คาถาธรรม ๑๓

วันเวลาล่วงไป... เราทำอะไรอยู่

วันเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ วันคืนย่อมกลืนกินสรรพสัตว์และตนเอง เวลาผ่านไป ไม่มีอะไรหยุดยั้ง บุคคลผู้ไม่เห็นความสำคัญในวันเวลา ปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยตนเองไม่เคยเห็นความสำคัญว่า เราจะมีสติระลึกรู้ และตั้งใจสังวร กระทำตน ให้เป็นผู้ยังกุศลให้ถึงอยู่ กิจที่เราจะทำอันสำคัญของชีวิต บาปใดชั่วใด อกุศลทุจริตใด ที่มีอยู่ในบัดนั้นๆ อันเรารู้อยู่ เราพึงทำหน้าที่ ทำกิจของเรา ปรับปรุง ขจัดสิ่งที่เป็นบาปชั่วทุจริต อกุศลนั้นๆ ทำอยู่ๆ พากเพียรอยู่ๆ ผู้ไม่ได้ดีนั้นย่อมไม่มี แต่หากปล่อยให้วันเวลาผ่านไปๆ โดยไร้สติ ระเริงไปตามอารมณ์ ปล่อยให้บาปชั่ว อกุศลทุจริตนั้นกินตัว กระทำกิจชั่วของมันอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ ย่อมเสื่อม ย่อมจมแล้วจมเล่า

ดังนั้น ผู้ที่เป็นผู้ฉลาด ย่อมจะต้องระลึกรู้ความสำคัญ ในความสำคัญดังนี้ แม้แต่ชั่วบาป อกุศล ทุจริตใด ที่หาได้ยาก สิ่งดีที่ทำดียิ่งขึ้น ผู้ฉลาดย่อมใช้วันเวลา และขณะที่ล่วงไปนั้น ทวีความดี ยังกุศลนั้นๆ ให้ยิ่งๆขึ้น

ผู้นั้นจึงชื่อว่า ผู้ตื่นแล้ว ผู้เจริญแล้ว เพราะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเป็นผู้มีสติดี มีธัมมวิจัยดี มีวิริยะดี ย่อมถึงปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ที่สุดย่อมหลุดพ้นสู่นิพพาน

๓ มกราคม ๒๕๒๙


ผู้สำคัญในกาละ

วันเวลาล่วงไปๆ บัดนี้ เราทำอะไรอยู่ ดีหรือชั่ว เวลากลืนกินสรรพสัตว์ และตัวมันเอง

มนุษย์ผู้มีสติปัญญา มีปฏิภาณ ผู้ได้ปฏิบัติธรรม ได้เข้าใจความสำคัญในความสำคัญ จะเป็นผู้มีสติ ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม เข้าใจในกาละ อันเลื่อนไปผ่านไป และจะระลึกรู้ตัวในพฤติกรรม ในความเป็นอยู่ ว่าตนขณะทุกขณะนั้น แม้แต่อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และกรรมทั้งสาม กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี มโนกรรมก็ดี ย่อมมีธัมมวิจัย มีการวิเคราะห์ อ่านในกรรมทั้งสาม และพึงทำกรรมทั้งสามนั้น ให้ขึ้นสู่สุจริตกรรม รู้จักความดี ดียิ่งกว่า ดียิ่งขึ้น จนถึงดีที่สุด ที่จะพึงกระทำให้เป็น กุสลสูปสัมปทา ในการยังกุศลให้พึงพร้อม หรือกระทำบาป กระทำสิ่งที่เป็นความชั่ว ความทุจริต อกุศลออก แม้น้อย ย่อมไม่ประมาท ผู้ที่มีความละเอียดลออ ย่อมรู้ในความละเอียดแห่งตน ที่จะพึงกระทำออก ซึ่งทุจริตชั่วอกุศล และพึงยังกุศลดี ดีกว่า ดียิ่งขึ้น จนถึงดีที่สุด ให้ได้อยู่เสมอ ทุกกาละ

ผู้สำคัญในกาละ ผู้มีชีวิตอยู่ แม้น้อยก็ทำ แม้มากก็ทำ ผู้มีชีวิตอยู่ หายใจเข้าออก ยังไม่สิ้นชีวิต มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ จึงเป็นผู้ได้ปีติ ได้ปัสสัทธิ ได้สมาธิ ได้อุเบกขา และเป็นผู้ถึงซึ่ง วิมุติญาณทัสสนะ ในที่สุด ด้วยประการฉะนี้

๔ มกราคม ๒๕๒๙


วันคืน กลืนกินสรรพสัตว์ และตัวมันเอง

ชีวิตนั้นสั้นนัก ชีวิตนี้น้อยนัก วันคืนๆ ผ่านไปๆ กลืนกินสรรพสัตว์ และตัวมันเอง

ผู้ที่รู้จักชีวิต หรือผู้ที่ศึกษาชีวิต ย่อมสำคัญในชีวิต กับวันคืนแต่ละขณะแต่ละเวลา ที่ผ่านไปๆของชีวิต ผู้มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะอยู่กับตัว ย่อมเพียรที่จะรู้ ทุกอิริยาบถ ทุกกรรม เพราะกรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และ กรรมเป็นของของตน ตนเป็นทายาทของกรรม ดังนั้น ย่อมเป็นผู้ควบคุมสังวร ดูแลในกรรม จะเป็นกิริยาใด กายก็ดี วจีก็ดี มโนก็ดี ศิษย์ตถาคตทุกผู้ จะต้องเป็นผู้ที่กำหนดรู้ ในกรรมกิริยาของตนๆ และปรับปรุงกรรมกิริยาของตนๆ ในแต่ละขณะ เท่าที่ เราจะสามารถ เท่าขนาดของตน ที่ได้สมาทาน ว่าจะกระทำให้เหมาะสมแก่ตน แล้วเราก็ได้เป็นผู้รู้จริง ทำจริง ทำความประเสริฐให้แก่ชีวิต ในทุกๆขณะ ทุกๆเวลาที่ผ่านไป ผู้ได้กระทำดังกล่าวนี้อยู่ ให้ช่ำช่อง ให้ชำนาญ ให้เป็นจริง ย่อมเดินทางและเลื่อนขึ้นสู่ ความเป็นผู้ประเสริฐได้ ตามศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สู่วิมุติ และวิมุติญาณทัสสนะได้ ดังประสงค์

๕ มกราคม ๒๕๒๙


 

สมมติสัจจะ - ปรมัตถสัจจะ

สัจธรรม หมายความว่า ทรงไว้ซึ่งความจริง ความจริงส่วนหนึ่ง เราเรียกว่า สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ ซึ่งมีอยู่หลากหลายมากมาย อะไรๆก็เรียกว่า สมมติ เหนือสมมติสัจจะ เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ

ปรมัตถสัจจะ เป็นความจริงที่จะต้องรู้ พร้อมทั้งสมมติสัจจะ และรู้ยิ่งกว่านั้น มีความจริง ทรงไว้ซึ่งความจริงยิ่งกว่านั้น ก็คือ จะต้องเป็นผู้รู้ดี ความดีก็เป็นความจริง ความชั่วก็เป็นความจริง ซึ่งเป็นจริงโดยสมมติสัจจะ ชั่วในโลกมีอยู่จริง ดีในโลกก็มีอยู่จริง

ผู้ที่ทรงไว้ซึ่งสัจธรรม ก็คือ จะต้องเป็นผู้เลือกชั่วออก เลิกชั่วให้ได้ และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งดี ยังกุศลอยู่ ทรงไว้ซึ่งกุศลอยู่ สูงไปกว่านั้น จึงเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ ปรมัตถะ เนื้อหาสาระที่สูงยิ่ง ก็คือ แม้ด้านนามธรรม ด้านที่เรียกว่ากิเลส ซึ่งเป็นตัวไม่จริง แต่มันก็มีจริง เรามาพิสูจน์ความจริง โดยทำความไม่จริงให้ออกไปจากตน คือกิเลส แต่มันก็เป็นสมมติสัจจะ มันมีจริงในมนุษย์ และเราก็เอาออกจากตนเองให้ได้ เพื่อยืนยันว่า มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา มันไม่เป็นตัวตน แม้เอามันออกจากตัวเราแล้ว เรายิ่งทรงไว้ซึ่งความดี ทรงไว้ซึ่งความประเสริฐ ทรงไว้ซึ่งความพ้นทุกข์ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า การเอากิเลสที่ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนออกนั้น เราไม่ตาย แต่เรายิ่งประเสริฐ

ผู้ที่เอาออกได้หมดจากใจ เรียกว่า ผู้มีจิตบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ผู้ถึงซึ่งปรมัตถสัจจะ สูงสุด คือ ผู้รู้สมมติสัจจะ และเลิกชั่ว ประพฤติดี ทรงไว้ซึ่งความจริง ที่เรียกว่าความดี และได้เอากิเลสออกจากจิต จนหมดสิ้นได้ อย่างมีความจริงของจริง ทรงไว้ซึ่งความจริง มีจิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส ทั้งหมด นั่นคือ ผู้ถึงสัจธรรมทุกส่วน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ค้นพบ ตรัสรู้สิ่งนี้ และนำพาให้มนุษย์ พบสัจธรรมได้ และทรงไว้ซึ่งสัจธรรมนั้น ผู้ซึ่งพบสัจธรรม จึงจะเป็นผู้มั่นใจ และนำพาสัจธรรมนั้น สืบต่อ ถ่ายทอด เผื่อแผ่ ทำให้มนุษย์ เป็นมนุษย์อารยะหรืออริยะ เป็นมนุษย์ซึ่งทรงไว้ ซึ่งความจริง เท่าที่จะสามารถรักษามันไว้ได้

ดังนั้น ผู้ที่เป็นพุทธบุตร เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงควรจะพิสูจน์ ถ้าเชื่อมั่นว่า สัจธรรมที่สูงสุด ที่เรียกว่า ปรมัตถธรรมนั้น หรือ ปรมัตถสัจจะนั้นดีจริง เราจงพยายามสืบทอด และรักษาหรือทรงไว้ ซึ่งความดีจริงนั้นให้ได้ ไปชั่วนิรันดร์กาล ทุกคนต้องพยายาม ของแต่ละบุคคล ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพุทธบุตร ที่แท้จริงเอง ของตนๆ

๒๔ มกราคม ๒๕๒๙


 

กระจกจะใส ถ้าหมั่นเช็ดถู

สำรวม สังวร ดูอาการของจิตใจ ของตนเองอยู่เสมอ และปรับ อย่างน้อยที่สุด ก็ปรับให้สู่สภาพปกติ ที่เบิกบานแจ่มใสอยู่ ความขุ่นใจ ไม่ชอบใจใดๆ พึงขจัดออก อย่างไม่มีข้อแม้ และก็พึงดูอาการของจิต ที่มันมีสภาพถูกกิเลสครอบงำ แต่ละทิศทาง แต่ละอย่าง ซึ่งไม่มีมากอย่าง แต่มีมากขนาด จิตที่มีอาการเป็นโลภะ อาการเป็นโทสะ อย่างรู้ชัดหรือไม่ชัด อย่างรู้กลับกัน หรือไม่กลับกัน

ถ้าอย่างรู้กลับกัน เราเรียกว่าโมหะ ถ้าอย่างรู้ชัด เราก็จะรู้ลักษณะถูกต้อง ว่ามันเป็นโลภะหรือโทสะ เป็นลักษณะผลัก หรือ ลักษณะดูด แต่ว่ามีขนาดหยาบ กลาง ละเอียด อีกมากกว่ามากนัก อย่างหยาบเราก็รู้ได้ง่าย อย่างกลางก็ยังรู้ได้ อย่างละเอียด ก็จะรู้ยากยิ่งขึ้น ดังนี้เป็นต้น เมื่อเราได้สังเกต และได้ระมัดระวังสังวรอยู่เสมอ ก็เท่ากับ เราได้ทำความสะอาด อยู่เสมอๆ

อย่านึกว่า จิตใจของเรานั้น เหมือนกับภาษาเซน ที่บอกว่า เมื่อเราไม่มีต้นโพธิ์ แล้วเราจะปัดกวาดอะไร นั่นเป็นคำพูดสุดยอด ที่เป็นการโต้เถียง เอาคารมโก้เก๋ เท่านั้น แต่ต้องมอง อย่างว่า ถ้าเราหมั่นฝึกหัดขัดเช็ด จะเป็นต้นโพธิ์หรือเป็นกระจก เพื่อให้ใส เพื่อให้สะอาดอยู่เสมอ ฝ้ามัวใด ไม่ให้มันมีขึ้นมา หรือยังมีอยู่ เราจะต้องรู้ ต้องเห็น และทำความสะอาด หมั่นทำความสะอาดให้ได้เสมอๆ นั่นแหละ เป็นความจริง

ถ้าเราเชื่อว่า เราเป็นคนมีกิเลสอยู่เสมอ เรามีกิเลสมาก่อน ไม่ใช่เราไม่มีกิเลสเป็นพื้นฐาน เมื่อเรามีกิเลสเป็นพื้นฐาน เราก็ต้องอ่านกิเลสออก ตามจริง แล้วหาวิธีเช็ดล้าง ขัดถู ขจัดมันออกให้สะเด็ด ให้หยุดอย่างเด็ดขาด ให้หมดอย่างเด็ดขาดให้ได้ เราต้องทำ ไม่มีใครทำให้เรา

เมื่อเราทำได้จริง มันออกจริง หมดจริง เราจึงจะเป็นสภาพสูญว่าง เราจึงจะเป็นสภาพที่ไม่มี แล้วเราก็ไม่ต้องขัด นั่นก็ถูกแล้ว แต่เราต้องขัดก่อน จึงจะสูญ จะหมด แล้วจึงจะไม่ต้องขัด ไม่ใช่เราจะหลงตัวว่า เราไม่ต้องขัด แล้วไปหลงสมมติเอาเองว่า เราเองเป็นผู้สูญแล้ว ว่างแล้ว

ผู้ใด ทำด้วยความเพียร ไม่ประมาท อย่างมีความสม่ำเสมอ ทำได้ไม่ตกหล่น ไม่ขาดตอน ผู้กระทำจริง เกิดอิทธิวิธีจริง จะเกิดอินทรีย์พละจริง และเมื่ออินทรีย์พละนั้น ครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งปัญญาทั้งศรัทธาเต็มครบ แม้แต่วิริยะ สติ สมาธิของเรา ก็ย่อมเกิดได้ ในภาคปฏิบัติ ตามทางเอกของพระพุทธเจ้า

จงเพียรเถิด กระทำเถิด อย่างน้อยที่สุด จะต้องรู้จักอารมณ์ผ่องใส อารมณ์เบิกบานของตน ๆ จงทำใจให้ผ่องใส เบิกบานอยู่ ทุกอารมณ์ ทุกขณะให้ได้ นั้นเป็นกำไรบทที่หนึ่ง ของมนุษย์ผู้ฉลาดที่สุด

๒๘ มกราคม ๒๕๒๙


 

อริยบุคคลอยู่ได้อย่างไม่อนาทร

บุคคลผู้เข้ากระแสแห่งอริยะ เป็นผู้ที่พบทางรอด จะรู้สึกตัวเองว่า มีความเห็นอยู่ทางเดียว คือ การเดินทางไปสู่โลกุตระ จะเป็นผู้ที่ไม่สับสนไม่วกวน ในเรื่องของการจะกระทำตน ไปสู่โลกต่ำ หรือโลกียะอีก จะรู้ตนแต่ว่า กิเลสที่มันจะพาให้เราเกิดสภาพ ประสงค์ หรือต้องการ หรือผลัก ไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ความแน่ใจความมั่นใจนั้น จะไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่คลอนแคลน จะไม่เห็นว่า โลกียะนั้น จะดีเหนือกว่า ทิศทางที่เป็นโลกุตระ ได้เป็นอันขาด

ยิ่งผู้ใดได้ปฏิบัติ ลดละความต้องการ ความประสงค์ ความอยาก อันเป็นกิเลสตัณหา อุปาทานได้มาก เลื่อนฐานขึ้นสู่อริยคุณ สูงขึ้นๆ จนมากพอประมาณหนึ่ง บุคคลผู้นั้น จะเห็นว่าตนเองนั้น มีชีวิตอยู่อย่างง่าย ถึงจะอยู่คนเดียว ก็รอด

คำว่า "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" ชัดเจน ตนเองพึ่งตนได้ แม้ไม่มีเงินสักบาท จะรู้ว่าความขยัน ความสามารถของตนๆนั้น มีพอที่จะยังตนไปจนตาย จะเป็นผู้รอด เป็นผู้พ้นความอึดอัดขัดเคือง ที่จะยังชีวิตไปในโลก จะเป็นผู้เห็นอย่างชัดแจ้ง สว่างว่า ชีวิตนี้ อยู่ในโลกง่ายแสนง่าย แม้โลกหรือสังคมนั้น จะยากแสนยาก จะทุกข์ร้อนอนาทร ด้วยเศรษฐกิจ ด้วยการเมือง ด้วยสังคมที่วุ่นวาย ก็จะไม่ทุกข์ร้อนอย่างชัดเจน มั่นใจในทางรอดของตนๆ ยิ่งกว่านั้น ยังมั่นใจอีก ถ้าผู้นั้นยิ่งมีอริยคุณ หรือมีความสามารถ มีกำลังเรี่ยวแรงอยู่พอเพียง จะยิ่งเห็นว่าตนนั้น อย่าว่าแต่ตนพึ่งตนได้เลย ยังมั่นใจ ในการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

เชื่อว่าตนนั้นเลี้ยงตนรอด พาตนไปได้ แล้วยังจะพาผู้อื่น เลี้ยงผู้อื่นได้อีก ไม่ว่าความวิกฤต ของสังคมมนุษยชาติ จะตกต่ำปานใด สัตว์เดรัจฉานมันก็เลี้ยงตัวมันรอด เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่เป็นอริยบุคคล ถึงขีดหนึ่งแล้ว จะเห็นเด่นชัดว่า โลกจะวิกฤต โลกจะตกต่ำปานใด คนนั้นก็คือ คน คือมนุสโส คือผู้มีจิตใจสูง ผู้มีสมรรถภาพ ผู้เป็นสิ่งประเสริฐของโลก ที่จะอยู่ในโลก อย่างไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายในโลกเลย เป็นอันขาด

ดังนั้น ทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังเป็นทฤษฎีที่พาให้คน รอดพ้นจากภัยพิบัติ ทั้งปวง ในโลกนี้

๓๐ มกราคม ๒๕๒๙


 

ทางรอดแห่งชีวิต

คนผู้เห็นทางโลกของชีวิต ชีวิตเกิดมา ถ้าเป็นคนโลกย์ๆ ก็ยังหลงโลกียสุข ที่เป็นสุขบำบัดความอยาก เป็นสุขเสพย์สม เป็นโลกียรส ผู้ที่ได้ศึกษา ปฏิบัติ พิสูจน์ เมื่อได้พบทางรอด ที่รู้จักว่ารสโลกียะเป็นอย่างไร ได้หัดฝึกละปลดปล่อย เห็นความจางคลาย เห็นความสงบ เห็นความไม่ต้องคอยบำบัดบำเรอความอยาก แม้ประมาณใดประมาณหนึ่ง เกิดญาณ เกิดความรู้สัจธรรม ที่เป็นความจริงแห่งความจริง

เมื่อชัด เมื่อแน่ใจ และรู้เท่าทันความเป็นอยู่ของชีวิต ว่าความหลงของมนุษย์นั้น มีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มีแต่ความเป็นทาส ที่จะต้องคอยประเคน คอยหาบำเรอ คอยหาส่งส่วย ให้แก่กิเลสตัณหา

เมื่อรู้ชัดและแน่ใจว่า กิเลสตัณหาเหล่านั้น มันมีสภาพ แต่ไม่ใช่ตัวตนของชีวิตอันประเสริฐ และพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีก ว่ากิเลสตัณหานั้น อ่อน จางได้ คลายได้ และตายได้

เมื่อผู้พบทางรอดแห่งชีวิตเช่นนี้ ผู้นั้นเข้าสู่กระแส ที่จะเดินทางไปสู่พระนิพพาน ก็จะมุ่งมั่นเรียนรู้ และพยายามที่จะลดกิเลส ลดตัณหา รู้อย่างฉลาดว่า วันต่อวัน คืนต่อคืน ที่เรามีชีวิตอยู่ จะทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้เบิกบานแจ่มใส

ความฉลาดที่รู้ว่า ความหม่นหมอง ยึดถือ แม้แต่ถือสามนุษย์ด้วยกัน คนนั้นเขาไม่ดีต่อเรา คนนี้เขาไม่ดีต่อเรา ไม่ดีด้วยเชิงนั้น ไม่ดีด้วยเชิงนี้ เราก็จะไม่จับมาคิด ใครไม่ดี ก็ความไม่ดีของเขา เขาจะแกล้งเรา เขาจะกดข่มเรา เราก็จะฝึกหัดให้ทนได้ เพราะเราเคยทนต่อความโง่ของเราเอง ที่เราเคยเป็นทาสของลาภยศ สรรเสริญ และโลกียสุข ไม่ว่าจะเป็นทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่หยาบต่ำชั้นอบายมุขก็ตาม เราก็เคยโง่ เคยทนนักทนหนา อุตสาหะนักหนา มามากต่อมากแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ตัว เมื่อเข้าใจดี ว่าเราอยู่กับสังคมเพื่อนฝูงนั้น ย่อมมีคนดี ย่อมมีคนไม่ดี ความไม่ดีไม่ใช่ของเรา

แต่เราเองต่างหากเล่า ที่ไปยึดเอาความไม่ดีนั้นมาถือสา แล้วเราก็เจ็บปวด แล้วเราก็ทุกข์ทรมาน ความทุกข์นั้นคือความโง่ ความถือสานั้นคือความโง่ คนฉลาด จะเอาสิ่งที่เป็นแบบฝึกหัด เป็นโจทย์เช่นนั้น ทำให้ตนเองแข็งแกร่ง วางได้ปล่อยได้ ไม่ถือสาได้ เพราะเราไม่ใช่คนไม่ดี ความไม่ดีไม่ใช่ของเรา คนอื่นเขาทำ เราชนะอย่างนี้ เรารู้เท่าทันอย่างนี้ และเราปลดปล่อย วางได้เช่นนี้ เราก็จะอยู่กับเพื่อนกับหมู่ฝูงได้อย่างดี อย่างเบิกบาน แจ่มใส

คนโง่เท่านั้น จึงจะมีทุกข์ เพราะไปยึดเอาทุกข์ที่ไม่ใช่ของเรา ไปยึดเอาความไม่ดี ที่ไม่ใช่ของเรา มาถือมาแบกมาหาม ดังนั้น ผู้นั้นจึงไม่สามารถที่จะอยู่กับหมู่กับฝูงได้ แม้ความทุกข์ที่ตนเองโง่นั้น ก็ยังมองไม่ออก เพราะฉะนั้น

ผู้ฉลาด จึงจะรู้จักความทุกข์ที่ตน หาเหตุแห่งทุกข์ให้กระจ่าง วิจัยให้เห็นตัวจริง เสร็จแล้ว ก็ฝึก มีวิธีการฝึกที่ตนเอง จะละจะปล่อยได้จริงๆ จึงจะเป็นผู้ชนะ ชีวิตจึงจะเบิกบานแจ่มใส และจะพบทางรอด เป็นที่สุด

๓๑ มกราคม ๒๕๒๙


 

เกิด - ตาย เป็นธรรมดา

ชีวิตนั้นสั้นนัก ชีวิตนั้นไม่สำคัญเลย แต่ในความเป็นชีวิตนั้น สำคัญมาก ชีวิตเดินไปสู่ความตาย แล้วก็จบ

แต่ในระยะที่ยังมีชีวิต ที่ยังเดินทางอยู่ ยังไม่ถึงจุดตายนั้น นั่นแหละ สำคัญมาก จะมีคุณค่าประโยชน์ หรือจะเป็นตัวอย่าง แห่งโทษภัยของมนุษย์ อยู่ในช่วงระยะนั้น เท่านั้น

ชีวิตเกิดแล้วก็ตาย ไม่ยาก ตายกันมาก็มากแล้ว ชั่วแต่เกิดแล้วก็ตาย คำว่า "เกิด" กับคำว่า "ตาย" ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ เป็นธรรมดาสามัญ แต่การยังชีวิตอยู่ ดำเนินชีวิตไป ให้เป็นสุคโต ให้เป็นสัมมัคคโต ให้เป็นชีวิตที่ไปสู่ดี ไปสู่ทิศทางเจริญ เป็นตัวอย่างของความเจริญ เป็นพฤติกรรมมนุษย์อันประเสริฐ สิ่งนี้เป็นสิ่งยาก สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น ผู้ที่เห็นความสำคัญของความเป็นชีวิต และผู้ที่เห็นว่า ชีวิตนั้นไม่สำคัญเลย จะเกิดจะตายเมื่อใด ก็เป็นธรรมดา แต่การเป็นอยู่ ที่เราทั้งรู้ตัวทุกลมหายใจเข้า-ออก เวลากลืนกินชีวิต เวลากลืนกินสรรพสัตว์ ดังนั้น ผู้สำคัญในความเป็นชีวิต จะไม่ปล่อยเวลาให้เลยไปผ่านไป สู่ความไม่สำคัญอย่างง่ายดาย แต่จะพยายามประคอง ทุกเสี้ยวแห่งเวลา ให้มันเป็นคุณค่า ให้มันเป็นประโยชน์ ให้มันนำพาสิ่งที่เรียกว่า กรรมของชีวิต วิบากของชีวิต ให้ดียิ่งขึ้น ให้เป็นกุศลที่สุด เท่าที่เรารู้จุดมุ่งหมาย ว่าสูงที่สุด แห่งความเป็นมนุษยชาตินั้น จะประกอบไปด้วยกุศล และสูงไปสู่นิพพาน

กรรมวิธีที่จะสร้างกุศล และเดินทางไปสู่นิพพานนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานไว้แล้ว

ผู้ที่เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ และพยายามที่จะประกอบตน กระทำตนให้เป็นผู้สมบูรณ์ไปด้วยกุศล พร้อมไปกับการเดินทางไปสู่ จุดหมายแห่งนิพพาน ได้นั้น

ผู้นั้น คือผู้รู้ความสำคัญในความสำคัญ และผู้รู้ความไม่สำคัญในความไม่สำคัญ ได้อย่างชัดแท้ ย่อมเป็นผู้ที่ จะประสบความประเสริฐสูงสุด ได้โดยจริง

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

หลักชีวิต

หากผู้ใดจะลอง พิจารณาดูชีวิต ชีวิตของบุคคลผู้ไม่มีหลักของชีวิตเลย แต่ละวันแต่ละคืนผ่านไป ตามอำนาจของอารมณ์ ปรารถนาเช่นใด จะทำตนปล่อยตน ให้มีความโลภความโกรธ และกระทำกรรม ไปตามอำนาจของอารมณ์ปรารถนา ตลอดชีวิตของเขา ลองคิดดูเถิดว่า ชีวิตของเขาจะมีบาป และมีความสั่งสม สิ่งที่ไม่น่าจะสั่งสม ไปสักปานใด แต่ชีวิตที่มีหลักของชีวิต ยิ่งอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แต่ละวันแต่ละคืน เช้าขึ้นมา ก็ได้เตรียมตัว ได้ศึกษา ได้เตรียมความเห็น ได้ซักซ้อมความเห็นที่ถูกทาง และได้ถูกกำชับ ได้รับการเตือน ให้พยายามระวังความคิด ระวังวาจา ระวังการกระทำ ระวังชีวิต ทั้งชีวิต ที่เราจะกระทำอะไรต่างๆ ประจำวันประจำคืน ด้วยความพยายาม ด้วยความมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ให้วิจัยกรรม วิจัยอารมณ์ ปรับกรรมปรับอารมณ์ สั่งสมลงเป็นสมาธิ อยู่เสมอๆ พร้อมกระนั้น เราก็จะมีญาณ มีปัญญา มีความรู้ มีความเห็นจริงที่ลึกซึ้ง เห็นความจริงที่เป็นกุศล ได้ตัดสิน ได้อบรม ได้ฝึกฝน กระทำตนมีวิมุติ สำหรับคนที่ได้มีหลักชีวิตเช่นนี้ กระทำจริงๆ ย่อมเปรียบเทียบกับมนุษย์ ผู้ที่ไม่มีหลักของชีวิต ดังกล่าวแต่ต้น ได้ชัดเจนว่า

มนุษย์ที่ไม่มีหลักชีวิตนั้น เกิดมาเสียทั้งชาติ ทั้งไม่มีทางเจริญอย่างแน่ชัด แล้วนรก จะไม่เป็นของเขาได้อย่างไร ส่วนมนุษย์ที่มีหลักชีวิตดังกล่าวนั้น และได้เพียรกระทำตน อย่างแท้จริง เป็นมนุษย์ที่มีกำไร ปานใด ผู้พิจารณา ไม่ต้องมีปัญญาลึกซึ้งอันใดเลย ก็ย่อมจะเห็นได้ชัดว่า มนุษย์ที่มีหลักชีวิต และมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีกิจวัตรอันพึงกระทำ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น อยู่ในหลักแห่งกุศล ได้อบรมตนสู่กุศล ย่อมเป็นที่หวังได้ แม้ไม่ถึงนิพพาน มนุษย์ผู้ที่มีหลักชีวิตเช่นนี้ ไปตลอดชีวิตนั้น ย่อมขึ้นสู่สวรรค์ อย่างแท้จริง

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนั้น เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ซึ่งหมายความไปถึงว่า ถ้าผู้ใด มีมิตรดี มีสหายดี มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วไซร้ ผู้นั้นก็อยู่ในแวดวงของความเป็นพรหมจรรย์ หรือความเป็นศาสนา หรือ ความเป็นอยู่สุข

ถ้าศาสนาที่สมบูรณ์ มิตรที่ดี เราก็เป็นมิตรที่ดีด้วย มิตรที่อยู่ร่วมกันนั้น ก็เป็นผู้ที่มีคุณงามความดี หรือเป็นอริยบุคคลด้วย ก็เท่ากับว่า เราอยู่ในเมืองแห่งคนดี เราอยู่ในภูมิ หรือแดนแห่งคนดี หรือเราอยู่ในแดนอริยะ ถ้าดียิ่ง ก็เรียกได้ว่า เป็นแดนของ พระศรีอาริย์ นั่นเอง

ถ้าผู้ใดมีชีวิตอยู่ ในแวดวงของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือได้อยู่ในเมืองพระศรีอาริย์ ดังกล่าวนั้น ผู้ที่มีบุญดีปานฉะนั้น จะไม่มีความสุขเชียวหรือ นอกจาก กิเลสของตนเองเท่านั้น

ที่อยู่ในแวดวงของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีแล้ว ตนเองยังมีทุกข์ ก็เพราะตนเองเท่านั้น ที่ยังมีกิเลส จะโทษมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ทำให้ตนทุกข์นั้นย่อมไม่ได้ หรือแม้ได้ ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอ ที่ตนเองจะออกไปจาก มวลมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือมีเหตุผลอย่างไร ก็ไม่เพียงพอ ที่ผู้นั้นจะพึงออกไปจากแดนอริยภูมิ หรือแดนพระศรีอาริย์ ที่มีคนดี มีอริยะ แม้แต่ต่ำหรือกลางหรือสูง ส่วนเฉลี่ยแล้ว จะมีผู้ที่มีอริยคุณอยู่ เป็นส่วนมาก ดังปานกล่าวนี้

ผู้ที่คิดออกไปจากแดน หรือหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี้ จึงเรียกได้ว่า เป็นผู้ยังโง่อยู่ ประตูเดียว

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

คนมีงาน

ผู้ที่มีการงาน...
เป็นผู้มีศีล ไม่หย่อนยาน
เป็นผู้มีศีล จนเป็นฌาน
เป็นผู้มีศีล จนเกิดญาณ
เป็นผู้ไม่มีความรำคาญ
เป็นบุคคลผู้เบิกบาน
คนสมบูรณ์ด้วยการงาน
จึงจะเป็นผู้ถึง นิพพาน

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

มุ่งมั่นและรอคอย

บุคคลผู้มีความมุ่งมั่น มีความพากเพียรศึกษา มีสัมมาทิฏฐิ และมีความพากเพียร มุ่งมั่นในการปฏิบัติประพฤติอยู่เรื่อยไป แม้ว่าจะยังไม่ประสบผลอันน่าพอใจ แต่ก็ยังมีการศึกษาอบรม ปฏิบัติตน ที่เห็นผลแม้น้อย เราก็พากเพียร ยิ่งรู้ตนว่า ตนนั้นปฏิบัติได้น้อย ก็ยิ่งต้องอุตสาหะวิริยะ เพราะการที่ตนอุตสาหะวิริยะอยู่ แต่ตนได้ผลน้อยนั้น หากเป็นสัมมาทิฏฐิจริงแล้วไซร้ ก็ยิ่งแสดงว่า เรานั้น เป็นผู้มีอินทรีย์พละอ่อน สั่งสมบารมีมาน้อย ดังนั้น จึงต้องเป็นผู้พากเพียร สั่งสมต่อไป รอคอย เพราะความจริงนั้น ย่อมเกิดตามเหตุตามปัจจัย

เมื่อเรามีทุนน้อย เราย่อมได้ผลตามน้อย และมันย่อมทวีขึ้น มากขึ้นๆ ตามเหตุตามปัจจัย ที่เป็นทุน และเป็นความสามารถที่จริง ผู้ได้มุ่งมั่นอยู่ พากเพียรอยู่ จึงเป็นผู้มีหวัง ส่วนผู้ที่จะเก่งกล้าสามารถ แต่ขาดความมุ่งมั่น ใจร้อน เปลี่ยนแปลง ไม่มีความอดทน รอคอยก็ไม่ได้ บุคคลเช่นนั้น จะเป็นบุคคลที่ประสบผลสำเร็จไม่ได้เลย

ดังนั้น ผู้ใดที่รู้ว่า ความมุ่งมั่นคืออะไร และตนเองก็เป็นผู้มุ่งมั่น พากเพียรอยู่ และเข้าใจคำว่ารอคอย ที่จะต้องถึงรอบ ถึงเหตุปัจจัยครบ ตามที่เรามีอินทรีย์พละ และตามที่เราได้พากเพียรจริง ย่อมเป็นผู้ไม่เกิดอารมณ์วิปริต เป็นผู้เข้าใจความจริง ตามความเป็นจริง จึงเป็นผู้สบาย และพร้อมที่จะรอคอย กว่าจะประสบผล ผู้เป็นเช่นนั้น จึงเป็นผู้ที่ทั้งเบิกบาน แจ่มใส สบาย และเป็นผู้มีหวัง ที่จะประสบผลสำเร็จ ในที่สุด

๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

คบหากับสัตบุรุษ

ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า ผู้ที่ได้คบหากับสัตบุรุษ ผู้ที่ได้ฟังธรรมอยู่สม่ำเสมอ ผู้ที่ได้ไตร่ตรองและขัดเกลา ปรับปรุงจิตใจอยู่ ผู้ได้ปฏิบัติธรรมตามธรรม สมควรแก่ธรรม อย่างจริงจัง จะไม่เจริญ จะไม่ก้าวหน้า จะไม่เป็นคนประเสริฐ หรือเป็นอริยะได้

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า แม้รู้จักสัตบุรุษ แต่ไม่คบหา ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใสในสัตบุรุษ ไม่ฟังธรรม ไม่ขยันฟังธรรมให้สม่ำเสมอ ไม่พิจารณาไตร่ตรอง ไม่พยายามปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ ปรับปรุงจิตใจ ไม่ปฏิบัติธรรมถูกธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมเป็นผู้ที่จะไม่เจริญ แน่นอนที่สุด

ดังนั้น ผู้ที่จะเจริญ หรือมีวุฑฒิอยู่ เป็นผู้ที่รู้จักสัตบุรุษ เป็นผู้ที่ได้คบหาสัตบุรุษ และเป็นผู้ได้ฟังธรรม พากเพียรฟังธรรมสม่ำเสมอ เป็นผู้ที่ได้พยายามพิจารณาไตร่ตรอง กระทำจิตใจของตนเอง ขัดเกลากิเลสตน ประพฤติธรรมสมควร ถูกต้องตามธรรม ขยัน หมั่นเพียรอยู่จริง ย่อมเป็นผู้ที่จะต้องเจริญจริง ตามที่พระบรมศาสดาตรัสไว้แน่นอน นอกจากเสียว่า แม้ผู้นั้นจะอยู่ใกล้สัตบุรุษ ก็เหมือนช้อนอยู่ในชามแกง ผู้นั้นแม้จะขยันฟังธรรม ก็ฟังอย่างสีลัพพตปรามาส ฟังอย่างไม่รู้จักรับ หรือรับก็มีกิเลสมาก อย่างน้อยที่สุด ก็มีกิเลสง่วงเหงาหาวนอน หรือรับได้ฟังได้ ก็ไม่นำไปพิจารณา ไตร่ตรอง ปรับตน ปรับตัว จนกระทั่ง ทำได้ถึงขั้นปรับจิตใจ ไม่รู้จักขนาดของธรรม ไม่รู้ตัวรู้ตน ปฏิบัติธรรมไม่สม ไม่เหมาะกับตัวเอง

ผู้ที่เป็นดังกล่าวนั้น จึงจะไม่เจริญ หรือแม้จะเจริญ ก็เจริญช้าเต็มที ธรรมดาบุคคล คงไม่มีผู้ใด ที่จะกระทำตนให้เสื่อม หรือไม่ประสงค์ความเจริญ เพราะฉะนั้น คนผู้ไม่เจริญ ก็คือคนไม่ใส่ใจ ไม่พากเพียร ไม่เอาใจใส่ ในการกระทำความเจริญ คือ สร้างวุฒิ วุฒิ ให้แก่ตนเอง อยู่เพียงเท่านั้น

๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

การดำเนินไปอย่างดี

ผู้เข้าใจชีวิต และเข้าใจวัฏสงสารดีแล้ว เมื่อได้มาพบทฤษฎีเอก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะซาบซึ้งดี เมื่อเห็นแน่แท้เป็นสัมมาทิฏฐิ หมดความสงสัยในเรื่องของชีวิต หมดความสงสัยในเรื่องของวัฏฏะ ผู้ที่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิแล้ว จะเป็นผู้ที่มี สุคโต หรือสุคติ เป็นผู้ดำเนินไป และดำเนินไปอย่างดี

การดำเนินไปอย่างดี ของผู้พ้นวิจิกิจฉา พ้นสงสัยในชีวิต พ้นสงสัยในวัฏสงสารนั้น คือ ผู้ที่สำรวมความคิด ตามฐานะ ตามศีลของตนๆ สำรวมวาจา สำรวมการกระทำ มีชีวิตอันประกอบไปด้วยการงาน เป็นสัมมาอาชีวะ พัฒนาสัมมาอาชีวะ และดำเนินไป เดินทางไปกับการงานนั้นๆ มีความพยายาม มีสติ สร้างสรร ให้ตนตั้งมั่นแข็งแรง เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาสติ เป็นสัมมาสมาธิ อันสูง ยิ่งขึ้นๆ จะได้รับผลสัมมาญาณ และสัมมาวิมุติ สืบต่อไปเรื่อยๆ เดินทางอย่างมากก็เจ็ดชาติ จะเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งชีวิต และเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งวัฏสงสารได้

ดังนั้น ผู้มีสัมมาทิฎฐิ ผู้มีสุคโตอันจริงแท้ จึงไม่ประหลาดเลย ในการมีชีวิตอยู่ แล้วก็สร้างสรร ทำงานการไป อย่างเบิกบานแจ่มใส เป็นผู้ขยันหมั่นเพียรมาก ก็จะลัดทางวัฏสงสารได้เร็ว เป็นผู้ที่ขยันน้อย ก็จะเดินทางไปอย่างช้า แต่ก็มีขอบเขตที่จะไม่ช้าเกิน หากผู้นั้นมีสัมมาทิฏฐิ และพ้นวิจิกิจฉาอย่างแน่แท้แล้ว นอกจากแต่ว่า ผู้ที่เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ชัดในทฤษฎีมรรคองค์แปดบ้าง หรือไม่ชัดบ้าง ยังไม่พ้นวิจิกิจฉา อยู่จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ยังไม่มีหวัง เพราะสังโยชน์สาม วิจิกิจฉาไม่ชัดแจ้งจริง ในทฤษฎีเอก ที่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะตรัสรู้ได้ คือทางเดินที่จะประกอบด้วย มรรคองค์แปด อันเป็นความประเสริฐของมนุษย์ ที่มีทั้งความเจริญประโยชน์ตน และความเจริญประโยชน์ท่าน เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ต่างจากทฤษฎี ผู้หลีกเร้นและจรจัด อย่างชัดเจน

ดังนั้น ผู้ที่พ้นสังโยชน์สาม เข้าใจในชีวิตตัวตน รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุแห่งทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า และ เดินทางมรรคองค์แปด ถูกทาง อย่างไม่มีวิจิกิจฉา ชีวิตจึงดำเนินไปวันต่อวัน ด้วยการงานที่เป็นประโยชน์ท่านในโลก และ ตนก็ได้อาศัยการงาน เป็นความประเสริฐของชีวิต

ชีวิตยิ่งทำงาน ไม่เป็นทาสโลกธรรม ยิ่งเป็นการงานที่เป็นบุญ เป็นการงานที่เป็นคุณค่า เป็นการงานที่ไม่หนักหนาเหน็ดเหนื่อย เพราะไม่ต้องกังวล ในเรื่องของโลกธรรมแล้ว ยิ่งปฏิบัติการละ ลด ปลด ปล่อย เรื่องโลกธรรม ก็จะเพิ่มขึ้นๆ ยิ่งทำงานได้มากขึ้น ยิ่งเป็นผู้เบาใจ วางใจ และเป็นผู้มีความเบิกบาน ร่าเริง อิ่มใจ ในการมีชีวิตที่มีคุณค่า มีประโยชน์ทั้งตนเอง และเผื่อแผ่แด่ผู้อื่น ยิ่งขึ้นๆ เป็นคุณค่าประโยชน์ที่เห็นได้ชัด เป็นคุณค่าประโยชน์ที่นำผู้อื่น เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น สังคม ประเทศชาติ

เมื่อได้รับตัวอย่างอันดี พบคนประเสริฐจริง ที่ไม่ได้เป็นทาสโลกธรรม แต่เป็นโลกุตรบุคคล ดังกล่าวนี้ จึงเป็นสังคม ที่จะพ้นความทุกข์ พ้นความทรมานได้ เป็นเมืองที่ดี ที่มีเมตตา อันชื่อว่า

เมืองศรีอาริยเมตไตรย ได้ด้วยประการ ฉะนี้

๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

มนุษย์ที่ขาดทุนมหาศาล

ชีวิตมนุษย์ที่มีโลกธรรม เป็นสิ่งมุ่งหมาย ตลอดระยะเวลา ได้แต่ตะเกียกตะกาย ใฝ่ปรารถนา และค้นคว้าไขว่คว้าแสวงหา กอบโกยเอาเปรียบ ทั้งลาภและยศ สรรเสริญ สั่งสมโลกียสุข ให้ทับถมจิตวิญญาณ ติดแน่นในรสในรูปในกลิ่นในเสียง ในสัมผัส ใส่จิตวิญญาณ ตลอดเวลา

ชีวิตมนุษย์ที่วนเวียน แล้วๆเล่าๆ อยู่อย่างนั้น จิตวิญญาณสั่งสมแต่กิเลส สั่งสมแต่บาปหนี้เวร เพราะความไม่รู้จักความไม่เรียนธรรมะ เวรย่อมเป็นเวร หนี้ย่อมเป็นหนี้ บาปภัยย่อมเป็นบาปภัย

มนุษย์ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นโลกุตระ เป็นมนุษย์ที่ขาดทุนมหาศาล ตื่นเช้า เขาก็เฝ้าแต่อยาก ต้องการ แล้วก็ไขว่คว้า แสวงหา กอบโกย ตะกละตะกลาม นึกว่าได้กำไร ที่ได้โลกียสุข มาเสพย์ซ้ำเสพย์สม ให้จิตวิญญาณหนา เป็นปุถุ แน่นเหนียว เป็นกิเลสตัณหา วันแล้ววันเล่า เขาขาดทุนปานใด เขาเสียท่า เขาไม่รู้ตัว แต่เขาก็กระทำอยู่อย่างนั้น วันแล้ววันเล่า ตายไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ๆ เสียชาติเกิด ที่ไม่พบธรรมะ ทั้งๆที่เกิดมา ชื่อว่าพุทธศาสนิกชน เสียชาติเกิดที่เกิดมา มันน่าสมน้ำหน้า มากมาย นอกจากไม่พบธรรมะแล้ว ยังแถมทำให้จิตวิญญาณ หนาแน่นด้วย กิเลสตัณหาอุปาทาน หลากหลายมากมายเข้าไปอีก ถ้าเขารู้ เขาจะสมน้ำหน้าตัวเอง ปานใด

ผู้ที่มีโอกาสได้มาพบพระธรรม ได้รู้จักโลกุตรธรรม มีมรรคองค์แปด ประจำชีวิต ตื่นเช้าก็ได้ฟังธรรม ได้ตั้งจิตตั้งใจที่ดี ได้รับการเตือนติง วันเวลา ก็มีสติ ได้สังวรระวังตน ระมัดระวังกรรม สั่งสมความดี ล้างกิเลสอันเป็นยางเหนียว พยายามสร้างกุศล อันเป็นบุญ สร้างกุศลอันเป็นทรัพย์

ชีวิตได้รับประโยชน์คุณค่า และชีวิตก็เป็นประโยชน์คุณค่าแก่มนุษยโลก เป็นกำไร อันเป็นกำไรอริยะ มนุษย์ที่รู้จักหลักของชีวิต สังวรตนไป วันต่อวัน วันแล้ววันเล่า รู้ว่า บาป หนี้ เวร คืออะไร ละเว้น มีสติรู้ตัวให้มากที่สุด ที่จะพรากจากห่าง ในการไม่สร้างบาป หนี้เวรให้แก่ตน มนุษย์ผู้เป็นเช่นนี้ ย่อมมีกำไร ย่อมมีประโยชน์คุณค่า ทั้งตนและผู้อื่น อย่างเทียบกันไม่ได้

มาเถิดท่านทั้งหลายเอย พระพุทธเจ้าได้เตือนเรา ได้บอกเรา ชี้ทางให้แก่เราแล้ว ท่านยังจะงมงายอันใดอยู่อีก ชีวิตของคนผู้ไม่รู้ธรรมะเลย ดังกล่าวแล้ว มีชีวิตเกิดมาสูญเปล่า ซ้ำมิหนำ ยังสร้างหนี้สร้างเวรให้แก่ตน ดังที่ได้ชี้ไปแล้วนั้น เป็นคนที่น่าสงสาร ปานใด ท่านทั้งหลายเคยหลง เคยไม่เข้าใจ เคยปล่อยชีวิตให้สร้างหนี้ สร้างเวร สร้างบาป สร้างภัย ให้แก่ตนมาแล้ว ตั้งแต่รู้จริง เข้าใจจริง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านยังจะสร้างหนี้ สร้างบาป สร้างเวร สร้างภัย ให้แก่ตนเองต่อไปอีกหรือ หรือว่า ท่านจะเป็นคนมีสติ สังวรตน วันต่อวัน พยายามสร้างบุญ สร้างคุณค่าประโยชน์ ทำกำไรอริยะให้แก่ชีวิต ซึ่งเป็นของเรา เราเป็นผู้กำหนด เราเป็นผู้กระทำ กรรมเป็นของของตน เราเป็นทายาทของกรรม

ถ้าเรากระทำสิ่งดี สิ่งกุศล สิ่งประเสริฐ สิ่งนั้นย่อมเกิดที่ตน แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่ได้

ดังนั้น ผู้ตื่นแล้ว ผู้แจ้งแล้ว ก็เพียรพยายามเถิด เพื่อตน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับ เพื่อผู้อื่น

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

ชีวิตมีคุณค่า

เกิดมา ได้ชีวิตเป็นมนุษย์ มีชีวิตแม้ร้อยปี แต่เปล่าดาย ผ่านวันผ่านคืนไป เปล่าประโยชน์ อะไร

ยิ่งมีชีวิตแล้ว กลับทำชั่ว ทำตัวอย่างอันเลวทราม ก่อบาปสร้างหนี้ให้แก่ชีวิต อย่างโมหะ อย่างไม่รู้ดีรู้ชั่วที่แท้ อย่างหลงผิด เอาเปรียบเอารัด เสพย์โลกียสุข อันมีแต่จะทำให้กิเลสหนา ตัณหาหยาบ เสริมหนุนเข้าไปตลอดชาติ ตลอดชีวิต ก็ยิ่งร้ายใหญ่ นอกจาก หาประโยชน์มิได้แล้ว ยังขาดทุนป่นปี้

ดังนั้น เกิดมา มีชีวิตเป็นมนุษย์ แม้มีชีวิตวันเดียว หากได้ประพฤติปฏิบัติ ให้ชีวิตมีคุณค่า ให้ชีวิตมีประโยชน์ ให้ชีวิตได้ละล้างกิเลส ก่อบุญ กระทำตนให้เป็นผู้ที่กำไรอย่างอริยะ แท้จริง ได้ประโยชน์กว่านักหนาที่ได้เกิดมา จงทำตนให้มีชีวิตเหมือนต้นไม้นั่นเถิด มีแต่สร้างสรร ไม่ได้ไประรานทำร้ายผู้ใดในโลก ไม่ได้เอาเปรียบใคร มีชีวิตเกิดมาแล้วก็เลี้ยงตน แสวงหาอาหาร พยายามประคองชีวิต ให้เติบโตเติบใหญ่ สร้างพลังให้แข็งแรง สร้างตนให้เจริญ ทั้งกิ่งก้าน ลำต้น ใบ ดอก และผล สัตว์มนุษย์ จะได้ประโยชน์จากต้นไม้ แม้ดอก ผล กิ่ง ใบ ลำต้น กระทั่งถึงราก นั่นเป็นประโยชน์ ที่ต้นไม้จะพึงเป็น

เมื่อมีชีวิตเกิดมาในโลก อย่าทำตนเหมือนสัตว์ ที่ได้แต่เบียดเบียน แก่งแย่ง ทะเลาะกัน ทำร้ายกัน ต่อสู้กัน กินแล้วก็เสพย์ ระเริงไปตามอารมณ์ของกิเลส เหมือนสัตว์เดรัจฉาน จงทำตนเป็นชีวิตเหมือนต้นไม้ ที่มีคุณค่าให้แก่โลก ดังกล่าวนั้น ชีวิตมนุษย์เกิดมา ไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าหากจะมีชีวิตอย่างสัตว์ ดังกล่าวแล้วนั้น เช่นกัน แต่หากเป็นผู้ที่ยิ่งมีปัญญา ยิ่งกว่าต้นไม้ แต่สร้างสรร เผื่อแผ่ เกื้อกูลผู้อื่น ยิ่งกว่าต้นไม้ มีความคิดที่เจริญยิ่งกว่าต้นไม้ จึงสามารถที่จะเป็นผู้ประเสริฐ เป็นทรัพยากรอันประเสริฐของโลก ได้ยิ่งกว่านั้น ประเสริฐอะไร ถ้าจะมีชีวิตขึ้นมา เลวยิ่งกว่าสัตว์ เลวยิ่งกว่าต้นไม้

ถ้าเราเกิดมา มีชีวิตดีกว่าสัตว์ ดีกว่าต้นไม้ และดียิ่งกว่ามนุษย์ที่ควรจะเป็น เป็นมนุษย์ประเสริฐ ที่รู้ดี ได้ศึกษาดี จากปราชญ์เอก บรมศาสดาเอก เรามีชีวิตแม้วันเดียว จึงประเสริฐเหลือล้น ดังได้กล่าวมาแล้ว

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙


 

กว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์

ชีวิตหนึ่งนี้ น้อยนัก ชีวิตหนึ่งนั้น สั้นนัก หากชีวิตเกิดมาเพื่อที่จะสร้างสรร สิ่งที่ควรได้ควรมี ให้แก่ชีวิตนั้น น้อยจริงๆสั้นจริงๆ สะสมบุญกุศล และสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ แก่คำว่าชีวิตประเสริฐ หรือความเป็นมนุสโสนั้น สั้นจริงๆ และน้อยเหลือเกิน

แต่ชีวิตที่ไม่รู้จักทางเดิน ชีวิตที่มืดมน ชีวิตที่เป็นไปตามโลกียะ มอมเมานั้น แม้จะน้อย แม้จะสั้น ทว่า ตักตวงเอาบาป ตักตวงเอาอกุศล สร้างสิ่งที่จะเป็นเชื้อทุกข์ให้แก่ตน ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนั้น ได้มากกว่ามาก เพราะอวิชชา โมหะ ความรู้ที่ผิด ความหลง ความไม่รู้จักทางประเสริฐเลย

ดังนั้น คนที่ได้เกิดมาเป็นชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ผู้เกิดมาเป็นเทวดาก็ดี ผู้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ร่างของมนุษย์ก็ดี ตายจากชาตินั้นแล้ว ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ หรือได้ร่างของมนุษย์อีกนั้น หาได้ยากมาก ส่วนมากตกนรก คำตรัสของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เป็นคำจริง เป็นสัจจะ ที่หยั่งรู้ชีวิตมนุษย์ สัตวโลก อย่างถ่องแท้ ท่านไม่ได้ตรัสขู่ ไม่ได้ตรัสอย่าง เป็นสิ่งที่ไม่มีความจริง แต่ท่านตรัสความจริง ที่จริงแท้

ผู้ที่รู้ความจริงแท้เท่านั้น จะเห็นชัดเจน จะเห็นจริงๆๆ ว่า ชีวิตหนึ่งของคน ที่ได้ร่างของมนุษย์ หรือร่างของคน เกิดมานั้น ถ้าไม่ได้รับความรู้ ไม่ได้มีทางเดิน ครรลองอันเป็นสัมมาอริยมรรค แล้วชีวิตนั้นตักตวงแต่บาป ตักตวงแต่อกุศลใส่ตนๆ โดยไม่รู้ตนจริงๆ ดังนั้น คำตรัสนั้น จึงเป็นคำตรัสที่ถูกต้อง จริงแท้ที่สุด

ผู้รู้แล้ว จะหวาดเสียว จะขนพองสยองเกล้า สำหรับความโง่ของมนุษย์ ที่ได้ร่างมนุษย์ แต่ไม่มีความรู้อย่างมนุสโส หรือผู้มีจิตสูง ผู้มีจิตประเสริฐ อาศัยร่างมนุษย์เท่านั้น อาศัยมันสมอง อวัยวะ ความเป็นมนุษย์ที่ทำงานได้สูง ทำงานได้ลึกกว้าง แต่ทว่า เป็นความสูง ความลึกกว้าง ที่ตักตวงบาปภัย ให้แก่ตนมหาศาล เป็นชีวิตที่น่ากลัวที่สุด

ผู้ที่ได้เห็นทาง ผู้ที่รู้จักทาง ถ้ายังไม่ขวนขวาย ปล่อยตัวปล่อยตน ก็ย่อมจะต้องเป็น ผู้ที่ตักตวงเอาบาปภัย ดังที่กล่าวนั้น อยู่อย่างแท้จริง การตักตวงเอาบุญ เอากุศลนั้น ได้ยาก

ดังนั้น ชีวิตนี้หนึ่งนั้น จึงสั้นนัก ชีวิตนี้หนึ่งนั้น จึงน้อยนัก อย่าประมาท อย่าผัดผ่อนกันเลย สำหรับผู้ที่รู้ทาง เห็นทางกันแล้ว

จงตั้งใจอดทนฝึกฝน ตั้งหน้าตั้งตนตักตวง หรือสั่งสมอบรม เอากุศลเอาบุญให้ได้เถิด วิบากกรรมของแต่ละคน ไม่แน่เลยว่า ชาติหน้า เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสเอาไว้นั้น อีกหรือไม่

๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ 


 

จงเพียรเถิด

ชีวิตหนึ่ง นี้นั้น น้อยนัก ชีวิตหนึ่ง นี้นั้น สั้นนัก ผู้ที่มีโอกาสดี ได้ศึกษา ได้รับรู้คำสอน ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ซาบซึ้งในคำว่า ชีวิต นั้นก็เท่านั้น และมันไม่มีความสำคัญอะไรมาก ที่จะประคบประหงมมัน ชีวิตที่มืดบอด เต็มไปด้วยความบำเรอ บำรุง ระเริงไปตามอำนาจของโลกียะ เมื่อได้มาชัดเจน แจ่มแจ้งว่า ชีวิตนั้น เลี้ยงมันไว้ได้ง่ายๆ ไม่ยาก ไม่ลำบากเลย และยิ่งมาชัดเจนว่า ในจิตวิญญาณนั้น มันไม่สะอาดเลย มันมีกิเลสเป็นเจ้าเรือน ลดก็ยากล้างก็ยาก และเพราะกิเลสตัณหา อุปาทานนี้ นั่นเอง ที่มันทำให้ชีวิตของเรายากลำบากหนักหนาสากรรจ์ เป็นภาระที่สำคัญที่สุด คือไม่ประเสริฐเลย ไม่มีคุณค่าเลย วันเวลาที่มืดบอด ผ่านไป ด้วยความสร้างหนี้ ด้วยความงมงาย สร้างบาปสร้างภัย ให้ทั้งตนและผู้อื่น มานานับชาติ

ดังนั้น ผู้รู้สูตร หรือทฤษฎีอันยิ่งใหญ่ ที่พระบรมศาสดาได้ค้นพบ แล้วนำมาปฏิบัติประพฤติ จนเห็นคุณ แม้เบื้องต้น เห็นความเจริญของตนเอง รู้ว่าตนเองมีปัญญาที่แท้ เข้าใจชีวิตที่ชัดเจน หลุดพ้นจากความงมงายมาได้ เบื้องต้นก็ดี เบื้องกลางก็ดี แม้ที่สุด ผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ก็จะพากเพียร ก็จะพยายาม ผู้ที่ยังไม่เอาจริงนั้น คือ ผู้ที่ยังมีกิเลสอุปาทาน อยู่ในจิตใจหนาแน่น

ดังนั้น ผู้ใดยิ่งไม่ประสงค์จะเอาจริง ยิ่งไม่พยายามพากเพียรที่จะปฏิบัติ เพื่อเป็นคนประเสริฐ เป็นคนพ้นทุกข์ เป็นคนไม่สร้างหนี้ เป็นคนไม่สร้างบาปสร้างภัยอีกนั้น ก็จงรู้เถิดว่า เราเป็นบุคคลที่หนาไปด้วย กิเลสตัณหาอุปาทาน ก็ยิ่งจะต้องตั้งใจให้ดี พากเพียร ละล้างกิเลส ตัณหา อุปาทานนั้นๆ ของตนออกให้ได้

กิเลส ตัณหา อุปาทาน จะไม่มีวันจางคลายออกไปเองเลย นอกเสียจากว่า เราเท่านั้น จะต้องตั้งใจ จะต้องอุตสาหะพยายาม

ยิ่งเราไม่ทำ นั่นแหละ เรายิ่งจะต้องทำ ยิ่งเราไม่อยากปฏิบัติ นั่นแหละ เราจะต้องยิ่งอยากปฏิบัติ มันยิ่งขี้เกียจที่จะปฏิบัติธรรม เราต้องสำนึกที่สุดเลยว่า เราจำเป็นที่จะต้องอยากปฏิบัติ พยายามปฏิบัติ อุตสาหะปฏิบัติ กิเลสกับความเจริญนั้น มันสวนทางกันอย่างยิ่ง

เมื่อใด ผู้ใดรู้สึกตัวว่า เราพ่ายแพ้ต่อกิเลส เมื่อนั้นจงตั้งใจทันที สำเหนียกทันทีว่า เรายิ่งจะต้องจัดการกับเจ้ากิเลสนั้นทันที สวนกลับกันอย่างแรง เพราะกิเลส มันพาเราต่ำเสมอ ผู้มีมาก มันยิ่งจะขี้เกียจจะปฏิบัติมาก แม้ผู้มีน้อย ประมาทไม่ได้เลย เพราะกิเลสนั้นมันก็ลึกซึ้ง และมันก็ฉลาด มันจึงครอบมนุษย์ไว้ได้มากที่สุดในโลก ขณะนี้ ประมาทไม่ได้เลย

ผู้หวังประโยชน์อันสูงสุด จงเพียรเถิด ความเพียรเท่านั้น ที่จะพาท่านทั้งหลาย ไปสู่ผลสำเร็จ

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ 


สมณะโพธิรักษ์

คาถาธรรม ๑๔ / คาถาธรรม ๑๕ / คาถาธรรม ๑๖