ตอบให้ถึงซึ่งอาริยะ (ตอน ๒) หน้า ๒ (ต่อจาก หน้า ๑)
โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๖ ณ พุทธสถานศาลีอโศก


คนถาม ที่พ่อท่านพูดถึงรูปราคะ และอรูปราคะนะครับ ผมก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ครับ กรณีที่ใครคนใด คนหนึ่ง ก็ตาม นะครับ เขาไม่กล้านะครับ คือมีความละอายใจที่จะไปเสพกามหยาบๆนะครับ แต่ว่าเขา ก็ยังมีความต้องการอยู่ แล้วก็ปั้นรูป ขึ้นมาเสพเองครับ เป็นลักษณะ รูปมยอัตตา หรือ มโนมยอัตตา แล้วก็เสพ จนสำเร็จในจิตนี้ จะถือว่า เป็นรูปราคะได้มั้ยครับ

พ่อท่าน เป็นรูปราคะที่หยาบ ถึงขั้นที่ยังเสพรสนี่เรียกว่า ยังไม่มีหิริโอตตัปปะในการสำเร็จ และปรุงรส เสพด้วย ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่สูงขึ้นไป ก็ไม่ปรุงรสเสพ แต่มันยังมีราคะ ก็พยายามสังวรระวัง และลดละฆ่ามันไป แต่ถึงขนาด ยังปรุงเสพอยู่นี่ ถ้าในสายของวินัยแล้วละก็ ยังสังฆาธิเสสเป็นอย่างต่ำ ปาราชิกเป็นอย่างสูง (พ่อท่านหัวเราะ)

คนถาม คำถามที่สองนะครับ ที่พ่อท่านพูดถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่าเจตสิกนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจ เท่าไหร่ อยากจะ กราบเรียน ให้พ่อท่านช่วยอธิบายอีกครั้งหนึ่งครับ

พ่อท่าน อาการของจิตที่ซ้อนลึกลงไปตามลำดับ แล้วมีลึกอีกหลายชั้น เจตสิก ซ้อนอาการของจิต ที่ละเอียดลออ ลึกซึ้งเข้าไปอีก ต้องเรียนรู้อาการของมันชัด แล้วก็แบ่งออกว่า เป็นอาการของจิตจริง หรือ อาการของกิเลส ถ้าอาการของกิเลสก็คือตัวปลอม ไม่ใช่เจตสิกจริงแท้ ฆ่าได้เลย ฆ่าตายเลย ยิ่งเจ๋งใหญ่เลย (พ่อท่าน หัวเราะ) แต่ถ้าเจตสิกจริงแล้ว เมื่อยิ่งฆ่ากิเลสได้ เจตสิกก็ยิ่งชัด ยิ่งอิสรเสรีภาพ ก็ยิ่งมี ประสิทธิภาพ ของเจตสิก หรือธาตุรู้ อาการรู้ อาการที่มีประสิทธิภาพ ของธาตุจิตวิญญาณ หรือ ธาตุเจตสิก นั้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆศึกษา มันไม่ใช่ว่าง่ายๆ ตามไปนี้ อาตมาอธิบายในขณะนี้ ที่ตอบปัญหานี่ คงไม่ได้

คนถาม ข้อหนึ่ง เรื่องภพครับ เรื่องภพคือเรื่องพูดไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักเวลานี่นะครับ จะแก้ไขยังไงครับ เป็นต้นว่า บางทีพวกเรานั่งไปในรถบัส รถเมล์ยังงี้ คุยกันไปจนไม่รู้ประมาณ คนนั่งข้างเคียง เขาก็ต้อง หันมามอง อะไรอย่างนี้ คือพูดไม่รู้จักเวลา เกินเวลา นี้มันจะแก้ไขยังไงครับ

พ่อท่าน แก้ไขยังไงเหรอ แค่พูดอย่างนี้นี่ ผมว่าแค่สามัญสำนึกนี่ มันก็พอรู้แล้วนะ คือมันต้องรู้ตัว แล้วก็ต้อง รู้สิ่งแวดล้อม รู้ความพอเหมาะพอดีนะ มันก็ควรจะรู้ว่า เอ๊ มันมากไปแล้ว นั่นน่ะ มันเป็นเรื่องลักษณะที่ มันหลงยึดว่า อัตตามานะ เป็นอัตตามานะ ก็ข้าจะพูดดีนะนี่ พูดธรรมะด้วยนะ ถ้ายิ่งมีอัตตามานะ ที่เป็นกิเลสหยาบ ก็บอกว่า โก้หยอกใคร แล้วก็ไม่นึกว่า คนที่เขาไม่ได้โก้ด้วย เขาเบื่อจิ๊บหายแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่อง (คนฟังหัวเราะ) เอาสำนวนแสงชัยเขาพูด สำนวนแสงชัยเขาพูด โอ้โฮ เขาเบื่อจิ๊บหายแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ พูดอยู่นั่นแหละ จะตายอยู่แล้วก็ไม่รู้เลย ไม่สังเกตสังกาอะไรเลย มันก็หลงตัวเองว่า แหม เท่มั้ยจ๊ะๆ (คนฟังหัวเราะ) เฮอะ เขาจะเหยียบเอาก็ยังไม่รู้ตัว (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ)

คนถาม ครับ แล้วอีกข้อหนึ่งครับ อยากถามเรื่องศาสนพิธีครับ เพราะว่าอโศกก็เริ่มโตขึ้นๆ อนาคตนี่ ไม่รู้ว่า พ่อท่าน เผื่อไว้รึเปล่าครับว่า ถ้าพ่อท่านมรณภาพนี่ จะต้องเก็บไว้ หรือว่า...

พ่อท่าน โอ๊ย นี่บอกไว้หลายครั้งแล้ว ใครไม่เผาอาตมานี่ จู๊ดๆ (คนฟังหัวเราะ) แช่งไว้หลายพักแล้ว ไปตอน จวนตาย อาจจะกลับคำอะไร ก็คอยดูเราไปซี คิดว่าคงไม่กลับคำอะไรหรอกนะ เพราะว่าตอนนี้ เห็นมวลแล้ว เพราะว่าอาตมาเชื่อตัวนะ เชื่อขณะนี้ที่มีสิ่งรองรับ เป็นหลักฐานแล้วว่า แม้อาตมาจะตายลง วินาทีนี้ ไม่ต้อง มาพึ่งอาตมาหรอก ไม่ต้องมาพึ่งเศษกระดูก เศษกากอะไรของอาตมาหรอก ไม่ต้องมาพึ่ง เนื้อหนังแห้งๆ เหี่ยวๆ ที่เป็นศพตายซากแล้ว เพื่อที่จะให้มันมีเกาะกุมกันอยู่ หรือว่าศรัทธากันอยู่ หรือว่า รวมกันอยู่นี่ ไม่ต้อง อาตมาเชื่อว่า ไม่ต้องแล้ว

คนถาม เรื่องจารีตประเพณี ศาสนพิธีก็คืออย่างเรื่องของหลวงพ่อชานี่ครับ ท่านจัดที่วัดบ้านนอกนะครับ แต่ว่าของเรานี่ สถานที่ มีที่ปฐม ที่นี่

พ่อท่าน โอ้โห ทำไมถึงฝันไปไกลขนาดนั้น (คนฟังหัวเราะ)

คนถาม คือเผื่อไว้นะครับ บางทีถามนี่ไม่ใช่ว่า ไม่ใช่เร่งนะครับ คือถามเผื่อไว้ว่า เราควรจะจัดที่ไหนดีครับ ถ้าญาติโยม (พ่อท่าน:- โอ้โฮ! [พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ]) ทางไหนเยอะๆ (คนถามหัวเราะ)

พ่อท่าน ตอบไม่ได้ อันนี้ตอบไม่ได้ว่าจะจัดที่ไหนดี ตอบไม่ได้เลย ยังไม่รู้เลยว่า จะมีที่ไหนเหลือ ที่ไหน จะเกิดอีกใหม่ ยังไม่รู้เลย (พ่อท่านหัวเราะ) ตอบไม่ได้เลย ทำไมไปไกลปานนั้น (คนฟังหัวเราะ) หรือว่า รู้แล้วว่า ผมจะตายพรุ่งนี้ มะรืนนี้ (คนฟังหัวเราะ)

คนถาม ไม่ใช่ครับ เหมือนกับมอบพินัยกรรมน่ะฮะ จะชี้แจงไว้ไงครับ (คนถาม หัวเราะ)

พ่อท่าน คนที่จะเขียนพินัยกรรมเขาก็ต้องรู้สึกว่า มันสมควรจะตายแล้ว หรือว่าใกล้แล้วนะนี่ ต้องทำ พินัยกรรม ไว้แล้วละ ประเดี๋ยวมันจะเกิดลำบากลำบนผู้อยู่หลัง (คนถาม:-ครับ) คิดว่ายังนะ แต่มันเกิด จากอะไรล่ะ เรียกว่ากรรมตัดรอนน่ะ มีอุปฆาตกรรมอะไรมา ก็แล้วไปเถอะ อาตมาก็ไม่ได้ระลึกนะ ไม่คิดว่า จะมีอุปฆาตกรรม มันจะมีก็แล้วไปเถอะ ไม่ต้องทำพินัยกรรม อันนั้นก็คิดว่า พวกเราคงทำกันได้ ไม่มีแถว ไหนๆ ไหนๆจริงๆ ก็ไปขอเช่าสนามหลวงเขาบ้างก็ทำ (คนฟังหัวเราะ) เขาก็คงจะไม่ให้ ก็พูดไป อย่างนั้น แหละ ก็เชื่อว่าพวกคุณก็ไม่คิดจะไปทำ แล้วก็คงไม่คิดจะไปขอหรอก (พ่อท่านหัวเราะ) อย่าเพิ่ง ไปคิดเลย เรื่องนั้นนะ ไปคิดทำไม มันเกินเรื่องที่เกินคิด และคิดว่า พวกเราคงไม่โง่พอ ที่จะจัดการ อย่างไรหรอก ทุกวันนี้เราก็มีการประชุมกัน มีสมณะตั้งแต่ระดับสมณะผู้ใหญ่ สมณะในระดับ พวกรวมๆ ส่วนรวม เราก็ทำกัน ประชุมกันพรักพร้อมกันอยู่ดีอยู่แล้ว แม้แต่ในวาระธรรมดาทุกปักษ์ หรือว่า ทุกอาทิตย์ เราก็มี อปริหานิยธรรม สำหรับสมณะ แม้แต่ในแต่ละพุทธสถานก็ทำอยู่ รวมกันเป็นปี ก็มารวมกันอะไร คือเรา มีบทบาท มีพฤตินัย มีวัฒนธรรมอะไรพวกนี้ ที่เราซักซ้อมเอาไว้อยู่หมดแล้ว อาตมาไม่มีปัญหานะ คิดว่าพวกนี้ ได้สร้างระบบระเบียบ จารีตประเพณี วัฒนธรรม อะไรต่ออะไรของเราไว้ดีแล้ว กว่าจะถึงวันนั้น มันไม่น่าจะมีปัญหา เรื่องแค่นี้ น่าเป็นไปได้อย่างดี

คนถาม อยากจะให้พ่อท่านช่วยขยายสังคม หรือสังคมอริยบุคคล หรือบุคคลอริยบุคคลนะครับว่า ที่ผ่านมานี่ พวกเราศึกษาตามตำราที่นักปราชญ์ หรือใครก็ตาม แต่ได้เขียนในตำรานะครับ สังคมของ ชาวพุทธ หรืออริยบุคคลของชาวพุทธนี่ รู้สึกพออ่านๆแล้ว มันเหมือนหุ่นยนต์ มันเหมือนสังคมเพ้อฝัน ในความเป็นจริง ของมนุษย์จริงๆแล้วนี่ สังคมอย่างนั้น สังคมที่สูงสุดแล้วนี่ หรือ บุคคลที่อยู่ในคุณภาพ ขนาดนั้น แล้วนี่ มันเป็นลักษณะอย่างนั้นรึเปล่าครับ หรือว่าเราหยาบเกินที่จะเข้าถึงสภาพนั้นได้ อยากให้พ่อท่าน ช่วยขยายครับ

พ่อท่าน ตำราเล่มไหนล่ะ

คนถาม ศีลธรรมที่อ่านกันมา ต้องเดินตามถ้ำ แล้วก็ไม่มีคุยเรื่องทำมาหากิน อะไรอย่างนี้ไม่มี เรื่องที่พ่อท่าน พานำทำอาชีพ สัมมาอาชีวะ แต่มันเป็นเรื่องที่จิต อยู่กับจิตอยู่ตลอดเวลาเลย จิตอยู่กับจิตๆอย่างนั้น มันเป็น อย่างนั้น หรือเปล่าครับ แต่ทุกวันนี้ พ่อท่านพาทำงาน มีการงานเข้ามามาก มันต่างกับในตำรา ใช่มั้ยครับ ผมก็ไม่เคยเกิดในยุคนั้นนะครับ แต่จริงๆแล้ว ในสังคมอย่างนั้น หรือบุคคลอย่างนั้นนี่ มันเป็น อย่างนั้น จริงๆ ใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน อย่างนั้นน่ะ ยังไง (คนฟังหัวเราะ)

คนถาม ก็อย่างที่ตำราที่เขียน ที่ผมเรียนหนังสือศีลธรรมมา บอกว่าสังคม คือ

พ่อท่าน ตำราที่เขียนขึ้นใหม่ ใช่มั้ย

คนถาม ใช่ครับ

พ่อท่าน คนที่เขียนขึ้นใหม่ เรื่องตำราที่เขียนขึ้นใหม่ แล้วก็บรรยายอย่างที่ท่านร่มเมือง หรือยุทธวโร ท่านว่านี่นะ มันจริง เขียนตามความเห็นของผู้ที่เขียนใหม่นี่มา ก็อธิบายกันไป ที่ท่านถามนี่ อาตมาสรุป ได้อย่างนี้นะว่า จริงๆนั่นน่ะ มันเหมือนอย่างที่เขียนบรรยายกัน ที่อาจารย์หลังๆ มาเขียนเอาไว้ว่า มันจะต้อง เป็นลักษณะ อย่างนี้ คือ ลักษณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี่ จะต้องพูดแต่เรื่องจิต พูดแต่เรื่องจิตๆๆ บำเพ็ญจิต อย่าไปพูดถึงการงาน อย่าไปพูดถึงอะไร ออกนอกจิตนี่ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ไม่ใช่ทางไป นิพพาน เขาพูดกันอย่างนี้มาก อาตมาก็ขอยืนยันว่า อันนั้นพูดผิด หลักฐานก็เอามายืนยันแล้วว่า มรรค องค์แปด มันก็ไม่เข้าหลัก ไม่พูดถึงอาชีวะเป็นสัมมา ไม่พูดถึงกัมมันตะ ไม่พูดถึงวาจา ไม่พูดถึง สังกัปปะ การนึกคิดอะไรนี่ อย่างลงตัว อย่างที่เอามายืนยันได้พิสูจน์ได้ หรือว่ามีรูปแบบได้ มันก็เลย เป็นความคิด ที่เพี้ยนไป อย่างนั้นๆ จนกระทั่งเพี้ยนไป ไอ้อย่างนั้นน่ะ มันเป็นไปทางฤกษี ที่พยายามอธิบาย ว่าเป็น ลักษณะ ลัทธิฤาษี ที่หลบหนีโลก เรียกว่าโลกันตะนี่ มันหนีไปสุดขั้วโลก

คนถาม แต่เขาก็มีหลักฐานการบรรลุธรรมนะครับ พ่อท่านครับ (คนฟังหัวเราะ) เขามีหลักฐานว่า ได้บรรลุธรรม เพราะเช่นนั้นๆ เหมือนกัน

พ่อท่าน ใช่ ศาสนาหลายลัทธิ เขาก็ว่าเขาบรรลุธรรม เป็นนิพพานของเขา

คนถาม อย่างเช่น เดินไม่มองหน้าใครเลย เขาไม่มองหน้าใครเลย เดิน ๒๕ ปี บรรลุเป็นพระอรหันต์เจ้าไป มีนะอย่างนี้ ผมก็เลยยังงงๆว่า แต่สิ่งที่พ่อท่านพานำทำนี่ มันเล่นต้องเปิดหูเปิดตากันเลยอย่างนี้ มันไม่รู้ ใครจะบรรลุธรรม ใครกันแน่ ผมฟังๆแล้ว มันงง

พ่อท่าน เอาอย่างนี้ คุณเองคุณเอาบรรลุธรรมอย่างไหน อย่างโน้นก็ยืนยันว่าบรรลุธรรม อย่างนี้ก็ยืนยัน ว่าบรรลุธรรม คุณชอบอย่างโน้น ก็ไปเอาอย่างโน้นเลย คุณชอบอย่างนี้ ก็มาเอาอย่างนี้ อย่าทะเลาะกันเลย (คนฟังหัวเราะ) ทางโน้นก็ยืนยันว่าจริง เราไม่มีนี่ ไม่รู้จะไปให้องค์ไหน มาตัดสิน เป็นตุลาการ ว่าอย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด ไม่มีตุลาการตัดสิน เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีตุลาการตัดสิน คุณก็ต้องเป็นตุลาการเสียเอง อันไหน คุณเหมาะใจ คิดว่าอย่างใดดี เอาอันนั้น อย่างนี้มันต้องได้แค่นี้ (คนฟังหัวเราะ) จริงๆ เราได้แค่นี้จริงๆ เราได้อย่างนี้

คนถาม พ่อท่านคะ ระหว่างเวทนากับจิตนะคะ เรื่องสติปัฐฐาน ๔ เมื่อเช้าพ่อท่านพูดเรื่องเวทนามาก ก็เลย สงสัยว่า เราควรระวัง ระหว่างเวทนากับจิตนี้ ควรระวังสิ่งไหนมากกว่ากันคะ

พ่อท่าน จิตกับเวทนามันก็คู่เคียงกัน มันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันเหมือนกับหนังกับขนนี่ คุณจะเห็นขน คุณก็ต้องดูที่หนัง คุณจะดูหนัง คุณก็จะเห็นขน ยกเว้น คนไม่มีขนเลยจริงๆเลยนะ (คนฟังหัวเราะ) แต่ธรรมดา ธรรมชาติ มันก็ต้องมี ไม่มากก็น้อย อะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อย มันก็มีขนอ่อนๆ อะไรก็ตามใจ คนที่ไม่ค่อยจะมีขนนะ มันก็มีได้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า ธรรมดาคนจะต้องมีขนนะ มันก็เป็นอย่างนั้นแน่ะ จิตกับเจตสิก มันแยกกันไม่ออก ทีเดียวหรอก มันอันเดียวกัน เจตสิกคืออาการของจิต แล้วจะให้เจตสิก มันไปอยู่ที่ไหนได้เล่า (พ่อท่านหัวเราะ) เพราะฉะนั้น คุณจะบอกว่า เพ่งมองจิต ก็คือเพ่งมองจิตเข้าไป ให้ถึงเวทนา จิตหรือวิญญาณนี่ เราเอาภาษาเรียกแทนกันเท่านั้น เพราะในจิตวิญญาณนี่ มันมีเจตสิก อยู่สามใหญ่ๆ คือ เวทนา สัญญา สังขาร มันก็อันเดียวกัน ทีนี้เมื่อเราแบ่ง ให้แยกขึ้นไป ให้มันเป็น ความหมาย ที่จะสื่อให้ชัดขึ้น ถ้าจิตก็เราเรียกรวมๆเลย เพื่อที่จะมาอธิบาย ทุกอย่างอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น จะเป็นกิเลส ก็อยู่ในจิต จะเป็นอาการยังไงอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น แม้แต่ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งกำลัง อธิบายเพิ่ม เริ่มต้นวันนี้ พรุ่งนี้เช้าก็จะอธิบาย เจโตปริยญาณ เจโตก็คือจิตนี่แหละ ให้มันลึกเข้าไป ให้เห็นว่า อโทสะ หรือ โทสะ ราคะหรืออราคะ โมหะหรืออโมหะ มันก็มีแทรกแซงอยู่ในจิต มองที่จิต อ่านที่จิต แล้วก็ วิเคราะห์ ให้ออกเลยว่า จิตนี้มันมีอาการของจิต เรียกว่าเจตสิก เจตสิกทำหน้าที่ของมัน อย่างนั้นๆ แล้วมันเอา ไอ้เจ้าราคะ หรือโทสะ โมหะ เข้าไปปรุงกันในจิตมั้ย วิเคราะห์ให้มันออก วิจัยให้มันออก เมื่อวิจัยออก จับไอ้นั่นมันมาฆ่า ให้เหลือแต่เจตสิก หรือให้เหลือแต่จิตบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ มันก็จะค่อยๆ เรียนไป แล้วมัน จะเป็นขั้น เป็นตอน ท่านก็จะบอกสูตรเอาไว้ เจโตปริยญาณ ๑๖ เดี๋ยวพรุ่งนี้ อาตมาจะอธิบายให้ฟัง

คนถาม ทำไมพ่อท่านถึงตั้งใจตอบปัญหาทุกปัญหาเลย ทั้งๆที่บางปัญหานี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ตอบ แล้วบางปัญหา เป็นปัญหาที่พ่อท่านรู้ว่า ตอบได้ก็ไม่รู้เรื่อง แต่พ่อท่านก็พยายามตอบ

พ่อท่าน อันนี้ก็อาจจะเป็นอัตตาของอาตมามั้ง อยากอวดดีมั้ง (พ่อท่านหัวเราะ) อยากอวดดี ก็เลยอยาก ตอบไป จริงๆ มันมีผล ๒ ด้านเหมือนกันนะ ถ้าเผื่อว่าอาตมาจะแสดงตัวว่า อาตมารู้นะ อะไรรู้นะ ก็ตอบได้ก็ตอบ เพื่อผู้ที่เห็นว่า เออ รู้อย่างนี้ดีนะ อะไรก็รู้อย่างนี้ คนนี้คงมีรู้มากๆอะไรที่ใจ น่าเป็นที่พึ่งได้ มันก็เป็น ผลประโยชน์บ้างอันหนึ่ง หรืออีกอันหนึ่งว่า จะต้องตอบก็เพราะว่า เออ มันก็ตอบไปเถอะ อย่างน้อย ก็ให้คุณหายข้อง ถ้าไม่ตอบก็จะหาว่า แหม มันก็ไม่หายข้องใจ มันก็ยังอยากรู้อีก ทีนี้ถ้าไม่ตอบ คุณไม่รู้ คนอื่นก็ได้ยินปัญหาแล้ว อ้าว ไม่ได้เคยสงสัยก็สงสัยอีกแล้ว เลยก่อให้เกิดความสงสัยพร้อมกัน ขึ้นมาอีกหลายคน และก็ไม่ตอบด้วย มันก็เป็นภาวะ เกิดปัญหาข้องใจอยู่ขึ้นไปอีกซิ มากมาย เพราะฉะนั้น ตอบได้ก็ตอบเถอะ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบก็แล้วกัน ก็คิดว่า มันจะมีประโยชน์กว่าที่ตัดไป ไม่ตอบเลย ในฐานะ ของอาตมา ก็ไม่ใช่อยู่ในฐานะ อย่างพระพุทธเจ้า อย่างพระพุทธเจ้า ท่านรักษาเวลาจริงๆ ท่านจะเอาส่วนที่ มันไม่ฟุ่มเฟือยอะไร ให้มากที่สุด เพราะฉะนั้น มัชฌิมาของท่าน คมชัดกว่าอาตมามาก ส่วนของอาตมานี่ มันไม่คมชัด เท่าพระพุทธเจ้า หรือไม่ได้สัดส่วน ที่ได้ความประโยชน์สูงประหยัดสุด อย่างพระพุทธเจ้า เท่าไหร่ อาตมาจะมีประโยชน์สูงประหยัดสุด ที่มีความฟ่าม กว่าท่านบ้าง

คนถาม คำถามต่อจากท่านสมณะร่มเมืองที่ว่า เอกสารของชาวอโศกบอกว่า การบรรลุธรรมมีสอง เช่นว่า การเอาจิตอยู่กับจิตก็มี หรือการปรุงธรรมะให้กับผู้อื่นก็มี อย่างนั้นมีจริงมั้ยครับ พ่อท่านครับ แล้ว พระพุทธเจ้า ท่านก็ยกว่า ทั้งสองพวกนี้ ก็เป็นผู้ที่สำเร็จ เป็นพระอรหันต์เช่นกัน ใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน ไม่เคยเห็น ที่บอกเอาจิตอยู่กับจิต

คนถาม หมายถึงว่า จิตที่ว่างจากราคะ โทสะ แต่ไม่ปรุง ไม่ปรุงธรรมะให้กับผู้อื่น อย่างแบบที่เรียก เจโตสมถะ หรือเจโต

พ่อท่าน เจโตสมถะไม่ใช่บรรลุธรรม พวกสายเจโตสมถะไม่ได้บรรลุธรรม ไม่ใช่โลกุตระ อ้อ นี่เข้าใจผิดแล้ว ไม่ได้สำทับ ลงไปว่า บุคคลที่ได้โลกุตรคือผู้บรรลุธรรม มีมรรคมีผล ส่วนบุคคลที่ได้เจโตสมถะนั้น ไม่ใช่ บุคคลบรรลุธรรม เป็นไม่ได้มรรคได้ผล ผู้ที่ได้แต่เจโตสมถะนั้น ไม่ใช่ได้มรรคได้ผล ของศาสนาพุทธ เป็นฤาษี มากมายก่ายกอง แต่ไม่ใช่แม้แต่โสดา พระพุทธเจ้าก็ไม่ยอมรับ

คนถาม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ที่ใช้จิตปรุงธรรมะให้กับผู้อื่น ก็อย่าพึงดูถูกผู้ที่ใช้จิตอยู่ หรือเบาว่าง จากกิเลส แต่ไม่ปรุง ให้กับผู้อื่น

พ่อท่าน ก็ชัดนี่

คนถาม แล้วก็ผู้ที่จิตไม่ปรุงร่วมกับผู้อื่น ก็สามารถให้ยกย่องว่า เป็นผู้ที่มีความสุข ด้วยนามกาย ก็มีส่วนว่า คิดว่า คงจะถูกแบบของท่าน สมณะร่มเมือง ท่านคงจะถามในแง่นี้ ใช่มั้ยครับ พ่อท่าน

พ่อท่าน ใช่มั้ย (พ่อท่านถาม) ไม่ใช่ ท่านบอกว่าไม่ใช่ (คนฟังหัวเราะ)

คนถาม อ๋อ ครับ แล้วในแง่ที่ผมได้อธิบายแบบนี้ จะเป็นไปได้มั้ยครับ พ่อท่านครับ ทางที่ผมอธิบาย อย่างที่ถามพ่อท่านนี่ ก็เรียกว่า ใช้ได้ใช่มั้ยครับ ถูกใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน ถูก แต่มีส่วนตอนต้นที่คุณบอกว่า ให้เอาจิตไว้กับจิตนี่ ผมว่าไม่มีคำสอนพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ คนสมัยใหม่ อาจารย์สมัยใหม่พูดจังเลยว่า ให้เอาจิตอยู่กับจิต อย่าออกนอกตัว ออกนอกจิตไม่ใช่วิปัสสนา ออกนอกจิต ไม่ใช่การปฏิบัติถูกทาง อันนี้ผมว่า มาพูดเอาเอง

คนถาม ครับ แบบนั้นเป็นสมถะที่อยู่เฉยๆ ใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน (พ่อท่านหัวเราะ) ใช่ เป็นพวกที่อยู่ในภพ

คนถาม แต่ถ้าเกิดมาเข้าใจทางที่พ่อท่านอธิบาย พาทำ แล้วก็ล้างกิเลสไปด้วยล่ะครับ

พ่อท่าน เออ อันนี้จริง อันนี้ถูกซิ แต่ในวาระนั้นมองจิตในจิตก็โอเค จะมองมีสัมผัสก็มอง ถ้ามองมีสัมผัสแล้ว ก็รู้จักสัมผัสได้ด้วย แล้วก็รู้องค์ประชุมที่สัมผัสได้ด้วย แล้วก็เข้าไปหาจิตได้ด้วย วิเคราะห์วิจัย ถึงเจตสิก ได้ด้วย อันนั้นล่ะ ยิ่งชำนาญ แคล่วคล่อง ยิ่งดีขึ้น เจริญขึ้น นั่นละ จะเป็นทางที่ลึกซึ้ง ขึ้นไปสู่สภาพ สมบูรณ์แบบได้

คนถาม เมื่อเช้าพ่อท่านพูดถึง รูปมยอัตตานะครับ แล้วก็มโนมยอัตตา ผมยังสงสัย อรูปมยอัตตา รู้สึกว่า ยังไม่พ้นวิจิกิจฉา อยากให้พ่อท่านช่วยขยาย

พ่อท่าน อรูปมยอัตตาก็คือรูปนั่นแหละ แต่ว่ามีความหมายว่า มันเป็นรูปที่ละเอียด เป็นรูปที่มันลึกขึ้นไป อีกชั้นหนึ่ง สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณ ชัด ง่าย เป็นได้สะดวก ปกติ แคล่วคล่อง เรียกว่า รูปมยอัตตา สิ่งที่ยังไม่ได้ พยายามปรุงขึ้นมา จนสำเร็จขึ้นมาได้ทางจิต เรียกว่า มโนมยอัตตา สิ่งที่มันเป็น สิ่งที่ได้ แต่ว่า ค่อยๆปรุง แต่มันก็ไม่ได้รูปชัด เหมือนกับ รูปมยอัตตา ถ้าสำเร็จก็กลายมาเป็น มโนมยอัตตา ถ้าไม่สำเร็จ ก็ยังไม่เป็น มโนมยอัตตา ถ้ามันสำเร็จอย่างที่ มันไม่ใช่เป็นรูปชัดเหมือนรูป เหมือนรูปมยอัตตา มันก็คืออรูป ถ้ามันไม่มีอะไรเลย มันก็ไม่มีทั้งอรูป ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้ง มโนมยอัตตา นั่นแหละ

คนถาม หมายความว่าเป็นสภาพของ

พ่อท่าน เป็นอุปาทาน เป็นสิ่งที่สร้าง

คนถาม เป็นอุปาทานที่เรายังจับไม่ชัด ใช่มั้ย

พ่อท่าน เป็นอัตตาที่สร้างขึ้น

คนถาม อัตตาที่เราสร้างขึ้น ยังจับไม่ชัด

พ่อท่าน ใช่ รูปมยอัตตา มโนมยอัตตา อรูปมยอัตตา คืออัตตาทั้งสาม อัตตาที่สร้างขึ้นทั้งนั้น

คนถาม ครับ ถ้าชัดก็เป็นรูปมยอัตตา

พ่อท่าน ใช่ ถ้าชัด ถ้าเป็นรูปที่ถูกรู้โดย ...

คนถาม มันเป็นสภาพที่เรายังมลังเมลือง ญาณของเรา ยังไม่สามารถที่จะเจาะลึกเข้าไปได้

พ่อท่าน ใช่

คนถาม ครับ ถ้าอย่างนี้เข้าใจครับ

พ่อท่าน เออ อรูปก็เรียกว่ามันยังไม่ มันมีสองนัยนะ อรูปนี่บางทีเราจะพยายาม มันเป็นอัตตาแล้วล่ะ แต่เราไม่จำเป็น ที่จะต้องไปปรุง ให้มันเป็นรูปเต็มรูปเลย แค่ใช้นามธรรมประหวัดนิดหน่อย มันก็รู้แล้ว นั่นก็เรียกว่า อรูปได้ แต่มันไม่ใช่อรูปแท้หรอก ที่จริงมันเป็นรูปอย่างยิ่งด้วยซ้ำ แต่ว่าเราไม่ใช้ ความเป็นรูป อย่างยิ่ง ขึ้นมาเต็มรูป แต่เรารู้แล้วละ เราใช้แค่นี้ก็พอ ไอ้อย่างนี้จะเรียกว่า อรูปมยอัตตาก็ได้

สมณะร่มเมือง แสดงว่าพ่อท่านอธิบายอย่างนี้ อรูปนั้นในปัจจุบันจะไม่มีนะครับ เพราะว่า ถ้าเรารู้ ถูกรู้ปุ๊บ ติดรูปไปเลย

พ่อท่าน รู้อรูปก็คือ สิ่งที่ถูกรู้ แต่รู้

สมณะร่มเมือง อรูปในปัจจุบันจะไม่มี พ่อท่านพูดเองนะ อรูปในปัจจุบันจะไม่ พ่อท่านถูกรู้ปุ๊บเป็นรูปไปเลย (คนฟังหัวเราะ) พ่อท่านพูดเองนะว่า อรูปนี่คือตัว รูปมยอัตตา นี่คือตัวถูกรู้ พอถูกรู้ปุ๊บ ก็เป็นรูปไปแล้ว ใช่มั้ยครับ ทีนี้ตัวอรูป คือมันยังไม่รู้

พ่อท่าน ไม่ได้เคยบอกว่ามันไม่รู้เป็นรูป มันยังไม่ชัด พูดเมื่อไหร่ก็ว่ายังไม่ชัด ยังไม่สมบูรณ์

สมณะร่มเมือง พ่อท่านใช้ไม่ชัดใช่มั้ย

คนฟัง พ่อท่านคะ ไม่ถึงรูปจะเป็นแค่ซิกแนลได้มั้ยคะ

พ่อท่าน ก็นี่แหละ ก็สัญญาณการกำหนดนี่แหละ การกำหนดหรือสัญญา ซิกแนลของคุณ ก็คือ สัญญา นี่แหละ การกำหนดลงไปๆ มันยังกำหนดลงไปไม่ชัด เราเรียกว่าอรูป พอกำหนดลงไปชัดมาก กำหนดนั้น ก็คือรูป กำหนดจนกระทั่ง มันเป็นตัวตนขึ้นมาเป็น ที่กำลังทำขึ้นน่ะ ก็เป็นมโนมยอัตตา

คนถาม ผมอยากจะทราบอาการของจิต รูปราคะและอรูปราคะนี่ ไม่ทราบว่า รูปราคะนี่ มันจะเป็นอาการ ที่จิต มันยินดี ยกตัวอย่าง ในเรื่องการนอนนะครับ หรือการนั่งหลับนี่นะครับ มันยินดีที่จะงีบ สักนิดหนึ่ง หรือว่า ยินดีที่จะ ...

พ่อท่าน คุณรู้ชัดมั้ยล่ะ คุณรู้ชัดมั้ยล่ะว่า แหม อร่อยนะ อยาก นั่นแหละ ได้ชัด คุณรู้ชัดมันเลยน่ะ รูปราคะ ถ้ายังไม่ค่อยรู้ชัดเท่าไหร่ คือ อรูปราคะ

คนถาม ไม่จัดอยู่ในกามราคะ ใช่มั้ยครับ จัดอยู่ในอรูปราคะ หรือรูปราคะ

พ่อท่าน ได้ จัดเป็นอรูปราคะได้ หรือแม้แต่เป็นส่วนที่มันเนื่องมาจากตาคือรูป เนื่องมาจากหูคือเสียง เนื่องมาจาก จมูกคือกลิ่น แล้วมันก็เป็นรสชาติที่เรายังอยู่ในภพ อยู่ในจิตใจ มันเป็นกามในภพ มันเป็น กามราคะในภพ แต่ว่ามันไม่หยาบช้า มันก็ต้องอาศัยทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว เมื่อเช้านี้ ยกตัวอย่าง เป็นถึง ขนาดขั้นว่า เป็นเมถุนสังโยชน์ ระดับ ๕ แล้วมันก็ปั้นอยู่ มันเป็นรูปราคะ อรูปราคะได้

คนถาม แต่ถ้าเกิดกามราคะนี่หมายถึง จะต้องเสพทางทวาร ๕

พ่อท่าน มันอาศัยทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย

คนถาม ยกตัวอย่างอาหารก็ถือว่าเป็นกามราคะได้ ใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน อ๋อ กามราคะซิ อ้อ นี่คุณไม่เรียนทางนี้ ที่เราเรียนบทนี้ อาหารนี่ก็เป็นกามราคะ โอ้โห สีน่ากิน โอ้โห รสน่ากิน นี่กามราคะทั้งนั้น

คนถาม อะไรก็ช่างที่ว่ามัน ...(ฟังไม่ชัด)

พ่อท่าน กามราคะจากทวารทั้ง ๕ กามคุณ ๕

คนถาม แล้วก็อรูปราคะละครับ มัน...(ฟังไม่ชัด)

พ่อท่าน อรูปราคะก็คือ สภาพที่มันอ่อนตัวกว่ารูปราคะ

คนถาม อ๋อ มันอาการเดียวกัน แต่มันอ่อน มีนิดๆหน่อยๆ

พ่อท่าน ใช่ มันเหลือน้อยแล้ว เป็นราคะชั้นอ่อน

คนถาม ครับ ขอบคุณครับ

พ่อท่าน รูปราคะ เป็นราคะอย่างจัดกว่า

คนถาม ครับ หมายถึงว่ามันตัดได้ง่ายกว่าใช่มั้ยครับ

พ่อท่าน ใช่ ตัดได้ง่ายกว่ารูปราคะ ก็เบาใจไปได้มากขึ้นละ แต่ก็ไม่ควรประมาททั้งนั้น ควรจะทำให้หมด

คนถาม ควรจะทำให้เนืองๆ ใช่มั้ยครับ

คำถาม ทำอย่างไ รจึงจะกำจัดความรู้สึกที่ว่า "ปฏิบัติธรรมของเรานี้ ได้เพียงแค่รูปแบบ" รู้สึกอย่างนั้น

พ่อท่าน ทำอย่างไรจึงจะกำจัดความรู้สึกอย่างนี้ ก็คุณเอง คุณก็ต้องหาความจริงซิ ดูความจริงของเราว่า จริงหรือ ที่เราปฏิบัติธรรมของเรานี้ มันได้แค่รูปแบบเท่านั้นน่ะ เมื่อคุณเอง คุณตรวจจริงๆ ด้วยความจริง ที่คุณปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่หรอก รูปแบบเราก็ได้ สิ่งจริง สภาวะธรรมเราก็ได้ เมื่อคุณเห็นจริง รู้ความจริง มีญาณ อ่านรู้เลยว่า ความจริง เราไม่ใช่ได้แต่แค่รูปแบบ เรามีผลทางใจ มีมรรค มีผลจริงด้วย เมื่อนั้น คุณก็จะหมด ความรู้สึกที่ว่านี่

คนฟัง เขายังไม่ชัดในสภาวะ

พ่อท่าน ใช่ คุณยังไม่ชัดในสภาวะคุณ ว่าได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น จะต้องพยายาม ให้เห็นความจริง ตามความเป็นจริง คือเกิดญาณ หรือเกิดอธิปัญญา เกิดปัญญาอันนั้นให้ชัด เมื่อได้ปัญญาอันนั้นมาชัด เมื่อได้สภาพ ความจริงอันนั้นมาชัด ความที่รู้สึกว่า แหม เราได้แต่รูปแบบก็จะหายไป เพราะคุณเห็นจริง รู้จริง มีจริง มั่นใจขึ้นมาได้ โอ๊ ถามสำคัญเหมือนกันนะ

คนฟัง มั่นใจตลอดชีวิต

พ่อท่าน โอ๋ย ถ้ามั่นใจตลอดชีวิต ถ้าเห็นจริง ของจริงแล้วมันมั่นใจ ไอ้ที่ของจริงนี่ มั่นใจตลอดชีวิต อย่าง อาตมานี่ ยากที่จะเปลี่ยน เขาหาว่าดื้อด้าน โพธิรักษ์นี่ดื้อด้าน

คนถาม ...(ฟังไม่ชัด)

พ่อท่าน อาตมาบอก เข้าใจเสียใหม่ คำว่าดื้อด้านนั้น ใช้กับบุคคลอื่นนั้นเหมาะ แต่ใช้กับโพธิรักษ์ไม่เหมาะ เพราะมันไม่จริง ขอยืนหยัด อันนี้เป็นสภาพความยืนหยัด ไม่ใช่ดื้อด้าน ความหมายนี้ พวกเราจะเข้าใจ ได้ดีนะ คนอื่นเขาทำความเข้าใจให้ดี ก็น่าจะเข้าใจได้บ้าง แต่ถ้าเผื่อว่า เขาไม่มีสภาพยืนหยัดนะ และ เขาเข้าใจว่า ดื้อด้านๆ ก็แสดงว่าเขาเอง มีแต่ความดื้อด้าน เขายังไม่เคยมีความยืนหยัด เอ้า จริง เขาจะยัง ไม่เกิด ญาณปัญญาเลยว่า อ๋อ ยืนหยัด มันต่างกว่าดื้อด้าน เพราะเขายังไม่เคยมีเลย ยืนหยัด คืออะไร ดีไม่ดี จะเหลาะแหละเอาด้วย หลบ ไม่แน่นอน ไม่มั่นคงเอาด้วย เพราะไม่มีสภาพยืนหยัด เขาจะเข้าใจไม่ได้ และเพราะเขาไม่มี เขาไม่รู้จริงๆ จะรู้ความหมายเท่านั้นก็รู้แต่ความหมาย ถ้าเมื่อเขาไม่มี ความจริง เขาก็จะ ไม่เกิดความมั่นใจ ในคำยืนหยัด ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นแน่นอน เขาย่อมไม่เชื่อถือว่า ใครจะยืนหยัดได้ กูยังไม่รู้เรื่องเลย และกูก็ยังไม่รู้ กูเห็นแต่ตัวดื้อด้านอย่างเดียว มันจะเป็นอย่างนั้น จริงๆนะ

คำถาม ดิฉันเคยได้ยินว่าเด็กที่เกิดมาทุกวันนี้เป็นสัตว์นรกมาเกิด (สัตว์นรกที่ว่านี้กายเป็นมนุษย์ใจเป็นสัตว์) ดิฉัน เข้าใจอย่างนี้ ไม่ทราบว่า ถูกหรือผิดคะ

พ่อท่าน ที่จริงแล้วนี่นะ นรกมีหลายชั้นเหลือเกิน นรกนี่มีหลายชั้นมากมาย ถึงบอกคนมาเกิดทุกวันนี้ ก็แน่นอนแหละ พระโพธิสัตว์มาเกิด ก็ต้องถือว่าเป็นสัตว์นรก มาได้ทั้งนั้นแหละ แม้แต่โสดาบัน ก็มีนรก ของโสดาบัน สกิทาคามีก็มีนรกของสกิทาคามี อนาคามีก็มีนรกของอนาคามี คือความยัง ไม่สมบูรณ์ คือ ความยังต่ำอยู่ ยังไม่สุดยอด เราถือว่า อรหันต์เท่านั้นสุดยอด เพราะฉะนั้น นรกของแต่ระดับขั้น มันมีหมด

เพราะฉะนั้น ผู้มาเกิดจริงๆ ยังไม่ใช่ระดับสูงเป็นพระโพธิสัตว์ดังกล่าวแล้ว หรือ เป็นพระอรหันต์ที่สูง โพธิสัตว์ ระดับอรหันต์ขึ้นไป เกิดมามีนรกมาพร้อมกันทั้งหมด ทีนี้ยิ่งไม่ใช่อริยะเลย เกิดมาแล้วไม่มีนรก ยังไงใช่มั้ย ไม่ใช่อริยะมาเกิด มันมาพร้อมกับนรกทุกคน อยู่ที่ว่านรกนั้น จะหยาบกันเท่าไหร่ เท่านั้น และ ถ้าว่ากันจริงแล้ว แม้แต่เดาๆนะ พวกเราก็จะเดาได้ด้วยว่า โอ้โฮ คนมาเกิดสมัยนี้น่ะ มันมีแต่นรกต่ำๆ นรกหยาบๆ ผีนรก ประเภทที่เรียกว่า ไม่รู้ขุดมาจากขุมไหนมาเกิดได้เยอะด้วยจริงๆ จะเห็นได้ พฤติกรรม ของมัน เป็นจริงอย่างนั้น จะโทษสัตว์นรกมาเกิดทางเดียวก็ไม่ได้ ส่วนเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งแวดล้อม มันก็เต็มไปด้วยนรก สัตว์นรกที่มาเกิดก่อน แล้วก็เป็นอำนาจที่ครองโลกอยู่ เป็นสิ่งแวดล้อม เป็นอิทธิพล อยู่จริงด้วย เพราะฉะนั้น เด็กมาเกิดทีหลัง แม้จะเป็นสัตว์นรกตัวที่ไม่โตนัก ไม่แก่นัก ไม่จัดนัก ไม่ร้ายนัก พอมาเจอ สิ่งแวดล้อม อิทธิพลเหล่านี้ก็ครอบงำ ก็กลายเป็นสัตว์นรกพันธุ์เดียวกันไปได้ อันนี้เรื่องจริงนะ เรื่องจริง

คำถาม เด็กที่เกิดมาอยู่ที่บ้านพักคนพิการ พวกนี้เขาได้ร่างมนุษย์ แต่จิตใจเป็นสัตว์ เพราะชีวิตวันๆ เขามีแต่กิน แล้วก็นอน ไม่ทราบว่า ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่า

พ่อท่าน มันก็ถูกนะ มันเป็นวิบากของเขา มันก็เหมือนสัตว์นรกชนิดหนึ่ง ที่เห็นได้เลยว่า เอ๊ ถ้าเป็นคนอย่างนี้ ไม่ประเสริฐหรอก มันพิการ แล้วมันก็ทำอะไรไม่ได้ กินๆนอนๆ ดีไม่ดีก็ทำอะไรเด๋อๆ ด๋าๆ อย่างที่เป็น อะไร ก็ทำอย่างนั้น ไม่ได้เต็มเต็ง มันก็เป็นไปได้นะ

คำถาม ทำอย่างไรคะ ถึงจะมีปีติอยู่ตลอดเวลา

พ่อท่าน ที่จริงดีนะ ถามดี ทำอย่างไร จึงจะมีปีติอยู่ตลอด เข้าใจปีติให้ได้ ตัวปีตินี่ เป็นตัวที่อาตมา เคยอธิบายว่า ปีตินี่มันหมายความว่าตัวได้ดี พอได้ดีแล้ว มันก็จะเกิดอารมณ์กิเลสอีกอันหนึ่ง เรียกว่า ปีติ ในภาษาบาลี เรียกอีกอันว่าปีติ พอมีปีติ อาการดี สิ่งที่ดี คุณธรรมที่ดีขึ้นมา แล้วมันก็จะมีอารมณ์ยินดี หรือว่า หลงชอบ หรือว่าฟูใจในสิ่งที่ได้ดีนั้นซ้อน เรียกอันนี้ว่า อุปกิเลส หรือ วิปัสสนูปกิเลส ซ้อนขึ้นไป จากสิ่งที่ได้ดีนี้ อีกทีหนึ่ง

ทีนี้ได้ดีนี่ ได้ดีจริงมั้ย ถ้าเราได้ดี ได้ความเจริญนี้ และคุณจะมีภาวะชอบใจ ฟูใจบ้างกับสิ่งที่ได้ดีนี้ อาตมา ก็เคยบอกว่า เอาเถอะอาศัยมันบ้าง มันจะมีกำลังที่จะทำดีต่อไปอีก มันก็ดี มันช่วย แต่ถ้ารู้โดยหลักการว่า ถึงแม้จะไปมี สิ่งที่ฟูใจนี่ มันก็กลายเป็นปีติ หรือ ปีติวิสัย ปีติวิสัยนี่มันกิเลสนะ เป็นอุปกิเลส เป็นปีติวิสัยที่ ถ้ามีมาก มันก็โตได้อีกเหมือนกัน โตจนกระทั่งกลายเป็นอุเพงคาปีติ เป็นโอทกันตปีติ เป็นปีติ ที่มันหนักเข้า ก็ยึกๆ ยักๆ ร้องห่มร้องไห้ กระโดดโลดเต้น เขาบอกว่า มันเหาะเหอะอะไรต่ออะไรด้วย ก็แล้วแต่ ซึ่งกิริยา มันแรง แล้วมันผลักดันให้เกิดมา มันไม่ปกติแล้ว มันออกมาทางกาย ปะทุออกมาทางข้างในบ้าง จนกระทั่ง ถึงทางกายบ้าง ซึ่งมันหยาบ มันแรง มันมากไป ไม่สมควร เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะมีอยู่แค่ ผรณาปีติ มีแค่ซ่าน อยู่ในตัว มันก็น่าจะพอได้ ส่วนในลักษณะอื่นนั้นที่ ขุททกาปีติ หรือว่าปีติตามพวก ตามขั้น อะไรพวกนี้ ขณิกปีติอะไร ธรรมดา มันก็เป็นได้ตามค่าของขุททกะ ค่าของขณิกะ อันหนึ่งเอาเวลากำหนด อันเอาตัวปริมาณ หรือคุณภาพ มันเป็นตัวกำหนด เรียกว่า ขุททกาปีติ หรือว่า ขณิกาปีติ นี่ก็ตามแต่เถอะ อันนั้น มันก็มีได้ ส่วนไอ้ที่ว่านี่มันแรงมันมากเกินไป โอกกันติกา หรือว่า อุพเพงคา มันไม่ดี มันควรจะลด

คนฟัง แก้ยังไง บางคนปีติจนกินข้าวไม่ได้

พ่อท่าน นั่นแหละ มันมากไปไง มันเลยไป นี่เราต้องรู้ แล้วลดมันบ้าง ลดมันเถอะ ให้มันเป็นแค่ ผรณาปีติ คือ ปีติที่มันมีอาการเบา อาการซ่านอยู่ในใจ อาศัย เรามีปีติเรายินดีในสิ่งที่ได้ดีก็ตาม ใครได้ดีๆ อันนี้ไป บ่อยๆๆๆ มากๆ นานๆ เข้าก็จะชินชาเอง โดยสภาพธรรมชาติ มันก็จะเป็นการลด อยู่ในตัวของมันด้วย แต่ถ้าเรารู้ เราลดลงไป โดยที่เราลดอย่างรู้ๆ ด้วยว่า ไม่เสียกำลัง ไม่เสียวิริยะ ไม่เสียความเพียร เมื่อได้ดีแล้ว ก็ทำดี อย่างแข็งแรง อย่างอุตสาหะ หรือ อย่างวิริยะ หรืออย่างปกติ อย่างเดินหน้าด้วยซ้ำ ถ้าคุณลด กิเลส ตัวนั้น ที่ลึกซึ้งละเอียดซ้อนอยู่ คุณลดได้ๆๆ ไม่ต้องไปมีใจฟู อย่างนั้นหรอก ไม่ต้องไปมี อุปกิเลส อย่างนั้น ด้วยได้ มันก็ตรงตัว ซึ่งเป็นภาวะที่ลึกซึ้ง เป็นภาวะของพระอริยะชั้นสูง ที่ท่านสภาพพวกนี้ออก แล้วลด สภาพพวกนี้ลงได้ดี จนไม่ต้องอาศัยสภาพ อุปกิเลสนี้เป็นตัวผลักดัน ให้เราเอง ปฏิบัติที่ได้ดี ที่แข็งแรง ที่ดี ที่ประเสริฐ ที่ดี ที่ไปได้ตลอด อันนั้นก็เป็นเรื่องเจริญ อันนั้นก็เป็นเรื่อง ที่ดีมาก ซึ่งถ้าเผื่อว่า มันยังทำไม่ได้ ก็เพราะเรายังไม่มีญาณที่ดี ยังไม่มีความสามารถ ที่จะไปได้ ถึงขนาดนั้น ก็ไม่ต้องไปกังวลนัก ทีนี้อยาก จะได้ปีติ อย่างนี้มากๆ คุณก็ต้องเรียนรู้ แล้วฝึกให้มันเกิด ให้มันเป็น มันมี ถ้ามันไม่รู้ไม่อะไรเลย มันก็จะ ไปได้ยังไง จริงๆแล้ว ควรจะต้อง มีความเบิกบาน ปีตินี่ก็มาหา ภาษาไทย แปลว่า ยินดี เหมือนกับ ฉันทะ เป็นความเบิกบาน ร่าเริง ยินดี มันสดชื่น จะแปลว่า สดชื่นก็ได้ จะแปลว่า ความพอใจก็ได้ มันก็พอใจ เป็นคน มีความพอใจ หรือมีความเบิกบาน มีความสดชื่น มีความยินดีนะ มันก็ดี คนมีความไม่ยินดี หน้าหงิก หน้างอ มันได้เรื่องอะไร หรือไม่ก็เฉื่อยๆ เฉยๆ จืดๆ มันจะไปได้เรื่องอะไร ดูแล้วก็ แหม ไอ้คนนี้นี่ ไม่ตาย ก็เท่ากับตาย นอกจากไม่ตายแล้ว ก็เหมือนผีโขมด (คนฟังหัวเราะ) ดูแล้วก็น่ากลัว จะกัดอยู่เรื่อย

คนฟัง สงบ หน้าเฉยๆสงบ

พ่อท่าน หน้าเฉยๆสงบเหรอ นี่แหละตรงนี้แหละ เข้าใจคำว่าสงบได้หรือไม่ได้ ไอ้นั่นมันเป็นความนิ่ง เป็นความจืด เป็นความเฉื่อย เพราะฉะนั้น ในความหมายคำว่าสงบ ที่มาแปลเป็นภาษาไทยนี่ มันไม่ใช่ สงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนี้ สงบคือ กิเลสมันไม่มีฤทธิ์ ยิ่งกิเลสไม่มีฤทธิ์ คนยิ่งมีประสิทธิภาพ ยิ่งเร็ว ยิ่งคล่อง ยิ่งชำนาญ ยิ่งดูตัวอิทธิบาทเจริญสมบูรณ์ ยิ่งเป็นสมณะ สมณะแปลว่า ผู้สงบนะ เพราะฉะนั้น ถ้าสงบอย่างสมณะ จริงๆ ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ต้องได้นะ คนเรา อะไรไม่มีเกินมนุษย์หรอก มนุษย์นี่แหละ ทำได้ ถ้ามนุษย์ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าโกหกเรา จริงมั้ย

คำถาม อีกกี่พันปี พ่อท่านจึงจะเป็นพระพุทธเจ้าครับ

พ่อท่าน โอ้โฮ (คนฟังหัวเราะ) คำถามนี้ไม่มีคำตอบ อาตมาไม่รู้จริงๆ จริงๆ และจริงๆไม่รู้ จริงๆไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ไม่ได้ตอบเล่นลิ้น ไม่ได้โกหก ด้วยความจริงใจ ไม่รู้จริงๆ ถามสิ่งนี้ตอบได้จริงๆเลยว่า ตอบได้อย่างถูกต้อง เลยว่า อาตมาตอบไม่ผิด คือยังไม่รู้จริงๆ ไม่รู้ โอ้โฮ ถามจริงๆเลยนะ อีกกี่พันปี จะได้เป็นพระพุทธเจ้า แหม จริงๆ อาตมาก็น่าอย่าจะรู้นะ เออ มันจะรู้ได้รึเปล่าหว่า มันรู้ไม่ได้หรอก มันจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ มันใกล้แล้วก็ มันมีอะไร อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า ถ้าเราใกล้นี่ เราจะประเมินได้ แล้วเราจะมีประมาณได้เลย อ๊อ อีกไม่กี่ก้าว อีกไม่ไกลเท่าไหร่ อีกเท่านี้ได้ มันมั่นใจด้วยนะ เมื่อขนาดนั้นจะตอบได้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ไม่รู้จริงๆ ยังตอบ ไม่ได้ บอกได้อย่างเดียวเลยว่า (พ่อท่านหัวเราะ) อีกสองพันห้าร้อยปีนี่ ยังไม่ได้เป็นน่ะ (คนฟังหัวเราะ) นี่เดาเอา เอาง่ายๆ เอาหลักเกณฑ์ของ พระพุทธศาสนายังไม่หมด และผมก็ไม่ใช่ พระศรีอาริยเมตไตย (พ่อท่านหัวเราะ) เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วง (พ่อท่านหัวเราะ) อีกสองพันห้าร้อยปี ยังไม่ได้เป็น เออ ตอบอย่างนี้ได้ เป็นคำตอบอันหนึ่งเหมือนกัน

คำถาม (ต่อ) มีผีอยู่ตัวหนึ่ง คือความง่วง ทำอย่างไรดีคะ เพราะว่าเวลาง่วงแล้ว จิตใจไม่โล่งโปร่งใสเลย ขอวิธี ปราบผีด้วย

พ่อท่าน อ๋อ ตรงนี้ต้องสาธยาย นอกนั้นตอบคำถามมาตามลำดับแล้วนะ ความง่วงทำอย่างไรดี ฆ่ามัน ทำลายมัน วิธีปราบ พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะไว้ อาตมาก็เอามาอธิบายซ้ำ มันมีมากกว่านั้นได้ ก็พิสดาร ไม่มากเท่าพระพุทธเจ้าหรอก ท่านตรัสไว้ครบแล้วนะ ความง่วงที่มันเป็นปรมัตถ์ แล้วเราจะแก้ ด้วยปรมัตถ์ จริงๆก็คือ ทำใจให้ใส่ใจยิ่งๆ ในสิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่นั้น เราต้องใส่ใจ ในสิ่งที่กำลัง กระทำ อยู่นั้น นี่เป็นข้อที่หนึ่งเลย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระโมคคัลลา จะแก้ความง่วง นอกนั้น ก็ค่อยๆ หาเรื่องบางๆ ไป โอ้โห เปิดตำรามาให้เลยนี่ เห็นมั้ย ง่ายดีมั้ย (พ่อท่านหัวเราะ) อานนท์สมัยใหม่ (คนฟัง หัวเราะ) เป็นปึ๊งเลยสบาย มีสัญญาอย่างใดอยู่ มีอะไรที่งานหรือกิจหรืออะไร ที่เรากำหนดอยู่ ในขณะที่ง่วง พึงมนสิการถึงสัญญานั้นให้มาก ก็คือกำหนดลงไปในอันนั้นให้มาก เอาใจใส่กับสิ่งนั้นให้มาก กำหนด สัญญา ระลึกร่วม ทำกับอันนั้นให้มาก มีสัญญาอย่างใดอยู่ มีการกำหนดรู้ หรือว่า กำลังทำอะไรอยู่ ในขณะ ที่ง่วง พึงมนสิการทำใจนี่ ให้มันเข้าไปเอาใจใส่ ทำ concentration กับอันนั้น ให้มากที่สุดนะ ภาษาไทย เรามาแปลว่า สมาธิ กลับพาเข้าใจยากนะ แต่ที่จริงก็คือ เอาใจใส่ ใส่ใจกับอันนั้น ตั้งใจ ให้มีสติ ให้มี สัมปชัญญะ ให้มีปัญญา และที่จริง ให้อิทธิบาทกับอันนั้นน่ะ สำคัญหมด ให้มีการยินดี ให้มีการเพียร ที่ทำเข้าไป กับอันนั้น แล้วก็ให้เอาใจใส่ จิตตะ ตัวที่กำลังอธิบายนี่ คือตัวจิตตะ เอาใจใส่กับอันนั้น ให้ชัดๆ แล้วก็พิจารณา ดูแลอ่านเรื่องราว ให้มันสนุกสนานกับเรื่องนั้นให้ได้ว่า มันดีนะ เรื่องนี้สนุก เรื่องนี้เป็นรส เป็นธรรมรส เรื่องนี้เป็นผลดี เป็นอะไรดี เห็นความดีของมันให้สมบูรณ์แบบ

๒) ถ้าง่วงอยู่พึงตรึกตรองถึงธรรมะตามที่ได้สดับมา หรือได้เล่าเรียนมาแล้ว อันนี้ให้ตรึกตรองตาม อันนั้น เอาใจใส่ อันนี้ให้ตามเรื่องไป กับเรื่องให้ดีๆๆ นี่ถ้าอันนี้เป็นเรื่องของปรมัตถ์ทั้งนั้น เป็นเรื่องของ ทำใจในใจ ทั้งนั้นนะ

๓) ถ้าง่วงอยู่พึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา หรือได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร สาธยายธรรมตาม ก็หมายความว่า เราก็ท่องทวน ทวนตามท่านไป เดี๋ยวนี้ก็พวกเรานี่ แก้ด้วยวิธีการเขียนตามท่านไป จดตาม ท่านไป นี่มันก็คือ การสาธยาย แต่สาธยายนี่ เราไม่ได้พูดออกมา สาธยายนี่คือ ท่องทวนๆ ทวนตามๆ นี่ตามรูปไปเรื่อยๆนะ มันจะหยาบขึ้น แต่เอาใจใส่นี่ มันละเอียดขึ้น แล้วก็สูงสุด พยายามที่จะตรึกตรองตาม นี่ก็ชักอ่อน ลงมานิดหนึ่ง ทีนี้มาเป็นรูปขึ้นไป สาธยายตามก็คือ ท่องทวนตาม ทบทวน ท่านบอกว่า อย่างนี้ เราก็พูดตาม แต่อย่าพูดดังนะ มันหนวกหูคนอื่น (คนฟังหัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้อาตมาบอกแล้วว่า เขียนนี่แหละ ทวนตามนี่ มันเหมือนสาธยาย สมัยก่อน มันไม่มีการเขียนบันทึกอะไรมาก แต่สมัยนี้ เราใช้กันมากอยู่ ข้อนี้ ผมพยายามเขียนตาม หนักเข้ามันง่วงๆมากนี่ เขียนตาม มันเป็นตัวไส้เดือน (คนฟังหัวเราะ) มันไม่เป็นตัวนะ มาอ่านอีกทีแล้ว นอกจากจะเป็นไส้เดือนแล้ว ยังไม่เป็นภาษาด้วย (คนฟังหัวเราะ) อ่านภาษาแล้ว ขำเลยนะ ขำเลย บอกมันบันทึกอะไรว้า กูนี่ โอ้โห นี่มันง่วงจัดแล้ว มันจริง แต่ก็ทำพยายามก็แล้วกัน เป็นวิธีแก้ ที่เป็นรูปธรรม อย่างหนึ่ง

๔) ถ้าง่วงอยู่ให้ยอนหู เอาอะไรยอนหู มันไม่ตื่นก็ให้มันรู้กันไปนะ

๕) ถ้ายังง่วงอยู่ให้ลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างหน้า เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว คือให้มีอิริยาบถต่างๆ แม้ที่สุด เอาน้ำล้างหน้า หรือทำอะไรก็ต้องแก้ไข

๖) ถ้ายังง่วงอยู่ พึงทำในใจถึง อโลกสัญญา ตั้งความสำคัญว่าเป็นกลางวัน หมายความว่า อันนี้เราให้นั่ง หลับตาแล้ว นั่งหลับตาแล้ว ก็ทำอโลกสัญญา ก็คือให้สร้างสมาธิ ปั้นเป็นสว่าง สว่างตื่น อันนี้กลับไป ในทาง นามธรรมแล้ว ให้ทำจิตสว่างๆๆๆๆ สมัยก่อนนี้ เขามีเจโตสมถะกันเยอะ สมัยนี้อาตมาว่า พวกเรานี่ ก็น้อยคนนะ จะทำยังนี้ได้ แต่ทำได้ก็ทำอโลกสัญญา

๗) ถ้ายังง่วงอยู่พึงอธิษฐานจงกรม เดินกลับไปกลับมา ออกไปเดินมันเลย เดินไปเดินมา มันจะหลับ ก็ให้ มันรู้ไป แต่พวกเราถึงนะ เดินบิณฑบาตยังหลับได้เลย (คนฟังหัวเราะ) ไม่เชื่อถามท่านดินดีดู (คนฟัง หัวเราะ) ท่านเคยบอก จริงมั้ย ระวังเถอะ ระวังรถเขาพัง (คนฟังหัวเราะ) อ้าว ก็เดินไปชนรถเขา เดี๋ยวรถเขา พังหมด รถยนต์รถเยินเขาบู้บี้หมด หลับตาระวัง (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) อ้าว ฌาณ มันแข็งแกร่ง แข็งแรง รถรามันก็พังได้ พลังจิตมันสูง ระวัง กลัวจริงเลย กลัวเกิดเหตุการณ์นั้น แล้วเรารับรอง ดังสนั่น ทั่วโลกเลย บอกว่านี่ โอ้โฮ พระกรรมฐานท่านเดินนี่นะ โอ้โฮ ฌาณแข็งแกร่งเดินไปชนกับรถ รถพังเลย บู้หมดเลย ท่านค่อยรู้สึกตัวออกมาจากฌานแล้วก็บอก โอ ขออภัยนะ ที่ชนรถท่านพัง (คนฟังหัวเราะ) รับรอง ดังสนั่นทั่วโลกเลย (พ่อท่านหัวเราะ) กลัวจะไม่มีกระดูกให้เผาซิ (คนฟัง และ พ่อท่านหัวเราะ) มันแหลกเลย หากระดูกมาเผาก็ยากเลย ระวังเถอะ เดินหลับๆ (พ่อท่านหัวเราะ)

๘) ถ้ายังง่วงอยู่พึงสำเร็จสีหไสยาสน์ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) คือตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายให้อันจะลุก พอตื่นแล้วก็พึงรีบลุกขึ้นด้วย เพื่อตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบ ความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการเคลิ้มหลับ หมายความว่า สุดทางแล้ว (คนฟัง หัวเราะ) นอนเสียเถอะลูกเอ๊ย (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) มันไม่ไหวแล้ว ทำยังไงก็ไม่ไหว นอน แต่ต้องนอน ให้มีสติ ตะแคงขวากำหนดสติเวลาลุก กำหนดให้เวลาลุก เวลาตื่น เวลาลุกขึ้นมาแล้ว ก็อย่าไปอ้อยอิ่ง อย่าไปหลงประกอบความสุขในการนอน ในความเอน ในความเคลิ้ม พยายามสลัด ให้มันตื่น ก็ตื่น อย่างสดใส ตื่นอย่างแจ่มสว่าง ก็ตอบ เอาของพระพุทธเจ้ามาตอบเลย ขอบคุณพระอานนท์ (พ่อท่าน และ คนฟังหัวเราะ)

คำถาม กระผมอยากจะให้พ่อท่านช่วยแนะนำทางการวางตัว หรือการปฏิบัติตนเกี่ยวกับพิธีกรรม หรือ ยัญพิธี ต่างๆ ของศาสนากระแสหลัก เช่น งานกฐิน ผ้าป่า การอุทิศส่วนกุศล ฯลฯ ซึ่งในฐานะที่เรา ชาวอโศก เห็นว่า พิธีการต่างๆเหล่านี้ ผิดเพี้ยนไปมาก แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่กับสังคมหมู่กลุ่ม ตามกระแสหลัก อยู่ ซึ่งบางครั้ง มันก็ขัดกับความรู้สึกเรามาก แต่ก็จำใจต้องทำ ทำอย่างไร จึงจะหาหนทางออกที่ด ีแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น

พ่อท่าน ก็ตอบเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า เรื่องนี้ก็ต้องใช้ปฏิภาณ แล้วก็ต้องใช้ความเฉลียวฉลาด ที่จะมีศิลปวิทยา ที่จะปฏิเสธ ปฏิเสธเขา หรือถ้ามันจำนน มันสุดวิสัย เราก็ยอมเขาบ้าง แล้วก็อย่าให้เขาเข้าใจผิด ว่าเราเห็นดี เห็นด้วย หมายความว่า อู๋ย เราชอบใจเหลือเกิน ทำอย่างนี้มัน แหม น่าส่งเสริม น่าสนับสนุน นี่อย่าให้ เขาเห็น ถ้าจะให้เขารู้สึกได้ว่า เราเสียไม่ได้ จะเป็นศิลปะที่ดีพอได้ แต่อย่าให้เขาต้องถึง ขนาดว่า ไอ้นี่มัน แหม มันไม่เต็มใจ อะไรมากมายเกินไป อาตมาก็ไม่รู้จะบอก ขีดเขตของความพอเหมาะ ขนาดไหน ดีนะ

คำถาม ดิฉันเป็นผู้มาปฏิบัติธรรมใหม่ และอยากทราบประวัติ ความเป็นมาของพ่อท่าน จะได้มั้ยคะ

พ่อท่าน ได้ โปรดไปอ่านเอาที่หนังสือ (คนฟังหัวเราะ) มันไม่มีเวลา ขออภัยจริงๆ ไม่ขัดข้อง ทราบได้ อ่านหนังสือ สัจจะชีวิต อ่านสัจจะชีวิตของพระโพธิรักษ์ มีไว้ ท่านวิริยพาโณจะมีเหลือให้รึเปล่าไม่รู้ องค์นี้ ท่านทำไว้ ตอนนั้น รู้สึกว่าท่านจะยังมีอยู่ ที่อาตมาเอง ก็แทบจะไม่มีแล้ว ที่สันติอโศกพอมี ว่างั้น

คำถาม การที่เราให้การรักษาพยาบาลคนไข้ที่หมดหวังที่จะหายได้ เป็นการยืดระยะเวลาทรมาน ของเขา ให้ยาวไกล ออกไปอีก จะเป็นบุญหรือบาปคะ

พ่อท่าน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ลำบากที่จะตอบมากเลยนะ คือทุกวันนี้นี่ วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ เจริญ ยิ่งซวย ยิ่งทุกข์ร้อน ยิ่งบาป มันทรมานทั้งคนป่วย ซึ่งสมควรที่จะดับขันธ์ เพราะว่า อยู่ไปก็ไม่ได้ดีกว่าเก่า เท่าไหร่หรอก ทรมาน แล้วก็เป็นภาระ ให้แก่ผู้อยู่ ทีนี้เราจะไปบอกว่า ปล่อยๆ ให้ตายเสีย มันก็พูดกันไม่ได้ แหม มันคาคอที่สุดเลย เรื่องนี้นี่ วิทยาศาสตร์การแพทย์นี่ จึงเป็นวิทยาศาสตร์ ที่ยิ่งเจริญ ยิ่งทรมาน ทั้งคนเจ็บ และคนที่เป็นภาระ แต่เขาบอกว่าวิทยาศาสตร์เจริญ นี่แหละคือ ความเกินความพอดี เพราะฉะนั้น จะฉลาด จะเก่งทางการแพทย์มากๆๆๆ โดยโวหาร หรือโดยโลก เขาบอกว่า เอ้า ก็เก่ง การแพทย์นี่ ขนาดเป็นมนุษย์เพื่อนก็เลี้ยงต่อไปๆ อะไรต่ออะไรได้เลย ทั้งๆที่ สมควรจะตาย นานแล้ว ก็ยังเป็นภาระ ทรมานไป อยู่งั้นแหละ แล้วก็นึกว่า นี่คือเป็นการแสดงน้ำใจ อ้างอย่างนี้ มันก็คาคอแล้ว มันก็จริงนะ เป็นการแสดงน้ำใจก็จริง แต่ว่า แหม มันคุ้มกันหรือไม่ อาตมาพูดไปแล้ว ก็เสียอีกเหมือนกัน ไม่ค่อยดี อาตมาถึงบอกว่า เราไม่เข้าใจมัชฌิมาตรงนี้อยู่จริงๆ มันไม่พอเหมาะพอดีเลย เพราะฉะนั้น พวกเราเข้าใจอันนี้ให้ดีแล้ว ก็ไม่พึงพูด เพราะพูดแล้วไม่ดี แต่รู้กันให้ดีว่า มัชฌิมาควรเป็นเท่านี้
เพราะฉะนั้น พวกเราจะเห็นเลยว่า เออ อันนี้สมควร นั่นล่ะพอเหมาะ แหม แต่แค่อาตมาจะพูดว่า สมควรตาย มันก็ไม่ค่อยเข้าท่าเลย ฟังแล้วมันก็ไม่เข้าท่า ภาษาไม่ดีเลย ใช่มั้ย แต่เรารู้กันแล้วว่า ออ มันสมควรแล้ว สมควรแก่กาละ

คำถาม นักธรณีวิทยา คำนวณอายุของโลกไว้ว่า เท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆแล้ว โลกนี้มีอายุมากกว่า ที่พวกเขา คาดกันไว้ หรือไม่

พ่อท่าน เรื่องคำนวณอายุโลกนี่ เดากันไปด้วยเหตุปัจจัยไปอย่างนั้นเอง อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีใคร คำนวณ ถูกหรอก เท่านั้นล้านปี เท่านี้ล้านปี ทำเก๋ไปเรื่อย แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ไม่รู้ เพราะคำนวณไว้ ตอนนี้ ก็มันตั้งคำนวณไว้ล้านปี คนตามมารุ่นหลัง ตั้งอีกกี่พันปี กี่หมื่นปี หลักฐานพวกนี้ หายไปแล้ว ก็ว่ากัน ต่อไปใหม่ๆๆ ทำโก้ทำเก๋ไปงั้นแหละ อย่าไปคำนวณเลย ไปคำนวณอะไรกันนัก กันหนา โลกมันจะอยู่กี่ปี กี่พันปีบรรลัย ก็ช่างมันเถอะ เรานี่ทำของเราให้ดี ก็แล้วกัน

คำถาม และสังสารวัฏของเราคนหนึ่ง เกิดเวียนอยู่บนโลกนี้ใบเดียวเท่านั้น หรือไปเกิด บนโลกใบอื่นอีก

พ่อท่าน คนเรามันวน สังสารวัฏนี่มากมายนัก ยาวกว่าโลกลูกหนึ่งแตกไปอีกหลายลูก สังสารวัฏของคน เพราะฉะนั้น คำตอบคำนี้ ตอบได้รึยังว่าอยู่ในโลกอื่นอีกมั้ย อย่านึกว่าล้านๆๆๆ ปี ของโลกใบหนึ่งแตกนี่นะ สังสารวัฏนั้น มันยาวกว่านั้นอีก น่ากลัวนะ น่ากลัวจริงๆ สังสารวัฏนี่ยาวมาก ยาวนานมากจริงๆ คุณจะคิด ไม่ออกหรอก ถ้าเผื่อว่าพูดกันไว้ว่า โลกนี้มีพระพุทธเจ้ามากเท่ากับเมล็ดกรวดเมล็ดทราย ในมหานที คุณนับ ได้มั้ย นับเมล็ดกรวดเมล็ดทราย ในมหานทีไม่ได้ นั่นพระพุทธเจ้านะ กี่กัปมหาแสนกัป ที่เป็นพระพุทธเจ้า องค์หนึ่ง ตั้งไม่รู้กี่กัปป์มหากัปป์ ที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง คุณคิดดูซิว่า สังสารวัฏนี้ มันมาก มันมาย ขนาดไหน แล้วพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็ไม่ได้อยู่ในแค่ ... เพราะฉะนั้น พอรู้เวลาเท่านี้ ก็โลกมันแตก ไปตั้ง หลายลูกแล้ว คนที่เกิดเป็นพระพุทธเจ้าได ้ก็ยาวไกลเหมือนกัน คนที่อวิชชาตลอด ไม่โผล่ ไม่ผุดอะไร คงยาวไกล เหมือนๆกัน แต่ยาวไกลอย่างพระพุทธเจ้านั้นวิเศษ ยาวไกลพระพุทธเจ้ามีที่จบ แต่คนยาวไกล ที่ยาวไกลพอๆกับ วาระที่พระพุทธเจ้า ไปได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันนี้ซิน่าสงสาร เพราะยังไม่รู้จะเป็น นรกสวรรค์ ไปอีกนานกี่มหากัปป์ เพราะยังไม่มีทางจะปรินิพพาน น่ากลัว ถามมานี่ ก็ดีเหมือนกันนะ แล้วอาตมา ก็พยายามอธิบายให้ มันยากที่จะคำนึงถึง ยากจะคำนึงถึงนะ แต่ก็คงพอเข้าใจ

คำถาม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต เกิดบนโลกใบนี้ทั้งหมด ใช่หรือไม่

พ่อท่าน (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ใช่ พระพุทธเจ้ามีในโลกอื่นๆ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า แม้แต่ในโลก ใบเดียว กันนี้ พระพุทธเจ้าซ้อนสององค์สามองค์น่ะ เพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้น โลกอื่นๆ ก็ต้องมี พระพุทธเจ้า องค์อื่นๆ ถ้าไม่เช่นนั้น ท่านจะไม่ระบุว่า ในโลกใบเดียวกัน ในโลกใบนี้

คำถาม ๓) การที่เราให้การดูแลพ่อแม่เป็นอย่างดี ท่านก็เป็นกัลยาณชนแต่ไม่ยอมมาอโศก เพราะกลัว ลำบาก อย่างนี้ ชื่อว่า เราจะทำอกุศลกรรม (คือบำรุงบำเรอท่านจนติดสบาย ไม่เห็นโทษภัย ในสังสารวัฏ ไม่คิดจะออก จากโลกนี้) หรือไม่

พ่อท่าน คุณต้องฉลาด ฉลาดให้ท่านรู้สึกว่า เราให้ท่านสบาย ฉลาดที่จะใส่ยาทิพย์ หรืออาหารทิพย์ ไปในขุมขน นี่เป็นสำนวน ทำอย่างไร ที่จะให้ท่านได้ยาบ้าง ยาเพื่อที่สบายนี่แหละ แต่เรามีตัวยา ที่จะขัดเกลา หรือมีตัวยาที่จะให้ท่านได้บ้าง ตรงนี้ต้องใช้ฝีมือ ความสามารถให้ได้ ถ้าได้แล้ว มันก็จะเกิด การเจริญ เจริญๆๆ สักวันหนึ่งก็มาวัด และมีพวกเราทำได้ มีพวกเราทำได้ หลายครอบครัวแล้ว มีทำได้ จนที่สุด พ่อแม่ก็มาได้ มีนะ

คำถาม ๔) การที่เราดึงเครื่องช่วยหายใจ ออกจากคนไข้หมดหวังรายหนึ่ง เพื่อเอาไปช่วยชีวิตคนไข้ ที่อาจ มีหวังรอด ทำให้คนไข้รายแรกตายไป เราจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ฆ่าหรือไม่ และ เราจะบาปหรือไม่

พ่อท่าน สมมุติมานี่หมายความว่า สิ่งที่กำหนดให้คือ มีเครื่องอันเดียว แล้วคนไข้กำลังสองคน ในปัจจุบันนี้ จะตัดสินอย่างไร ถ้าเราไม่ช่วยคนนี้ คนนี้มีหวังรอดรู้อยู่แล้ว คนนี้ไม่มีหวังรอด ถึงให้ใช้เครื่องนี้ ก็ต้องตายแน่ อาตมาว่า คำตอบก็ควรจะต้องถอดไปให้คนที่หวัง ชัดมั้ย จริงมั้ย ถ้าชัดต้องทำอย่างนั้นแน่นอน ใช่มั้ย มันต้อง อย่างนั้นจริงๆ นี่สิ่งที่กำหนดให้ว่าอย่างนี้ ตอบตามสิ่งที่กำหนดให้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ อาตมาว่าโง่นะ ก็รู้อยู่นี่ ตามกำหนดให้บอกว่า รู้แล้วว่าไม่มีหวังรอดคนนี้ คนนี้รู้อยู่จริงๆ ชัดๆเลยว่าหวังรอด แต่เครื่อง มีอันเดียว มันก็ต้องช่วยชีวิตคนที่รอด คนที่ไม่มีหวังรอดทำยังไง นี่อาตมาก็ตอบตามสิ่งที่กำหนดให้นี่ อย่างนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) มันหมดทางแล้วนะ


จัดทำโดย โครงงานถอดเท็ปฯ
ถอดโดย ศิริวัฒนา เสรีรัชต์ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๖
ตรวจทาน ๑ โดย เพียงวัน มั่นรักวงศ์ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๖
พิมพ์โดย ใจธรรม สิทธินาวิน ๙ กันยายน ๒๕๓๖
ตรวจทาน ๒ โดย สม. ปราณี ๑๕ กันยายน ๒๕๓๖
PRINTED โดย อนงค์ศรี เบญจโศภิษฐ์ กันยายน ๒๕๓๖
เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย - คุณพอจริง
เขียนปกโดย พุทธศิลป์