บทที่ ๔
การสร้างปัจเจกชน

การสร้างคน: พัฒนาการทางจิตวิญญาณและวัตถุ
จากมุมมองของศาสนา ผู้เขียนกล่าวว่า “การสร้างคน” หมายถึง การพัฒนาจิตวิญญาณ สมาชิกศีรษะอโศก เปรียบเทียบ พุทธศาสนา กับศาสนาคริสต์ และลงความเห็นว่า ทุกศาสนา มีจุดมุ่งหมาย ที่จะสร้างคน ให้เป็นคนดี อย่างไรก็ตาม แต่ละศาสนา อาจให้คำจำกัดความ “ความดี” ต่างกัน สำหรับ พุทธศาสนา ผู้เขียนเข้าใจว่า ความดี หมายถึง การปฏิบัติตาม มรรคมีองค์ ๘ เพื่อพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา และบุคคลในอุดมคติ คือผู้ที่มี พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และพระอรหันต์ ผู้เขียนยอมรับว่า อาจต้องใช้เวลา หลายช่วงชีวิต จึงจะบรรลุ อุดมคตินี้ได้ ในชีวิตนี้ คนธรรมดาสามัญ ควรประพฤติ ตามแนวทาง ๙ ประการคือ

  1. เลี้ยงง่าย (สุภระ)
  2. บำรุงง่าย (สุโปสะ)
  3. มักน้อย (อัปปิจฉะ)
  4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ )
  5. ขัดเกลา (สัลเลขะ)
  6. มีศีลเคร่ง (ธูตะ)
  7. มีอาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)
  8. ไม่สะสม (อปจยะ)
  9. ขยันหมั่นเพียร (วิริยารัมภะ)

ผู้เขียนกล่าวว่า อโศกได้ถือเอา แนวทางทั้ง ๙ ประการนี้ รวมทั้ง คุณธรรม ที่เขาเห็นสมควร มาปฏิบัติ และเขียนคำเตือน ตัวโต ๆ ไว้ที่ศาลาธรรม เพื่อให้สมาชิก เห็นทั่วกัน เช่น เบิกบาน แจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพสงบ หมดความอยาก สิ้นความเสพย์  นอกจากนี้ อโศกวางหลัก ๕ ประการ สำหรับ ชุมชนบุญนิยม ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ ตัวบุคคลด้วย คือ พึ่งตัวเอง ก่อร่าง และสร้างสรรค์ ทำงานหนัก และอดทน อย่าเอาเปรียบคนอื่น ตั้งใจเสียสละ 

ตามหลักพุทธศาสนา การสร้างตัวบุคคล ต้องเกี่ยวข้อง กับหลักเกณฑ์ ทางวัตถุด้วย ผู้เขียน อ้างนิทาน ของท่านเจ้าคุณ ประยุทธ ปยุตโต เพื่อสนับสนุน ความสัมพันธ์ ระหว่าง จิตวิญญาณ กับวัตถุ

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้า ทรงหยั่งรู้ ว่าชาวนา ผู้ยากจนคนหนึ่ง ซึ่งอาศัย อยู่ในเมือง ที่อยู่ไม่ไกลจาก ที่พระพุทธองค์ประทับ มีความพร้อม ที่จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ ทรงดำเนินไปสู่ที่นั่น เพื่อทรงโปรด ชาวนา ชาวเมือง พากันมาชุมนุม เนืองแน่น เพื่อฟังคำเทศนาด้วย แต่พระพุทธเจ้า ทรงรอ จนชาวนา คนนั้นมาถึง พระพุทธองค์ ทรงไต่ถามชาวนา ได้ความว่า เขาเที่ยวตามหาวัว ตัวที่หายไป จนทั่วป่า และมีความเหนื่อยล้า จนพะยุงกาย แทบไม่อยู่ เพราะไม่ได้ รับประทานอาหาร มาทั้งวัน พระพุทธเจ้า ทรงขอให้คน นำอาหาร มาให้ชายคนนั้น รับประทาน จนเขาอิ่ม พระองค์ จึงเริ่มเทศนา ชาวนาคนนั้น ก็เข้าถึงพระธรรม และได้ตรัสรู้ เป็นพระอรหันต์

พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า ความหิว เป็นเหตุหนึ่ง ของความทุกข์ เมื่อคนถูกครอบงำ ด้วยความเจ็บปวด เพราะความทุกข์ เขาไม่สามารถ เข้าใจคำสอน ทางศาสนาได้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงให้ ชายคนนั้น รับประทาน อาหาร ก่อนฟังธรรม

ดังนั้น การพัฒนาปัจจัย ๔ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค) เป็นรากฐาน ของการพัฒนาจิต ผู้เขียนกล่าวว่า ขณะนี้ ศีรษะอโศก พึ่งตัวเองได้ อย่างมั่นคง สมาชิกไม่ต้องพะวง เรื่องปัจจัย ๔ อีกต่อไป

 

ศีล : วินัย

ศีลเด่น เป็นเอกลักษณ์ของอโศก ผู้ที่อยู่ในชุมชนอโศก จะต้องเคารพศีล เช่น ศีล ๕ สำหรับฆราวาส คือ ๑) ละเว้นจากการฆ่า หรือทำร้ายชีวิต ๒) ละเว้นจากการลักทรัพย์ ๓) ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔) ละเว้นจากการพูดเท็จ หรือใส่ร้ายป้ายสี ๕) ละเว้นจากการใช้สาร ที่ทำให้ความ  รู้สึก ผันแปร ศีลอุโบสถ สำหรับคนวัด เช่นเดียวกับศีล ๕ แต่ข้อ ๓) เปลี่ยนเป็น ละเว้น จากการเสพเมถุน ข้อ ๖) ละเว้นจากการ ตบแต่งร่างกาย ข้อ ๗) ละเว้นจากการ กินอาหาร ในเวลา หลังเที่ยงวัน และ ๘) ละเว้นจากการ ดูการละเล่น และเต้นรำ  ศีล ๑๐ สำหรับ แม่ชี และสามเณร ก็เช่นเดียวกับ ศีลอุโบสถ แต่เพิ่ม ข้อ ๙) ละเว้นจากการ หยิบจับเงิน และ ๑๐) ละเว้นจากการนอน บนเตียงสูง ส่วนพระสงฆ์นั้น ปฏิบัติตามพระวินัย ซึ่งมีข้อกำหนดอยู่ ๒๒๗ ข้อ
              

การถือศีล
ผู้เขียนกล่าวว่า คนทั่วประเทศไทยรู้ว่า ชาวอโศก ถือศีล อย่างเคร่งครัด สิ่งแรก ที่ท้าทาย ผู้ซึ่งอยากปฏิบัติ ตามอโศก คือการปรับตัว เข้ากับอาหาร มังสวิรัติ (ไม่มีเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับสัตว์ รวมทั้ง นม ไข่) คนทั่วไป รู้สึกขัดแย้ง เพราะว่า คนไทยส่วนมาก -รวมทั้งพระสงฆ์- รับประทานเนื้อ ปลา และไข่ เป็นประจำ และปรุงรสอาหาร ด้วยน้ำปลา การที่จะสั่งอาหาร ตามภัตตาคาร “ไม่ใส่เนื้อสัตว์” มักทำให้ คนบริการงง นอกจากนี้ ยังยาก ที่จะหา อาหารมังสวิรัติ ที่มีโปรตีนเพียงพอ การเป็นนัก มังสวิรัติ จึงไม่ใช่สิ่งที่ ทำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ชาวอโศกเห็นว่า การไม่บริโภคเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับสัตว์ เป็นความจำเป็น เพราะว่า การข้องเกี่ยว กับการฆ่าสัตว์ โดยตรง หรือโดยอ้อม เป็นการละเมิด ศีลข้อ ๑ ผู้เขียนกล่าวว่า ชาวศีรษะอโศก จริงจัง กับเรื่องนี้มาก เขาไม่เคย ได้ยินใครบ่น ว่าคิดถึง รสอาหาร เนื้อสัตว์ หรือเห็นใคร แอบกินเนื้อสัตว์ ภายในหรือภายนอก ชุมชนเลย

อุปสรรคเรื่องอาหารมังสวิรัติ จะค่อย ๆ หายไป เมื่อสมาชิก ย้ายเข้ามา อยู่ในชุมชนอโศก สิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นศีลเด่น จะทำให้สมาชิก พยายามปรับปรุงตัว แม้ว่าชุมชนอโศก จะกำหนดให้สมาชิก ถือศีล ๕ แต่สมาชิกทั่วไป ถือศีลสูงกว่านั้น เช่น นอนบนเสื่อกก บนพื้นกระดาน (ศีลข้อ ๑๐) แต่งเครื่องแบบของอโศก ไม่แต่งหน้า ไม่ประดับ เพชรนิลจินดา ไม่สรวมรองเท้า (ศีลข้อ ๖) สมาชิกทุกคน ปฏิบัติเกินศีลข้อ ๓ ข้อ ๕ และข้อ ๘ รวมกัน โดยละเว้นอบายมุข (ละเว้น สุรา ยาบ้า บุหรี่ การพนัน การละเล่น กลางคืน ความเกียจคร้าน และการยั่วเย้า กามารมณ์) ยิ่งกว่านั้น สมาชิกหลายคน พยายามกินอาหาร วันละมื้อ บางคนลดจาก ๓ มื้อ ลงเหลือ ๒ มื้อ และไม่กินของว่าง ระหว่างมื้อ

ศีลธรรมไม่ใช่เพียงอุดมการ ที่สั่งลงมา จากเบื้องบน แต่เป็นสิ่งที่ สมาชิกทุกคน ปฏิบัติทุกระดับ ผู้เขียนรายงานว่า สมาชิกส่วนใหญ่ ที่เขาสัมภาษณ์ (๖๐%) ให้ความเห็นว่า ศีลธรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการดำเนินชีวิต แบบอโศก

ถึงแม้ว่าอโศกจะเข้มงวด ในเรื่องศีลธรรม ผู้เขียนไม่เคยเห็น สมาชิกคนไหน กระวน กระวายเลย ทุกคนปรับตัว เข้ากับศีลธรรมได้ดี หลายคน ปฏิบัติอยู่ที่บ้าน เป็นปี กว่าจะมาเป็นสมาชิก ที่อยู่ประจำ บางคน ทดลองมาอยู่ ในชุมชน ชั่วคราว เช่น อาทิตย์ หรือ เดือน ก่อนที่จะตัดสินใจ มาอยู่ประจำ ถ้ายกเว้น  เนื้อสัตว์ ยาเสพติด และแอลกอฮอล์ ซึ่งอโศกเข้มงวด กวดขันมาก ก็ไม่เห็นมีอะไร น่าหนักใจ ไม่มีความกดดัน ที่สมาชิก จะต้องปฏิบัติ ตามศีลทุกข้อ ให้ครบบริบูรณ์ ผู้เขียนเห็น สมาชิกบางคนกิน “อาหารเสริม” ก่อนอาหารหลัก เวลา ๑๐ นาฬิกา และเห็น “คนวัด” ประพฤติเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คนป่วย และคนมีปัญหา ทางร่างกาย ได้สิทธิ์พิเศษ ผู้เขียนสังเกตว่า คนป่วย กินอาหารบ่อยครั้ง และนอนพัก ในเวลากลางวัน (ถ้าไม่เช่นนั้น จะถือว่า ส่อนิสัยเกียจกร้าน) คนเท้าเจ็บ ก็ได้รับอนุญาต ให้ใส่รองเท้าได้

ความกดดันเกี่ยวกับศีลธรรม

โดยทั่วไป ชาวอโศก มีความอดทน ต่อความบกพร่อง ของกันและกัน สมาชิกมักพูดบ่อย ๆ ว่า ไม่ใช่ธุระ ที่จะไปสอดส่อง ความประพฤติ ของคนอื่น  แต่ละคนปฏิบัติ อยู่ในระดับที่ต่างกัน และการวิจารณ์คนอื่น เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม การวิพากย์ วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมดา สำหรับคนที่ สนิทสนมกัน ผู้เขียนยกตัวอย่าง สมาชิกหญิงคนหนึ่ง ซึ่งสนิทสนม กับผู้เขียนมาก และมาระบาย ให้ฟังว่า เธอถูกนินทา เรื่องกินจุบ กินจิบ  สมาชิกอีกคน เจ็บร้อนแทนผู้เขียน ที่ได้ยิน คนตำหนิผู้เขียน ว่าใส่เสื้อรัดรูป อวดสัดส่วน ของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้คน คิดไปในแง่อกุศล และอาจทำให้ เขาละเมิด ศีลข้อ ๓

เรื่องที่มีความขัดแย้งอยู่ในใจ ของสมาชิก อีกเรื่องหนึ่งคือ ควรจะแต่งงาน และมีครอบครัว หรือควรอยู่เป็นโสด? สมาชิก ให้ความเห็นต่างกัน เช่น หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่า
มีปัญหาหลายอย่าง สำหรับคนหนุ่มสาว เขาอาจมีความรัก – ชอบกันเงียบ ๆ ซ่อนเร้นเอาไว้ มันเป็นธรรมชาติ แต่เขาก็พยายาม อยู่เป็นโสด ตามที่เราหวัง ให้เขาเป็น เราขอให้เขาเข้าใจ ดังนั้น เราจึงรอ และหวังว่า สักวันหนึ่ง เขาจะเข้าใจ ว่าเมื่อเขา อยู่เป็นโสด และทำงานให้สังคม เขาได้ช่วยอะไร เยอะแยะ

ตามอุดมคติ สมาชิกที่อยู่เป็นโสด จะสามารถ อุทิศสิ่งต่าง ๆ ให้สังคมได้ โดยไม่ต้องกังวล ถึงครอบครัว   

สมาชิกอีกคนหนึ่งคือ อาอ้าย  ให้ความเห็นดังนี้
คนระดับมหาวิทยาลัย หลังจากสำเร็จ มัธยมศึกษา บางที เขารักใคร และอยากแต่งงาน หรืออะไรทำนองนั้น แต่เขาไม่กล้า เพราะว่า การแต่งงาน จะทำให้เขารู้สึกว่า เขาตกต่ำ คล้ายกับว่า หยุดชะงัก การก้าวไปสู่ การตรัสรู้ ทำไมเขาคิดว่า คนที่แต่งงาน ไม่สามารถตรัสรู้? พระพุทธเจ้า ก็เคยแต่งงาน... แต่เดี๋ยวนี้ ดูเหมือนว่า เขารู้สึกขวยเขิน ที่มีคนรัก –ผู้หญิงบางคน ยังขวยเขิน ที่มีท้อง แม้กับสามีของตัวเอง... แม้ว่าพระโพธิรักษ์ ไม่ต้องการให้ใคร รู้สึก ขวยเขิน ท่านก็เข้าใจ ท่านดีมาก แต่คนอื่น ในครอบครัว ศีรษะอโศก ตั้งเป้าหมาย ขึ้นมาเอง เพราะว่า มีสมาชิก บางคน ในสีมาอโศก และที่อื่น คลอดลูก ในชุมชน ซึ่งหมายความว่า เรายอมรับสิ่งนั้น แต่ทำไม เราไม่ให้เกียรติ ความเป็นครอบครัว อีกสักหน่อย? และทำให้เขา หมดกังวล ในเรื่องนี้

ผู้เขียนวิจารณ์ว่า อาอ้าย ลำเอียง เข้าข้างการมีครอบครัว เพราะว่า เขามาจาก โบสถ์มอร์มอน ซึ่งเน้นครอบครัว อย่างไรก็ตาม อาอ้าย เป็นครู ซึ่งเอาใจใส่ นักเรียนมาก และรับฟังปัญหา ของนักเรียน อย่างใกล้ชิด

ปัญหาข้อขัดแย้งนี้ อาจมีผลลบต่อชุมชน จะเอาไปพิจารณา ให้ละเอียด ในบทที่ ๕

การตรวจศีล
วิธีวัดผลความก้าวหน้า ในการพัฒนาศีลธรรม ของชาวอโศก ค่อนข้าง เป็นกันเอง และสนุกสนาน ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๑๙ นาฬิกา สมาชิก ที่อยู่ประจำ ศีรษะอโศก จะชุมนุมกัน ๓ กลุ่ม คือกลุ่มนักเรียน กลุ่มหนุ่มสาว (อายุ ๑๘-๒๙ ปี) และกลุ่มผู้ใหญ่ พระสงฆ์จะเป็นผู้นำ ของแต่ละกลุ่ม โดยอภิปราย ศีลทีละข้อ แล้วอนุญาต ให้สมาชิก ที่ประสงค์ จะสารภาพผิด อธิบาย ว่าผิดศีลข้อไหน อย่างไร ครั้นแล้ว พระจะให้คำแนะนำ บางครั้ง สมาชิกไม่แน่ใจ ว่าเขาทำผิดศีล หรือไม่ จึงเป็นโอกาส ที่เขาจะได้ถามผู้รู้ เป็นการทำข้อสงสัย ให้กระจ่าง และเรียนรู้ จากตัวเอง และผู้อื่น ไม่ใช่การกล่าวโทษ ในที่ประชุม

 

 ใช้น้อย ทำงานมาก ที่เหลือจุนเจือสังคม

เพื่อ “การไม่ยึดติด” และ “การมีสมาธิ” สมาชิกอโศกทุกคน ถือคติพจน์ “ใช้น้อย ทำงานมาก ที่เหลือจุนเจือสังคม” คติพจน์นี้ เห็นได้ทุกวัน จากการแสดงออก ของชาวอโศก

อาแก่นฟ้า หัวหน้าฝ่ายบริหารศีรษะอโศก ให้คำอธิบาย ดังนี้
ที่นี่เรามีหลักปรัชญาว่า เรากินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก เอาส่วนที่เหลือ ไปจุนเจือสังคม นี่เป็นการเสียสละ ให้สังคม –ส่วนที่เหลือใช้ เราไม่สะสม การสะสม เป็นบาป เพราะฉะนั้น เรากำหนดว่า เราจะกลับมาเป็นคนจน ในสายตา ของคนในโลกอื่น โลกอื่นคือ โลกที่เป็น ระบบทุนนิยม ซึ่งต้องมีเงิน เยอะแยะ ทรัพย์สินเยอะแยะ เราจะเป็นคนที่ ไม่มีทรัพย์สิน แต่เป็นคน ทำงานหนักและขยัน หมั่นเพียร มีความรอบรู้ มีสมรรถภาพ และประสิทธิภาพ เราจะขยันมาก ๆ แต่จะไม่สะสม – เราจะกระจาย มันออกไป สู่คนอื่น ทุกสิ่ง ที่เรามีอยู่นี่ เรามีไว้ เพื่อช่วยคนอื่น... เราไม่ถือว่า มันเป็นสมบัติของเรา เรามา อยู่ร่วมกัน ไม่หวังจะแสวง หาลาภ ทางวัตถุ นั่นคือเรามาช่วยกัน ลดตัณหา ซึ่งครอบคลุม หัวใจมนุษย์ คุณมีตัณหา น้อยเท่าไร คุณก็ทำงาน มากเท่านั้น... แต่สิ่งที่เกิดจาก ความต้องการของเรา ตกไปเป็นของ มนุษยชาติ เราไม่ได้จัดตั้ง องค์การนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นของเรา เราไม่ใช่นักครอบครอง

ใช้น้อย
เพื่อจะเน้นหลัก “ใช้น้อย” ใช้เท่าที่จำเป็น หรือ ไม่ฟุ่มเฟือย
ผู้เขียนยก พระพุทธเจ้า เป็นแบบอย่าง

ก่อนจะตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ ซึ่งมีความสำราญ อยู่ภาย ในพระราชวัง วันหนึ่ง ขณะเสด็จ พระราชดำเนิน ออกนอกพระราชวัง พระองค์ทรงพบ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช การพบคนทั้ง ๔ ทำให้พระองค์ ทรงพระราชดำริ ว่าชีวิต ไม่ยั่งยืน-พระองค์ก็ต้องตาย ในวันหนึ่งวันใด- ดังนั้น สมบัติพัสถาน ศฤงคารทั้งปวง ก็ไม่มีความหมาย เจ้าชายสิทธัตถะ จึงสละชีวิตทางโลก แล้วออกแสวงหา วิธีที่จะทำให้ พ้นทุกข์ ครั้งแรก พระองค์ทรงปฏิบัติ ตามทางของฤาษี ที่ทรงพบ กลางป่า แต่ในไม่ช้า พระองค์ทรงเห็นว่า วิธีทรมานกาย ก็เป็นความทุกข์ พระองค์ จึงทรงปฏิบัติ ตามหนทาง ของพระองค์เอง ซึ่งเรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ หรือ ทางสายกลาง คือไม่สุดโต่ง ไปทางหนึ่งทางใด เช่น ไม่ฟุ่มเฟือย และไม่ขัดสน

คนอโศกให้ค่านิยมแก่ “ความมักน้อย” แต่เตือนว่า “ใช้ให้เพียงพอ อย่ากระเหม็ด กระแหม่ จนถึงขั้น ไม่มี –คนละเรื่องกันกับ ความขาดแคลน” พระพุทธเจ้า ทรงสอน ให้เลี้ยงชีวิตชอบ หรือบำรุงชีวิต ให้เพียงพอ แต่ความเพียงพอนั้น ขึ้นอยู่กับ คนแต่ละคน (คนทำงานหนัก เช่น อาชวน อาจต้องกินอาหาร มากกว่าวันละ ๑ มื้อ –ผู้เขียน)

อีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ “ความมักน้อย” ก็คือ “สันโดษ” (ใจพอ) พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ตัณหาเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดทุกข์ (ตัณหา-ในที่นี้หมายถึง ความต้องการ มากกว่าที่ตนมีอยู่) ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้เกิดทุกข์ ก็ต้องตัดตัณหา สันโดษ หรือความพอใจ ในสิ่งที่ตนมีอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่ามันเป็น เครื่องช่วยตัดตัณหา สมาชิกคนหนึ่ง (อาวิชัย) กล่าวว่า “เมื่อคุณมีสันโดษ คุณจะรู้สึกว่า ร่ำรวยขึ้นทันที หรืออย่างน้อย ก็ร่ำรวยกว่าแต่ก่อน” 

ผู้เขียนเห็นด้วยกับอโศกที่ว่า การรักษาศีล ทำให้เกิดสันโดษ เพราะศีล ทำให้ลด การบริโภค เช่น ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช้ยาเสพติด รวมทั้งบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน หรือหาความบันเทิงเริงรมย์ ในเวลากลางคืน ไม่แต่งหน้า ไม่ใช้น้ำหอม เพชรนิลจินดา เสื้อผ้าทันสมัย หรือเฟอร์นิเจอร์ที่โอ่อ่า ยิ่งกว่านั้น ความมุ่งหมาย ของการลดการบริโภค ก็เพื่อค่อย ๆ ถอนรากของกิเลส คือความโลภ และการยั่วเย้า ราคะนั่นเอง

อาไพรศีล: มันทำให้เราเป็นคนประหยัด ใช้แต่ของที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย  แล้วมัน ทำให้เรา ไม่โลภ อยากได้ของคนอื่น แสวงหาสิ่งต่าง ๆ ให้ตัวเอง มันทำลายความโลภ มันทำให้เรา ยอมเสียสละ – เรามีมาก เราจึงยก ให้คนที่ไม่มี หรือคนที่ต้องการมัน

เอม: เมื่อก่อนนี้ ฉันต้องมีชุดนอน ชุดออกไปนอกบ้าน ชุดเล่นกีฬา ฉันต้องใส่รองเท้า สำหรับเล่นกีฬา หรือเดินเล่น ฉันมีถุงเท้า หมวก ยีนส์ และกางเกง เยอะแยะ แต่เมื่อฉัน เปลี่ยนไปใช้ เสื้อผ้าไม่กี่ชุด น้อยชิ้น ฉันรู้ว่า เราสามารถ ลดความฟุ่มเฟือย ลงได้มาก ไม่จำเป็น ต้องใช้เสื้อผ้า ทุกชนิด เหล่านั้น ใช้เสื้อผ้าอย่างนี้ เราก็อยู่ได้

การลดการบริโภค ช่วยลดความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทย ที่ลำบาก เรื่องเงินทอง ผู้เขียนยกตัวอย่าง ครอบครัวของ พ่อไพฑูรย์ และ แม่ปรานี

แม่ปรานี: พวกเราส่วนมากหลงผิด ไปในทางที่ผิด เมื่อเราใช้เงิน เกินรายได้ มันทำให้เกิดทุกข์ – คือเป็นหนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การเป็นหนี้ เป็นความทุกข์ ของโลก เป็นหนี้เป็นทุกข์ที่สุด ถ้าเราใช้น้อย –มีน้อยใช้น้อย - ใช้สิ่งที่พอเหมาะ กับตัวเรา มันจะทำให้ เกิดความสุข... ในเวลานั้น เมื่อเราเริ่ม รู้จักอโศก เรามีลูกมาก แต่เงินเดือนน้อย เรามีหนี้สิน เพราะเราสร้าง บ้านใหม่ เราเป็นหนี้ ธนาคาร เงินเดือน เราไม่พอใช้ เราจึงมาหาพระ พระพูดว่า “คุณต้องอุดรูรั่ว” หมายความว่า อย่าใช้เงินฟุ่มเฟือย “เสื้อผ้าที่มีอยู่ ใช้มันให้หมด ก่อนที่จะซื้อใหม่ อย่าซื้อ เครื่องสำอาง มันไม่จำเป็น มีสิ่งจำเป็นอยู่ ๔ อย่างเท่านั้น คือ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งที่ ๕ อย่าไปสนใจมัน อุดรูรั่ว แล้วมองหา รายได้เพิ่ม” เราคิด “เอ เราจะหารายได้ เพิ่มได้อย่างไร” เรากลับมาหา พระอีก ท่านบอก “ขายนมถั่ว” เราจัดแจง ขายนมถั่ว วันแรก เราขายได้ ๗๐ บาท เรารู้สึก อับอายมาก เพราะเราเป็นครู เราเป็นข้าราชการ เราถึงอาย แต่เราขาย เพิ่มขึ้น ทีละนิด -ทีละนิด และรายได้ของเรา ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราเอาเงิน ไปใช้หนี้ นอกนั้น เราสามารถ ออมเงินได้ – เราเก็บเงินได้ ๓,๐๐๐ บาท ภายในเวลา ๑๕ วัน เรากู้ฐานะของเรา กลับคืนมาได้ เพราะอโศกสอนเรา

ผู้เขียนเล่าว่า ในที่สุด ครอบครัวพ่อไพฑูรย์ และแม่ปรานี มีฐานะดีขึ้น มีความเป็นอยู่ อย่างสุขสบาย แต่เขาละทิ้งชีวิต ที่ร่ำรวย ทางวัตถุ แล้วย้ายเข้ามา อยู่ภายใน ชุมชน ศีรษะอโศก

อาเจนจบ พูดถึงความเครียด ในการที่จะหาเงิน มาอุดหนุน ความเป็นอยู่ อย่างคนที่บริโภคหนัก
ถ้าเรามีน้อยและใช้น้อย ก็ไม่มีปัญหา... เราไม่ต้องขอยืมเงินใคร เราไม่ต้อง เพิ่มหนี้สิน แต่ถ้าเรามี ๑๐ บาท แล้วต้องการสิ่งใหญ่ หรือใช้มาก และไม่ต้องการ ขอยืมเงินใคร เราก็ต้อง ทำงานมากขึ้น ถ้าเราทำงาน เฉพาะกลางวัน เราก็ต้องทำงาน กลางคืนด้วย มันเสียเวลา และความสุข ร่างกาย ต้องการพักผ่อน ให้เพียงพอ และทำงาน ที่พอเหมาะ ถ้าเราไม่พักผ่อน ร่างกายของเรา จะต้องใช้พลังมาก แทนที่จะได้ ความสุข เรากลับได้ ความทุกข์ ความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ทำให้เกิดความทุกข์ เป็นหนี้ หรือเหน็ดเหนื่อย

ผู้เขียนเพิ่มเติมว่า คนอเมริกันที่มีหนี้สินเป็น “ภูเขาเลากา “ด้วยการใช้ บัตรเครดิต รวมทั้งค่า ผ่อนส่งบ้าน ค่าผ่อนส่งรถ ฯลฯ คงจะเข้าใจ คำพูดของ อาเจนจบได้ดี

เมื่อไม่ต้องกังวล เรื่องเศรษฐกิจ สมาชิกของ ชุมชนอโศก ก็สามารถ เอาใจจดจ่อ อยู่ที่การพัฒนา ทางจิตวิญญาณ ได้ดียิ่งขึ้น

คำถามที่ยังค้างอยู่ ก็คือ “สมาชิกศีรษะอโศก ใช้น้อยจริงหรือ?” เพราะคน ที่อยู่บ้านส่วนตัว จะกินจะใช้ อย่างไรก็ได้ ตามอำเภอใจ แต่เมื่อลองสำรวจ ภายในบ้านเหล่านี้ จะเห็นว่า คนที่อยู่ในนั้น อยู่กันอย่าง อดทน และจะต้อง มีระเบียบ วินัยดี เมื่อเปรียบเทียบ กับบ้าน คนอเมริกัน ชั้นกลาง หรือแม้แต่ บ้านคนไทย ในชนบท บ้านในศีรษะอโศก แทบไม่มี เฟอร์นิเจอร์เลย (ยกเว้น บ้านที่คนชราอยู่ และ ท่านผู้เฒ่า เหล่านั้น ลุกจากพื้นไม่ไหว) ที่เห็นได้ชัด ก็คือ ไม่มีเครื่องไฟฟ้าใด ๆ แม้แต่ของใช้ธรรมดา เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ตู้เย็น และ หม้อต้มน้ำ ในห้องนอน มีตะเกียง อ่านหนังสือ เสื่อ ผ้าห่ม หมอน มุ้งกันยุง ตู้เหล็ก สำหรับเก็บเสื้อผ้า และหนังสือ ห้องน้ำ แทบไม่มีอะไร นอกจาก โถส้วม ก๊อกน้ำ บนฝาผนัง ถังน้ำ และขันตักน้ำ กระจกเงา ที่ใส่สบู่ และยาสีฟัน บางบ้าน มีหัวฝักบัว ไม่กี่บ้าน มีเครื่องทำครัว

มีอยู่สิ่งเดียว ที่ผู้เขียนเห็นว่า สมาชิกศีรษะอโศก บริโภค “ไม่น้อย” นั่นคือ อาหาร ที่กินร่วมกัน

ผู้เขียนบรรยายดังนี้
เมื่ออาหารในถาด ที่มีล้อเลื่อนผ่านมา ระหว่าง แถวผู้ชาย กับแถวผู้หญิง เราต่าง กุลีกุจอ ตักอาหาร จนพูนจาน ตามปกติ อาหารของเรา ประกอบด้วย ข้าวสีน้ำตาล (ข้าวกล้อง) ถั่ว เมล็ดพืช เช่น งาดำ งาขาว เมล็ดทานตะวัน เต้าหู้ ผัดผัก ผักสด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง นมถั่ว ชาสมุนไพร กุ๊กกี้ ซึ่งคนภายนอก ให้เราเป็นครั้งคราว ฉันกินจานเดียวก็อิ่ม และกินเสร็จก่อนใคร ๆ แต่เห็นคนอื่น ตักกัน คนละ ๒-๓ จาน เขาถามฉัน แทบทุกวัน “คุณอิ่มแล้วหรือ” ฉันพิศวง ที่เห็นคน ศีรษะอโศกกินจุ สมาชิกหญิงบางคน เอาถ้วยมาใส่อาหาร ไปกินที่บ้านก็มี แต่น่าประหลาด ไม่เห็นมีใคร อ้วนสักคน ที่พอท้วม ๆ ก็เห็นอยู่ เพียงคนเดียว นอกนั้น ยังต้องการ คาลอรี่เป็นพิเศษ เพื่อเอาไป เป็นพลังงาน ให้ร่างกาย ที่ทำงานหนัก

งานหนัก
ผู้เขียนบอกว่า “งาน” ในภาษาไทย กินความกว้าง อาจหมายถึง กิจกรรมที่ ทำเพื่อเลี้ยงชีพ ทำเพื่อความสนุก หรือทำ เพราะต้องทำ เช่น การงาน งานวัด งานแต่งงาน งานศพ อย่างไรก็ตาม งาน ในที่นี้ เกี่ยวข้องกับ ความต้องการ ทางวัตถุ การเพ่งจิต พิจารณา หน้าที่ และความขยันหมั่นเพียร

ในรูปธรรม ชาวศีรษะอโศก ต้องทำงานหนัก เพื่อจัดหา สิ่งที่ต้องการ มาใช้สอย สมาชิก ร่วมกันผลิต สิ่งที่ใช้ในชีวิต ประจำวัน เช่น อาหาร เสื้อผ้า ปุ๋ย ผงซักฟอก ยารักษาโรค  เขายังสร้างบ้าน และประดิษฐ์ เครื่องผ่อนแรง ขึ้นใช้เอง สมาชิก ที่อยู่ประจำ สาละวนอยู่กับ การทำงาน ตั้งแต่ก่อนสว่าง จนค่ำมืด เพื่อหาเลี้ยงผู้ใหญ่ อย่างน้อย ๘๐ คน นักเรียน ๒๐๐ คน และผู้มา เยี่ยมเยียนอีก เดือนละ หลายร้อยคน คติพจน์ของเขา “งานมาก่อนสิ่งอื่น” (รวมทั้งกิน) แม้ว่าศีรษะอโศก ยังไม่ได้พึ่งตัวเอง อย่างสมบูรณ์ สมาชิกก็พยายาม ที่จะพึ่งตนเอง ตามแบบฉบับ ของชุมชน บุญนิยม ตามประวัติ ผู้นำศีรษะอโศกกล่าวว่า “เพราะว่า บุญนิยม เน้นความมั่นใจ ในตัวเอง ชุมชนจึงต้อง พึ่งกิจกรรม หรือฐานงาน ที่รองรับความต้องการ ของชุมชนนั้น” ตารางต่อไปนี้ แสดงชนิดของงาน ที่เกี่ยวกับ การเลี้ยงชีพ ที่ศีรษะอโศก

                           ตัวอย่างของฐานงาน

 กิจกรรม    ฐานงาน   รายได้

เตรียมอาหารสำหรับสมาชิก
กสิกรรม 
ก่อสร้าง 
ผลิตยาสมุนไพร 
ทดสอบชีวิตทางวิทยาศาสตร์ 
เย็บเสื้อผ้า 
ทำข้าวเกรียบ เห็ดผง 
ทำเต้าเจี้ยว และน้ำซีอิ้ว 
ทำเต้าหู้ 
สีข้าวกล้อง

จำหน่ายน้ำมันรถยนต์
เพาะพันธุ์ไม้ 
ดูแลห้องสมุด 
ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 
จัดการขยะ 
เพาะเห็ด 
ทำภาชนะไม้ไผ่
ดูแลคนป่วย
ผลิตน้ำยาทำความสะอาด 
ขายของใช้ 

ขายพืชผลของชุมชน
งานศิลป์ ภาพเขียน
ปลูกพืชสมุนไพร
เก็บพืชผล 
งานไม้ 
เอกสาร 
บำรุงรักษา 
ดูแลพิพิธภัณฑ์ 
ดูแลสวนสมุนไพร
หาฟืน 

บรรจุสินค้า 
ดูแลโรงธรรม
ดูแลเครื่องมือ
เพาะถั่วงอก 
ซ่อมรถยนต์ 
ทอผ้า
ต้อนรับแขก นำเที่ยว 
รักษาบัญชี 

ผลิตสารละลายจุลินทรีย์ ผลิตเครื่องตัดเลื่อย 
บริการความสะดวก 

โรงครัว
ฟาร์ม สวน
บริการ 
บ้านยาดี
บริการ
ร้านเย็บเสื้อ 
อาหารแปรรูป
อาหารแปรรูป 
โรงเต้าหู้
 โรงสี

 ปั๊มน้ำมัน 
กรีนเฮ้าส์ 
ห้องสมุด
ปุ๋ยสะอาด
ขยะวิทยา 
โรงเห็ด 
โรงจักสาน
อโรคยา 
แชมพูสมุนไพร 
ร้านน้ำใจ 

ร้านปลอดยาฆ่าแมลง
วิจิตรศิลป์
สวนบุญ 
เก็บเกี่ยว 
ร้านช่างไม้ 
สำนักงานกลาง 
บำรุงรักษา 
บรรพบุรุษ 
สวนสมุนไพร 
ลานฟืน 

บรรจุ 
โรงธรรม 
โรงจักร
กำลังชีวิต 
โรงช่างกล
โรงทอ
ประชาสัมพันธ์ 
บัญชี

แล็บจุลินทรีย์
โรงตีเหล็ก 
หน่วยสวัสดิการ

ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
มี
ไม่มี
มี
มี
มี
ไม่มี
มี

มี
ไม่มี
มี
มี
มี
มี
มี
ไม่มี
มี
มี

มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่ม

ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี
มี
ไม่มี
ไม่มี

ไม่มี
ไม่มี
ไม่มี

__________________

สำหรับชาวอโศก การทำงาน เป็นพื้นฐานของ การทำสมาธิ ขณะทำงาน หรือ ทำกิจวัตร ประจำวัน สมาชิก พยายามรักษาจิต ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำใจให้สงบ เอาใจจดจ่อ อยู่ที่งาน เกี่ยวข้องอยู่กับงาน  ควบคุมอารมณ์ ให้ปกติ  ต่อไปนี้ เป็นคำบอกเล่า ของชาวอโศก ผู้ซึ่งใช้การทำงาน เป็นการทำสมาธิ

อาเจนจบ: เมื่อเราทำงาน ใจของเราอยู่ที่งาน เช่นเมื่อเช้านี้ ผมนั่งถอนวัชพืช อยู่ในนา ใจของผม ไม่ได้ไปไหน ครั้นแล้ว ผมมองดู ความคิดของผม คล้ายกับ มองดูแก้วน้ำ ครั้งแรก เรามองเห็นแก้ว แล้วเห็นน้ำในแก้ว เราเห็นว่า น้ำกำลังกระเพื่อม แล้วก็หยุดนิ่ง เราจะเห็นว่า มันมีสีต่าง ๆ – เขียว หรือ แดง – หรือว่าใสสะอาด… ถ้าเราสามารถ พัฒนาการมีสติ อยู่กับตัว มันจะทำให้ เรามีความรู้ และความเข้าใจ ใจส่งไปที่กาย นั่นคือสมาธิ ขณะที่เราทำงาน เรารู้ว่า เรากำลังทำอะไร เราใช้ปัญญา และความรู้ ในงานที่เราทำ

มั๊วะ: สมาธิของผมคือ - ผมไม่นั่งหลับตา- ผมพยายามมีสติ ในการทำงาน เพราะว่า ถ้าเรามีสติ เราจะมีความตั้งอกตั้งใจ บางที เวลาทำงาน เราโกรธ แต่ถ้าเราปลดปล่อย ความโกรธออกมาที่งาน มันก็จะทำให้งานเสีย เพื่อให้งาน ลุล่วงไปด้วยดี ผมจะพยายาม ควบคุม อารมณ์ของผม บางที ผมทำงาน ผิดพลาด ผมโมโห แต่ผมจะพยายาม ระงับอารมณ์โกรธ ให้นิ่ง ให้มีสันติ คิดทบทวน แล้วหาวิธีใหม่ ที่จะแก้ไขปัญหา

ผู้เขียนมีความเห็นว่า “สมาธิ” ที่ชาวอโศกปฏิบัตินั้น เป็นสมาธิ ที่ขาดเป็นห้วง ๆ และ กระจัดกระจาย ไม่ใช่สมาธิ ที่ต่อเนื่องกัน เธอกล่าวว่า เป็นการยาก ที่จะบอกว่า ใครมีสมาธิ ขณะที่กำลังทำงาน เพราะว่าสมาธิ เป็นกระบวนการภายใน เป็นส่วนใหญ่ ชาวอโศก อาจกล่าวว่า ความสัมพันธ์ อันดี ระหว่างคน และผลงานยอดเยี่ยม เป็นเครื่องแสดงถึง การมีสมาธิ แต่ผู้เขียน เคยได้ยิน เสียงทะเลาะวิวาท หรือ การตำหนิกัน อย่างรุนแรง เกี่ยวกับ การทำงานลวก ๆ เธอจึงไม่แน่ใจว่า การมีปากเสียงกันนั้น เกี่ยวข้องกับ สมาธิ หรือวัฒนธรรม ประเพณีของคนไทย

หน้าที่ เป็นลักษณะหนึ่ง ของการงาน สันติกโร ภิกขุ สานุศิษย์ ของท่านพุทธทาส อธิบายคำว่า หน้าที่ ดังนี้
ที่สวนโมกข์ งานอะไรก็ตามที่จำเป็น จัดว่าเป็นหน้าที่ และหน้าที่ เป็นความหมาย อย่างหนึ่ง ของธรรม การทำหน้าที่ จึงเป็น การปฏิบัติธรรม... หัวใจของคนเรา สกปรก ด้วยความเห็นแก่ตัว เราจึงต้อง ทำความสะอาดมัน ด้วยการทำงาน ที่ไม่เห็นแก่ตัว ค่านิยม อยู่ที่การทำงาน การให้บริการ ที่ไม่เห็นแก่ตัว
สันติกโร ภิกขุ เน้นการบริการ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอัตตา

ผู้เขียนได้ยินชาวอโศก พูดบ่อย ๆ ว่า “รับผิดชอบในหน้าที่” ซึ่งหมายถึง การพัฒนา จิตวิญญาณ และอะไรก็ตาม ที่จะต้องทำ ให้สำเร็จ สมาชิก ปฏิบัติธรรม ไปพร้อม ๆ กับทำหน้าที่ในชุมชน ผู้เขียนบอกว่า สมาชิกบางคน พูดถึงหน้าที่ อันยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้มนุษย์ บรรลุผล ศักยภาพ คือคิด และสร้างสรรค์ อย่างที่มนุษย์เท่านั้น สามารถทำได้ เป็นการใช้ ความสามารถพิเศษ และความชำนิชำนาญ ในทางหนึ่ง ทางใด ทำให้สภาพอื่น สมบูรณ์ สำหรับชุมชน บุญนิยม นั่นคือ การก่อร่าง และสร้างสรรค์

สุดท้าย การทำงานหนัก เป็นคุณงามความดี ความขยัน หมั่นเพียร เป็นอุดมคติ ข้อหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอน และเป็นกฎเกณฑ์ สำหรับ ชุมชนบุญนิยม ศีรษะอโศก ความขยันหมั่นเพียร ตรงกันข้ามกับ ความเกียจคร้าน ซึ่งเป็นกิเลส ชาวศีรษะอโศก ชอบยกตัวอย่าง “ตื่นสาย” ว่าเป็นกิเลส เวลา ๖ นาฬิกา ถือว่าสาย สำหรับศีรษะอโศก เพราะว่าในเวลานั้น สมาชิกส่วนใหญ่ กำลังทำงานอยู่แล้ว ตามปกติ สมาชิกที่มีร่างกายแข็งแรง ตื่นตี ๓ ครึ่ง เพื่อสวดมนตร์ หรือ ประชุมที่โรงธรรม เมื่อถามว่า “การตื่นนอนเวลา ๓.๓๐ นาฬิกา มีความสำคัญอย่างไร?” สมาชิกศีรษะอโศก ให้คำตอบดังนี้

อารัตนา: ทำให้เราฝึกตื่นเช้า เป็นคนขยัน เป็นการฝึกตัวเองที่ดี

อาไพรศีล: ตื่นเช้าตรู่ ทำให้เรามีเวลาทำงาน มากขึ้น ขัดเกลาตัวเราเอง ไม่ให้ขี้เกียจ หรือติดการนอน เพราะการนอน เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง

อาพลีขวัญ: สำคัญเพราะว่า มันฝึกเรา ให้ตื่นมารับผิดชอบ ก่อนนี้ ฉันนอนมาก ตอนกลางวัน เดี๋ยวนี้ บางทีตอนหน้าหนาว ฉันไม่อยากลุกขึ้น แต่พ่อท่านพูดว่า เมื่อเราเกิด เป็นมนุษย์ ผู้ซึ่งมีค่า และมีชีวิต ที่ตื่นอยู่เสมอ มีความรับผิดชอบ สามารถเห็น สามารถได้ยิน สามารถ- อะไรก็ตาม มากกว่าคนซึ่ง กำลังหลับ

ท่านดินธรรม: คุณมีเวลาทำงานมาก และคุณสามารถ ฝึกตัวเอง ให้เป็น คนขยัน เมื่อคุณขยัน คุณสามารถ ทำงานได้มาก และการทำงาน ทำให้คน มีศีลธรรมดีขึ้น ความขยัน ทำให้มีศีลธรรมที่ดี ไม่ได้สะสมอะไร แต่เป็นการให้ แก่คนอื่น ชีวิตอย่างนี้ เป็นตัวอย่าง... เมื่อเขาเห็น เขาจะปฏิบัติตาม ครั้นแล้ว เราจะมี สังคมอย่างนี้ มากขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่ทำลาย ทรัพยากรของโลก มีแต่การสร้างสรรค์ สันติ ร่มเย็น น่าอยู่ ถูกไหม?

ทั้งที่ถือกันว่า การตื่นเช้าตรู่ มีค่านิยมสูง แต่ก็ไม่มี การเข้มงวดกวดขัน เหมือนเรื่องเนื้อสัตว์ และยาเสพติด จำนวนผู้เข้าประชุม ตอนเช้าตรู่ ไม่แน่นอน มีตั้งแต่ สตรีสูงอายุ ๔-๕ คน ไปจนถึง นักเรียนทั้งหมด ตอนทำวัตรเช้า และสมาชิก ระหว่าง ๔๐-๖๐ คน รวมทั้งพระสงฆ์ ในการประชุม ประจำสัปดาห์ คนชรา และคนป่วย ไม่ต้องเข้าประชุม คนหนุ่มและยังแข็งแรง บางคน ได้รับ การยกเว้นพิเศษ เช่น อาแก่นฟ้า และอาสัมพันธ์ ไม่ต้องตื่นเช้า เพราะเขาทำงานดึก ผู้เขียนกล่าวว่า เสียงจากเครื่องขยายเสียง ที่ดังสนั่น หวั่นไหว เพลงจังหวะถี่ยิบ การประกาศเวลา เทปธรรม และเสียงสวดมนตร์ – ทั้งหมด เริ่มเมื่อ ๓.๑๕- มีประสิทธิภาพ ในการรักษา โรคขี้เกียจ ของผู้เขียน

 

ที่เหลือจุนเจือสังคม

ผู้เขียนกล่าวว่า เมื่อเธอสัมภาษณ์สมาชิก ที่ศีรษะอโศก เธอใช้คำพูดผิด บ่อย ๆ เช่นประโยค “คุณมีความเห็นอย่างไร กับคำพูดที่ว่า มีน้อย ใช้น้อย?”
สมาชิกหลายคน พากันทักท้วง เช่น

อาแก่นฟ้า คุณไม่ควรพูดว่า “มีน้อย ใช้น้อย” แต่ควรพูดว่า “มีมาก แต่ใช้น้อย” เพราะถ้าเราพูดว่า “มีน้อย ใช้น้อย” บางคน อาจเข้าใจผิด เพราะว่า “มีน้อย ใช้น้อย” อาจหมายความว่า “ไม่ทำอะไรเลย ถึงได้มีน้อย” แต่ถ้าคุณพูดว่า “มีมาก แต่ใช้น้อย จึงมีเหลือไว้ให้คนอื่น” อย่างนี้ เห็นจะเหมาะกว่า นะครับ

หลักจริยธรรม ของการบริโภคแต่น้อย บวกกับ ความขยัน หมั่นเพียร มีความเป็นไปได้ ที่จะสร้างความมั่งคั่ง ให้แก่ผู้ปฏิบัติ แต่แทนที่จะ กักตุนผลผลิต จากแรงงาน ชาวอโศก เก็บไว้เฉพาะ ส่วนที่เขาจำเป็น ต้องใช้เท่านั้น แล้วยก ส่วนที่เหลือ ที่เกิน หรือที่ทำได้มากไป ให้แก่ “มนุษยชาติ”

ผู้เขียนกล่าวว่า นักปราชญ์หลายคน เช่น พีเตอร์ แจคสัน และ คณานัถ โอบิยสักคีร์ เปรียบเทียบ ขบวนการพุทธปฏิรูป กับ ลัทธิโปรเทสแตนท์ ในระหว่าง วิวัฒนาการอุตสาหกรรม ในทวีปยุโรป แจคสันเขียนว่า
นักปฏิรูปศาสนา ทั้งหลาย เน้นหลักการถือสันโดษ และความพอใจ ในชีวิตมัธยัสถ์ แต่ความสันโดษ และมัธยัสถ์ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง การเฉื่อยชา ตรงกันข้าม เขากลับส่งเสริมกิจกรรม ที่เพิ่มผลผลิต และช่วยให้เกิด ความอุดมสมบูรณ์ การเน้นความสำคัญ ของการทำงาน และการเก็บหอม รอมริบ เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นถึง การสะสม ซึ่งมีความจำเป็น สำหรับการลงทุน ในระบอบทุนนิยม ของคนชั้นกลาง

แจคสัน อาจเข้าใจท่านพุทธทาส และอโศก เพียงผิวเผิน จึงเทียบเคียง พุทธปฏิรูป กับลัทธิโปรเทสแตนท์ ที่จริง ทั้งท่านพุทธทาส และอโศก ต่อต้าน ลัทธิวัตถุนิยม

ทำไมชาวพุทธไม่สะสม ?
ผู้เขียนอ้างคำพูดของ อาแก่นฟ้า ว่าการสะสม เป็นบาป และอ้างการปฏิบัติ ของพระภิกษุสงฆ์ ว่าพระไม่สะสม ดังนั้น ฆราวาสที่เป็นพุทธ ก็ไม่ควรสะสม การสะสมทุน แม้จะเอาไว้ลงทุน ก็ไม่สอดคล้องกับ คำสอน ในพุทธศาสนา*  ประการที่ ๒ ชาวพุทธ มุ่งหวัง การไม่ยึดติด ไม่เพียงแต่ การยึดติด ในวัตถุ เท่านั้น ความรู้สึกครอบครอง หรือการเป็นเจ้าของ ก็ยังเป็น การยึดติด ผู้เขียน อ้างคำพูด ของสมาชิก คนหนึ่ง (หมูเฒ่า) ที่ว่า เวลาตาย ไม่มีใคร เอาอะไรไปได้ จึงไม่มีเหตุผล ที่จะคว้าเอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็นของตน แม้แต่ความรู้สึกว่า เป็นเจ้าของ ประการที่ ๓ เป็นการฝึกอนัตตา หรือการไม่มีตน ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ในพุทธศาสนา ผู้เขียนอ้างถึง คำพูดของ สิกขมาตุ จินดา ผู้บริหารโรงเรียน สันติอโศก ในกรุงเทพ ฯ “การให้ เป็นหัวใจของ พุทธศาสนา คือให้โดยไม่เอา – แต่ความจริง เขาออมชอม คือให้มาก แต่เอาน้อย”

การเสียสละ เป็นการปฏิบัติที่สำคัญ ในการดำเนินชีวิต แบบอโศก ความจริง คนไทยที่ถือพุทธ ก็นิยมการบริจาค แต่ส่วนมาก บริจาคเพื่อเอา เช่น นำของไปบูชา พระพุทธรูป แล้วอธิษฐาน ขอโน่น ขอนี่ แต่ชาวอโศก ทำแบบทวนกระแส คือมุ่งผลประโยชน์ ของชนส่วนรวม เป็นใหญ่ สงเคราะห์ คนธรรมดา สามัญทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ชาวอโศกหรือไม่ และช่วยบำรุง รักษา สิ่งแวดล้อม ที่คนอาศัยอยู่

บุญนิยม เป็นองค์การต้นแบบของอโศก และยึดหลักการ เสียสละเพื่อบุญ หลักเกณฑ์ของ ชุมชนบุญนิยม ระบุความตั้งใจ ที่จะเสียสละ และ การไม่เอาเปรียบ คนอื่น ตรงกันข้ามกับ ทุนนิยม (ตามความเห็น ของชาวอโศก) ซึ่งดำเนินการ โดยการเอาเปรียบคนอื่น เพื่อสะสม ต้นทุน ในการผลิต สมณะโพธิรักษ์ อธิบาย ความแตกต่าง ระหว่างบุญนิยม กับทุนนิยมไว้ ในการสัมภาษณ์ “๑๕ นาทีกับพ่อท่าน” ซึ่งตีพิมพ์ใน สารอโศก ฉบับ มกราคม ๒๕๓๑

กระแสทุนนิยม มาแรงและเร็ว ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องนำ บุญนิยม มายืนยัน ว่าคุณค่าของ มนุษยชาติ มีอยู่ในการเสียสละ ไม่ใช่การเอาเปรียบ

นิยม แปลว่า ยกย่อง เห็นด้วย สมัครใจ ดังนั้น นิยมบุญ หมายถึง นิยมสิ่งที่เป็นบุญ ไม่ใช่นิยมสิ่งที่เป็นบาป การใช้ประโยชน์ส่วนตัว การเห็นแก่ตัว การเก็บรวม การไม่เสียสละ

เดี๋ยวนี้ มีแต่คน เอาเปรียบสังคมมาก เท่าที่จะเอาได้ กักตุน ทรัพย์สมบัติเอาไว้ จนกระทั่ง กลายเป็น นายทุนใหญ่ –คนร่ำรวยผู้ยิ่งใหญ่ สร้างช่องว่าง ระหว่างคน

ครั้นคนร่ำรวยมากขึ้น เขาคบคนร่ำรวยด้วยกัน ส่วนคนจน ผู้ซึ่งอยู่ในระดับล่าง ของสังคม ส่วนใหญ่ของสังคม ก็กลายเป็นคนที่ ถูกบีบบังคับ ถูกบีบมากขึ้น เขาถูกล่อลวง โดยระบอบ ทุนนิยม ให้อยู่ในสถานการณ์ ที่แก้ไขไม่ได้

คนแต่ละคน เป็นทาสของทุนนิยม เขาเชื่อว่า วันหนึ่ง เขาจะมีเรี่ยวแรงพอ ที่จะใช้ระบอบนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเขา เขาจะหาหนทาง ที่ทำให้ตัวเขา มีรายได้ และมีความก้าวหน้า มากกว่าคนอื่น มากขึ้น โดยไม่มี ที่สิ้นสุด

แต่ทุนนิยมเพียงแต่หลอกลวง
ทุนนิยม... เป็นลัทธิสะสม ตักตวง แข่งขัน ยื้อแย่ง -มือใครยาว ไม่ว่าหญิง หรือชาย สาวได้สาวเอา- จนร่ำรวย จนล้นฟ้า เป็นสาเหตุของ ทุกข์และบาป ซึ่งตกอยู่ที่ ผู้นั้นโดยตรง และคนอื่น ทั่วสังคม

บุญนิยม...เป็นลัทธิที่ มองเห็นสัจจะ และปัญญา ที่แท้จริง ว่า การเสียสละ การสร้างสรรค์ การมีน้ำใจ และการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณค่าโดยตรง สำหรับผู้ให้ และเป็นค่านิยม ทั่วสังคม จนกระทั่ง ทุกหัวใจ เต็มเปี่ยมจริง ๆ

ผู้เขียนสรุปว่า สมณะโพธิรักษ์ นำเอาความคิด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ของพระพุทธศาสนา มากล่าว “ทางโลกีย์ (ทุนนิยม) ตั้งอยู่บนความลุ่มหลง ว่าความสุข สามารถบรรลุได้ จากการเพิ่มพูน ทางวัตถุ และการเพิ่มพูนนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น สังสารา หรือ การเวียนว่าย ตายเกิด ก็ไม่มีทางสิ้นสุด และความทุกข์ ก็เช่นเดียวกัน แต่หนทางแห่งธรรม (บุญนิยม) มีรากฐานอยู่บน หลักอริยสัจ ที่ว่า ความทุกข์ เป็นผลของ ตัณหา การเดินตามทางธรรม จึงทำให้เกิด การตรัสรู้ นิพพาน ปลดเปลื้อง จากสังสารา และหมดทุกข์”

บุญนิยมของศีรษะอโศก มีกระบวนการดังนี้: เริ่มต้น สมาชิก เสียสละ ให้แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชน ยังชีพอยู่ได้ ในระดับที่มั่นคง สังคมไทย หรือมนุษยชาติ อาจได้รับ ผลประโยชน์โดยตรง จากส่วนเกิน ของศีรษะอโศก เช่น ผักผลไม้ ที่เหลือเฟือ ผงซักฟอก ปุ๋ย เสื้อผ้า ยารักษาโรค และอาหารแห้ง ซึ่งถูกนำมา จำหน่ายที่ “ร้านน้ำใจ” ในราคาที่ สูงกว่าราคาผลิต ไม่เกิน ๑๕% และที่ “ตลาดอาริยะ” แห่งชาติ ณ จังหวัด อุบลราชธานี ในวันปีใหม่ สังคมไทย ยังได้รับ ผลประโยชน์ จากความรู้ ของสมาชิกชาวอโศก ซึ่งถ่ายทอด โดยการให้เปล่า ทางเอกสาร สิ่งพิมพ์ การศึกษาขั้น ประถม และมัธยม การให้การฝึกฝน เกี่ยวกับศีลธรรม ทางพุทธศาสนา การฝึก “๓ อาชีพ กู้ชาติ” (กสิกรรมธรรมชาติ การกำจัดขยะมูลฝอย และ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์) สมาชิกอโศก ยังให้บริการ สังคมไทยต่อไป ด้วยการจำหน่าย อาหารมังสวิรัติ ราคาถูก ที่ร้านของชุมนุม และแจกอาหาร มังสวิรัติฟรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิม พระชนม์พรรษา และบางที ในอนาคต อโศกอาจผลิตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่รับเงินเดือน


อ่านต่อ ประถมศึกษา และ มัธยมศึกษาของอโศก

สัมมาพัฒนา : สันติอโศก ขบวนการพุทธปฏิรูปแห่งประเทศไทย