ความรัก มิติที่: 1กามนิยม  2พันธุนิยม  3ญาตินิยม  4ชุมชนนิยม  5ชาตินิยม  6สากลนิยม  7เทวนิยม  8อเทวนิยม  9นิพพานนิยม  10พุทธภูมินิยม
   [เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/16

สารบัญ
[1] รักมิติที่1
[2] รักมิติที่2
[3]
รักมิติที่3
[4]
รักมิติที่4
[5]
รักมิติที่5
[6]
รักมิติที่6
[7]
รักมิติที่7
[8]
รักมิติที่8
[9]
รักมิติที่9
[10]
รักมิติที่10
[11]
ถาม-ตอบ
[12]
ถาม-ตอบ
[13]
ถาม-ตอบ
[14]
ถาม-ตอบ
[15]
ถาม-ตอบ
[16]
ถาม-ตอบ

ความรัก ๑๐ มิติ โดย พระโพธิรักษ์

สวัสดี ท่านอาจารย์และนักศึกษาทั้งหลาย

ที่อาตมาได้รับนิมนต์มานี้ ก็จะพูดถึงในเรื่องที่พวกคุณ ได้รู้กันมาบ้างแล้ว โดยจะขยายความ เพิ่มเติม ให้กว้างขวาง และลึกซึ้งไปกว่า ที่เคยได้รู้กันอยู่ทั่วๆ ไป ในขอบเขตของเรื่อง “ความรัก”

พอบอกว่า ความรัก พวกคุณก็คงนึกรู้กัน อย่างที่อาตมา ได้กล่าวแล้ว แต่ว่าจะรู้กัน ขนาดไหน ก็ลองฟังดู คุณได้จำกัด คำนิยามของคำว่า “ความรัก” ของคุณไว้อย่างไร? เข้าใจว่ามัน มีความหมายว่าอย่างไร และคุณจริงจังกับมันแค่ไหน หรือว่า ทำให้มันเกิด กับตัวคุณขนาดไหน ก็ลองฟังดู

คำว่า ความรัก หมายความว่าความทุกข์ นี่อาตมา ไม่ได้กล่าวเอง พระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ ความรักคือความทุกข์... ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ หลายคนก็คงเคย ได้ยินมาก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่า อาตมาแกล้งกล่าว และอาตมา ก็เข้าใจจริงๆ ด้วยว่า ความรัก เป็นความทุกข์ เพราะว่าความรักนั้น มันเป็น “ความเกิด” (ชาติ) ชนิดหนึ่ง ถ้าความรักนี้ เกิดในใจของผู้ใด คือผู้นั้นกำลัง มีทุกข์อยู่ (ชาติ ปิ ทุกขา)

ทำไมถึงทุกข์ เพราะความรักเป็นของปลอม เป็นของ ที่ไม่มีจริง เป็นความหลง เป็นความโง่ หรืออวิชชาของผู้ที่หลงว่ามี มันจึงต้องทุกข์เพราะสิ่งที่ไม่จริงนั้น

ทีนี้ ถ้าผู้ใดจะยอมทนทุกข์เพราะความรัก ก็ต้องให้รู้ว่า เมื่อมันทุกข์แล้ว เรายอมให้ ความรักนั้น อยู่ในใจแล้ว ก็ควรจะมีความรัก หรือความทุกข์ ที่เป็นประโยชน์ มันทุกข์ แต่มันเป็นประโยชน์ก็ยังดี! แต่ถ้ามันทุกข์แล้วไร้ค่า ไร้ประโยชน์ด้วย ก็จงเลิกมันเสีย จงหยุดมันเสีย อย่ามีเลย ไปทนทุกข์เพราะมัน ทำไมกัน?

ความรักที่ไม่เป็นประโยชน์เลย เป็นความรักที่เลวที่สุด มีค่าต่ำที่สุด ก็คือ ความรัก ชนิดที่พอกพูน และสั่งสม “ความเห็นแก่ตัว” ให้มากยิ่งขึ้น ส่วนความรัก ที่แผ่ขยาย แวดวงออกไปให้ กว้างขวางได้มากเท่าใด ก็จะยิ่งมีคุณค่า สูงยิ่งขึ้น เท่านั้น จนกระทั่ง สามารถแทงทะลุ ขอบเขต หรือแวดวงของความรัก โดยสิ้นเชิง บรรลุถึงอิสรภาพ อันไพบูลย์ โดยการทำลาย พันธนาการแห่ง ความรักได้ในที่สุด ซึ่งอาตมา จะแบ่ง แยกระดับ หรือขั้นตอน ของความรัก ในมิติต่างๆ ดังต่อไปนี้

มิติที่ ๑

เพศสัมพันธ์ หรือ ความรักระหว่างเพศ ไม่ว่าจะถึงเพศตรงข้ามกัน หรือวิตถาร จนเป็นเพศเดียวกันก็ตาม อันมีจุดมุ่งหมาย ในทางกามารมณ์ เป็นหลักใหญ่ เป็นความรัก ขั้นเลวที่สุด ระดับที่หนึ่ง ที่บอกว่ามันเลว หรือไร้ค่าที่สุด ก็เพราะว่ามัน ขาดทุนที่สุด ใครมีความรักแบบนี้ ขาดทุนที่สุด มันจึงไร้ค่าจริงๆ ขาดทุนยังไม่พอ มิหนำซ้ำ ยังนึกว่า ตัวเองได้กำไรเสียด้วย! นั่นคือ “ความขาดทุน” ที่หมุนรอบเชิงซ้อน เข้าไปอีก

คนที่มีความรักแบบนี้ นึกว่าตัวเองได้สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นแหละพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “อลิกะ” แปลว่า ความเหลาะแหละ ความเท็จ หรือความตอแหล อลิกะ ตัวนี้ มาต่อหางคำว่า “สุข” เขาเรียกว่า “สุขัลลิกะ” เติมเข้าไปให้เต็มยศ ของคำว่า ความรัก ที่สุดท้าย ก็จะลงเอย ด้วยกามารมณ์ ก็คือ “กามสุขัลลิกะ” (กาม+สุข+อลิกะ) รวมความแล้ว แปลว่า ความใคร่ที่ไปหลง ว่าเป็นสุข แต่มันก็ตอแหล สะบัดช่อ !

แต่เราก็ไป “หลงใหล”มัน เพราะอวิชชา เพราะความไม่เข้าใจ ถึงแก่นแท้ ยังไม่เกิด อภิปัญญา จึงไปหลงมันว่าเป็น ของมีจริง เป็นของมีค่า แต่แท้จริงแล้ว ขาดทุน เหลือเกิน ถ้าใครเกิดความรัก ในเรื่องกามารมณ์ หรือเมถุนธรรม

อาตมาจะวิเคราะห์ให้ฟังว่าทำไมมันจึงขาดทุน

ที่มันเป็นความรักที่ขาดทุนที่สุด ไร้ค่าที่สุด ก็เพราะเหตุว่า กว่าจะรักกันได้นั้น ต้องจับจ่าย ทั้งวัตถุ ทรัพย์สิน เงินทอง แรงกาย แรงสมอง รวมทั้งเวลาที่ต้องสูญเสียไป ลองนึกดูเอาเองว่า จะต้องจับจ่ายอย่างไร ผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม

ผู้หญิงก็เริ่มต้นตั้งแต่จะต้องซื้อเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ถ้าบอกว่า จะเจอกับคู่รัก ที่เริ่มจะรักกันใหม่ๆ แล้วละก็ อย่าบอกใครเชียว ! จะต้องพิเลิศพิไล จะต้องประดับประดา ตกแต่ง ให้เพริศพริ้งที่สุด เริ่มลงทุน จ่ายพลังปัญญาออกไปเชียว ! จะต้องรู้ให้ได้ว่า “พ่อเจ้าประคุณ” จะชอบเสื้อสีไหน ชอบน้ำหอม กลิ่นไหน ชอบท่าทางเดิน อย่างไร ก็จะต้องสอดส่องดู แล้วพยายาม ทำให้ต้องใจ ต้องตา ต้องอารมณ์ ต้องกลิ่น ต้องจมูก ต้องลิ้น ต้องกาย อะไรก็ไม่รู้หละ!

ลงทุนให้สะบัดไปเลย ไหนจะเสื้อแพง ของแพง อะไรต่อมิอะไรก็ต้องแพงๆ ก็จะต้องพยายาม ขวนขวายหาซื้อมาให้ได้ ทีนี้ก็ต้องลงทุน จับจ่ายทั้งทุนทรัพย์ และเวลา ที่จะต้องไปเดิน ช็อปปิ้ง หาซื้อข้าวของต่างๆ เหล่านั้น มาประดับตบแต่ง หลอกล่อ อวดโฉมกันเลย ทีเดียวเชียวล่ะ! พยายามทุกวิถีทาง เพราะต้องการ ให้มันสัมฤทธิ์ผล จะต้องรักกันให้ได้ ว่างั้นเถอะ !

ฝ่ายทางด้าน “พ่อเจ้าประคุณ” ก็เหมือนกัน จะต้องจับจ่ายต่างๆ นานา หาไอ้โน่นไอ้นี่ ไปประเคน ให้เป็นของขวัญ “ดอกไม้จ้ะ”...“น้ำหอมจ้ะ” ฯลฯ หรืออะไร ก็ไม่รู้หละ ! จะต้อง ซื้อหามากำนัลกันต่างๆ นานา ยิ่งเป็นประเภท “เจ้าบุญทุ่ม” ก็ยิ่งแล้ว ต้องพยายาม ทุ่มเทให้ได้มากที่สุด ให้ “คุณเธอ” เห็นว่า พึ่งพาอาศัยได้ ยิ่งแสดงความมั่งมีร่ำรวย หรือแสดงความ เป็นหลักเป็นฐาน ทำนองว่า “ถ้ามาอยู่กับพี่แล้ว รับรองน้องจะไม่อดตาย !”

แสดงเข้าไป ไม่รวยก็จะต้องแสดงว่ารวย ไม่ใหญ่ก็ต้องทำเป็นใหญ่ หรือถ้าหากว่าจน ก็ต้องแสดงว่าตนมีความสามารถ “ถึงอย่างไรก็ปกป้องเธอได้ จะเลี้ยงเธอรอด ถ้ามาอยู่กับพี่” หรือมุมกลับแห่งจิตวิทยาใด จะพึงใช้ ก็จะลงทุนสุดใจ ไม่เก่งก็จะต้อง ทำตนให้เก่งที่สุด ต้องแสดงให้คุณเธอเห็นเต็มที่ว่า หากมาตกร่องเกิด “ความรัก” กับพี่แล้ว เธอจะต้องได้กำไรสุด ช่วงตัวทีเดียว ลงทุนกันเข้าไป แสดงสุดฤทธิ์เลย ยิ่งกว่าละคร เรื่องเอก ซึ่งมีตัวเองนั่นแหละ เป็นดารานำแสดง

หรือแม้แต่การแต่งตัวก็ด้วย ผู้ชายสมัยนี้แต่งตัวจนอาตมาต้องหลบทุกที เพราะไม่รู้ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเห็นข้างหลังแล้วต้องหลบทุกที เหมือนกันหมด ถ้านุ่งกระโปรง ก็ค่อยยังชั่ว นี่ดีอยู่นิดเดียว ผู้ชายไม่นุ่งกระโปรง ถ้านุ่งกระโปรงด้วย อาตมา คงจะลำบากใจ ยิ่งกว่านี้

บางครั้งออกไปในสถานที่ ชุมนุมชน พอดีเดินไปไม่รู้ บางทีก็ขึ้นรถเมล์ ไม่รู้ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย ถ้าเดินเห็นข้างหลังแล้ว มันเหมือนกันหมด ถ้านุ่งกางเกงม้อด กางเกงอะไรพวกนี้ มันคล้ายกัน และบางทีผู้หญิง ก็นุ่งทรงเดฟเสียด้วย เลยไม่รู้ว่า จะเป็นนักรบ หรือจะเป็นนักล่าความรัก ไม่รู้เหมือนกัน ไอ้ทรงผมน่ะ ไว้ใจไม่ได้เลยเดี๋ยวนี้ เพราะผู้ชาย หมดสปิริตเสียแล้ว การไว้ ผมยาวนั้น เป็นเรื่องของสปิริต ของผู้ชาย ที่ต่อให้ผู้หญิง เพราะ ผู้หญิง เป็นเพศที่ไม่สวย โดยธรรมชาติ เพราะ สัตว์เพศผู้ ต้องสวยกว่า สัตว์เพศเมีย แล้วผู้ชายก็เลย ต่อให้ผู้หญิงว่า เออ! เอาเถอะ...ให้คุณเธอไว้ผมยาวไป ให้เหมือนสิงโต ตัวผู้งามๆ หน่อย ส่วน ผู้ชายตัดผมสั้นเสียก็ได้ นี่เป็นสปิริตของผู้ชาย มีมาแต่ดั้งเดิม เป็นสปิริตของเพศผู้ ที่มีสปิริตจริงๆ ต่อให้ผู้หญิง

เพราะเขาไม่งามน่ะ! ผู้หญิงจึงแก้ปมด้อยของตน ด้วยการไว้ผมยาว ทาตรงโน้น เขียนตรงนี้ โป่งตรงโน้น แฟบตรงนี้ ทำให้มันมีอะไร ต่ออะไร เข้าไปในตัว เพราะว่า สัตว์เพศผู้นี้ เขางาม เขามีกล้ามเนื้อสีสันสัดส่วนแยะ ดูสิงโตตัวผู้ หรือไก่ หรือปลากัด หรืออะไรก็ได้ สัตว์ชนิดไหนก็ตามแต่ จะเห็นว่าสัตว์เพศผู้นั้นกล้ามเนื้อแยะ สีสวย ขนงามดำขลับ หรือสีสัน ของสัตว์บางชนิด ก็มีหลากสี นี้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ หรือธรรมดา ที่เป็นมาแต่ไหนๆ เพราะฉะนั้น ผู้หญิงก็จะต้อง แก้ปมด้อยเอา ทั้งเขียน ทั้งทา ทั้งพอก อะไรว่ากันไปเถอะ เยอะแยะ อย่างที่เป็นอยู่เห็นๆ กันในโลกนี้ นี่แหละ

ผู้ชายน่ะ แต่ดั้งเดิมต่อให้ผู้หญิงแล้ว โดยสปิริตบอกว่า เอา!...อนุโลม ตกลง เราไม่ข่มหม ูมากไปหรอก หนวดเคราก็โกนเสีย ถ้าไม่โกน มันก็ยิ่งเพิ่ม ความสง่าเยอะ เพราะฉะนั้น หนวดเคราก็โกน ผมเผ้าก็ตัดสั้นเสีย ต่อให้ผู้หญิง แต่เดี๋ยวนี้ แหม ! ผู้ชายแย่ลง สปิริตหมดเลย ไว้ผมยาวเหมือนผู้หญิง แล้วแถมไปแย่ง เอาการแต่งตัว เหมือนผู้หญิง เข้ามาด้วย เลยไม่รู้ว่า จะทำยังไงกับผู้ชาย อาตมาเองก็ ถ้าเผื่อว่า จะเป็นการขายหน้า ก็ขายหน้าแทน เหมือนกัน ในความเป็นผู้ชาย เพราะผู้ชาย ลดสปิริตเสียแล้ว ก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร นี่นอกเรื่อง ไปนิดหนึ่ง แถมเพื่อเป็นประโยชน์ เอ้า!..ทีนี้ต่อ

ความรักชนิดที่เรียกว่า ความรักสำหรับเมถุน นี้มันไร้ค่า เพราะมันต้องลงทุน มากมาย จ่ายไปเถิด ตั้งแต่วัตถุเงินทอง จนกระทั่ง กำลังปัญญา กำลังความคิด คิดว่า จะทำอย่างไรหนอ จะให้เขาโถมความรักให้ฉัน ยอดสุดชีวิต แทนที่จะคิดถึง งานในหน้าที่ ที่จะต้องรับผิดชอบ ตามฐานะของตัว ที่กำลังทำอยู่ ก็ไม่แล้ว คิดแต่ว่า จะทำวิธีไหน ให้เขารักมากกว่านี้ วัตถุเงินทอง มีเท่าไร ก็ใช้อย่างสิ้นเปลือง โดยใช่เหตุ แรงกายมีเท่าไร ก็ผลาญพร่า ให้สิ้นเปลืองไป อย่างไร้ค่า ด้วยการเตร่ เทียวไปหาเธอ เธอมาหาฉัน

เวลาที่มีอยู่ แทนที่จะเอามาสร้างผลผลิตอะไร ก็ไม่แล้ว กลับผลาญเวลา ให้เปลืองเปล่า ไปกับการลงทุน เพื่อความรักอย่างนี้ วันหนึ่งๆ ก็พยายามหาโอกาส ที่จะได้ใกล้ชิดกัน บางที ก็ไปนั่งเฝ้ากันก็เอา วันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทั้งๆ ที่ทุกคน ต่างก็มีเวลาเพียงวันละ ๒๔ ชั่วโมง แต่ ผู้ไม่รู้คุณค่าของเวลา ก็กลับผลาญพร่าเวลาไป โดยแทนที่ จะเป็นประโยชน์ อะไรสักนิด ก็ไม่ได้ ขาดทุนไปเปล่าๆ เสียหายมาก จ่ายมาก จ่ายพลังกาย พลังปัญญา วัตถุ ทรัพย์ และยังจ่าย “เวลา” อีกด้วย

ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มาซึ่งความรัก จะให้เขารักเรามากที่สุด ให้รักมากๆ ที่สุดนี้ จะเป็นรูปร่างไหน ก็ไม่รู้ละ ขอให้รักมากที่สุด ก็แล้วกัน รักจนกระทั่งว่า ถ้าหาก ชี้นกเป็นไม้ ก็ต้องว่าไม้ตามกัน ชี้ไม้เป็นนก ก็ต้องว่านกตามกัน เรียกว่า รักจนตามืด ตาบอด

ให้เห็นกันชัดที่สุด ให้ได้ว่า ผู้ถูก “ความรัก” ครอบงำแล้ว จะ “โง่” หนักจริงๆ ก็ขนาด “นก” แท้ๆ ใครก็รู้ความจริงว่า “นก” แต่ถ้าคู่รัก เกิดตาฟางตาบอด เห็นเป็น “ไม้ ” ก็จะต้องตาฟาง ตาบอด ไปด้วยโน่นเทียว ความรักจะทำให้คน หมดความมีตา ทั้งที่ตายังมี มันหมดสิ้นปัญญา กันออกปานนี้ จนไม่รู้ว่า ความจริงคืออะไร แม้ความชั่ว ความเลว อย่างไรก็ทำได้ ชี้อะไรก็เป็นอันว่า ตามกันไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่าง ยิ่งมีความรัก ปักดิ่ง จึงยิ่งมี “ความโง่” ดิ่งปักลงไปลึกหนัก

ดังนั้น การลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อที่จะให้ได้เท่านี้เอง ทุ่มทุนอย่างมาก รวมลงแล้ว ก็เพื่อที่จะแลกกับ สิ่งจอมปลอมชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “สุขัลลิกะ” หรือที่เรียกว่า สุขอันตอแหล นั่นเอง แล้ว นึกว่าแหม ! สบายนัก สุขนัก อร่อยนัก มันส์นัก ไหน! ใส่ปี๊บ มาให้อาตมา ดูหน่อยซิ ไอ้สุขที่ว่านั้น มันอยู่ที่ไหน? ที่ว่าสุข เหลือเกินน่ะ...ก็ไม่มี!

ฉะนั้นจึงเป็นการลงทุน ที่ขาดทุนมหาศาล เพราะหวังผล อย่างเดียวคือ “สุขัลลิกะ” อันเป็นสุขลอยลม อยู่ฟากฟ้าไหนก็ไม่รู้ ได้ไปแล้ว เอาไปเป็นประโยชน์อะไร ให้แก่โลกบ้าง ก็เปล่า ! ฉันได้ความรัก มาคนเดียว ใครอย่าแบ่งด้วยนะ ! ถ้าแบ่ง เป็นโกรธด้วยแน่ะ ! จึงเป็นความเห็นแก่ตัวที่สุด เป็นความเลว ที่สุดในโลก เพราะความเลว ในโลกนี้ คือความเห็นแก่ตัว ความดี คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน

ฟังดูดีๆ นะ บทที่สรุปว่า ความดี ความเลว คืออะไร ?

คนในโลกนี้น่ะ คนที่เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล มีผลผลิต ให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้นั้นคือคน มีคุณค่า มีความดี ส่วนความเลว นั้นคือ ความเห็นแก่ตัว โลภโมโทสัน กักตุนสะสม เอาคนเดียว ไม่แจกจ่าย นี่คือ ความเลว

เพราะฉะนั้น ผู้ใดจะโลภเอาความรัก มาเป็นของฉัน คนเดียวนั้น แล้วก็ลงทุน ทุกอย่าง จับจ่ายไปหมดเลย เพื่อที่จะได้ความรัก มาครอบครองคนเดียว ไม่แบ่งให้ใคร สร้างความเลว ให้แก่ตัวเอง แล้วก็ไร้ค่า ขาดทุนที่สุดด้วย

ฟังดูดีๆ นะ อย่าเพิ่งเชื่ออาตมาเสียทีเดียว ฟังดูแล้ว คิดตาม นี่เป็นความรักขั้นที่ ๑ อยู่ในมิติที่ ๑ เป็นความรักที่ไร้ค่า ที่สุด เลวที่สุด พวกคุณ อาจจะไม่เชื่อ ยิ่งคนที่มีความรัก อยู่ในใจขณะนี้ อย่ามากล่าว เสียให้ยากเลย อย่าเลย จ้างฉัน ก็ไม่เชื่อหรอก ! อาตมารู้ คุณจะร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ ! จริงๆ

ที่ว่ามันเลวที่สุด สำหรับความรัก ระหว่างเพศนี้ ก็คือว่า มันเห็นแก่ตัวที่สุด... เห็นแก่ตัวที่สุด ไม่มีอื่นเลย จะได้สมใจ ระหว่างสองคน นั้นแหละ จะปั้นอารมณ์ขึ้นมา เรียกว่า “สุข” หรือ อารมณ์ “ร่วม” อันเดียวเท่านั้น ไม่มีอื่นเลย พยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งสิ่งนี้ ใครจะแย่งไม่ได้ ถ้าใครหึงจัดๆ หน่อย ใครมาแบ่ง เอาไปนิดหนึ่ง ก็เอาแล้ว บางทีถึงกับ ฆ่ากัน แกงกัน เห็นแก่ตัวที่สุด เลวที่สุด ก็ขอบอกย้ำยืนยัน สูตรสำหรับ วัดคุณค่าของมนุษย์ ไว้อีกสักนิดก่อนว่า

มนุษย์ประเสริฐที่สุด หรือดีที่สุดนั้น วัดกันด้วยการ ไม่เห็นแก่ตัว กับความเห็นแก่ตัว ถ้าผู้ใดเห็นแก่ตัว ผู้นั้นเลวที่สุด ผู้ใด ละความเห็นแก่ตัว ได้หมด ใช้ปัญญา ถอนความเห็นแก่ตัว จนกระทั่ง หมดตัวหมดตน ได้สิ้นสุด เด็ดขาดเท่าใด ผู้นั้นแหละ ประเสริฐสุด เป็นผู้ที่เสียสละ มากที่สุดได้เท่าใด ไม่เห็นแก่ตัว มากเท่าใด ก็ยิ่งสูงขึ้น มากเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ความรักระหว่างเพศ จึงเป็นเรื่องของ ความเห็นแก่ตัว แคบที่สุด ระหว่าง บุคคลเพียงสองคน เป็นเพียง “กามนิยม” (หรือ “ทารกริยานิยม”) คือ ต้องการ อารมณ์ร่วม เพียงอย่างเดียวที่เรียกว่า “สุขัลลิกะ” เท่านั้น และเท่านั้น ไม่จ่ายแจก ไปให้ใครอื่นเลย ไม่มีใครที่จะได้รับ สิ่งสัมพัทธ์อันดีงาม จากบุคคลสองคนนี้เลย เห็นแก่ตัวที่สุด แต่ตรงกันข้าม โลกจะได้รับสิ่งสัมพัทธ์ อันเลวทราม จากบุคคลทั้งสอง ซ้ำเข้าไปเสียอีก คือ ได้รับ“กาม” นั่นเองเป็น “ค่า” และจะพากัน “นิยม” หรือจะพากัน
“กำหนด” เพื่อกำหนัด

จึงกล่าวได้ว่า เป็นความรักชนิดที่ “ค่าน้อยที่สุด”หรือ ค่าต่ำสุด ไร้ค่าที่สุด สูญเสีย และสิ้นเปลือง มากที่สุด นอกจาก จะเสียเวลา ทุนทรัพย์ แรงกาย แรงสมอง ตามที่ได้กล่าวมา ข้างต้นแล้ว ยังไม่พอ อาตมาจะขอวิเคราะห์ ให้ฟังอย่างลึกซึ้ง อีกสักหน่อย ตอนนี้จงพยายาม ตัดความคิดเก่าๆ ถ้าคุณเคยยึดถือว่า พระไม่น่า พูดอย่างนี้ ก็ขอให้อย่ายึดถืออันนี้ ไว้ลองฟังสัจธรรม ซึ่งเป็นธรรมดา ธรรมชาติ เป็นของจริง ที่พวกคุณประสบอยู่ นำไปใช้กับชีวิต ประจำวันได้ ไม่ใช่พูดธรรมะแล้ว คุณเอาไปใช้ กับชีวิตไม่ได้ ฟังแล้วลอยลม อยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ อันนี้คุณฟังแล้ว คุณจะเอาไป แก้ไขชีวิต เอาไป ละ หน่าย คลาย หรือว่าเลิก ในสิ่งที่คุณควรเลิก ทำในสิ่งที่ควรทำได้ เอ้า ! ก็ลองฟังกันดู

นอกจาก จ่ายสิ่งที่ว่านั้นไปแล้ว เมื่อรักสมใจ ได้แต่งงานกันแล้ว ก็ยังจ่ายอีกนั่นแหละ ขาดทุนอีกนั่นแหละ ตอนนี้จ่าย พลังงานไปบานเลย สปาร์กทีหนึ่ง ชาร์จ ! หมดพลังงาน ตั้งไม่รู้ กี่ร้อยกี่พันแคลอรี คิดดูดีๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย พอถึงไคลแม็กซ์ที จ่ายไม่รู้จักเท่าไหร่ ขาดทุนน่ะ ! ไม่ใช่กำไรนะ ! อุตส่าห์ทำงาน ทำการ ซื้อข้าว ซื้อโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ บี ซี ดี อะไรใส่เข้าไป กลั่นกรองไว้ อย่างดี จ่ายชาร์จ ! หมดไปแล้ว เยอะแยะเสียด้วย อุตส่าห์กินมาแทบแย่ จ่ายเข้าไป บานตะไท เลย ! จึงเรียกว่า ขาดทุนไปเปล่าๆ แล้วไม่ได้อะไรเลย จะได้อยู่เหมือนกันคือ ไปได้รส สัมผัสเสียดสี ซาบซ่าน ถูกอกถูกใจ ที่ไป หลง ว่ามันเป็น ความสุขที่จริงจัง นั่นแหละเป็น กิเลส ความสุขนั้น คือกิเลส อันเป็นความโง่ หรืออวิชชา ของคนที่ไปหลงมันเข้า ที่จริงมันไม่มีอะไร เป็นเพียงความสัมผัส เสียดสี ซึ่งต้องเกิดปฏิกิริยา แล้วก็จะเกิด การเปลี่ยนแปรไป สุดท้าย ก็เกิดการจ่าย หรือการหมด เท่านั้นเอง ท่านเรียกว่า กามารมณ์ หรือ กามคุณที่มี “อารมณ์ในจิต” เป็นสมบัติ ขบวนการสุดท้าย (ถ้าจิตทำตัวมันเป็นอาการ “ชอบ” ก็ดี หรืออาการ “ชัง” ก็ดี ตามที่มันเกิดจริง เป็นจริง ก็จะกลายเป็น การสั่งสมเรียกว่า “อุปาทาน”)

คนเราไม่จำเป็น ต้องมีสิ่งนี้ก็ได้ ดังจะเห็นตัวอย่าง ที่พระพุทธเจ้าพาทำ ไม่ต้องมี ! หรือแม้จะไม่ใช่ พระพุทธเจ้าก็ตาม คนที่ไม่เคยผ่านสิ่งนี้เลย ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก็ไม่ตาย ไม่เดือดร้อน จงเอาพลังงาน มาลงทุน ในสิ่งที่ควรลงทุนเถิด ซ้ำยังทำประโยชน์ ให้กับโลกได้เต็มที่ เพราะปลอดจากพันธะ ในเรื่องครอบครัว หรือแม้จะเป็นเพียง กิจกรรมชั่วคราวชั่วครั้ง ก็อย่าไปลงทุนเลย มันก็ยังคือการ “ขาดทุน” เพราะถูกหลอก มานานแสนนาน อยู่นั่นเอง ต้องรู้สัจธรรมให้ได้ ต้องมี “อภิปัญญา” กันขึ้นบ้างเถิด จึงจะได้ชื่อว่า มนุษย์อริยะ หรือ “อารยชน” ที่ถูกแท้จริง

ฉะนั้นจงอย่าได้หลงยึดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโต เป็นเรื่องที่จะต้องไขว่คว้า แสวงหา เอามาให้ได้ เป็นอันขาด ถ้าหากไปหลงทำเข้า แล้วก็จะต้อง จับจ่ายมาก อย่างที่ว่านี้ แล้วจะขาดทุนอย่างนี้ และยังไม่จบ ยังจะขาดทุนอยู่อีก สำหรับ ผู้ที่ถูกหลอก แล้วหลงเชื่อ หนักกว่านี้คือ สุดท้ายก็จะมี “ลูก” มีเรื่องที่จะต้องจับจ่าย เพื่อลูกอีกเท่าไร ก็ลองคิดดู กว่าจะเลี้ยงโต กว่าจะส่งเสียให้ เล่าเรียน กว่าจะสำเร็จ อาตมา ได้สถิติมาใหม่ เขาว่ามีลูกหนึ่งคน จนไป ๒๒ ปี ก็ไม่รู้ว่า ใครตั้งสถิติไว้ พอได้ลูกมาอีกทีนี้ ขาดทุน ไปอีกเท่าไหร่ กว่าจะจับจ่ายใช้สอย จนพ้นความเป็นทาส ลูกคนนี้

เดี๋ยวนี้โฆษณากันว่ามี “ลูกมากจะยากจน” “มีลูกถี่ยิ่งหนี้หลาย” เขาโฆษณากัน และก็จริง แต่เขาเพิ่งมา “รู้” กัน

จริงยิ่งกว่านี้อีกก็คือ ผู้ที่เป็นเพียงทาส “เมถุนนิยม” (๑)

จนโงหัวไม่ขึ้น นั่นแหละ “จะยากจน” ยิ่งกว่า ถ้าขืนผู้ใดเอาแต่ หลงใหลเสพย์ติด มัวเมา ไม่ว่าหญิง ไม่ว่าชาย ไม่ว่ากะเทย

ยากจนกันเพราะ การเกิดของคน เดือดร้อนกันเพราะ พลโลกจะล้นโลก จึงต้อง คุมกำเนิดกัน ศาสนาพุทธ คุมกำเนิดมานานแล้ว เพราะพระพุทธเจ้ารู้ว่า "การเกิด" นั้นก่อทุกข์ และยิ่งการเกิด “คน” นี่แหละ ยิ่งก่อทุกข์ หนักถ่วงที่สุด พระพุทธเจ้า รู้สัจจะอันนี้ ศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงยิ่งนับวัน ยิ่งทันสมัยมาก อาตมา จึงขอพูด ตามกาละว่า “ใครไม่มีลูก คนนั้นประเสริฐที่สุด ใครที่ไม่แต่งงานเลย ยิ่งประเสริฐยิ่งกว่า ” และอันนี้ ไม่ใช่อาตมา พูดเอาเองด้วย พระพุทธเจ้า ท่านตรัส เอาไว้ก่อนแล้ว ท่านตรัสไว้ว่า “ผู้ที่ไม่มีบุตรนั้น เป็นผู้มีบุญ เพราะฉะนั้น ป่วยการ จะกล่าวไปไย ถึงผู้ที่เป็นโสด” นี่ท่านตรัสไว้อย่างนี้ จะเห็นได้ว่า การขาดทุน ในความรักมิติที่ ๑ อันเป็นขั้นต่ำสุดนี้ มันขาดทุนขนาดไหน มีแต่จ่ายๆๆๆไป และ สิ่งที่จะได้มา ซึ่งผู้ยังไม่รู้แท้ ยังไม่มี อภิปัญญา ก็จะได้สิ่งเดียว อันเดียวนั้นแหละ คือ ความสุขอันตอแหล ตัวเดียวๆๆ ไม่มีอื่นเลย และมันก็ก่อทุกข์ นักหนาๆ ทั้งก่อนจะได้ และหลังการได้

อาตมาอาจจะพูดอะไรที่เรียกว่า เอ ! ยังไงกันนี่ จะมาล้มล้างอะไรกัน ขอล้มด้วย ! เพราะอะไร เพราะอาตมา เห็นใจโลกทุกวันนี้ พลโลก จะล้นโลกอยู่แล้ว คุมกำเนิดกัน ทั่วโลก ทุกประเทศเดี๋ยวนี้ กำลังหามาตรการ คุมกำเนิดกัน อย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ จนกระทั่ง บางประเทศ เลวที่สุดก็ยังทำ ขนาดให้ทำแท้ง ก็ยอมกันแล้ว เพราะอะไร ก็เพราะพลโลก จะล้นโลกจริงๆ เป็นความจำเป็น อย่างรีบด่วน ที่จะต้องสกัดกั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดไม่มีความรัก ระหว่างเพศ และไม่แต่งงาน ไม่สมสู่ ผู้นั้น ได้ช่วยโลกแล้ว อย่างแท้จริง เป็น คุณความดี

ดังนั้น ควรรู้สัจจะเสียด้วยว่า ถ้าจะแต่งงาน หรือจะมีความรักนั้น หรือแม้ที่สุด มีความใคร่นั้น มันเป็นความหลอก เป็นอวิชชา เป็นความกำหนัด

พระพุทธเจ้าได้วางสูตรมาแล้ว ท่านขอให้คุมกำเนิดกัน โดยการคุมกำหนัด ท่านไม่ได้คุมกำเนิดกัน อย่างคนสมัยนี้ ซึ่งแก้ที่ปลายเหตุ และตื้นเขินเต็มที พระพุทธเจ้า คุมกำเนิดนั้น คุมถึงรากเหง้า โดยเรียนรู้สัจธรรม สร้างปัญญาอย่าง “อภิปัญญา” แล้วฝึกหัด ตัด-ลด-เลิก ขาดมาให้หมด และก็สบาย ปลอดโปร่ง
ทุกอย่างดี ไม่มีอะไร ที่จะเกิดประสาทเสีย ไอ้โน่นทำลาย ไอ้นี่เป็นอย่างโน้น อย่างนี้ ไม่มี เพราะท่าน คุมกำเนิดโดยการ คุมกำหนัด และประพฤติเข้าจริงๆ ให้ได้ลดลง มีสติสัมปชัญญะ สัมผัสทางตา ทางหู อย่าไปหลงว่า ไอ้นี่สวยงาม น่าเจี๊ยะ เสียงเพราะ ก็น่าเจี๊ยะ ฯลฯ อย่า ! กลิ่นหอม น่าชื่นน่าชมอะไร ไม่มี ! ไม่จริงทั้งนั้น!

พยายามพิจารณาวิเคราะห์ ตามให้จริง แล้วเราจะทำได้ ถ้าสัมผัสทางตา แล้วบอกว่า รักหรือชอบ หรือจะหลงขึ้นมา ระงับจิต อย่า ! สิ่งนี้คืออะไร ต้องเข้าใจ ในความเป็นของหลอก ที่แฝงอยู่กับ สิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ต้องเข้าใจ ในความเป็นสิ่งที่ จะเร่งเร้า ให้เราเกิดอารมณ์ อย่างหนึ่ง เรียกว่า ของปลอม ของที่มันไม่จริง เป็นของหลอกลวง หรือของตอแหล ไม่จริงหรอก ! พยายามทำเข้า ประสบด้วยตา ประสบด้วยหู นี่แหละ ทวารที่เห็นชัด หรือว่า เกิดก่อนทวารอื่น ก็ยังหรอก ทวารกลิ่น ทวารลิ้น ทวารกาย อะไรก็ยังหรอก ทวารที่ตา ที่หูก่อนเพื่อน พยายามระมัดระวัง ลดลงทุกเวลา แล้วคุณจะได้ปฏิบัติตน เป็นผู้ช่วยโลก เพราะคุมกำเนิด ด้วยวิธีคุมกำหนัด แล้วจะเป็นผู้อิสระ ไม่ห่วง ไม่มีกังวล อิสระจริงๆ จะทำประโยชน์ ให้แก่โลก ได้มากมาย นี่เป็นมิติที่ ๑ เป็นความรัก ขั้นต่ำที่สุด หรือเลวที่สุด ไร้ค่าที่สุด

เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดจะทุกข์ ความรัก คือ ความทุกข์ ดังกล่าวมาแล้ว ถึงแม้จะยินดีทุกข์ ถ้าผู้ใด จะทุกข์ด้วยวิธีนี้ละก็ ก็ขอร้อง อย่าเลย ! เลิกเสียเถอะ ! ศาสนาพุทธ ชวนให้เลิก ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม สำหรับอาตมา ขอพูดผ่าตรงๆ ! ขอให้เลิก อย่างไม่อ้อม ประตูเดียวเลย ในวันนี้

.. ความรัก ๑๐ มิติ
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/16
   Asoke Network Thailand