่น

ตั้งแต่นั้นมา "แซมดิน" ต้องกลายเป็นคนติดตามใกล้ชิด พล.ต.จำลอง เพราะผู้ว่าฯ กทม. คนนี้ ขาดคนติดตาม จึงทำให้เขา ได้เป็นเงา ตามตัวตลอดมา ต้องทำงานเป็นเลขาฯ ส่วนตัวหรือคนรับใช้ และยัง ต้องใส่เสื้อม่อฮ่อม เหมือนผู้เป็นนายด้วย

"พล.ต.จำลอง" เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรกอยู่ครบวาระ ๔ ปี สร้างความประทับใจให้แก่คนกรุง เป็นอย่างมาก เป็นผลให้วง "คาราบาว" ต้องแต่งเพลง "มหาจำลองรุ่น ๗" โดยชนะเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก ๔๐๘,๒๓๓ คะแนน

และในปี ๒๕๓๓ พล.ต.จำลองจึงลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย และสามารถชนะคู่แข่งอย่าง ท่วมท้น ๗๐๓,๖๗๑ คะแนน

"แซมดิน" บอกถึงจุดที่ทำให้คนกรุงเทคะแนนอย่างถล่มทลายจนเกิดกระแส "จำลองฟีเวอร์" ว่า บุคลิกของ พล.ต.จำลอง ขัดกับบุคลิก ของผู้ว่าฯ กทม. คนก่อนๆ

ฉะนั้นการหาเสียงของ พล.ต.จำลอง จะสมถะลงทุนน้อย

"แทนที่ท่านจะไปจ้างคนรถออกตระเวนหาเสียง แต่กลับมีประชาชนมาช่วยกัน โดยเฉพาะญาติธรรม มาช่วยท่านหาเสียง ซึ่งต่างจาก ที่พรรคการเมืองหาเสียง ขนาดป้ายหาเสียง ยังใช้ฝาเข่ง ทำให้คน กทม. มีความหวังว่า ถ้าได้คนที่มีความฉลาด ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ และ จุดขายของ พล.ต. จำลองก็คือ เป็นคนมีธรรมะ เชื่อว่างบประมาณกทม. ไม่ถูกโกง ให้เสียหายไปกับ โครงการต่างๆ ทำให้คนกทม. ทุ่มคะแนน ให้ท่านจำนวนมาก"

กระทั่งในปี ๒๕๓๑ พล.ต.จำลอง จึงรวมพลังกับสมัครพรรคพวกก่อตั้ง "พรรคพลังธรรม" ภายใต้สโลแกน "คุณธรรมนำการเมือง" ถือเป็นการตัดสินใจ เบนเข็มเข้าสู่การเมืองระดับชาติ กระแส "จำลองฟีเวอร์" เห็นได้ ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๕ พรรคพลังธรรม กวาด ส.ส.ใน กทม.ไปถึง ๓๒ คน จาก ๓๕ ที่นั่ง

จุดที่ทำให้ "แซมดิน" เกิดความประทับใจในความเป็นนายของ "พล.ต.จำลอง" อย่างยิ่ง คือ เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕

เพราะ "พล.ต.จำลอง" เป็นผู้นำมวลชนต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๑๙ ในครั้งนั้น

โดยครั้งนั้น "แซมดิน" อยู่ใกล้ชิดเกาะติดทุกฝีก้าวนายของเขา ในสนามรบราชดำเนินครานั้น

แม้กระทั่งวินาทีที่ "พล.ต.จำลอง" ถูกสารวัตรทหาร (สห.) หิ้วปีกล็อคกุญแจมือ

"พล.ต.จำลองอยู่กลางถนนตอนนั้นทหารยิงเคลียร์มาเรื่อยๆ ท่านก็ตะโกนว่า ผมอยู่ตรงนี้ อย่ายิงประชาชน คือเหมือนกับเอาตัวเองไปรับว่าอย่ายิง ไอ้เราก็กลัวถูกยิงก็ดึงมือท่านลงมา ผมก็บอกว่า ไม่ต้องบอกเขาหรอก เขารู้แล้วว่า เราอยู่ตรงนี้ ผมก็โหมตัวไปคร่อมท่าน ตอนนั้น ทหารก็ยิงเข้ามา และทหารก็เห็นท่าน ทำให้ผมและ พล.ต.จำลอง ถูกจับกุม" แซมดินเล่า ภาพนาทีระทึก อย่างออกรส

นอกจากนี้ "แซมดิน" ยังเสียใจไม่น้อย เมื่อครั้งที่ พล.ต.จำลอง อดอาหาร ประกาศจะยอมตาย เคียงข้าง เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร หน้าสภา

ครั้งนั้นท่านพุทธทาสมีหนังสือมาถึงว่า "อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ท่านเตือนมา บอกว่าตายไป ก็ไม่ทำ ให้อะไรดีขึ้น" ทำให้มหาจำลองเลิกอดข้าว "ผมรู้สึกผิดหวัง จึงหนีไปเลย เพราะผมก็อด ด้วยเหมือนกับ พล.ต.จำลอง อดจนจะหมดแรง ผมตัดสินใจ เดินกลับไปบางกระบือ พอถึง บางกระบือ ก็บอกตัวเองว่า เดินกลับไป แล้วจะได้ประโยชน์อะไร กลับมาช่วยกันใหม่ดีกว่า ที่ท่านกิน เพราะจะ ต้องนำ"

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกระแสจำลองเริ่มตกต่ำลง การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ๒๕๓๙ ครั้งนั้น "พล.ต.จำลอง" กลับลำ ลงสนามทวง คืนเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองกรุงอีกครั้ง แต่พ่ายแพ้ อย่างหมดรูปให้กับ พิจิตต รัตตกุล เพียงแค่ การหาเสียงโปรยยาหอมให้คนกรุงว่า จะทำรถราง เลียบคลองแสนแสบได้ คนกรุงจึงเทคะแนน ให้นายพิจิตต แต่ พล.ต.จำลองบอกทันทีว่า ไม่มีทางทำได้

"คนที่โกหกเพื่อหาเสียงเขาจะพูดได้หมด ใครทำไม่ได้เขาทำได้ จะเห็นได้ว่าสังคมเอาตัวรอด พอได้แล้ว ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คน กทม. ก็ลืม ถ้าลืมบ่อยๆ เราจะได้มนุษย์แบบโกหก มาเรื่อยๆ ดังนั้น เราต้องจำไว้ สังคม กทม. ถ้ายังตามกระแส ผมเห็นว่า เป็นปัญหาเหมือนกัน" แซมดินแจง ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

จนถึงช่วงที่ "พล.ต.จำลอง" ตัดสินใจชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่การเมือง ต้องถือว่า "พล.ต. จำลอง" คือ ผู้ทำคลอด และยังทำแท้ง "ทักษิณ" ในทางการเมือง

"ท่านรักคุณทักษิณมากบอกเสมอว่าน้องผม ผมเป็นคนชวนมา ซึ่งก่อนออกมาขับไล่ ท่านก็ขอ ข้อมูลต่างๆ เยอะมาก จนมาถึงจุดที่คุณทักษิณไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ทำให้ถึงเวลา ที่จะต้อง ออกมาต่อต้าน จากมติ ที่หารือกัน ภายในกองทัพธรรม และสันติอโศก ครั้งนั้นท่านคิดหนักมาก เพราะเป็นผู้พาคุณทักษิณ เข้าการเมือง"

"แซมดิน" ย้ำว่า "มองศัตรูหรือมองมิตรต้องมองให้ลึกซึ้ง การต้านไม่ให้คนทำไม่ดี นี่คือมิตรแท้ การห้ามเรา ไม่ให้โดดลงเหว นี่คือเพื่อน"

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยฟัง พล.ต.จำลอง ?

"เพราะว่าคุณทักษิณไม่เข้าใจธรรมะ พล.ต.จำลองไม่ได้โกรธคุณทักษิณ แต้ถ้าทำผิดต่อแผ่นดิน ขนาดนี้ เราก็ต้องให้ออกไป"

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องก่อนถึง ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่มีการสลายการชุมนุมคนเสื้อเหลือง หน้ารัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน "พล.ต.จำลอง" ต้องถูกจับกุมในข้อหา "กบฏ" เข้าไปนอน ในเรือนจำอีกครั้ง เพราะได้ออกไป ใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๑

"แซมดิน" ปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่แผนการใดๆ หรือน้ำผึ้งหยดเดียว

แต่เป็นเพราะ พล.ต.จำลองเคยเป็นผู้ว่าฯ กทม.มาก่อน สนับสนุนการใช้สิทธิเลือกตั้ง มาโดยตลอด จึงต้องออกจาก ทำเนียบรัฐบาล และทิ้งจดหมายสั่งลาไว้

"แซมดิน" โต้ทันทีเมื่อถูกย้ำถึงข้อหาคนดื้อและหัวรั้นของ "พล.ต.จำลอง"

"เป็นธรรมดาสำหรับคนมีระเบียบวินัย บางคนจะมองเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ได้ทำผิด กินมื้อเดียว ไม่ได้ทำผิดศีล ดังนั้น คนหัวรั้น จะให้มากินสองมื้อ ตามใจเขา ก็ทำไม่ได้ ท่านก็ดื้อพอสมควร หากเห็นว่า ถูกต้อง ไม่งั้น ถ้าไม่แข็งจุดนี้ ก็จะเป๋ตามประชาชน อย่างที่เขาอยากให้เป็น แต่ถ้าดื้อ แล้วเอาผลประโยชน์ ให้ประชาชน จะเอาไหมล่ะ"

ทั้งนี้ เขายังปฏิเสธแทนนายที่มักปราศรัยบนเวทีพันธมิตรเสมือนเชื้อเชิญให้ทหาร ออกมา รัฐประหาร

"ที่จริงเป็นหน้าที่ของทหารนะ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชน ความที่เห็นประชาชนเรือนแสน ถูกยิง ทุกวัน มันถึงเวลา ที่ทหารเข้ามาดูแล รักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้ประชาชน ปลอดภัยหรือยัง หรือ จะปล่อย ให้ประชาชน ต้องตายไปอีกเรื่อยๆ แต่การเข้ามายึดอำนาจ ไม่อยู่ในหัวท่านหรอก"

แม้บุคลิกของ "พล.ต.จำลอง" เป็นคนดื้อพอสมควร แต่หากเอ่ยถึงหลังบ้านอย่าง ศิริลักษณ์ ศรีเมือง ศรีภรรยา ผู้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขมาโดยตลอดนั้น

คนนี้คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและเคียงข้าง "พล.ต.จำลอง" อยู่เสมอ

"แซมดิน" เล่าว่า คุณศิริลักษณ์คือหลังบ้านตัวจริงของ พล.ต.จำลอง ถ้าหลังบ้าน เอาประโยชน์ จากประชาชน ก็จะมีปัญหาด้วย แต่เผอิญ คุณศิริลักษณ์ เป็นคนที่ชอบทำบุญ และรับประทาน มังสวิรัติ ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ทำให้ พล.ต.จำลอง ก็มักทำตาม คุณศิริลักษณ์บ้าง

ส่วนฉายา "มหา ๕ ขัน" นั้นยังเหมือนเดิมหรือไม่?

"พล.ต.จำลองอาบน้ำเหลือ ๓ ขันแล้ว โดยใช้ผ้าชุบเช็ดเอา เพราะท่านเห็นความสำคัญของน้ำ ที่เหลือน้อย ยิ่งโลกร้อนขึ้น คนเราจะฟุ่มเฟือย จะอาบน้ำมากขึ้น นักปฏิบัติธรรม ก็จะฝึกแบบนี้ กินน้อยใช้น้อย ทำงานมาก ที่เหลือ จุนเจือสังคม เป็นคำนิยามท่าน" เขาเล่าอย่างยิ้มแย้ม

"ผมไม่ผิดหวังที่เราอยู่กับผู้นำที่มีความกล้าหาญกล้าต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อผลประโยชน์ ประชาชน ท่านเป็นแบบนี้มา ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ จนมาถึง การชุมนุม ๑๙๓ วันของกลุ่มพันธมิตร และท่านก็ยัง เป็นเหมือนเดิม สมถะ เรียบง่าย จนบางที ผมก็หงุดหงิด"

นี่คือ "นิยาม" ความเป็น "มหาจำลอง" ที่มิแปรเปลี่ยนจากอดีต จนถึงปัจจุบัน ที่การันตีได้ จากเงา ข้างกาย "ชายหัวเกรียน" ผู้ภักดี "แซมดิน เลิศบุศย์"

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ หน้า ๑๑
การเมือง [email protected]

(สารอโศก เดือน มีนา-พฤษภา ๕๓ อันดับ ๓๑๗ หน้า ๒๓-๒๗ )