คาถาธรรม ๑๑

สันโดษ

ความเป็นอยู่อันเป็นสุขของมนุษย์นั้น คือ มนุษย์ที่มีจิตปราศจากนิวรณ์ ความเป็นผู้สันโดษ ผู้ใดรู้จักความมีชีวิต ว่าชีวิตไม่จำเป็นจะต้องเปลือง ไม่จำเป็นจะต้องผลาญ ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรน เพื่อที่จะเอามาบำเรออะไรกันมากมาย ชีวิตรู้จักจุดยืน รู้จักความทรงอยู่ พออาศัย มีปัจจัยสี่ มีเครื่องประกอบการงานที่จะสร้างสรร ตามเรี่ยวแรงความสามารถและความสำคัญ หรือ ความจำเป็นของสังคมมนุษยชาติ

ผู้ที่มีอิทธิบาท มีความขยันหมั่นเพียร มีความสันโดษอย่างแท้ชัด เป็นผู้ที่มีความปรารถนาดี ขยันหมั่นเพียร อดทน ขวนขวาย สร้างสรร มีน้ำใจ และเสียสละ ให้แก่มนุษยโลกอยู่ ย่อมเป็นคนภาคภูมิในบุญกุศล ในคุณค่าประโยชน์ของตนๆ และ เป็นคนที่มีจุดยืนอันมั่นคง รู้จักชีวิตที่แท้ว่า พอเท่านี้ อาศัยเพียงเท่านี้ ชีวิตก็ยืนยาวอยู่ตราบตาย ได้อย่างสบาย

ผู้มีปัญญารู้ชัดแจ้ง ละล้างกิเลสและนิวรณ์ของตนออก ประมาณหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงหมด ผู้นั้นก็จะรู้ว่า ชีวิตนั้นพ้นทุกข์ได้ อย่างสบายกว่าปุถุชน ผู้ถูกหลอกล่อ ให้ดิ้นรนแสวงหาเล่าๆ ไม่รู้จักหยุดหย่อน และชีวิตไม่รู้จักสันโดษ หรือไม่รู้จักพอ

ผู้มีดวงตา ผู้มีปัญญาแท้ และได้ลดล้างละ ได้พิสูจน์ความจริง เท่านั้น จึงจะเป็นผู้พบความสุขอันวิเศษ ที่เรียกว่า "อุปสโมสุข" หรือ "วูปสโมสุข" ได้

ขอให้ท่านทั้งหลาย จงกำหนดเรียนรู้ชีวิตอันเป็นสุข และมนุษย์ที่เจริญ เพราะมีคุณค่าประโยชน์นั้น ให้จริงเถิด แล้วทำตนหรือมีชีวิตตน อยู่อย่างผู้ไม่ได้หลงโลก แต่เป็นผู้อยู่อย่างเหนือโลก ได้แท้ๆ

๑ มิถุนายน ๒๕๒๘


เป็นผู้รู้ยิ่งเอง

ผู้ได้ทดลองปฏิบัติ เพื่อลด ละ หน่าย คลาย จนกระทั่ง รู้จักสภาพความหลุดพ้น ความว่างจากสิ่งที่เราติดเราเสพ เราเคยอยาก มีสภาพที่ลดละได้ ว่างได้ ติดต่อเป็นสภาพยาวนานพอสมควร เราจะได้เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเราว่าง ไม่ได้เสพ และเราว่างจากความอยาก ในสิ่งที่เราเคยติดเคยอร่อย เคยอยากได้อยากมีอยากเป็นนั้น มันเบาสบายอย่างไร พ้นภาระอย่างไร สิ้นความดิ้นรนเดือดร้อน อย่างไรๆ

ผู้เคยปฏิบัติได้ผลอย่างแท้จริงนั้น อ่านรู้อารมณ์เช่นนั้นๆได้เอง เป็นปัจจัตตัง จะรู้เหตุแห่งทุกข์ คือ ความอยากความติด ความเสพ จะรู้ว่าเมื่อดับเหตุทุกข์ คือ ความอยากความติดความเสพนั้นๆ เมื่อดับได้แม้ชั่วระยะหนึ่ง อันพอสมควร ก็จะเห็นสภาพที่พ้นทุกข์ หรือ สงบ ว่าง เบา สบายได้ ความรู้ที่รู้เหตุแห่งทุกข์เช่นนี้ ความรู้ที่รู้ทุกข์ เพราะเมื่อเราอยาก เพราะเราติดเราเสพ เราจะรู้ว่ามันทุกข์ เราจะรู้ว่า เราต้องบำเรอ เราจะรู้ว่า เราจะต้องเป็นทาสที่จะต้องสรรหาแสวงหา ด้วยความยากบ้างง่ายบ้าง ก็ตาม แต่เมื่อเราหยุดได้ เลิกได้ หลุดพ้นได้ เพราะจับตัวเหตุแห่งทุกข์ได้ และประหารได้ ดับได้ ยิ่งดับสนิทสิ้นเชิง ผู้นั้นก็จะรู้จักมรรค-ผล จะรู้จักอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นอริยสัจสี่ตัวจริง เป็นสภาวธรรม รู้ เราก็รู้ของเราเอง สภาวะที่เป็นอริยสัจทั้งสี่นั้น เราได้ปฏิบัติมาด้วยมรรคองค์แปดอย่างไร มีสติ มีโพชฌงค์อย่างไร เราได้สำรวมสังวรกันอย่างไร ผลได้เป็นลำดับมาอย่างไร เราจะเป็นผู้รู้ยิ่งเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ แน่แท้

การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่กดข่ม โดยไม่รู้จักหน้าตาเหตุแห่งทุกข์ ไม่ใช่ทำอย่างเหมาเข่ง แต่รู้แน่ชัดลงไป ถึงเหตุปัจจัย มีเหตุ มีปัจจัย มีตัวที่มันเป็นตัวเหตุ แห่งสิ่งปัจจัยนั้นๆ ตัวการแห่งกิเลสนั้นๆ จึงเป็นความรู้หรือวิชชา ที่แน่ชัดแม่นตรง และถ้าเผื่อฆ่าได้อย่างชัดแท้ ตามทฤษฎีของพระพุทธองค์ ก็ความจริงที่ตรงมั่น ที่เรียกว่าสัจธรรมนั้น ก็ย่อมเกิดได้มีได้ ความเป็นผู้ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ละเอียดไปจนกระทั่ง ถึงอุปาทาน หรือความไม่มีโลภโกรธหลง จึงจะลดและหมดสิ้นได้ อย่างชัดเจน ละเอียดลออ ไม่หลง ไม่เหมาเข่ง ไม่สะกดจิตให้ตนเอง หลับๆลืมๆไป แต่เป็นวิชชาแท้ ปัญญาแท้ และเจโตหรือจิต ย่อมวิมุตติหลุดพ้นแท้ ดับสนิท ไม่กลับกำเริบได้อย่างแท้จริง วิชชานี้ จึงเป็นวิชชาที่ประเสริฐสูงสุด ชัดเจน เป็นสัจธรรมที่สุด

พิสูจน์เถิด พุทธบุตรเอ๋ย อย่าทำอย่างหลงๆเลอะๆ แต่สังวรระวังให้ได้ พากเพียรให้เป็นของตนๆ ที่ได้มรรคได้ผลเถิด แล้วผู้นั้นจะมั่นใจเองว่า เราไม่ได้ผิดทาง เราเดินทางถูก เข้าไปสู่นิพพานของพระพุทธเจ้า ได้อย่างชัดเจน

๓ มิถุนายน ๒๕๒๘


ผู้ปลงภาระ

ชีวิตของผู้ปลงภาระ เป็นชีวิตที่เบาง่ายสบาย แต่ภายในชีวิตที่เบาง่ายสบายนั้น ก็เป็นชีวิตที่คล่องตัว เป็นชีวิตที่สามารถจะดำเนินกิจ จะทำการงานใดๆ ก็ได้อย่างแคล่วคล่อง และผู้ประเสริฐย่อมขยัน ย่อมขวนขวาย ย่อมรู้กิจ รู้คุณค่า รู้ประโยชน์

ดังนั้น ชีวิตที่เบาง่ายสบายนั้น จึงเป็นชีวิตที่มีความคล่อง มีความเร็ว มีความชำนาญ มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ โภคผล อันมากมาย พร้อมกระนั้น ก็ไม่ได้แบกประโยชน์โภคผลต่างๆ ที่ตนมีความสามารถสร้าง สามารถกระทำนั้นๆไว้เลย ประโยชน์โภคผลนั้นๆ จึงเป็นของไม่หนัก สำหรับผู้ที่ปลงภาระได้ทั้งวัตถุ ได้ทั้งขันธ์ ได้ทั้งกิเลสตัณหาอุปาทาน ทั้งหมดแล้ว ผู้ปลงภาระ จึงเป็นผู้เบา ว่าง สบาย แต่เป็นตัวจักร ที่สามารถผลิตสร้างสรรประโยชน์โภคผล ให้แก่สัตวโลก และมนุษยโลก ทั้งปวงอยู่นิรันดร์

๔ มิถุนายน ๒๕๒๘


ตั้งใจทำจริง

รู้แล้วดี ได้เข้าใจชัดแล้วว่าประเสริฐ ผู้หวังความประเสริฐ ก็ต้องตั้งใจทำจริงๆ คนที่จะทำจริง ต้องตั้งใจสำรวมสังวร มีสติอยู่ประจำตนอยู่เสมอ แล้วก็พยายาม พยายาม และพยายามปฏิบัติอย่างจริงจัง เดินโพชฌงค์ ๗ ให้เต็มทุกก้าวไปเสมอๆ ไม่มีทางอื่นอีกเลย ที่มนุษย์จะพบความประเสริฐได้

ทางนี้เป็นทางก้าว เป็นทางเดิน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเท่านั้น จึงจะมีทางเดิน ด้วยทฤษฎีอันยิ่งใหญ่นี้ได้

๕ มิถุนายน ๒๕๒๘


 

พึงฝึกตนให้ได้ทุกขณะ

... ถึงแม้พระสารีบุตรเจ้าให้มาก ว่าขนาดอัครสาวกเบื้องขวา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า แม้สารีบุตรนั้น เป็นรองเรา ผู้ปานฉะนั้น ก็ยังต้องฝึกตนไปจนตาย หรือแม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ยังตรัสยืนยัน พระองค์เองว่า ตถาคตยังไม่ได้สันโดษในกุศล หรือแม้พระองค์เอง ก็ไม่สันโดษในกุศลทั้งหลาย หมายความว่า แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองแท้ๆ ก็ยังต้องพึงสั่งสมกุศล ยังไม่ประมาทในกุศลทั้งปวง ยังไม่พอในกุศลทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราเอง ซึ่งเป็นสาวกภูมิเท่านั้น อย่าพึงประมาทเป็นอันขาด ในกุศลทั้งปวง จงพึงฝึกตน อบรมตน มีโพธิปักขิยธรรม ตั้งแต่สติปัฏฐาน ๔ จนถึงมรรคองค์ ๘ อันเป็นหลักใหญ่ พึงสำรวม สังวรตน ประพฤติตน ไปชั่วนิรันดร์เถิด

สิ่งใดที่เราทำได้ เบา ว่าง พ้นทุกข์แล้ว ย่อมเป็นอันได้แล้ว สิ่งใดยังไม่ได้ เมื่อเราไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เราจะพึงได้ พึงเป็น พึงเจริญ อยู่ทุกเมื่อ

เมื่อไร ผู้ใดตั้งอยู่ในความประมาทแล้วไซร้ ผู้นั้นย่อมเป็นอันตกต่ำเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ทุกท่านทุกคนทั้งหลายเอ๋ย จงพึงฝึกตนให้ได้ทุกขณะ จนตลอดชีวิตเถิด

๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘


 

ชีวิตที่มีระบบ

ปัญญา ปัญญินทรีย์ หรือปัญญาผลของมนุษย์ เมื่อปฏิบัติถูกทาง เกิดผลธรรมขึ้นมาพอสมควร เจ้าของปัญญา เจ้าของปัญญินทรีย์ ปัญญาผลนั้นๆ จะรู้จะเห็นว่า ชีวิตที่มีระบบ หรือชีวิตที่มีความเป็นอยู่อย่างโลกียะ กับชีวิตที่มีความเป็นอยู่ อย่างโลกุตระนั้น ต่างกัน มีทิศทางที่ทวนกระแสกัน มีความเห็นความเข้าใจที่แน่ชัดต่างกัน ว่าอันหนึ่ง เป็นไปเพื่อความง่าย เรียบ เบา สบาย จะรู้จักว่าภาระ แม้แต่จะเป็นงานเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นภาระที่หนักหนากว่ากัน ภาระที่ต้องเอาลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นเครื่องล่อ เป็นเป้าหมายนั้น เป็นภาระที่หนัก แก่งแย่ง ทุกข์ร้อน กระหืดกระหอบ ยิ่งกว่าภาระที่เราทำโดย ไร้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นเป้าหมาย หรือเป็นเครื่องล่อ การทำภาระให้เสร็จสิ้นไป เพื่อเป็นงานแห่งงาน เป็นประโยชน์แห่งประโยชน์ จบในตัวของมันเอง เท่าที่มันจะมีสมรรถภาพ หรือมีคุณค่าประสิทธิภาพ เท่าที่ผู้นั้นสามารถๆ งานหรือภาระเช่นนั้น จึงเป็นงานและภาระ ที่เบากว่ากันอย่างมาก

ผู้ประสบด้วยตนเอง จะเป็นผู้รู้ด้วยตนเอง จะเป็นผู้ตระหนักในปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ผู้ที่มีความลึกของปัญญา ความหนักแน่นของปัญญา หรือความเกิดปัญญาอันสูงจริง ก็จะยิ่งรู้แม่นรู้ชัด รู้อย่างจริงจังกว่ากันและกัน ยิ่งขึ้นๆ

๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๘


 

ทฤษฎีเอก

การปฏิบัติธรรม ที่ใช้หลักมรรคองค์ ๘ ถ้าเราเรียกว่าทฤษฎีเอก เราเรียกเท่านั้น ถ้าเราเรียกรวม ขยายไปให้ครบ เราก็เรียกว่า "โพธิปักขิยธรรม ๓๗" ผู้ที่ปฏิบัติตามทฤษฎียิ่งใหญ่นี้ จะต้องรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา มีสติตื่น รู้เท่าทันสัมผัส รู้เท่าทันสิ่งแวดล้อม ประชุมกันขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เราเรียกว่า "กาย" และรู้ตามไป จนกระทั่งถึง "จิต" ที่เราเรียกว่า อารมณ์ด้วย ในจิตแบ่งออกเป็นเวทนา แล้วก็มีหลักวัด เรียกว่า "เจโตปริยญาณ" แล้วก็รู้สภาพของสิ่งที่เราจะจัดการ เรียกว่า "ธรรมารมณ์" ตั้งแต่นิวรณ์ ๕ ไปทีเดียว จนถึงอริยสัจ ๔ ผู้ที่ได้ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา สัมผัสกับอะไร ก็สามารถวิจัยธรรม ระลึกรู้ถึงความจริง ตามความเป็นจริงได้ แล้วก็ใช้วิธีตัดขาด สะกด ข่ม ทำให้สลายไป ด้วยวิธีเรี่ยวแรง หรือทำด้วยพิจารณาเทียบเคียง หาเหตุผล เพื่อไล่อารมณ์ ไล่กิเลส ไล่สภาพที่เราต้องการให้สลาย ซึ่งเป็นสาเหตุแท้ มาจากจิตใจที่เรายึดอยู่ ถืออยู่ อาศัยอยู่ ให้จางคลาย ให้ลดละไป ผู้กระทำเช่นนั้น เรียกว่า ได้ทำต่อสภาพที่มีจริงเป็นจริง เป็นการปฏิบัติธรรมแท้ ไม่ใช่การนึกคิด เหตุผลรู้ แล้วรู้เข้าใจ เท่านั้น แต่จะเกิดสภาพได้จริงเป็นจริง แล้วรู้ของจริง เห็นของจริง จึงเรียกว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล

ที่เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลนั้น ก็เพราะมีจิตหรือเจโต ที่ได้ละล้าง ลดกิเลสตัณหาอุปาทานลงไป ให้เรารู้ ให้เราเห็น ให้เราสัมผัสของจริง จริงๆ จึงมีทั้งเจโต ที่มันจางคลาย หรือมันวิมุติ

ปัญญาเช่นนั้น จึงเรียกว่า การรู้ของจริงตามความเป็นจริง ไม่ใช่รู้เพราะเข้าใจ แต่รู้ยิ่งกว่าเข้าใจ เพราะรู้ของจริงอย่างชัดแท้ และมันก็เข้าใจความจริง ที่จริงนั้นแท้ๆยิ่ง จะเทียบเคียงจากทฤษฎีหลัก หรือเทียบกับสูตร เทียบกับคำสอนใดๆ ก็ตรงทั้งสิ้น ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ทุกประการ

เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเรานั้น ท่านสอนความจริง และ ในความจริงนั้นแหละ มันทำให้เราเป็นคนมีความรู้ อันที่เปรียบมิได้ด้วย

๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๘


 

สันติภาพเอ๋ย

สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย
โลกอธรรม อำนาจเด่น เป็นของปองหมาย
แข่งรวย แข่งอาวุธร้าย กลายเป็นบ้า
คนทำตน วน จนเกิดความสับสน ซ่อนซ้อนเชิงกล
บาปหนา
หลงอวิชชา
เพี้ยนว่าความรู้
ต่างแนวคิด โลมหลงจิต ต่างฝันสันติธรรม
แย่งกัน แยกกรรม เลยร้าย ทำลายหมู่
กลายเป็นพรางใจ มีศึกในตัวสันติซ้อนชอนไช อดสู
ค้นความจริงดู รู้จริงให้จริง
สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย
ด้วยโพชฌงค์ องค์ทั้ง ๘ แห่งทางทวนกระแส
ปราชญ์องค์ ผู้ทรงพุทธแท้ แลจริงยิ่ง
ใครเรียนตรงตาม งาม ต้น กลาง จรดปลาย ไล่ผีที่ใจถูกสิง
พ้นมารพาลพิง นี้จริงยิ่งกว่า
โลกเมืองคน ทนทุกข์ยาก หลากหลาย รายล้อม
หากเย็น ให้ยอมน้อม รับธรรมนำข้า
พึงบำเพ็ญเพียร เรียน เลิก ละ ขยัน กล้าจน เถิดหนา
ศีลนำ กรรมพา พบสันติเอง
สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘


สันติภาพ

สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย
โลกอธรรม อำนาจเด่น เป็นของปองหมาย
แข่งรวย แข่งอาวุธร้าย กลายเป็นบ้า
คนทำตน วน จนเกิดความสับสน ซ่อนซ้อนเชิงกล
หวาดผวา
หลงอวิชชา
ว่าเป็นความรู้
ต่างแนวคิด โลมหลงจิต ต่างฝันสันติธรรม
แย่งกัน แยกกรรม เลยร้าย ทำลายหมู่
กลายเป็นพรางใจ มีศึกใน ตัวสันติซ้อนชอนไช อดสู
ค้นความจริงดู รู้จริงให้จริง
สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย
ด้วยโพชฌงค์ เ ดิ น ม ร ร ค ๘ เป็นทางทวนกระแส
ปราชญ์องค์ ผู้ทรงพุทธแท้ แลจริงยิ่ง
ใครเรียนตรงตาม งาม ต้น กลาง จรดปลาย ไล่ผี ที่ใจถูกสิง
พ้นมาร พาลพิง นี้จริงยิ่งกว่า
โลกเมืองคน ทนทุกข์ยาก หลากหลาย รายล้อม
หากเย็น ให้ยอม น้อมรับธรรม นำข้า
พึงบำเพ็ญเพียร เรียน เลิก ละ ขยัน สร้างสรร กล้าจน เถิดหนา
ศีลนำ กรรมพา พบสันติเอง

๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๘


 

วิมุตติรส

ผู้มีธรรมรส จะรู้จะแจ้งในใจขึ้นมาเอง ว่ารสแห่งธรรมนั้น เป็นรสเช่นไร โลกียรส เราก็เคยรู้มากันทั้งนั้น ว่าเป็นรสแห่งการบำบัดเสพสม เมื่อเราต้องการ เมื่อเราอยากได้ เราก็ได้เสพสม ก็เป็นสุขอย่างโลกียรส แต่เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม เราได้รับรสสงบ รับรส ที่ไม่ต้องหยาบ เราก็สบาย เราก็สงบอยู่ ยิ่งได้สัมผัสสิ่งที่เราเคยอยาก แล้วเราก็วางเฉยได้ ไม่ต้องกระหาย ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องดิ้นรน ก็ยิ่งจะเห็นจริง ในรสที่ไม่มีความอยาก รสที่ไม่ต้องดิ้นรน รสที่ไม่ต้องกระหายอะไร ก็ไม่เกิดสิ่งที่จะต้องเป็นภาระ เป็นความหนัก เป็นความต้องไปแสวงหา ต้องไปดิ้นรนเอามันมาเสพสม สภาพรสที่เป็นธรรมรส ในลักษณะเบาบาง จาง หรือ ยิ่งสงบสนิท ก็เป็นวิมุติรส อย่างนี้

บุคคลที่ได้ปฏิบัติธรรม พึงสังเกต พึงอ่าน เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่ออธิปัญญา หรือญาณทัสสนวิเศษ ว่าสิ่งเหล่านี้ มีจริง เป็นจริง เมื่อเราละวาง ปลดปล่อย หรือดับได้แล้วในสิ่งใด ที่เราทำได้ กับแต่ก่อนที่เราเคยมีโลกียรส เราจะได้เปรียบเทียบดูว่า รสที่เป็นโลกียรส ที่เราเคยเสพสม กับรสที่ไม่ต้องการเสพสม ที่ไม่ต้องมีภาระ ที่ไม่ต้องแสวงหา ที่ไม่ต้องบำบัดบำเรอให้แก่ตน ไม่ต้องเป็นกิจ ที่จะต้องไปกระทำ มาให้เสพสมให้แก่ตน เป็นความหยุดให้แก่ตนได้ อารมณ์ว่างๆ อารมณ์วางๆ อารมณ์เฉยๆ เช่นนั้น กับอารมณ์ที่ได้เสพสุขสมใจ เป็นโลกียรสนั้น เราต้องการสิ่งใด เราเห็นว่ารสใดเลิศ รสใดดีกว่า เราพอใจในรสอย่างไรกันแท้ เมื่อเราได้ทั้งสองรส ยิ่งมีเหตุปัจจัย ที่เราเคยทั้งสองอย่างสองรส เราจะเป็นผู้รู้ยิ่งเห็นจริง ว่าเรายินดีในรสใด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมรสนั้นเลิศ วิมุติรสนั้น ไม่มีสิ่งใดเทียม เราจะอยู่ในฟากใด เราจะรู้ด้วยหัวใจของเราเอง ด้วยปัญญาหรือญาณของเราเอง ว่าเราเห็นดีในรสพระธรรม หรือยังเห็นดีในโลกียรสอยู่ สิ่งใดที่เรายังไม่ละล้าง จางคลายพอ โลกียรสหรือรสที่เสพสมโลกๆ มันยังจะดึงดูดความยินดีของเราอยู่ ถ้ายิ่งมันเอียงมาข้างฝ่ายธรรมรส หรือวิมุติรส เราจะรู้สึกได้โดยตน ว่าเรารู้แจ้ง ความสิ้นกิจ เบาภาระ จากต้องไปบำเรอแสวงหาตน ญาณปัญญา จะต้องรู้รอบด้วยเช่นนั้น จึงเรียกว่า ผู้ไม่ต้องแสวงหา

ผู้หยุด ผู้ไม่ต้องมีจิตอีก เพราะไม่มีตัวเหตุแห่งความอยาก มากระตุ้นเรา ต้องไปหามาให้บำเรอตนอีก

อาการที่เป็นวิมุติแท้ มันจะสิ้นกิจ สิ้นภาระ หรือหยุดที่จะต้องบำเรอตัวตน บำเรอตนอย่างแท้จริง เช่นนี้เอง ที่เรียกว่า ผลธรรม ที่เราได้ปฏิบัติเป็นโลกุตระ แม้สิ่งที่เคยเสพ สิ่งที่เคยหลงเคยติด จะอยู่ในโลก ถ้าเรามีจิตวิมุติ แน่แท้ มั่นคง อาเนญชา เป็นจิตที่ไม่วกเวียนกลับอีก ถอนสิ้นอนุสัยอาสวะแล้ว จิตนั้น จะมีแต่ธาตุรู้ของจริง ตามความเป็นจริง ที่ผู้อื่นเป็นทาสอยู่ ก็เป็นทาส ส่วนเรานั้น พ้นความเป็นทาสแล้ว อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์ เราก็จะรู้ว่าสมบูรณ์จริง สะอาดจริงขนาดใดๆ แม้จะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ถอนอาสวะ เราก็จะพอรู้

ยิ่งถอนอาสวะแล้ว ยิ่งจะรู้ชัดรู้จริงว่า สัจธรรมแห่งความจริงอย่างนี้ ยังมีอยู่ในโลก เมื่อผู้นั้นได้พากเพียร ปฏิบัติถูกตรง ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า จึงจะรู้ยิ่งเห็นจริงว่า กิเลสนี้ละล้างได้ สูญตา สูญภาพ อนัตตา หรือความสิ้นกิเลสนั้น มีจริง แม้จะเป็นเหตุหนึ่ง ปัจจัยเดียว สองเหตุ สองปัจจัย หรือ ยิ่งหลายๆเหตุ หลายๆปัจจัย

จงเร่งพากเพียรเถิด เราก็จะหมดกิเลสได้ ทุกเหตุ ทุกปัจจัย ด้วยความมั่นคง มั่นใจ ด้วยประการฉะนี้

๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๘


 

จงเป็นคนตั้งมั่น เอาจริง

อย่าเป็นคนยึดมั่นถือมั่น แต่จงเป็นคนตั้งมั่น เอาจริง ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความหลง เป็นความโง่

ผู้ฉลาด ย่อมมีปัญญารู้ และตัดสินได้ว่า นั่นถูก นั่นผิด นั่นดี นั่นควรแล้ว หรือนั่นเป็นมติ นั่นเป็นสิ่งที่ตัดสินเด็ดขาดแล้ว แล้วเราก็เลิกยึดมั่นถือมั่น

ส่วนความตั้งมั่น ความเอาจริงนั้น เราจะดำเนินต่อไป เราจะรู้กุศล เราจะรู้สิ่งควร เราจะรู้สิ่งที่เป็นสัมมาอันพอเหมาะ อันพอดี อันเป็นมติ อันเป็นสิ่งที่ได้ตัดสิน ทั้งตนและหมู่กลุ่ม แล้วเราก็จะดำเนินตามมติที่ตัดสิน ตามสิ่งที่ได้ตกลง อย่างเห็นดีที่สุด สมควรที่สุดแล้ว ให้เป็นไปอย่างตั้งมั่นเอาจริง

สุดท้าย ความบรรลุผล ความเจริญ ก็จะเกิดได้จาก ความไม่ยึดมั่นถือมั่นของเรา แต่เพราะความตั้งมั่น เอาจริงของเรา อย่างสำคัญ

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๘


สมณะโพธิรักษ์

คาถาธรรม ๑๒ / คาถาธรรม ๑๓ / คาถาธรรม ๑๔