โค่นระบอบทุศีล เพื่อปฏิรูปประเทศไทย
โดยประชาชนคนรักชาติ มวลมหาประชาชน

(สารอโศกฉบับ 332)

( ต่อจากฉบับ ๓๓๑)

จากการที่ กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปค.) ได้มีการเริ่มชุมนุม ประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีการโกงกินกันอย่างมโหฬาร และกำลังทำให้บ้านเมือง ดำเนินไปสู่หายนะ ศีลธรรมจริยธรรมถดถอย ตกต่ำลงอย่างน่ากลัว ภายใต้การบงการของ นักโทษชายหนีคดี ทักษิณ ชินวัตร การชุมนุมนี้ เริ่มที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ และ ยกระดับ เป็นการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ ปักหลักพักค้างที่นั่น กองทัพธรรม ได้เห็นความสำคัญของกู้ชาติครั้งนี้ จึงเข้าร่วมขบวนประท้วง กับ กปค. ตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ เข้าไปช่วยบริหารจัดการ ทั้งที่เวที ความเป็นอยู่ และสถานที่ โดยดำเนินการ ตามมติของที่ประชุม ซึ่งมีคณะเสนาธิการร่วมของกลุ่มกปค. ตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ และ ตัวแทนของกองทัพธรรม

กิจกรรมที่เวที จะมีการปราศรัย จากผู้รู้และนักวิชาการต่างๆ ตั้งแต่ตอนบ่ายจนถึงกลางคืน ตอนหัวค่ำ จะมีการแสดงธรรม จากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ บางวันก็จะเป็นสมณะ-สิกขมาตุ ทั้งมีการแสดงดนตรี และการแสดงอื่นๆ

มีบางท่านหวังดีติงเตือนมาว่า ถ้าประท้วงแบบฟังธรรมอย่างนี้ ทำให้ขาดสีสัน คนจะถดถอยไป ไม่มาร่วม ประท้วง ต้องลดเวลาการฟังธรรมะ ไปเพิ่มความรู้ด้านการเมือง และวิชาการ ซึ่งคนกำลังสนใจ คนจะได้มามากๆ เพื่อให้รวมหมู่ไปสู้

พ่อครูก็ได้ให้แง่คิดว่า เห็นด้วยกับการรวมกลุ่มหมู่ให้มาก แต่ว่าการรวมหมู่ อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เอาชนะด้วยอำนาจบาตรใหญ่ จะเรียกว่า ปฏิวัติ เอากลุ่มอำนาจประชาชนชนะ มีกลุ่มใหม่มาครองอำนาจ แต่ที่สุดแล้ว ก็หลงอำนาจอีกเหมือนเดิม เพราะคนไม่ได้เปลี่ยนจิตใจ คนก็หลงโลกธรรม หลงอำนาจ เป็นสมบัติผลัดกันชม ประเทศไทยเรา มีปัญญาชน ตื่นตัวรู้ว่า ถ้าจะเปลี่ยนเป็นการเมืองใหม่ แบบเตะหมู เข้าปากหมา คนไทยไม่เอาแล้ว

"บ้านเมืองไทยเรา เจริญความรู้กัน มากมายแล้ว แต่ทำไมมันเดือดร้อน ที่มันเดือดร้อนก็เพราะไม่มีธรรมะ ไม่ใช่ขาดความรู้ความสามารถ เขาเจริญความฉลาดก็จริง แต่ฉลาดเลว ฉลาดแกมโกง เต็มไปด้วยกิเลส ความทุกข์ยากของสังคม จึงเกิดเช่นนี้ และฟันธงเลยว่า ไม่มีอะไรแก้ไขได้ นอกจากธรรมะ"

การชุมนุมประท้วงที่สวนลุมฯ ดำเนินไปถึง ๒ เดือน จนทำให้เกิด ชุมชน"ดูไป" กิจกรรมสร้างสรรต่างๆ เช่น การคัดแยกขยะ การสอนงานประดิษฐ์ วาดภาพ มีร้านปันกัน เป็นที่แลกเปลี่ยนสิ่งของ ที่จำเป็นต้องใช้ มีบริการตัดผมฟรี ฯลฯ ในวันอาทิตย์ จะมีประชาชน มาร่วมกิจกรรมกันมาก มีการจัดงานตลาดอาริยะ ทุกวันอาทิตย์ ที่ ๑ และ ๓ ของเดือน เป็นการขายของราคาต่ำกว่าทุน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังเดือดร้อน จากการถีบตัวสูงขึ้น ของราคาสินค้าต่างๆ นอกจากขายขาดทุนแล้ว สินค้าส่วนใหญ่ ยังเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ไร้สารพิษ ผลิตจากชุมชนชาวอโศก โดยงบของชาวอโศก ชุมชนต่างๆ ช่วยกัน และยังมีญาติธรรม และผู้ที่เห็นความสำคัญ มาร่วมบุญด้วยกัน

กองทัพธรรม ได้มีบทบาทรับใช้พี่น้อง ผู้ร่วมชุมนุมอย่างเต็มที่ และก็ยังคงพยายาม ทำให้พื้นที่ชุมนุม เป็นเขตปลอดอบายมุข เหมือนทุกครั้ง ปลอดทั้งเหล้า บุหรี่ และการพนัน ได้เรียบร้อยดี

การรณรงค์ให้การชุมนุมปลอดบุหรี่ จะไม่สำเร็จได้เลย ถ้าผู้ชุมนุมไม่พัฒนาพฤติกรรม ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ต่างผ่านสนามรบ ชุมนุมร่วมกับกองทัพธรรม มาหลายครั้ง จนได้พัฒนาจิตใจตนเอง ให้มีความอดทน และเคารพในกฎกติกามากขึ้น การชุมนุมครั้งนี้ จึงสามารถทำให้ปลอดบุหรี่ได้

การปฏิรูปใดๆ หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว มักจะประสพผลสำเร็จ เมื่อประชาชนตื่นรู้ โดยเริ่มต้นที่ เปลี่ยนจิตใจตนเองก่อน ยกระดับจิตวิญญาณตน ให้พ้นจากการเป็นทาสบุหรี่ ได้อย่างเด็ดขาด ถาวรอย่างนี้ จึงมีหวังว่า จะสามารถกอบกู้ชาติได้ในอนาคต เพราะคนที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ไม่ตก เป็นทาสอบายมุขและโลกธรรม เมื่อมารวมกลุ่มกัน ย่อมมีพลานุภาพ ที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ จึงจะเป็นการปฏิรูป ประชาธิปไตยของประชาชน ที่แท้จริง

มาชุมนุมแล้วได้อะไร ? จะจบตรงไหน ?

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายการชุมนุมว่า จะไม่พาพวกเรามาเอาชนะ ไม่ได้มาข่มใครให้แพ้ ไม่ได้ต้องการเอาแพ้ชนะใคร ไม่ได้มารุกรานเข่นฆ่าใคร แต่ต้องการ มาทำงานพัฒนาการเมือง ให้เจริญขึ้น พัฒนาการเมือง มีหลักก็คือ ต้องพัฒนาประชาชน เพราะฉะนั้น นักการเมืองก็คือประชาชน ผู้ที่จะไปทำงานการเมือง ก็คือประชาชน

พ่อครูไม่ได้มุ่งหมายเอาชนะ พ่อครูต้องการให้เกิดคุณธรรม ของความเป็นประชาธิปไตย ให้ได้มากที่สุด อันนี้คือเป้าหมาย ส่วนจะชนะหรือแพ้ พ่อครูก็ทิ้งไว้ ไม่ได้ขัดข้อง แต่ชนะได้ก็ดี ชนะอย่างสวยงามด้วยนะ

ประชาธิปไตยนั้น ชนะด้วยความสงบ ชนะด้วยคุณธรรม ชนะด้วยความถูก ไม่ใช่ชนะด้วยความผิด ความขี้โกง ความฉ้อฉล เล่ห์เหลี่ยม แต่ชนะด้วยสัจจะที่ตรงที่สุด พ่อครูก็จะนำไปสู่ประตูนี้ ถ้ามันเป็นไปได้ สุดท้าย ถ้าจบลง โดยทางโน้นยอมแพ้เลย เขาต้องจำนนว่า เขาพาเป็นอย่างนี้ไม่ได้หรอก และเขาเห็นว่า เราพาเป็นอย่างนี้ เยี่ยมเลย ถ้าจบอย่างนี้ ให้ที่ ๑ เลย

และที่พวกเรามาชุมนุมนี้ มีผลอัตราการก้าวหน้าไหม? อย่างน้อย ให้คนได้เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า เพิ่มขึ้น เท่านี้ก็ได้กำไร เป็นอัตราการก้าวหน้าแล้ว ตลอดเวลา เราไม่ได้เป็นคนขี้โลภ ตะกละตะกลาม แต่ทำงาน ให้มันเกิดผล ทุกวาระเวลา จะอยู่ไป ๑๐๐ ปีก็ไม่ว่า ถ้าอยู่ได้ ส่วนมันจะไปจบตรงไหนนั้น มันมีความลงตัว ของมัน ที่มันจะจบ จบเมื่อใดก็เมื่อนั้น เสร็จแล้ว เราก็ต้องมาทำอีก เพราะว่าโลกนี้มันยังไม่หยุด คนยังไม่หมดกิเลส งานเช่นนี้ทำได้ตลอดนิรันดร

ยกระดับชุมนุมปักหลักพักค้าง หน้าทำเนียบรัฐบาล

๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีการจัดงานรำลึก ๗ ตุลาฯ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ร.๕ ภายหลังจากร่วมทำบุญ ตักบาตร กลุ่มกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ร่วมกับกลุ่มกองทัพธรรม นำมวลชน ที่ปักหลักชุมนุม อยู่บริเวณสวนลุมพินี บางส่วน มาปักหลักชุมนุม ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณ เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ โดยไม่มีการประกาศบอกล่วงหน้า จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถสกัดกั้น การล้อมทำเนียบฯไว้ได้

เหตุผลของการชุมนุมครั้งนี้ เพราะไม่เห็นด้วยกับ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่ไม่เห็นแก่ ประโยชน์ของประชาชน แต่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. ในวาระ ๓ ที่ก่อนหน้านี้ มีการยื่นเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ  แต่นายกฯ ไม่ฟังเสียงประชาชน ยืนยัน จะทูลเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งรัฐบาล ไม่เร่งที่จะแก้ไขปัญหา เขตชายแดนไทย-กัมพูชา

ตอนเช้า พ่อครูไปเยี่ยมให้กำลังใจ วันนี้พ่อครู ตั้งใจจะงดฉันอาหารด้วย เนื่องจากบรรยากาศ การชุมนุมอย่างนี้ คงไม่เหมาะสำหรับการฉันอาหาร ตอนประมาณ ๐๙.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม... ขณะนี้ ที่สถานี เอฟเอ็มทีวี วันนี้เบิกฤกษ์ นีโอโพรเทส (Neo-Protest) เป็นการชุมนุมประท้วงแนวใหม่ ครั้งนี้ น่าจะเป็นครั้งแรก ที่เราประท้วง โดยใช้ธรรมนำหน้าอย่างแท้จริง การชุมนุมประท้วงที่อื่น ก็มีที่บอกว่า ใช้ธรรมนำหน้า แต่ว่าครั้งนี้ น่าจะเป็นการใช้ธรรมนำหน้าอย่างแท้จริง และจะใช้พุทธธรรมเป็นหลัก เป็นอาริยธรรมแท้จริง

ประชาชนผู้รักชาติ ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจได้ปิดถนนพิษณุโลกไว้ อีกทั้งตั้งด่าน สะกัดผู้ชุมนุม มีการตรวจค้น ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุม อย่างละเอียด ไม่ให้มีการนำเต็นท์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้ามา ทีมงานเอฟเอ็มทีวี จะนำเครื่องปั่นไฟกับเต็นท์ ใส่รถบรรทุกเข้ามา ก็ถูกสะกัด ตั้งแต่ออกมาจากสวนลุมฯ ได้ไม่นาน แต่ทางกองทัพธรรม และ กปท. ก็ไม่ได้ย่อท้อ พยายามใช้อุปกรณ์เท่าที่มี ในการถ่ายทอดสด การชุมนุม แม้แต่รถขนอาหาร ตำรวจก็ไม่ยอมให้เข้ามาส่งภายในที่ชุมนุมได้ แต่ก็เป็นผลให้ผู้ชุมนุม ได้เกิดความสมัครสมาน ร่วมมือร่วมใจกันยิ่งขึ้น โดยช่วยกันยืนต่อสายพานกัน ลำเลียงอาหาร เข้าไปในที่ชุมนุม เป็นภาพที่แสดงถึงความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของการชุมนุม

๙ ต.ค.๕๖ คณะรัฐมนตรี มีมติให้ประกาศพื้นที่ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคง วันที่ ๙-๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ ในพื้นที่ กทม. ๓ เขต คือ เขตดุสิต เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

กลุ่มผู้ชุมนุม ในช่วงเช้ายังบางตา โดยต่างพากันหลบอยู่ในที่ร่ม เพื่อหลบแดด ท่ามกลางกิจกรรมดนตรี สลับปราศรัยอย่างต่อเนื่อง พลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. มาเจรจากับคณะเสนาธิการร่วม และตัวแทนกองทัพธรรม เพื่อขอให้ผู้ชุมนุม เคลื่อนย้ายออกจาก บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก ในวันที่ ๑๑ ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

แต่ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม ยืนยันจะปักหลักชุมนุมเช่นเดิม พร้อมที่จะดูแลพื้นที่การชุมนุม ให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย  และขอให้ภาครัฐหยุดบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม กรณีที่มีการติดป้ายทุกเส้นทาง รอบทำเนียบรัฐบาล ที่มีข้อความ ระบุว่า "กองทัพธรรมชุมนุมปิดถนน" ซึ่งในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผู้นำแผงกั้นเหล็ก และกองกำลังมาปิดพื้นที่ ล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมไว้เอง

ตำรวจ มิให้นำห้องน้ำเข้าไป เพื่อบริการผู้ชุมนุม แม้แต่ข้าวและน้ำก็ไม่ให้เข้า จนผู้ชุมนุมต้องอาศัยน้ำขวด แทนน้ำประปา เวลาถ่ายทุกข์ และอาศัยคลอง นำหม้อใส่อาหารลำเลียงให้ผู้ชุมุนม อย่างน่าสงสารแก่ผู้พบเห็น จนหลายคนถึงน้ำตาไหล ด้วยความเห็นใจผู้ชุมุนม

ในช่วงเย็น พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะและสิกขมาตุ จำนวนหนึ่ง ได้มาให้กำลังใจ และอยู่ร่วมปักหลัก พักค้างกับมวลชน ตำรวจได้ทำการกระชับพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่มวลชนก็หลั่งไหลกันมา ในช่วงเย็น-ค่ำ เพื่อตรึงพื้นที่

๑๘.๐๐ น. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ขึ้นเทศนาในช่วงเย็น เรื่อง ถ้าเขามาสลายการชุมนุม จะปฏิบัติเช่นไร?

เราจะนั่งสงบ นั่งตรงนี้แหละ เคยนั่งสมัยผู้การแต้ม เอาตำรวจจะมากวาดล้าง ก็นั่งลงอย่างที่เคยพาทำ เขาจะทำอย่างไร ก็ให้เขาทำ ถ้ามวลมานั่งนี้สักล้านคน ก็ให้ไปเกณฑ์มาเลย สักล้านคน ดูสิว่า ตำรวจจะทำอย่างไร แม้คนน้อยแต่มีประสิทธิภาพ คนมีคุณธรรมพอ เขาจะไม่ทำร้ายคนดีหรอก อาตมามั่นใจว่า ความสงบ สยบความรุนแรงได้แน่นอน ไม่ใช่แค่ในหนัง ถ้าไม่แน่ใจ ก็ออกมาช่วยกันสิ ออกมาสักล้านคนสิ ... วิถีที่เราจะทำคือ ทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดอย่าทำ เราเอาความถูกต้องมาสู้ แม้สู้ไม่ได้ก็สู้ สู้ด้วยความถูกต้อง สู้ด้วยความดี ตายเป็นตาย(วะ) ใครสมัครใจจะทำร่วมกับอาตมา ก็เชิญ

กปท .และกองทัพธรรม ยังคงยืนหยัดปักหลักพักค้าง แม้รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง อีกทั้ง ระดมกำลังตำรวจมา ไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ นาย ทั้งที่ประชาชน มีจำนวนหลักร้อยถึงหลักพัน ทั้งยังเป็นการชุมนุม ที่สงบ สันติ อหิงสา

เช้าตรู่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ ท่ามกลางข่าวลือว่า ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุม มีมาตลอดทั้งคืน จนถึงเช้านี้ มีความเคลื่อนไหวจากฝั่งตำรวจ ในการแจกหน้ากากกันแก๊สพิษ มีการระดมกำลังพล สับเปลี่ยนกันมามากขึ้น มีการเตรียมรถยก ล้วนทำให้ผู้ชุมนุม ต้องเตรียมตัว รับกับการสลายการชุมนุม

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เมตตาขึ้นเทศนา ในช่วงเช้าถึง ๓ ชั่วโมง เนื่องจากบรรยากาศ ในตอนนั้น กำลังตึงเครียด ตำรวจพยายามเคลื่อนไหว กดดันมวลชนหลายอย่าง เช่น กระชับพื้นที่เข้ามา เตรียมรถดับเพลิง สำหรับฉีดน้ำ เตรียมรถยก และยังห้ามไม่ให้มวลชน เดินทางเข้ามาภายในที่ชุมนุม โดยเด็ดขาด แต่ใครจะออกให้ออกได้ แต่ออกแล้วห้ามเข้ามา

เป็นเรื่องที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้น นั่งฟังธรรมอย่างสงบ ทั้งที่เป็นธรรมะขั้นลึกซึ้ง ถึงปรมัตถธรรม ทำให้บรรยากาศลดความตึงเครียดลง

มีการกดดันจากทางตำรวจ ห้ามไม่ให้นำอาหารและน้ำ เข้ามาในที่ชุมนุม ถือเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรม อย่างมากของรัฐบาล เพราะแม้คนทำผิดติดคุก เขาก็ยังให้ข้าวให้น้ำ ให้มีชีวิตอยู่ได้ การชุมนุม ก็เป็นการชุมนุมอย่างถูกกฎหมาย และยังสงบ สันติ อหิงสา

ผู้ร่วมชุมนุม ต้องใช้ความพยายามลำเลียงอาหาร มาบนท่อน้ำประปาที่ข้ามคลอง เข้ามาในที่ชุมนุม อย่างทุลักทุเล แต่ทำได้ไม่เท่าไหร่ ตำรวจก็ปิดทางอีก ห้ามลำเลียงมาบนท่อน้ำประปาข้ามคลอง ผู้ร่วมชุมนุม ก็ยังไม่ย่อท้อ พากันเสียสละ ลงลุยน้ำในลำคลองที่เน่าเหม็น ช่วยกันประคอง หม้ออาหารใบโต เบอร์ ๕๐-๖๐ ลอยตัดลำคลอง ข้ามฝั่งมายังที่ชุมนุม เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก อีกทั้งยังดัดแปลงตู้เย็น นำเอาฝาตู้เย็นออก แล้วใช้ตู้เย็นเปล่าเป็นเรือ สำหรับลำเลียงคน เข้ามาในที่ชุมนุมได้ทีละคน

ตำรวจเอง เมื่อเห็นภาพความอุตสาหะ ของผู้ร่วมชุมนุม ในการลำเลียงอาหารเข้ามาทางน้ำแล้ว ตำรวจ หลายนาย ก็หันหลังให้กับภาพนี้ ปล่อยให้ผู้ชุมนุมลำเลียงอาหารได้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจ สำหรับตำรวจชั้นผู้น้อย ที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้านาย แม้ไม่เห็นด้วยก็ต้องทำตาม

หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ได้นำคณะลูกศิษย์จำนวนมาก ออกเดินเท้าจากสวนลุมฯ มาที่ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อลำเลียงเสบียงอาหาร มาให้ผู้ชุมนุม ซึ่งขณะนั้นมีมวลชน จำนวนประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน ที่รับฟังสื่อสาร ที่ส่งออกไป ทางโทรทัศน์ดาวเทียม และสื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดความเห็นใจผู้ชุมนุม ที่ถูกทรมานจากตำรวจ ทำให้พากันออกมาร่วมชุมนุม เป็นจำนวนมาก แต่เข้ามาในที่ชุมนุมไม่ได้ เพราะตำรวจตั้งด่านสกัดไว้ ที่แยกสนามม้านางเลิ้ง ผู้ชุมนุมจึงตั้งเวที ปราศรัยขึ้นบนรถยนต์ โดยใช้เครื่องเสียงขนาดเล็ก มีกลุ่มนักศึกษารามฯ มาเข้าร่วมด้วย

คณะตำรวจ รวมทั้งสื่อมวลชน นำโดยพลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ ก็มาตกลงเจรจาสองสามรอบ ผู้ชุมนุมก็ยืนยัน ที่จะปักหลักต่อ จนมีการเจรจา ตกลงกับคณะตำรวจระดับสูง ที่มีอำนาจ

พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พร้อมคณะเสนาธิการร่วม จึงประกาศยุติการชุมนุม ที่ข้างทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลรับปากว่า หากเสร็จสิ้นภารกิจ การเยือนประเทศไทย ของนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้กลับมาชุมนุม หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง และในระหว่างนี้ จะไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวก โดยการจัดรถบัส ๑๕ คัน เพื่อให้ผู้ชุมนุม โดยสารกลับไปยังสวนลุมพินี รถบรรทุก ๕ คัน เพื่อขนสัมภาระและอุปกรณ์ต่างๆ

มวลชนจะย้ายกลับไป ปักหลักชุมนุมที่สวนลุมพินี ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุม กปท.บางส่วน ไม่พอใจ จึงทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม กปท.กว่า ๒๐๐ คน ไปรวมตัวกันที่ บริเวณสามแยกนางเลิ้ง ด้านหน้า ราชตฤณมัยสมาคม แห่งประเทศไทย (สนามม้านางเลิ้ง) นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มย่อย ที่ได้ขึ้นปราศรัย บนรถดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียง ปลุกระดมกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ไม่พอใจมติแกนนำกปท. ที่รับข้อเสนอของรัฐบาล

จากนั้น เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ได้เข้าเจรจากับแกนนำกลุ่มย่อย ที่ต้องการจะชุมนุมต่อ ให้ยอมรับมติของ คณะเสนาธิการร่วม เนื่องจากไม่ต้องการทำผิดกฎหมาย และเปิดทาง ให้ต้อนรับรัฐบาลนายกฯจีน สุดท้าย กลุ่มผู้ชุมนุม ได้เคลื่อนย้ายจากแยกนางเลิ้ง ไปปักหลักยังบริเวณแยกอุรุพงศ์ โดยมีนายอุทัย ยอดมณี นายกองค์การ นักศึกษารามคำแหง เป็นแกนนำ

ภายหลังจากที่ พล.อ.ปรีชา ขึ้นกล่าวคำยุติการชุมนุมชั่วคราว พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ จึงได้ขึ้นเทศนา ให้สติปัญญาแก่ผู้ชุมนุม แล้วจึงไปที่สวนลุมฯต่อ เพื่อเทศนาในรายการภาคค่ำ เป็นการยุติการชุมนุม อย่างสงบเรียบร้อย ประชาชนสามารถกลับไปยังฐานที่มั่น อย่างมีเกียรติ (มีรถตำรวจนำส่งให้ถึงที่) โดยไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย และต้องไม่มีคดีใดๆ ติดตัว

ซึ่งพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เทศนาไว้ตอนหนึ่ง หลังกลับที่ สวนลุมฯว่า ...

เหตุการณ์ที่มีผู้ผิดหวัง จากการไปครั้งนี้ แล้วไปชุมนุมที่อุรุพงศ์ เป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตย ไม่ได้วางแผนมาก่อน ไม่ได้มีพิมพ์เขียวมาก่อน ซึ่งบางอย่าง อาตมาก็พูดไม่ได้ มันเป็นเรื่องเคล็ดวิชา ของจอมยุทธ เปิดเผยจะเสียงานหมด เคล็ดวิชานี้ ไม่ได้มีการวางแผน แล้วเหตุการณ์นี้เกิดโดยธรรมชาติ ที่มีพลังงานจิตทำให้เกิด บ่งถึงการตื่นรู้เรื่องประชาธิปไตย ของประชาชนชาวไทย เหตุปัจจัยมีว่า พวกหนึ่งแพ้ แต่พวกนี้ไม่ยอมแพ้ เรายอมหน้าแหก แหกเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดี ถ้าเรามีตัวตนหน้ามันจะแหก แต่เราไม่มีตัวตน มันน่าทำนะ ขอนับถือ พล.อ.ปรีชา, คุณปรีชารบมา ไม่เคยไปออกรบแล้วจะถอยเลย แต่ครั้งนี้ พล.อ.ปรีชาเลื่อนชั้น เป็นการยกระดับของคุณปรีชา ชนะอย่างโลกุตระ ชนะอย่างอาริยะ เห็นน้ำใจของคุณปรีชาเลย  นี่คือกำไรที่เราได้ ได้อย่างเอาอะไรมาตีราคาไม่ได้เลย เป็นเรื่องหาค่า บ่ มิได้ อาตมาไม่ได้จากใคร ได้จากพล.อ.ปรีชาคนเดียว ก็คุ้มสุดคุ้มเลย แต่ว่าไม่ใช่แค่คุณปรีชาด้วย ได้จากพวกเราทุกคนด้วย  คณะเสนาธิการด้วย เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วลีลาเหลือกินเหลือใช้ บางอย่าง คิดไม่ถึงเลย เก่งกว่าเราอีก จบอย่างสวยงามมาก ไม่เสียเกียรติยศด้วย

เราได้เห็นพฤติกรรมของมนุษยชาติ การชุมนุมของ เสธ.อ้าย คนเป็นหมื่น แต่ครั้งนี้ คนของเราสามพัน แต่เขาเอาตำรวจมา ๓ หมื่น นี่คือชี้บ่งพฤติกรรม ว่าแพ้หรือชนะหว่า มารังแกกัน กินก็ไม่ให้กิน ขี้ก็ไม่ให้ขี้ นี่คือ Phenomenology ปรากฏการณ์วิทยา

มัฆวาน ผ่านฟ้า ประชาธิปไตย คือ ชัยชนะของมหาประชาชนไทย

ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ เข้าฤดูหนาวแล้ว แต่สถานการณ์บ้านเมือง กลับร้อนแรง  เกิดกระแสต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ขึ้นทั่วประเทศ แทบทุกกลุ่ม ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอยเหมาเข่งฉบับนี้ มีทั้งนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา นักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ คนวงการบันเทิง คนในวงการสาธารณสุข ตุลาการ กลุ่มราชนิกูล และแม้แต่เสื้อแดงด้วยกันเอง ที่เคยสนับสนุนรัฐบาล ยังออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.อัปยศนี้ ที่เผยธาตุแท้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าทำเพื่อคนคนเดียว คือ เพื่อนิรโทษกรรม ลบล้างความผิดให้นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร

กลุ่มประชาชน ที่ปักหลักต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างต่อเนื่องเหนียวแน่น มีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มสามเสน ที่นำโดยส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนี้มีมวลชนมากที่สุด อีกสองกลุ่มคือ กลุ่มคปท. หรือ เครือข่ายนักศึกษาและประชาชน ปฏิรูปประเทศไทย ที่ปักหลักชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ กลุ่มสุดท้ายคือ กปท. หรือกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ที่รวมกับกองทัพธรรม ปักหลักพักค้างที่สวนลุมฯ ประท้วงระบอบทักษิณ มาตั้งแต่วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ซึ่งทางสวนลุมฯ ก็ได้ช่วยเหลือ เป็นกองหนุน ให้ทางอุรุพงศ์ ด้านต่างๆ และด้านเสบียงอาหาร ก็ไปตั้งเต็นท์ แจกอาหารมังสวิรัติ ที่แยกอุรุพงษ์ด้วย

แม้กระแสต่อต้านจะมาแรง แต่ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๔.๒๕ น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ลงมติ เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ในวาระที่ ๓ ด้วยคะแนน ๓๑๐ ต่อ ๐ เสียง งดออกเสียง ๔ เสียง ก่อนที่นายสมศักดิ์ จะสั่งปิดการประชุมทันที เป็นการใช้เผด็จการรัฐสภา เพื่อลุแก่อำนาจ ทำลายนิติรัฐ นิติธรรมของบ้านเมือง อันจะทำให้เกิดความเสียหาย จนกู้ประเทศคืนไม่ได้ จึงทำให้ประชาชนผู้รักชาติ ทนไม่ไหว ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกัน ทั่วบ้านทั่วเมือง

วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. กปท. และกองทัพธรรม รวมทั้ง เครือข่ายภาคประชาชน ๗๗ จังหวัด ประกาศยกระดับการชุมนุม นำพี่น้องผู้รักชาติ จากสวนลุมพินี เดินขบวนไปสมทบกับกลุ่ม คปท. ที่แยกอุรุพงษ์  เป็นการประกาศอย่างกะทันหัน แบบ No planning No project ทำตามเหตุปัจจัย ไม่มีแกนนำ แต่พลังของประชาชน ผลักดันให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น งานนี้ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้เดินตามมวลชน ไปจนถึงแยกอุรุพงษ์ เวลา ๑๘.๔๐ น. จากนั้นมีการปราศรัย โดยมีแกนนำ กปท. คปท. และเครือข่ายภาคประชาชนฯ พลตรีจำลอง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ตนยืนเคียงข้าง ตนเป็นแกนตาม สิ่งที่มวลชนทำ ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขอให้กำลังใจประชาชน ที่ออกมาต่อสู้เพื่อชาติ และราชบัลลังก์ ทุกกลุ่ม ขอเป็นแกนตาม ประชาชนไปไหนจะตามไปที่นั่น

วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. กลุ่มการชุมนุมที่สามเสน นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคลื่อนพลเรือนหมื่น ออกเดินเท้า จากสถานีรถไฟสามเสน  ไปตามถนนพระราม ๖ จนไปปักหลัก ชุมนุมประท้วงที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมประกาศว่า จะคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ให้ถึงที่สุด และจะไม่กลับไปที่เวทีสามเสนอีก อีกทั้งยังแสดงจุดยืนว่า หากไม่ชนะครั้งนี้ จะไม่ยอมเลิกชุมนุม โดยเด็ดขาด

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๖.๓๐ น. กปท. และกองทัพธรรม ประกาศยกระดับการชุมนุม โดยได้ออกเดินธรรมยาตรา จากแยกอุรุพงษ์ ไปสู่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ อย่างสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม สันติ อหิงสา ระหว่างทาง มีประชาชนให้การต้อนรับ สนับสนุนตลอดเส้นทาง และในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ได้ประกาศ ถอนการชุมนุมจากสวนลุมฯ ชุมชน"ดูไป" มาตั้งเวทีอยู่ที่ บริเวณสะพานผ่านฟ้า และถนนราชดำเนินกลาง พ่อครูได้ให้ชื่อ สถานที่ชุมนุมแห่งใหม่นี้ว่า ชุมชน"ไปดู" นับเป็นสองกลุ่มแล้ว ที่ชุมนุม อยู่ในบริเวณถนนประชาธิปไตย

วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กลุ่มคปท. ได้ประกาศยกระดับการชุมนุม เคลื่อนพลผู้ชุมนุม ไปตามถนนหลานหลวง เข้าสู่แยก จปร. ถนนราชดำเนินกลาง มุ่งหน้าสู่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ต้องหยุดเดินลงที่ แยกจปร. เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ระดมพล มาประจัญหน้ากับผู้ชุมนุม ที่แยกจปร. และแกนนำคปท. ได้พยายามเจรจากับตำรวจ

ระหว่างนั้นเอง มีคณะผู้ชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน เรือนหมื่นคน ได้เดินเท้ามาสมทบกับ กลุ่มคปท. ที่บริเวณแยก จปร. ทำให้ฝ่ายประชาชน มีมวลหนาแน่น หลายหมื่นคน การเจรจากับตำรวจ เป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ในที่สุด ตำรวจก็ยอมเปิดทางให้ผู้ชุมนุม เดินต่อไปได้ และคปท. ได้เคลื่อนพลทั้งหมด ไปตั้งเวทีปราศรัย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ได้สำเร็จ

ปรากฏการณ์การชุมนุม สามจุดหลัก ในถนนประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ของคปท.  ที่สะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ ของกปท.และกองทัพธรรม และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง การชุมนุมของทุกภาคส่วน เกือบทั่วทั้งประเทศ นับเป็นพัฒนาการ ของประชาธิปไตยไทย อย่างสำคัญก้าวหนึ่ง ที่ประชาชนเกิดการตื่นรู้ ออกมาใช้สิทธิ์ ตามหน้าที่พลเมืองไทย หนึ่งคน หนึ่งเสียง ล้านคน ล้านเสียง เป็นคะแนนเสียงสดๆ ยิ่งกว่าไปเลือกตั้ง และปรากฏการณ์นี้ จะมีฤทธิ์มีอำนาจ ขนาดที่ทำให้เกิด การปฏิรูปการเมืองไทย ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูไป

กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัว เอาจริงที่สุด ตอนนี้ มีสามกลุ่ม เป็นสามเส้า กลุ่มที่เกิดได้ก่อน คือ กลุ่มที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มถัดมาคือ กลุ่มที่ผ่านฟ้า ส่วนกลุ่มที่เกิดถัดมา คือ กลุ่มมัฆวาน เป็นสามกลุ่ม เป็นสามเส้า ถ้าสามกลุ่มนี้รวมกันได้ แล้วมีการเคลื่อนที่ เป็นเส้าที่สี่ออกมาได้ ถ้าเส้าที่สี่ รวมกันเคลื่อนเมื่อไหร่ เป็นพลังงานที่ ๔ ได้ก็จบ ประชาชนต้องสลายอัตตา มารวมกันให้ได้ ถ้ามากัน เป็นล้านคน ยาวไปตั้งแต่มัฆวาน ผ่านฟ้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปถึงสนามหลวง จะเกิดปรากฏการณ์  มัฆวาน ผ่านฟ้า ประชาธิปไตย แล้วจะเป็นชัยชนะของ มหาประชาชน

ประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย People's revolution reforms Thailand.

เสียงนกหวีดที่ดังหวีดหวิว แทนเสียงตะโกนขับไล่ รัฐบาลทรราชย์ แสดงถึงความตื่นรู้ของประชาชน ที่ไม่ทนกับรัฐบาลชั่วนี้ อีกต่อไป และการชุมนุมของประชาชน ๓ กลุ่ม ที่ถนนราชดำเนิน ก็ยังดำเนินต่อไป อย่างเข้มข้น มีกลุ่มที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในการชุมนุมครั้งนี้ นกหวีด กลายเป็นการแสดงพลังของ ผู้ร่วมชุมนุม

วันเสาร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กปท.และกองทัพธรรม ได้ยกระดับการชุมนุม รณรงค์ให้ประชาชนผู้รักชาติ ออกมาร่วมชุมนุมให้มากที่สุด เพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และไม่ยอมรับ อำนาจศาลโลก

ในตอนเย็นของวันที่ ๙ นี้เอง พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ก็ได้ทำพิธีอัญเชิญสมเด็จปู่ มาวิชิตอวิชชา บนเวทีผ่านฟ้าฯ ในเวลา ๑๘.๐๐ น. ซึ่งสมเด็จปู่ วิชิตอวิชชา เป็นพระพุทธรูป ปางวิชิตอวิชชา หมายถึง การชนะความโง่ของคนโง่นั่นเอง เป็นพระพุทธรูปปางวิชิตอวิชชา องค์แรกของโลก ที่เพิ่งทำเสร็จ ในเย็น วันที่จะทำพิธีนี้อีกด้วย เป็นนิมิต ให้เห็นถึงการตื่นรู้ เพื่อเอาชนะอวิชชาของชาวไทย หลายคนรู้สึก ปลาบปลื้มจนน้ำตาไหล มีกำลังใจในการกู้ชาติ มากยิ่งขึ้นกับพิธีกรรมนี้

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขึ้นประกาศบนเวทีผ่านฟ้าฯ พร้อมคณะเสนาธิการร่วมฯ และผู้รับใช้กองทัพธรรม เชิญชวนพี่น้องออกมากู้ชาติ มาทำหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ มากันให้มากที่สุด พรุ่งนี้ ๑๑ พ.ย. ๕๖ เพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาล และไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันที่ศาลโลก จะตัดสินคดี ประสาทพระวิหาร และในเวลา ๐๙.๐๙ น. กปท. และ กองทัพธรรม ร่วมกันออกเดิน แสดงสิทธิ์ประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ที่จะตัดสินคดี ปราสาทพระวิหาร ในเย็นวันนี้ โดยไปที่กระทรวงกลาโหม ยื่นหนังสือ เรียกร้องให้ทหารปกป้องดินแดน ระหว่างการเดินรณรงค์นั้น มีประชาชนให้การตอบรับ  โบกมือให้กำลังใจตลอดทาง จากนั้นไปที่กองทัพบก แล้วไปสิ้นสุดการรณรงค์ ด้วยการไปยื่นหนังสือประท้วง ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ที่สำนักงาน สหประชาชาติ หรือ UN ใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์

วันที่ ๑๑ นี้เอง เป็นวันเคลื่อนพลของ ๔ ประชาคม ในกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมต่อต้านระบอบทักษิณ มีประชาคมสีลม ประชาคมอโศก ประชาคมรัชดา และประชาคมสะพานควายอารีย์ โดยมีเป้าหมาย เคลื่อนพลมาที่ถนนราชดำเนิน ในช่วงบ่ายของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน จึงเป็นวันที่ มีคลื่นมวลมหาประชาชน หลั่งไหลมาที่ถนนราชดำเนิน อย่างมืดฟ้ามัวดิน

ในเวลา ๑๕.๓๐ น. พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ได้ประกาศปฏิวัติโดยประชาชน และไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ณ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางมวลมหาประชาชน เป็นการปฏิวัติที่สวยงามที่สุด ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก เพราะเป็นการปฏิวัติโดยไม่ใช้อาวุธ อย่างสงบ สันติ อหิงสา ไม่เสียเลือดเนื้อ และประกาศ จัดตั้งสภาประชาชน เพื่อปฏิรูปประเทศไทยต่อไป เป็นการประกาศปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐบาล ก่อนที่จะมีคำตัดสินของศาลโลก โดยศาลโลกได้มีคำตัดสิน คดีปราสาทพระวิหาร ในเวลา ๑๖.๐๐ น. ทำให้ไทย อาจสูญเสียดินแดนส่วนหนึ่ง ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับ ๑,๓๐๐ ไร่ รอบประสาท พระวิหาร และจะมีผลให้กัมพูชา สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกได้ ถ้ารัฐบาลนี้ ยังบริหารประเทศต่อไป

ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กปท. กองทัพธรรม ออกเดินธรรมยาตรา จากสะพานผ่านฟ้าฯ มีสมเด็จปู่ วิชิตอวิชชา นำขบวน ตามด้วยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม และพี่น้องผู้รักชาติ กว่า ๓,๐๐๐ คน เดินขบวนอย่างสงบเรียบร้อย มีพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (ประธาน กองทัพธรรมมูลนิธิ) และ คณะเสนาธิการ ร่วมขบวน เดินผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีพี่น้องผู้รักชาติ เป่านกหวีด และปรบมือ ให้กำลังใจล้นหลาม และได้ไปถึงสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง เมื่อเวลา ๑๐.๒๐ น. เพื่อยื่นถวายฎีกา ทูลเกล้าฯ ขอให้ในหลวง ทรงมีพระราชวินิจฉัย พระราชทาน จัดตั้งสภาประชาชน เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ทำงานบริหารประเทศด้วยประชาชน โดยได้ยื่นฎีกา ผ่านทาง นายฐากร ธรรมประทีป ผู้ช่วยราชเลขาธิการ เมื่อเสร็จสิ้นการถวายฎีกา พล.อ.ปรีชา ก็พาผู้ร่วมชุมนุม กราบพระบรมมหาราชวัง ๓ ครั้ง จากนั้น ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เสร็จสิ้นพิธี ตอน ๑๐.๔๗ น. แล้วเดินทางกลับสะพานผ่านฟ้าฯ โดยสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม

แม้ว่าการปฏิวัติโดยประชาชนครั้งนี้ คนส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจ ไม่ให้คุณค่า แต่สัจจะย่อมเป็นสัจจะ สิ่งที่คณะปฏิวัติโดยประชาชนทำในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อปกป้อง อธิปไตยของชาติ เป็นการประกาศปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อยึดอำนาจของรัฐบาลนี้ ไม่ให้มีสิทธิ์รับคำตัดสิน ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสิน ตามแบบอย่างคณะเสรีไทย ที่เคยประกาศไม่เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ในสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นผลทำให้ ไทยไม่ตกอยู่ในภาวะ ประเทศผู้แพ้สงคราม

การปฏิวัติครั้งนี้ เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน อย่างแท้จริง จึงตั้งชื่อการปฏิวัตินี้ว่า ประชาชน ปฏิวัติ ปฏิรูป ประเทศไทย หรือ ปปปป.

แม้รัฐบาลจะบอกว่า เสียที่ดินไปไม่มาก ยอมเถอะ แต่สำหรับประชาชนผู้รักชาติแล้ว แม้ตารางเซ็นติเมตรเดียว ก็ไม่ยอมให้เสียไป รัฐบาลได้ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๑ ที่ว่า ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ตามสัจจะแล้ว ต้องหยุดการบริหารประเทศ ส่วนคณะประชาชน ได้ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย ขอเชิญประชาชน ผู้เห็นด้วยกับการปฏิวัติโดยประชาชน เข้าร่วมการชุมนุม ที่ถนนราชดำเนิน ถนนแห่งประชาธิปไตย ในเร็วพลัน

มวลมหาประชาชน ทวงคืนอำนาจ จากรัฐบาลกบฏ
Whistle Revolution

ปลายพฤศจิกายน เข้าสู่อากาศหนาว ของเหมันตฤดู แต่เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชน บน "ราชดำเนิน ถนนแห่งประชาธิปไตย" ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น เสียงนกหวีดที่ดังแสบหู อยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั่วประเทศไทย คือเสียงที่ปลุกประชาชน ให้ตาสว่าง ออกจากบ้านเดินสู่ท้องถนน เพื่อต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ มาเป็นมวลชนตื่นรู้ ที่สนธิกำลังพล รวมกันหลายกลุ่ม ยังคงมีอัตราก้าวหน้ารายทาง แต่ยังคงไม่ถึง ผลสัมฤทธิ์ขั้นสุดยอด เพราะความด้านหนาราวคอนกรีต ของ กบฏรัฐธรรมนูญ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กำนันสุเทพ พาทำอารยะขัดขืน ทุ่มหมดหน้าตัก ลาออก จากการเป็น ส.ส. พร้อมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ๙ คน นัดชุมนุมใหญ่ ๑๓-๑๕ พฤศจิกายนนี้ พร้อมกำหนด ๔ มาตรการ อารยะขัดขืน คือ
๑. หยุดงาน หยุดเรียน ทั่วประเทศ มาร่วมชุมนุม
๒. ชะลอการจ่ายภาษี 
๓. ต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ คือใช้ธงชาติไทย
๔. เป่านกหวีดฯ ไล่นายกฯ และลิ่วล้อ

๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ยกระดับอีกขั้น ไล่ระบอบทุศีล!!! กำนันสุเทพ ลั่นชัด ถอนรากถอนโคน ระบอบทักษิณ งัด ๔ มาตรการ จัดการ ส.ส.ทาส -สมุนแม้ว –ต่อต้านสินค้าเครือทักษิณ -ชวนข้าราชการ หยุดงาน ย้ำคนร่วม ครบล้านวันไหน ลุยเด็ดขาดทันที แม้วันนี้ ประชาชน จะมาร่วมชุมนุมจำนวนมากล้น แต่ด้วยจิตใจคนที่ด้านหนา เกินกว่าจะจินตนาการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังตะแบง โกงกินต่อไป อย่างไม่ยี่หระ  

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีมติเสียงข้างมาก ๖ ต่อ ๓ ว่าการดำเนินการ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำ โดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒, ๑๒๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, ๑๒๖ วรรคสาม, ๒๙๑ และมาตรา ๓ วรรคสอง และมีมติเสียงข้างมาก ๕ ต่อ ๔ ว่า เนื้อความที่เป็นสาระสำคัญ ขัดแย้งต่อ หลักการพื้นฐาน และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ เป็นการขัดต่อ มาตรา ๖๘ วรรค ๑ ส่วนการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และยุบพรรคการเมือง ยังไม่เข้าเงื่อนไข จึงยกคำร้อง ขณะที่ ส.ส. และ ส.ว. ทาสรับใช้ระบอบทักษิณ พากันดาหน้า ออกมาปฏิเสธ อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ กันจ้าละหวั่น

เวลา ๐๒.๔๙ น. ที่รัฐสภา วุฒิสภาได้ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ ผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ๒ ล้านล้านบาท ในวาระที่สาม ด้วยเสียง ๖๓ ต่อ ๑๔ งดออกเสียง ๓ เสียง ก่อนจะส่งให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศบังคับใช้ และยังไม่สำนึก มีการเสียบบัตรแทนกันอีก แต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ เมื่อเวลา ๐๓.๐๐ น. ทำให้รัฐบาล ต้องชะลอการนำขึ้นทูลเกล้าฯ

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คณะกรรมการ ปปปป. หรือประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย เปิดสภา ประชาชน ที่เวทีผ่านฟ้าฯ มี อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานสภาฯ และมีผู้รู้ด้านต่างๆ มาอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีพี่น้องผู้รักชาติ เข้าร่วมอภิปรายกันอย่างล้นหลาม เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเลวร้าย ของระบอบทักษิณ ที่โกงกินมายาวนาน เกินกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา

๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ทางคปท. ได้ย้ายเวทีไปตั้งที่แยกนางเลิ้ง ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ทาง กปท. และกองทัพธรรม ได้ย้ายเวทีมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้า UN แทนที่ คปท. เพื่อขยายให้มีพื้นที่ รองรับมวลมหาประชาชน ที่นัดกันมา ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน และช่วงเย็นวันนี้ เป็นวันที่แกนนำของ สามเวที รวมทั้งเครือข่ายร่วม โค่นล้มระบอบทักษิณ รวมตัวกันขึ้นเวที ประกาศร่วมมือกัน อย่างเป็นทางการ เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ โดยเริ่มจากเวทีอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ไปเวทีมัฆวานฯ แล้วไปต่อที่เวที แยกนางเลิ้ง ระบอบทักษิณ ได้สั่นสะเทือน หวาดไหว ต่อความสามัคคีของคนดี ที่กล้าหาญเหล่านี้

แม้ว่าทางรัฐบาล จะมีการดำเนินการ ให้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกคว่ำในสภาสูง ซึ่งทางฝั่งรัฐบาล และ พรรคร่วม ได้ลงสัตยาบันว่า จะไม่เอากลับมาพิจารณาอีก แต่ประชาชนคงยากจะเชื่อได้ สำหรับสัตยาบรรณ ของคนที่โกหกจนชิน เพราะร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็จะยังคงสามารถ ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกได้ ภายใน ๑๘๐ วัน

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ถือเป็นวันอีกวันหนึ่ง ที่จะต้องบันทึกเอาไว้ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมถึงโลกหล้า ต้องจารึก อภิมหาชนคนไทย ล้านหัวใจ เฉพาะที่ปรากฏตัว -ปรากฏนาม ร่วมเขียน อภิมหาประวัติศาสตร์ อีกหน้าของไทย ณ ถนนราชดำเนิน

เพราะคลื่นมวลมหาประชาชน ที่มากันอย่าง มืดฟ้ามัวดิน ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ล้นถนนราชดำเนิน จนต้องไปตั้งอีกเวที ที่สนามหลวง เป็นปริมาณคนมาชุมนุม ที่ทำลายสถิติ ทุกการชุมนุมทางการเมือง ที่เคยเกิดในเมืองไทย แม้ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ ว่าประชาชนมามากแล้ว แต่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลมหาประชาชน มาอย่างมากมาย ทุบทำลายทุกสถิติ

ตัวเลขที่คำนวณ โดยหลักวิชาการนั้น เกิน ๒ ล้านคน จาก เหนือ-ใต้-ออก-ตก สี่ล้านบาทา ออกเดินอย่างสันติ อหิงสา เดิน... เดิน... เดิน ร่วมมหกรรมสหบาทา เพื่อขจัดมารแผ่นดิน ระบอบทักษิณ ให้สิ้นไปจาก แผ่นดินไทย

ภาพมวลมหาประชาชน ถูกบันทึกด้วยกล้อง เป็นภาพถ่าย มันบอกได้แค่ ความมหาศาลของจำนวน แต่ไม่สามารถบอกได้ถึง คลื่นขับเคลื่อน เขยื้อนสังคมชาติ ให้เดินหน้าได้ เพราะพลังรักชาติ ในจิตวิญญาณ เป็นสิ่งจริง แต่มันถ่ายเป็นภาพ ไม่ติด!

หลังจากที่มวลมหาประชาชน นับล้านคน ออกมาบนถนนราชดำเนิน ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อไม่ให้มวลมหาประชาชน มาแล้วเสียของ ในวันถัดมา คือวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กำนันสุเทพ จึงนำมวลชนทวงคืน สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำเร็จ โดยตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำวันนี้ กำนันสุเทพ พามวลชน ดาวกระจาย แยกไปตามจุดต่างๆ ๑๓ จุด ทั้งหน่วยงานราชการ และโทรทัศน์ ฟรีทีวี ช่องเลขคี่ ซึ่งส่วนใหญ่ เมื่อแกนนำ ได้พามวลชนไปถึงแล้ว ก็ได้เคลื่อนทัพกลับ จะมีก็แต่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ที่นำโดยกำนันสุเทพ เท่านั้น ที่มีระยะทางเดินเท้า ไกลที่สุดถึง ๑๗ กิโลเมตร พอไปถึง ก็ได้รับการต้อนรับที่ดีจากข้าราชการ กระทรวงการคลัง สามารถเข้าไปได้โดยสะดวก และได้ทำการปักหลัก พักค้าง พร้อมตั้งเวทีปราศรัย ทำเป็นฐานที่มั่น อีกแห่งหนึ่ง

ส่วน คปท., กปท. และกองทัพธรรม แยกย้ายดาวกระจาย ไปปิดล้อมตำรวจ ที่มีฐานรวมกำลังพล กว่า ๒๐,๐๐๐ นาย อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ และทำเนียบรัฐบาล รวมถึงศูนย์ราชการ รอบบริเวณนั้น โดยคปท. ได้เคลื่อนกำลังพล ไปทวงคืนกระทรวงการต่างประเทศ แล้วปักหลักพักค้าง เป็นเวลา ๑ คืน ก่อนเคลื่อน กลับมาที่แยกนางเลิ้ง

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ พล.อ.ปรีชา นำทัพกปท. และกองทัพธรรม ทวงคืนกระทรวง เกษตรและสหกรณ์, กระทรวงท่องเที่ยว และการกีฬา และ กระทรวงคมนาคม ได้อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ พากัน หยุดทำงานแต่โดยดี และ ร่วมเป่านกหวีด เป็นสัญลักษณ์ ในการเลือกข้างประชาชน จากนั้น พล.อ.ปรีชา จึงนำผู้ชุมนุม กปท. และกองทัพธรรม มุ่งหน้าไปกระทรวงมหาดไทย โดยภายในกระทรวง มีเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร นับพันนาย และตำรวจจำนวนหนึ่ง อยู่ภายใน แม้ว่าวันนี้ฝนตกหนัก แต่มวลชนยังกางร่ม สู้ไม่ถอย

เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ นำผู้รับใช้ หรือการ์ด จำนวน ๑๐ นาย เข้ากระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจอาวุธ ภายในกระทรวง ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ให้ความร่วมมืออย่างดี ยินดีออกจากกระทรวง คงไว้แค่ อาสาสมัครไม่กี่สิบคน และทั้งหมด ยินดีปลดกระบอง

ช่วงค่ำวันนี้ แกนนำกปท. และกองทัพธรรม ประกาศนำมวลชน กลับมัฆวานฯ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูง ให้คำมั่น จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล ก่อนกลับ มวลชนยังได้มอบอาหารกล่อง และน้ำดื่ม ผ่านรั้วเหล็ก ให้อาสาสมัคร ที่อยู่ภายในกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันปลดปล่อย ข้าราชการของพระราชา ออกจากระบอบทักษิณ เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เปิดเกมรุก ด้วยการออกหมายจับกำนันสุเทพ กรณีบุกยึดกระทรวงการคลัง ดังนั้น ในเช้าวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลมหาประชาชน ได้พร้อมใจกัน ไปทวงคืนทุกกระทรวง รวมทั้งศาลากลาง ทุกจังหวัด ปรากฏว่า สามารถทวงคืนศาลากลาง ได้ทั้งหมด ๓๐ จังหวัด และเกือบทุกกระทรวง โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะข้าราชการส่วนใหญ่ ให้ความร่วมมือ กับมวลมหาประชาชน

โดยกำนันสุเทพ ได้เคลื่อนมวลชน จากกระทรวงการคลัง เดินเท้าไปที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ แล้วเข้าไป ในพื้นที่ ได้อย่างเรียบร้อย ง่ายงาม ไม่มีความรุนแรง และ ตั้งเวทีปราศรัย ใช้ศูนย์ราชการฯ เป็นฐานที่มั่น อีกแห่งหนึ่ง ส่วนมวลชน กปท. และกองทัพธรรม เคลื่อนมวลชนไปกระทรวงพลังงาน อย่าง สงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ ข้าราชการกระทรวง ออกมาโบกมือ เป่านกหวีด แจกน้ำให้กับผู้ชุมนุมอีกด้วย และข้าราชการ ได้ให้ความร่วมมือ ในการหยุดทำงาน ในช่วงค่ำ มวลชนจึงเดินทางกลับ มัฆวานฯ     

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มวลชน กปท., กองทัพธรรม และเครือข่าย โค่นล้มระบอบทักษิณ ประกาศ เคลื่อนพล ไปเยี่ยมเยือน สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. เพื่อเชิญชวน ข้าราชการตำรวจ ของพระราชา และประชาชน ให้เลิกรับใช้ ระบอบทักษิณ หันกลับ มาเป็นตำรวจ ของประชาชน อย่างแท้จริง โดยการเดินเท้า เป็นระยะทาง ประมาณ ๗ กิโลเมตร เมื่อไปถึงหน้า สตช. แล้วทาง แกนนำ ก็ได้ปราศรัย เรียกร้อง ให้พี่น้องตำรวจ หันมาทำงาน เพื่อประชาชน หยุดรับใช้ ระบอบทักษิณ และประกาศว่า มวลชน มาอย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

ตัวแทนมวลชนได้เจรจากับตำรวจ ผลปรากฏว่า วันนี้ตำรวจยืนยันว่า จะไม่ทำร้ายประชาชน และจะทำงาน เพื่อชาติและประชาชน พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า ชัยชนะครั้งนี้ เป็นของชาวไทยทุกคน ขอกราบขอบคุณในน้ำใจ และความกล้าหาญ ของพวกเราทุกคน ที่มั่นสุดท้ายของระบอบทักษิณ ได้จบลงแล้ว เขากลับคืนสู่ ประชาชน ให้เกียรติกับเขา

จากนั้น ผู้ชุมนุม ต่างพากันนำดอกกุหลาบ ยื่นผ่านรั้วลวดหนาม ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นบรรยากาศ แห่งชัยชนะรายทาง อีกครั้งหนึ่ง ของพลังแห่งมวลมหาประชาชน ก่อนเดินทางกลับ

ส่วนทางด้านมวลชน เวทีราชดำเนิน ได้เคลื่อนพลเดินเท้า ถึงหน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อปลุกสำนึก ให้ทหารเลือกข้างความถูกต้อง ยืนอยู่ข้างประชาชน มีผู้ชุมนุมหลายพันคน ร่วมเดินไป โดยนำดอกกุหลาบ นกหวีด มามอบให้ทหาร ที่กระทรวงกลาโหม โดยผู้บัญชาการของทหาร มีคำสั่งให้เฉพาะ พันเอกคงชีพ ตันตระวานิชย์ ตัวแทนเท่านั้นที่รับได้ ผู้ชุมนุมส่งดอกกุหลาบ นกหวีด ให้ แต่ทหารรับไว้ไม่ได้ เลยเอาผูกไว้ที่ลวดหนามแทน อยู่ประมาณ ๒๐ นาที แล้วก็เดินกลับราชดำเนิน โดยสงบ สันติ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ กลางดึกเมื่อคืนนี้!! คนร้าย เผารถเรือตรีแซมดิน ผู้ประสานงานกองทัพธรรม รถเสียหาย ไม่มีใครบาดเจ็บ คาดโยงการเมือง! เรือตรีแซมดิน เผยเหตุเผารถยนต์ส่วนตัวกลางดึก ไม่ส่งผลการชุมนุม ยันเดินหน้าชุมนุมต่อ ยึดหลัก สันติ-อหิงสา

ช่วงบ่ายวันนี้ มวลชน คปท.ได้บุกเข้ากองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก มวลชนสามารถผ่านเข้าประตู กองทัพบกได้ แล้วกระจาย เต็มสนามหญ้า หน้าตึกบัญชาการ แกนนำขึ้นเวทีบนรถปราศรัย บอกมวลชนว่า อย่าเข้าไปในอาคาร เป้าหมายการมา เพื่อถามจุดยืนทหารว่า ยังยืนอยู่ข้างประชาชนหรือไม่ และ ไม่ได้มาเรียกร้อง ให้ปฏิวัติ

นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำผู้ชุมนุม ได้ยื่นหนังสือผ่าน พล.ต.พลภัทร์ วรรณพักตร์ เลขาฯทบ. ถึง พล.อ. ประยุทธ์ ให้เลือกข้างประชาชน ไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม จากนั้น จึงเดินทางกลับไปเวทีนางเลิ้ง

ในเวลา ๑๙.๓๐ น. วันที่ ๒๙ พ.ย. นี้ ที่เวที ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กำนันสุเทพ ได้แถลงการณ์ถึงการรวมกัน ของหลายองค์กร หลายเครือข่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ โค่นล้มระบอบทักษิณ และ ปฏิรูปประเทศไทย ที่นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะรวมอยู่ภายใต้ชื่อชื่อเดียว คือ คณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อย่อๆว่า กปปส. ทางกองทัพธรรม ก็ได้เข้าร่วมอยู่ใน กปปส.ด้วย โดยมีเรือตรีแซมดิน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ กปปส.

โดยจากนี้ไป คณะกรรมการ กปปส. จะเป็นผู้กำหนดแนวทางตัดสินใจ ในการดำเนินการ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นเลขาธิการ ของ กปปส. และประกาศ ให้วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันชุมนุมใหญ่ จากนั้น กปปส. ได้ประกาศแผนปฏิบัติการสุดท้าย เพื่อกำจัดระบอบทักษิณ ให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย ด้วยการเข้าควบคุมทุกกระทรวง ทบวงกรม ของทางราชการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่รัชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดกับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมวลชนมาไม่เต็มสนามกีฬาฯ แต่แล้วมี เหตุร้ายเกิดขึ้น เนื่องจากมีเหตุ คนเสื้อแดงทำร้ายนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาจึงรวมตัวกัน กว่า ๒,๐๐๐ คน เพื่อชุมนุมประท้วง ให้คนเสื้อแดงหยุดชุมนุม จากนั้นมีนักศึกษา ถูกยิงเสียชีวิตไป ๑ คน และ ได้รับบาดเจ็บอีกนับสิบราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วุฒิศักดิ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยืนยันกับ ช่อง ๗ ว่า มีนักศึกษารามฯ เสียชีวิต ๑ คน โดยถูกยิงบริเวณท้อง ด้านหลังมหาวิทยาลัย ได้แจ้งไปที่สถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือได้ ลูกศิษย์ผมเสียชีวิตไป -บ้านเมือง ไม่มีขื่อ -ไม่มีแป! ขอเชิญศิษย์เก่า, ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์อนาคต มาร่วมกันปกป้อง มหาวิทยาลัยของเราร่วมกัน พรุ่งนี้!

๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้เป็นวันที่ กปปส. นัดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทวงคืนอำนาจรัฐ กปปส. ส่ง กองทัพมือเปล่า แยกสายกันไปเยือน และขอความร่วมมือ โทรทัศน์ช่องคี่ (ฟรีทีวี ๓, ๕, ๗), ไทยพีบีเอส และทีเอ็นเอ็น ให้ความร่วมมือ (ยกเว้นช่อง ๙ และ ช่อง ๑๑) ถ่ายทอด  กำนันสุเทพ อ่านแถลงการณ์ กปปส. ฉบับแรก ถึงประชาชนทั่วประเทศ เมื่อเวลา ๑๖.๓๘ น.

ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ มีเหตุร้ายเกิดอีกที่ ม.รามคำแหง เวลา ๐๗.๕๕ น. ข่าวล่าสุด เสื้อแดงใช้เอ็ม๗๙ ยิงเข้ารามคำแหง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต!!!! กลุ่มเสื้อแดงและตำรวจ ร่วมกันล้อมมหาวิทยาลัย ถล่มยิง และปาระเบิด เข้าไปในมหาวิทยาลัย เสียงปืนมากกว่า ๑๐๐ นัด นักศึกษาถูกยิง ๖ คน เสียชีวิต ๒ คน กลุ่มเสื้อแดง เผาร้านค้าย่านรามคำแหง วอด ๒ ห้องแถว รามคำแหง ๒๔ สุมยางรถยนต์ เผารอบ มหาวิทยาลัย ศูนย์เอราวัณแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิต ๓ ราย และบาดเจ็บ ๕๔ ราย จนแกนนำคนเสื้อแดง ต้องประกาศ สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในตอนค่ำวันนี้

ในตอนบ่าย ของวันนี้ ทหาร ร.๑๑ พัน ๑ รอ. ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นำนักศึกษา ออกจากมหาวิทยาลัย ได้โดยปลอดภัย ในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับแกนนำคนเสื้อแดง ประกาศสลายการชุมนุม ทหารเหล่านี้ ล้วนเป็น ทหารรักษาพระองค์ เหล่านักศึกษา ต่างเปล่งเสียง ทรงพระเจริญ อย่างกึกก้อง ด้วยซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ท่าน

ส่วนแนวรบ ด้านทำเนียบฯ ด้านบช.น. และ สตช. ดุเดือดเลือดพล่าน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยเฉพาะ ศึกชิงสะพาน ชมัยมรุเชฐ ที่เป็นสะพานข้ามคลองเปรม จากฝั่งพาณิชยการ ไปฝั่งทำเนียบรัฐบาล

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ตั้งแต่ตอนเพลไปยันพลบค่ำ แต่กองทัพมหาประชาชนปฏิวัติ ภายใต้การนำของ คปท. มี นิติธร และอุทัย เป็นแม่ทัพใหญ่ เรียกว่า สู้ด้วยมือเปล่า กันสุดใจขาดดิ้น ตำรวจยิงแก๊สมา ฝ่ายประชาชน จับยัดถัง ก็มีทั้งล้มคว่ำคะมำหงาย มีทั้งสำลักน้ำตา กระจาย หายใจไม่ออก ที่ม่อยกระรอก ช่วยกันหาม ไปพยาบาล ที่ยังยืนได้ ก็หนุนเนื่อง แท่งปูนกีดขวาง รูดลวดหนาม เหมือนรูดยอดกระถิน จิ้มน้ำพริก ขยิกเข้าไป... ขยิกเข้าไป... ตำรวจซัดใส่ตูม..ตูม ก็หงายท้อง หงายไส้ คันคะเยอ แสบตากันไป ตะโบยน้ำล้างตา แล้วโดดผึง... อย่าหนีนะ!

ประชาชนสู้ยิบตา จนเกิดวีรกรรม ฮีโร่กางเกงใน จากเสื้อแดงกลับใจ มาเป็นฮีโร่ของประชาชน เป็นวันที่ วีรชาติ ต้องจำไปอีกนาน คือ เหตุการณ์ที่เขาเสี่ยงตาย สู้กับตำรวจในม็อบ ด้วยสภาพกางเกงในตัวเดียว แถมยังถูกตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตา ใส่เข้าที่หน้าผาก จนได้รับบาดเจ็บ กระทั่งหลายคนนึกว่า เขาจะไม่รอด แต่ก็ขอหมอ รีบถอดน้ำเกลือ กลับมาต่อสู้อีกจนได้

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ตามด้วยฉีดน้ำ มวลชนถอยมาถนนพิษณุโลก ตำรวจยังลุยหนัก?? ฉีดน้ำผสมสีม่วง สาดใส่ประชาชน หลังยิงแก๊สน้ำตา จนเกือบสามทุ่ม แนวรบด้านนี้ จึงสงบ

ส่วนมวลชน กปท. และกองทัพธรรม อยู่ตรึงกำลัง ปิดล้อมตำรวจ ที่อยู่ภายในทำเนียบ และ กระทรวง ศึกษาธิการ หน้าสวนสัตว์ เขาดิน สะพานเทวกรรม อย่างสงบ สันติ อหิงสา แนวรบด้านสะพานมัฆวานฯ เป็นแนวรบ ที่มีการเจรจากับตำรวจได้อย่างดี ไม่มีความรุนแรง บนเวที พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เทศนา ให้ผู้ชุมนุมยึดหลัก สันติ อหิงสา ท่ามกลางเสียงตูมๆๆ ของระเบิด แก๊สน้ำตา ที่ส่งกลิ่นฟุ้งกระจาย จากสะพานชมัยฯ โชยมาถึงสะพานมัฆวานฯ แนวหน้า มีพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ดูแลอย่างใกล้ชิด คอยให้สติ ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ แต่ตำรวจก็ใช้เครื่องขยายเสียง เปิดเพลง เสียงดังมากๆๆๆ ใครไม่มีที่อุดหู ปวดหูแน่ๆ

เมื่อเวลา ๒๑.๓๗ น. (๑ ธ.ค.) ที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงว่า เมื่อประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ ที่ผ่านมา ตนได้พบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และได้พูดคุยกัน ต่อหน้าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) และผู้บัญชาการทหารเรือ (พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเรืองรมย์)

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งสิ้น และยืนยันสิ่งที่ดำเนินการมา ต้องเสร็จสิ้นเรียบร้อย ภายใน ๒ วันนี้ จึงไม่มีข้อเรียกร้อง ต่อรองใดๆ ที่จะเสนอต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยินยอมโดยดี มอบอำนาจคืนประชาชน หรือดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนจะเดินหน้าต่อไป นายกฯไม่ได้ตอบ ข้อที่ตนกราบเรียนไป แต่ตนถือว่า ได้เป็นตัวแทนประชาชน บอกเจตนารมณ์แล้ว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ในการพบกันคราวนี้ เป็นข่าวดี เพราะผู้บัญชาการ ๓ เหล่าทัพ ได้แสดงเจตนารมณ์ ชัดเจนว่า กองทัพยืนอยู่ข้างประเทศไทย ผบ.ทบ. ได้พูดต่อหน้า ผบ.ทุกเหล่าทัพ และนายกฯว่า ไม่ต้องการเห็นประชาชน บาดเจ็บล้มตาย เพราะกองทัพ ยืนอยู่ข้างประเทศไทยแล้ว นายสุเทพ ยังเรียกร้อง ให้ข้าราชการ หยุดงาน หยุดรับใช้ระบอบทักษิณ แล้วมายืนเคียงข้างประชาชน

๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในกรุงเทพมหานคร หลายแห่ง ประกาศปิดการเรียน การสอน เนื่องจาก สถานการณ์การชุมนุม มีความรุนแรงขึ้น มวลชนที่สะพานชมัยฯ เปิดฉากรุกด้วยสันติวิธี ปราศจากอาวุธ ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น. โดยได้เคลื่อนพล เข้ารื้อแท่งปูนกีดขวาง ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ แยกพณิชยการ ตำรวจก็ประเคน แก๊สน้ำตา ออกมาไม่ยั้ง เพราะมีเฮลิคอปเตอร์ เทียวบินส่งแก๊ส อยู่หลายเที่ยว มีคนพูดติดตลกว่า ใครแก๊สหมด มาเติมที่สะพานชมัยฯได้ ยังดีที่ แก๊สน้ำตา พัฒนาไปเยอะ ตอนปี'๕๑ แตกตูมมม!! ขาขาด, มือขาด แต่ปี'๕๖ ไม่แตกตูมมม!! ลอยมา ปล่อยควันน่ารักๆ แต่ถูกหัวก็แตก ฤทธิ์เดช แก๊สน้ำตาปี'๕๖ คงเทียบเท่ามาตรฐานสากล มวลชน คปท. หลายราย ไม่มีหน้ากาก อ้วกแตก อ้วกแตน!! บางคนบอก แบบนี้รับได้ เท่ามาตรฐาน ขาไม่ขาด!!!

วันนี้มวลชน มีการพัฒนาการต่อสู้ มีอุปกรณ์เสริม เช่น กระสอบป่าน ชุบน้ำ เอาไว้สยบแก๊สน้ำตา อย่างได้ผล มีหน้ากากกันแก๊สพิษใส่ มีโล่ที่ทำเองแบบบ้านๆ และสารพัดประดามี ตามประสานักรบมือเปล่า แต่ทั้งหมด ไม่ใช่อาวุธร้ายแรง ทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ได้เห็นน้ำใจของคนไทย ที่ไม่ทิ้งกัน เมื่อบนเวทีประกาศว่า ขาดสิ่งใด ไม่กี่เวลา ข้าวของก็จะประเดประดัง ส่งมา จนหาที่เก็บไม่ได้ ต้องรีบ ประกาศ ของดรับของ เนื่องจากพอแล้ว ส่วนตำรวจก็น่าชื่นชม ที่ส่วนใหญ่ จะพยายามไม่ใช้อาวุธร้ายแรง นอกจากยิงแก๊สน้ำตา, ฉีดน้ำแรงดันสูง กับคลื่นเสียงความถี่สูง คอยรบกวน จะมีบกพร่อง ที่ใช้ปืนยิงกัน จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายบ้าง ก็เป็นจำนวนน้อย สรุป คือไม่มีคนตายเลย แม้จะรบกันมา เป็นวันที่สองแล้ว แม้ทางตำรวจ จะมีการใช้ กระสุนยางด้วย

ในขณะที่ตำรวจ ระดมยิงแก๊สน้ำตา บนแยกพล ๑ รอ. ประชาชนวิ่งหลบแก๊สน้ำตา พบทหาร ๒-๓ นาย ช่วยกันกรอกน้ำใส่ขวด และยื่นส่งให้ผู้ชุมนุม

ส่วนประกาศ บนเวทีราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บอกว่า วันนี้จะเคลื่อนขบวนไป ๒ จุด คือที่ บช.น. และที่ทำเนียบรัฐบาล พอสายๆ มวลชนไปถึงหน้า บช.น. สภาพการต่อสู้ ก็ไม่ต่างกับ ที่แยกพณิชยการนัก มีนักรบมือเปล่า เข้าโรมรันกับห่าแก๊สน้ำตา ที่มาจากเงินภาษีของประชาชน แม้กระนั้น มวลชนก็สู้ไม่ถอย ตำรวจหันมาใช้พัดลม มาช่วยเป่าแก๊สน้ำตา ที่ผู้ชุมนุมใช้พัดลมยักษ์ เป่ากลับมา จนต่อมา ทางเวทีราชดำเนิน ส่งรถแทร็กเตอร์ ฝ่าแนวแท่งปูนกีดขวาง เพื่อบุกยึดทำเนียบ และบช.น. แต่ก็ยังไม่สามารถ ฝ่าแนวแท่งปูนกีดขวาง เข้าไปได้ เพราะแก๊สน้ำตา ที่เฮลิคอปเตอร์ขนมานั้น ยังมีอีกมาก และบ่ายวันนี้ (๒ ธันวาคม) ๑๓.๓๐ น. นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีพูล

๑. ข้อเสนอจาก กปปส. นั้น รัฐบาลไม่ได้ติดยึด การคืนอำนาจนั้น ยังไม่เห็นข้อกฎหมายที่รองรับ ขอให้หารือ หาแนวทางร่วมกัน

๒. ไม่อาจละเลย แนวทางการลาออก หรือยุบสภา อะไรที่จะทำให้เกิดความสงบสุข ดิฉันยินดี เรียกร้อง ให้ทุกคนทุกกลุ่ม ให้มาเจรจา หารือข้อยุติ ไม่ได้ยึดติด

๓. สถานที่ราชการยังเปิดอยู่ ข้าราชการให้ทำงานต่อไป โดยหาสถานที่ บริการประชาชนอื่นๆ

ทางรัฐบาลพยายามบอกว่า ตนยอมไม่ติดยึด ลาออก หรือยุบสภาก็ได้ ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลถอย เพราะสู้กันซึ่งหน้าไม่ได้ แต่ก็ต่อสู้ในทางลับ หาข้อกฎหมาย มาทำลายความชอบธรรม ของฝ่ายประชาชน ทั้งที่ตนเป็นรัฐบาลกบฏ ตั้งแต่ดาหน้า ออกมาปฏิเสธ อำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยวันนี้ รัฐบาลยังได้ ขอให้ศาล ออกหมายจับ กำนันสุเทพ เนื่องจากข้อหาเป็น กบฏ

๒๐.๓๐ น. กำนันสุเทพ ขึ้นปราศรัย เวทีศูนย์ราชการ ลั่นจบงานนี้ ไม่กลับไปเป็น ส.ส. และไม่กลับไป พรรคประชาธิปัตย์ อีกแล้ว สุเทพ ขอโทษสื่อฯ ถ้าทำอะไรให้โกรธเกลียด ย้ำ ไม่มีทางเลือก แค่ต้องการ ให้ประชาชนทั่วประเทศ รับทราบว่า มวลมหาประชาชน กำลังทำอะไรอยู่ พูดถึงเมื่อคืน ที่เจรจากับยิ่งลักษณ์ ต่อหน้า ผบ.ทบ. ทหารไม่พูดว่า อยู่ข้างรัฐบาล แต่พูดว่า อยู่ข้างประเทศไทย แปลว่า เขาไม่เอายิ่งลักษณ์ แค่เขาประกาศว่า เขาอยู่ข้างประเทศไทย ผมก็ชื่นใจแล้ว เพราะไม่ว่า เราจะทำอะไร ต่อไป เขาไม่มีวัน หันปากกระบอกปืน มาหาประชาชนเด็ดขาด พรุ่งนี้ต้องยึด กองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ได้ รวมกำลัง มวลมหาประชาชน ทุกสาย ยึดตำรวจนครบาลให้ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ท้าตำรวจมาจับ บอกชีวิต เป็นมาหมดแล้ว ยกเว้นนักโทษ ล้มระบอบทักษิณได้ จะไปมอบตัวสู้คดี ข้อหากบฏ ยันไม่หนีแน่นอน...

แนวรบวันนี้ที่หนักสุด เป็นที่รอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งสะพานชมัยฯ แยกเทวกรรม และสะพานอรทัย มวลชน ฮึกเหิม คึกสุด จนแกนนำ คปท. ไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้ ส่อเดือด!!! ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตา มวลชนฮึกสุด!! ขว้างปาทุกอย่างใส่ตำรวจ เสียงตูม สนั่น! ต่อเนื่อง

รถนักข่าว อัลจาซีรา ถูกยิง ๒ นัด ขณะรายงานสดอยู่ ถ.พระราม ๕ วิถีกระสุนจากแนวตำรวจ และ ประกาศชัด!! ยกระดับ ใช้กระสุนยาง ควบคุมฝูงชน???

ต้น-สุรเชษฐ์ หัวหน้าช่างภาพ น.ส.พ. เดลินิวส์ โดนกระสุนหูฉีก ขณะถ่ายรูปอยู่ฝั่งคปท. และมีผู้ชุมนุม คปท. แยกพาณิชยการ ถูกยิงใต้ราวนมขวา หน่วยกู้ภัย นำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ที่แยกเทวกรรม และสะพานอรทัย ใกล้สะพานมัฆวาน ตลอดทั้งคืน มีเสียงประทัดยักษ์ และ พลุตะไล จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไร้แกนนำ จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ คน ที่ระดมยิงใส่ตำรวจ อย่างดุเดือด ตำรวจก็ตอบโต้ ด้วยแก๊สน้ำตา ตลอดทั้งคืน รอบบริเวณแนวรบด้านนี้ สว่างไสวไปด้วยแสง จากพลุตะไล จนกระทั่ง ประมาณตีห้า ของเช้าวันที่ ๓ จึงค่อยสงบลง โดยที่สะพานมัฆวานฯ มีพล.อ.ปรีชา คอยประกาศ ให้สติ แก่ผู้ชุมนุม อยู่จนดึกดื่นค่อนคืน รวมผู้บาดเจ็บ เหตุชุมนุมวันนี้ ๙๔ คน โดนกระสุนจริง สาหัส ๒ คน

 

แปลก... แต่จริง!

๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ ตั้งแต่เช้าค่ำวันที่ ๒ ยันเช้าของวันที่ ๓ ข้างทำเนียบรัฐบาล ยังเป็นสงครามแก๊สน้ำตา กับประดา พลุไฟตะไล ที่ผู้ชุมนุมระดมยิงเข้าไป สู่ฝั่งตำรวจ ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา จนแทบว่า จะท่วมทับถนนเลยทีเดียว และเช้าของ วันที่ ๓ ก็ว่าจะลุยกันแหลก ประชาชนก็คึกคักเต็มที่ ตำรวจก็เตรียมตัว อย่างดี แต่วันที่ ๓ พฤศจิกายนนี้ พอมวลมหาประชาชน ยาตราทัพไปถึงหน้า บชน. และที่ข้างทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกลับเปลี่ยนใจ ตั้งแถว ตำรวจแจกดอกไม้แก่ประชาชน ตลอดช่วงสาย ถึงบ่ายของวันที่ ๓ ทั้งที่บช.น. และทำเนียบ ตำรวจพากันเก็บของกลับบ้าน ไปพบหน้าลูกเมีย ผู้ชุมนุมหลั่งไหลเข้ามา แล้วสวมกอดตำรวจ ชื่นมื่น ยิ้มแย้ม จับมือขอโทษ ขอโพยกัน

ขณะที่นักข่าว CNN รายงานสด จากกรุงเทพ มีการพักรบ (truce) ตำรวจกับผู้ประท้วง กอดถ่ายรูป พิธีกรบอก How bizarre...this turn of events in Thailand. (แปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ กับการกลับกัน ของเหตุการณ์ ในประเทศไทย)

ส่วนนักข่าว BBC: "BKK mood shifts" บรรยากาศในกทม . วันนี้แตกต่างจาก ความตึงเครียด ๓ วันก่อน มิตรภาพตำรวจ-ผู้ชุมนุม มีขึ้น อย่างน่าประหลาดใจ แต่ไม่น่าวางใจ 

แม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านไป ดูคล้ายสงบศึกชั่วคราว แต่ว่าคงมีประเทศไทย ประเทศเดียว ที่ทำได้อย่างนี้ เมื่อคืนวาน รบรา ราวจะฆ่าฟันกัน แต่อีกวัน ก็โอบกอดกันด้วยน้ำใจ แม้ว่าจะดูไม่น่าไว้ใจ แต่ภาพ ที่ปรากฏนั้น ทั้งประชาชนและตำรวจชั้นผู้น้อยนั้น ก็ต่างโล่งอกโล่งใจ เพราะไม่มีใครอยากให้คนไทย ฆ่ากันเอง คงมีแต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ ที่อยู่ชั้นบน ของรัฐบาลเท่านั้น ที่จะใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือ ในการรักษาอำนาจ ที่ได้มาอย่างฉ้อโกงของตนเอง

และที่ปรากฏการณ์นี้ เกิดได้นั้น ก็ด้วยพระบารมีของในหลวง ที่เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ถ้าประเทศนี้ ไม่มีในหลวง ร.๙ ไม่มีวันที่ ๕ ธันวาฯ การรบรา ก็คงไม่สงบ ไม่พักยก มิคสัญญีจะเกิดขึ้น อย่างเลี่ยงไม่พ้น เราคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะฝ่ายไหน สีไหน ควรสำนึกในบุญคุณ ของในหลวงให้มาก

เลขาธิการ กปปส. สุเทพ แถลงการณ์ ว่าวันนี้ มวลมหาประชาชน ได้ยึด บช.น. และทำเนียบรัฐบาลได้แล้ว ด้วยสองมือเปล่า เป็นชัยชนะส่วนหนึ่ง ระบอบทักษิณยังอยู่ จึงยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องชุมนุมต่อ สู้ให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนชนะ แล้ววางรากฐานประชาธิปไตย ให้สมบูรณ์ แล้วผมจะเลิกยุ่งกับการเมือง ตลอดชีวิต ไม่ต้องการรับตำแหน่งใดๆ และกปปส. จะจัดงานวันพ่อ ที่ราชดำเนิน –กระทรวงการคลัง -ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ จะจัดให้ยิ่งใหญ่ ชวนประชาชน ออกมาร่วมเฉลิมฉลอง และถวายพระพร ในวันที่ ๕ ธันวาคม

ยังมีสำนักข่าว เอเอฟพี รายงานด้วยว่า เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ทำให้เมืองหลวงของไทย กลับสู่อารมณ์แห่งความสงบ ผู้ประท้วง ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พากันทำความสะอาด บริเวณอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายต่อต้าน บอกว่า จะมีการประท้วงอีกครั้ง ในวันศุกร์ (๖) และ จะไม่หยุด จนกว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับคืนอำนาจ แก่สภาประชาชน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

          ฝรั่งหลายสำนักข่าวทั่วโลก ที่มาทำข่าวการประท้วง.. ในบ้านเราบอกว่า ไอก็มาทำข่าวประท้วงใหญ่ เมื่อสามปีก่อน (๒๕๕๓) สะใจจริงๆ บู๊ล้างผลาญ.. ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า มีเผายางรถ มีพกอาวุธ แบบสงคราม.. เผาตึกรามบ้านช่อง..  สะใจจริงๆ เรดติ้ง ไม่แพ้การประท้วงทั่วโลก.... แต่ไอมาครั้งนี้ ผิดหวังจริงๆ.... ทั้งที่ราชดำเนิน.... เมื่อวานไอ เดินไปพร้อมกับขบวนประชาชน ที่ไปปิดศูนย์ราชการ ทั้งที่กระทรวงการคลัง ทั้งที่ศูนย์ราชการ ที่แจ้งวัฒนะ นี่มันอะไรกัน.. ยังกะขบวนเฉลิมฉลอง festival อะไรซักอย่าง เต้นรำ ร้องเพลงเฮฮา กลางคืนมีการแสดงสี่ภาค.. อุ้มลูกจูงหลาน.. ล้างรถเช็ดรถ ให้ตำรวจ ที่มาปราบจาราจล... ช่วยกันเก็บกวาดขยะ... โอ๊ย!... ไอผิดหวังจริงๆ... พูดไปแล้ว น้ำตาไหล ภาพทุกภาพ ที่ปรากฏให้เห็น คนที่รักชาติรักแผ่นดิน รักบ้านรักเมือง รักความถูกต้อง แม้แต่เม็ดทรายเล็กๆ ก็ต้องดูแลครับ...  นี่คือพลังที่แท้จริง ของพวกเราชาวไทยครับ... ที่เราจะมาร่วมมือกัน สร้างสรรค์สังคมใหม่..  ร่วมพัฒนาประเทศไทย.. มาร่วมสร้างหัวใจแบบ... อารยะขัดขืน....

๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ; ๘๖ พรรษา มหาราชา มหาสมาคม ครั้งประวัติศาสตร์ ณ วังไกลกังวล... ปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในพระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ครั้งประวัติศาสตร์ ในต่างจังหวัด เป็นครั้งแรก ณ ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็ยิ่งทำให้ ปวงชนชาวไทย พร้อมใจกันไปเข้าเฝ้า เพื่อชื่นชม พระบารมี และถวายพระพร ชัยมงคล

แน่นอนว่า เสียงทรงพระเจริญ ซึ่งเป็นเสียงแห่งความปลื้มปีติ ที่ได้เห็น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มีพระพักตร์สดใส และมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังกึกก้องไปทั่วหัวหิน ตลอดรวมถึง ในทุกๆ จังหวัด ทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส เนื่องในการเสด็จออกมหาสมาคม ในครั้งนี้ว่า...  ขอขอบใจ ท่านทั้งหลาย เป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พร้อมๆกัน มาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญา ด้วยประการต่างๆ ข้าพเจ้าขอสนองพร และไมตรีจิตเหล่านั้น ด้วยใจจริง เช่นกัน

บ้านเมืองของเรา สงบสุขมาช้านาน เพราะเรามีความเป็นปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจ ทำหน้าที่ ให้สอดคล้อง เกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคน จึงควรจะตระหนักในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจ ประพฤติตัว ปฏิบัติงาน ให้สมภาระ และหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์ ส่วนรวม เพื่อความมั่นคง ปลอดภัย ของชาติบ้านเมืองไทย

ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีแต่ความสุขความเจริญ ตลอดไป

ในช่วงเย็นวันที่ ๕ ธันวาคมนี้ มีพิธีจุดเทียนชัย ถวายในหลวง ที่สนามหลวง นำโดย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คู่ขนานไปกับ เวทีของมวลมหาประชาชน กปปส. ที่จัดกระจายหลายเวที เช่น เวทีมัฆวาน ทำอย่างไทยๆ กันเองมาก แต่ละคนมาด้วยใจทำด้วยใจ ถวายในหลวง เวทีของทาง คปท. ก็เอาจริง เอาจัง เทใจให้เต็มใจ เวทีของราชดำเนิน ก็เป็นฟอร์มใหญ่ ที่พูดไปร้องไป น้ำตาไหลไป เพราะซาบซึ้งในหลวง เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ก็อลังการ ด้วยดวงเทียนล้านดวง แทนดวงใจแห่งความจงรักภักดี ต่อในหลวง ทุกเวทีของ กปปส. ประชาชนเนืองแน่น มองไปไกล สุดลูกหูลูกตา ทุกเวทีมีการแสดง เทิดไท้องค์ราชัน มีการแสดง หลายรายการ ที่มีภาพน้ำตาของประชาชน ที่ไหลริน ด้วยความรัก ความห่วงในหลวง ผู้เป็นพลังแผ่นดิน เพราะพวกเรารู้ว่า ความสุขของในหลวงนั้น อยู่ที่พสกนิกรของท่าน หากชาติบ้านเมือง ไร้ความเป็นอยู่ผาสุก เช่นนี้ ความรู้สึกของพระองค์ท่าน จะเป็นอย่างไร?...

 

พ่อเหนื่อยเพื่อลูก มาเนิ่นนานแล้ว ตรากตรำพระวรกาย เพื่อลูกมามากมายแล้ว ทรงพระชราภาพมากแล้ว ถึงเวลาแล้ว ที่ลูกๆที่ จงรักภักดี ไม่ใช่แค่เปลือกหรือแค่ปาก แต่จงรักภักดี ทั้งกายใจและจิตวิญญาณ จะได้ออกมาร่วมกันให้มาก กำจัดมะเร็งร้าย ที่กัดกินอวัยวะภายใน ของประเทศจนเสียหาย ใกล้ล่มจมแล้ว

วันประกาศนัดหมาย เป่านกหวีด ครั้งสุดท้าย.

๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒๐.๓๕ น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัย บนเวทีการชุมนุม ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะว่า หลายคนบอก การชุมนุมครั้งนี้ ถ้าทำไม่สำเร็จ เสียดายมาก เพราะคนอุตส่าห์ออกมาเป็นล้าน พวกตนไม่ใช่พวกเพ้อเจ้อ เคารพความเป็นจริง ชีวิตพวกเราทุกคน วางเป็น เดิมพัน ทุ่มหมดหน้าตัก ในการสู้ครั้งนี้ ชัดเจน สู้ครั้งนี้หนเดียว สุดกำลัง แพ้หรือชนะ ก็ต้องยอมรับ แต่กราบเรียนด้วยความเป็นจริง ถ้าจำนวนมีกันแค่นี้ แม้จะมีหัวใจห้าวหาญอย่างไร กอดคอเหนียวแน่น อย่างไร ก็ต้องมีคนเจ็บ-ตาย เพราะพวกโจรห้าร้อย ไม่เคยปรานีประชาชน ตนรู้ พี่น้อง ก้าวพ้นความกลัว เหล่านั้นมาแล้ว แต่ว่าชัยชนะของเรา ไม่วัดกันที่จำนวนคนเจ็บ-ตาย แต่วัดกันที่ จำนวนคนที่ออกมา ร่วมกันต่อสู้ ถึงบอกว่า การต่อสู้เรื่องนี้ ต้องกำหนดวันจบได้แล้ว

ฉะนั้น วันจันทร์ที่ ๙ ธ.ค. เรื่องนี้ต้องจบ ไม่มีประโยชน์ที่ต้องยืดเยื้อ จะเป็นจะตาย แพ้ชนะ ให้มันรู้กัน บรรดาคณะกรรมการ กปปส. ทุกคน แกนนำทุกเครือข่าย ปรึกษากัน และมีมติเอกฉันท์ วันจันทร์ที่ ๙ ธ.ค. ต้องทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ จบลงให้ได้ ยืนยันใช้หลัก สันติ ไม่มีอาวุธ จะชนะได้ จำนวนคนที่ออกมา ต้องมากมายมหาศาล จนมันยอมแพ้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทุกคนในประเทศไทย ต้องตัดสินใจเลือกข้าง ถ้าตัดสินใจ เป็นเสรีชน ต้องการปกปักรักษาบ้านเมือง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องออกมา แต่ถ้าทำใจได้ เป็นขี้ข้าทักษิณ ต่อไปทั้งชาติ ก็นอนเสพสุขที่บ้าน ไม่ต้องออกมา ถ้ายอมออกมา เพราะเลือกข้างถูก เราจะชนะ โดยไม่มีคนเจ็บ ตาย และชนะตลอดไป วันที่ ๙ ธ.ค.นี้ ข้าราชการทั้งหลาย ถ้าเห็นแก่อนาคตประเทศไทย หยุดทำงาน แล้วมาร่วมกับประชาชน

ทั้งนี้รัฐบาล มีแผนการ จะเกณฑ์ข้าราชการและเด็กนักเรียน แต่งเครื่องแบบ เดินมาอ้อนวอนพวกเรา ให้เลิกชุมนุม ถ้าไม่เลิก นายทักษิณสั่งไว้แล้ว ให้ปราบปรามด้วยความรุนแรง ตนจึงได้ประกาศเลย ถ้าเช่นนั้น วันที่ ๙ ธ.ค. ได้เห็นดำเห็นแดงกันเลย

วันจันทร์ที่ ๙ธันวาคม เวลา ๙.๓๙ น. ลุกฮือทั้งประเทศ ทวงอำนาจอธิปไตยคืน ต่างจังหวัด เดินขบวน ในจังหวัดตัวเอง แล้วก็มุ่งหน้าไปที่ศาลากลางจังหวัด ทุกแห่ง ปิดทางเข้าไม่ให้ข้าราชกา รเข้าทำงานได้ นิสิต นักศึกษา นักเรียน ทุกแห่ง ๙.๓๙ น. เป็นสัญญาณนัดหมาย ปฏิเสธไม่รับรัฐบาลนี้ สำหรับพี่น้องกทม. เช้าวันที่ ๙ ธ.ค. ต้องออกมาบนท้องถนนทุกคน ใครนอนบ้าน ทรยศประเทศไทย เดินขบวนครั้งใหญ่ ไปบนถนนทุกสาย มุ่งหน้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล

นายสุเทพกล่าวอีกว่า ๙ ธ.ค. รวมพลังครั้งสุดท้าย ชนะก็เป็นไทย แพ้ก็ยอม ก้มหน้าก้มตา เป็นขี้ข้าเขาไป ถ้าออกมาหลายล้านคน จะประกาศอำนาจอธิปไตย กลับมาถึงมือประชาชนแล้ว หลังจากนั้น ใช้อำนาจประชาชน บริหารจัดการประเทศไทย ให้ประเทศเดินหน้าไปได้ มีกฎหมายรองรับแน่นอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ และ ๗ มีไว้ชัด ถ้าไม่มา พวกเราที่สู้ทั้งหมดนี้ พร้อมยอมรับความพ่ายแพ้ ขอประกาศว่า นี่คือ การเป่านกหวีดครั้งสุดท้าย ถ้าพี่น้องประชาชนทั้งหลาย และข้าราชการ ไม่เลือกข้าง พวกตนยอมเดินหน้าเข้าคุก ไม่สู้แล้ว ยอมติดคุก ข้อหากบฏ ประหารชีวิตก็ได้ ดีกว่าเอาชีวิตพี่น้อง ไปเสี่ยง เราจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบฯ เพื่อให้เกียรติทหาร แต่ก็จะเป็นการวัดใจทหารด้วย เช่นกัน

 

วันแห่งประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วง

๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เมื่อยิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภา ตอน ๐๘.๔๕ น. โดยไม่รอพระปรมาภิไธย จากพระเจ้าอยู่หัว แต่หาได้ลดทอน จำนวนของมวลมหาประชาชนไม่ แม้รู้ข่าว แต่ประชาชนก็ยังหลั่งไหลมา ราวสายน้ำ มุ่งหน้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวเลขประมาณไว้ที่ หลักล้านนี้ ไม่เกินเลย เพราะมามากกว่า วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แน่นอน...

แต่ว่าการที่ ยิ่งลักษณ์ ยุบสภา รอเลือกตั้ง แถมปชป. ยังทำท่าทาง อยากลงเลือกตั้ง อีกทั้งนักวิชาการ สื่อสารฟรีทีวีช่องคี่ ก็ประโคมข่าวอีกว่า รัฐบาลถอยสุดซอยแล้ว ทำไมยังดื้อประท้วงอยู่อีก กองทัพ ก็ทำท่าที ยินดีด้วยกับการยุบสภา ดูเหมือนทิศทาง เป็นการทำลายความชอบธรรม ของการตั้ง "สภาประชาชน"

แต่พลังของมวลมหาประชาชน เรือนล้าน ที่พุ่งมาที่ทำเนียบรัฐบาล แม้ได้ยินประกาศ ยุบสภานั้น เป็นสิ่งบ่งบอกว่า ความคาดหวังของมวลมหาประชาชน ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ตั้ง "สภาประชาชน" เพื่อปฏิรูปประเทศไทยนั้น มันมากมายล้นปรี่ขนาดไหน

นาทีนี้ต้อง "ปฏิรูปประเทศไทย" ตั้ง "สภาประชาชน" เท่านั้น จึงเป็นคำตอบ ที่จะทำให้ประเทศไทย ไม่วนเวียนในวัฏจักรเดิมๆ จนชินกับการโกงกิน อีกต่อไป 

และแม้ว่า ปรากฏการณ์ ๙ ธันวาฯ วันแห่งมวลมหาประชาชน จะไม่สามารถชนะเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดตอนนี้ แต่ว่าประชาชน ได้สะสมชัยชนะรายทาง อยู่ตลอดเวลา... ครั้งนี้ มีคุณลุงจำลอง กับ คุณลุงสนธิ กลับมาเดิน ร่วมกับประชาชน บนถนนราชดำเนินแล้ว เดินนำ เหลืองรักชาติ พันธมิตร อ.ปานเทพ พี่ตั้ว และอีกมากมาย แม้แต่พรรคการเมืองเก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อมั่นว่า การเมืองนั้น เป็นเรื่องในสภา ยังตัดสินใจ ลาออกมา ยกพรรคมาร่วมเดินขบวน เพื่อไม่ให้ตกรถด่วน ขบวนประวัติศาสตร์

เราได้เห็นน้ำใจของคนไทย ที่ออกมาช่วยกันเดินๆๆๆ เดินกันอย่างอึดเลย ทั้งไกล ทั้งร้อน ลุงกำนัน เดินตั้ง ๒๐ กม.ใช้เวลากว่า ๗ ชม. พี่น้องมวลมหาประชาชน ที่ร่วมเดินบอกว่า มันไกลและเมื่อยมาก เหมือนขา จะลอยหลุดไป แต่ว่าใจกลับเป็นสุข กับการได้ร่วม มหกรรมประวัติศาสตร์ ครั้งนี้

เหล่าดารา นักร้อง นักแสดง คนมีชื่อเสียงในสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ แรงงาน กสิกร ทุกสาขาอาชีพ มารวมกันเดินครั้งประวัติศาสตร์ เราจะได้ใกล้ชิด เห็นตัวเป็นๆ เห็นความเสียสละ มาเป็น "กบฏต่อระบอบทักษิณ" ของท่านเหล่านั้น นี่สิคือ "คนของประชาชน" อย่างแท้จริง

เราได้เห็นหลายบ้าน หลายร้านรวง นำ "น้ำใจ และน้ำจริง" รวมทั้งอาหาร มาแจกจ่าย หน้าบ้านหน้าร้าน เป็นกำลังใจให้กับ การเดินครั้งนี้ และที่น่าประทับใจมาก ก็คือว่า ไม่มีใครบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเลย ไม่มีความรุนแรงเลย สวยงามมาก มันเป็นพัฒนาการของความเข้าใจว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้มีแต่การเลือกตั้ง หรือในรัฐสภา การออกมาเดินประท้วง ด้วยตัวเป็นๆนี่แหละ คือประชาธิปไตย มาแสดงอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ของมวลมหาประชาชน ที่ไม่ทนต่อระบอบเผด็จการ ทุนนิยมสามานย์นี้ อีกต่อไป..

สื่อสารทั้งไทยและเทศ ต่างจับจ้อง ติดตามข่าวการประท้วงใหญ่ครั้งนี้ แต่ก่อน ฟรีทีวีไม่แยแส แต่ตอนนี้ แม้ไม่ต้องยกพลไปกดดัน ที่สถานี เขาก็ยอมถ่ายทอดสดให้ฟรี เช่น ช่อง ๓ ที่ถ่ายสดลุงกำนัน แถลงการณ์ให้ อย่างนี้ก็เป็น ความก้าวหน้ารายทางอย่างหนึ่ง

ภาพมุมสูง ที่คอยเก็บบรรยากาศ บ่งบอกเลยว่า ไม่มีภาพไหน สมบูรณ์ ที่จะเก็บภาพมวลมหาประชาชน ได้ครบหมด องค์ประกอบการเคลื่อนทัพ มากกว่า ๑๐ ทัพครั้งนี้ ทุกทัพนั้น มันมากมาย แต่ต้องกระจาย ไปตามถนนต่างๆ แต่ละจุดนั้น มันมาก จนโดรน (Drone = เครื่องบินบังคับ) ยังเก็บภาพ แต่ละจุดๆ ไม่ครบหมดเลย นี่ยังไม่รวมถึง ในต่างจังหวัด อีกบางจังหวัด มีเป็นจำนวนหมื่น คลื่นมวลมหาประชาชน ที่ทะลักล้น ราวสึนามิ หลั่งไหลไปตามตรอกซอกซอย เพื่อไปรวมกันที่ทำเนียบฯ แต่เป็นคลื่นสึนามิ ที่อบอุ่น เต็มไปด้วยน้ำใสใจจริง เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้พ้นความวอดวายหายนะ

เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยมวลมหาประชาชน สองมือเปล่า สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ไม่รอหวังพึ่ง พลังอำนาจอื่นใด นอกจาก พลังอำนาจโดยธรรม ของประชาชน ที่เรียกว่า   "ประชาภิวัฒน์" ประเทศนี้ ต้องดีขึ้นได้ ด้วยมือของประชาชน

ในช่วง ๑๘.๐๐ น. "กำนันสุเทพ" เลขาธิการ กปปส. แถลงการณ์ ฟรีทีวี ๔ ช่อง คือช่อง ๓, ๕, ๗ และ Thai PBS ลิงก์สัญญานสด จากช่อง Blue Sky ที่ไม่ใส่โลโก้ หน้าจอ

ประเด็นหลักที่พูด คือ

๑. กล่าวแถลงความผิดรัฐบาล ที่เป็นหุ่นที่ถูกเชิด ของระบอบทักษิณ นักโทษหนีคดีอาญา

           ๑. ใช้เผด็จการรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้า เป็นการมิบังควร

           ๒. ใช้เผด็จการเสียงข้างมาก ผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม การผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษฯ เพื่อหวัง ล้างผิด เหตุการณ์กรือเสะ ของพ.ต.ท.ทักษิณ และการผ่านร่าง ตอน ๐๔.๐๐ น. เป็นการเร่งรีบ เร่งรัด ผิดวิสัย ประชาธิปไตย

           ๓. รัฐบาลเพิกเฉย ต่อการใช้ความรุนแรงของมวลชน ที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นเหตุให้ นักศึกษารามฯ เสียชีวิต

           ๔. เลือกปฏิบัติ สร้างความแตกแยก เลือกปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม ในปี'๕๓ ให้ได้สิทธิพิเศษ

           ๕. ใช้อำนาจบริหารราชการ เล่นพรรคเล่นพวก รังแกข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งพวกพ้อง รับตำแหน่งสูง ในหน่วยงานรัฐ เพื่อรับใช้ทักษิณ

           ๖. รัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น เช่น จำนำข้าว การจัดการน้ำ และในราชการ –หน่วยงานรัฐ ใช้นโยบาย ประชานิยม เสียหายต่อเศรษฐกิจ ผู้รับผลประโยชน์ คือ ทักษิณ และครอบครัว

๒. กปปส. ไม่อาจยินยอม ให้เผด็จการเสียงข้างมาก ทำลายดุลยภาพของประชาธิปไตย ทำลายสัญญาประชาคม อย่างชัดแจ้ง ประชาชน จึงไม่ต้องอยู่ในอาณัติ อีกต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ขอประกาศว่า มวลมหาประชาชน มีความจำเป็นต้องพิทักษ์ หลักการประชาธิปไตย ใช้สิทธิ์ เรียกคืนอำนาจ ให้กับประชาชน เป็นการ"ประชาภิวัฒน์"

๓. กปปส.ขอประกาศว่า ปวงชนทั้งหลาย ขอประกาศว่า ทุกคนจงรักภักดี ต่อราชบัลลังก์ และ จะพิทักษ์ไว้ ด้วยชีวิต

และในเวลา ๒๒.๓๓ น. เลขาธิการ กปปส. ได้อ่านแถลงการณ์ กปปส. ฉบับที่ ๑/๒๕๕๖ ให้นายกฯ ลาออกจาก รักษาการณ์นายกฯ ภายใน ๒๔ ช.ม. โดยนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งใครขึ้นมาแทน ภายใน ๒๔ ชั่วโมง และให้ประชาชน ชุมนุมต่ออีก ๓ วัน

คืนวันนี้ เป็นคืนที่ มวลมหาประชาชนจำนวนมาก ได้เสียสละ นอนตากยุง ตากน้ำค้าง กลางถนนราชดำเนิน และบริเวณรอบๆ ทำเนียบรัฐบาล 

๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ภายหลังจากที่ กปปส. ออกแถลงการณ์ ให้นายกฯ ลาออก ทางฟากฝั่งรัฐบาล รวมทั้ง แนวร่วมของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง นักวิชาการเสื้อแดง ต่างดาหน้า ออกมาประกาศ ไม่ยอมรับ การทวงคืนอำนาจของ กปปส. และหาเหตุผลสารพัด มาอ้างว่า "สภาประชาชน" ไม่สามารถทำได้ ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้าง ของคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ ถึงขั้นไม่ยอมรับ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การหาเหตุผลสารพัดมาค้าน ก็คือ การไม่ยอมลงจากอำนาจรัฐ ที่ตนเองได้มาอย่างฉ้อฉล นั่นเอง

ขณะนี้ประชาชน ได้รู้เท่าทันเล่ห์กลของรัฐบาล ที่ประกาศยุบสภาฯ แต่ไม่ลาออก นั้นเป็นเพียง การถอยเพื่อรุกของ รัฐบาลทรราชย์ เพียงเท่านั้น มวลมหาประชาชนจำนวนมาก จึงยังไม่ถอย จนกว่าอำนาจรัฐ จะตกถึงมือประชาชน จนสามารถจัดตั้ง "สภาประชาชน" เพื่อ "ปฏิรูปประเทศไทย " ได้เท่านั้น

สิ่งที่กปปส.ทำนี้ แม้ไม่เรียกว่า การปฏิวัติ แต่แท้จริง เนื้อหาคือ การทวงคืนอำนาจของประชาชน เพราะอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมสถิตอยู่กับประชาชน... ตลอดกาล ดังคำปราศรัยของ อับราฮัม ลินคอล์น ในวันเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดี  ปีพ.ศ.๒๔๐๔... "This country, which its institutions, belongs to the people who inhabit it. Whenever they shall grow weary of existing government they can exercise their constitutional right of amending it, or their revolutionary right to dismember or overthrow it." แปลเป็นไทย "ประเทศนี้ กับทั้งสถาบันทั้งปวงของประเทศ เป็นของราษฎร ผู้ซึ่งครอบครองอยู่ เมื่อใดราษฎร รู้สึก ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่บริหารอยู่ เมื่อนั้นราษฎรย่อมใช้สิทธิของตน ตามรัฐธรรมนูญ ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือใช้สิทธิแห่งการปฏิวัติ เพื่อปลดหรือขับไล่รัฐบาล นั้นเสียได้"

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรียกว่า "ประชาภิวัฒน์" คือการปฏิวัติโดยประชาชน ซึ่งถ้าปฏิวัติโดยทหาร โดยปืน โดยรถถัง ก็ง่าย จบไปนานแล้ว คือเอาปืนไปจี้นายกฯ จับรัฐมนตรี และผู้ต่อต้าน ยึดโน่นยึดนี่ แล้วออกประกาศ แค่นี้ก็จบแล้ว แต่การปฏิวัติโดยประชาชน นั้นไม่ง่าย เหมือนทหารปฏิวัติ  ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน เพราะผู้ครองอำนาจ จะไม่ยอมง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่จนตรอก ก็จะดิ้นรนต่อไป

ดังนั้น มวลมหาประชาชน ต้องกระชับพื้นที่ไปเรื่อยๆ เพื่อขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่คือ ภาระที่ยิ่งใหญ่ ของประชาชนคนไทย ยังต้องลุกกันขึ้นมา ทำการประชาภิวัฒน์ ประชาชนต้องอดทน ต้องยืนหยัด พวกรัฐทรราชย์นั้น มีทั้งเงิน และอำนาจ มีทั้งพวกพ้องบริวาร แต่ที่เขาต้องถอยกรูด ก็เพราะพลังแห่งมวลมหาประชาชน การต่อสู้ด้วยมือเปล่า ไม่ใช้วิธีรุนแรง ไม่เผาบ้านเผาเมือง...  มันต้องใช้เวลา และก็ต้องทนเมื่อย ช้าหน่อย แต่ยั่งยืน

ในเวลา ๒๒.๓๐ น. เลขาธิการ กปปส. "กำนันสุเทพ" อ่านแถลงการณ์ กปปส. : บัดนี้ครบ ๒๔ ชั่วโมงแล้ว ปรากฏว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ปฏิบัติ ตามที่ กปปส.สั่งการ ดังนั้น กปปส. จึงมีคำสั่งเพิ่มเติม คำสั่ง กปปส. ๒/๒๕๕๖ 

๑. ให้ดำเนินคดี ยิ่งลักษณ์ และพวก ฐานกบฏ ตามมาตรา ๑๑๓ เนื่องจาก จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

๒. ให้ตำรวจถอนกำลัง ภายใน ๑๒ ชั่วโมง

๓. ทหารได้รับความไว้ใจ จากประชาชนมากที่สุด ให้รักษาสถานที่ราชการ ให้เรียบร้อยต่อไป

๔. ให้ประชาชนติดตามความเคลื่อนไหว ตระกูลชินวัตร และคณะรัฐมนตรี และแสดงออกต่อบุคคล อย่างสันติ อหิงสา ให้หยุดการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

        ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ทางตำรวจ ก็ยังไม่ถอนกำลัง ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ และ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า การที่ตำรวจ ไม่ถอนกำลังออกจากที่ชุมนุม แสดงให้เห็นว่า พล.ต.อ.อดุลย์ และตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นสมุนระบอบทักษิณ ชัดเจน ดังนั้น แกนนำ กปปส. จะหารือ เพื่อกำหนดแนวทาง การต่อสู้ต่อไป

ในช่วงค่ำ นายสุเทพได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพื่อขอร้องให้ตัดสินใจ ออกมาทำประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ มาเลือกอยู่ข้างประชาชน โดยได้ติดต่อไปยัง ผู้นำเหล่าทัพ ทั้ง ๓ เหล่าทัพ และ ผบ.สส. เพื่อเข้าพบปะ พูดคุย ในวันรุ่งขึ้น

แต่ในเวลา ประมาณ ๒๓.๐๐ น. มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ระบุว่า วันพรุ่งนี้ (๑๒ ธ.ค.'๕๖) ทางผบ.สส. ผบ. ๓ เหล่าทัพ และผบ.ตร. ไม่สะดวก ให้นายสุเทพ แกนนำกปปส. เข้าพบชี้แจง และถ้าประชาชนในประเทศ ยังคงแบ่งเป็นฝักฝ่าย ทหารย่อมเลือกข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ขอให้ทาง นายสุเทพ ไปพบปะกลุ่มอื่นๆ ในสังคมก่อน เพื่อร่วมกันหาทางออก

๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ เมื่อทางผู้นำเหล่าทัพ ได้ปฏิเสธ การขอเข้าปรึกษาหารือ ของ กปปส. ดังนั้น วันนี้ ทางกปปส. จึงได้นัดปรึกษาหารือกับ กลุ่ม ๗ องค์กรเอกชน

วันนี้ ในช่วงสาย มวลชนกลุ่ม คปท. ได้ปีนเข้าไปรื้อรั้วลวดหนาม ที่อยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล ออกได้สำเร็จ แล้วมวลชน ก็ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล เป็นการปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเกิดการบาดเจ็บ หรือรุนแรง แต่อย่างใด

ในเวลา ๑๓.๒๓ น. พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย แถลงการณ์ นำเตรียมทหารรุ่น ๑-๑๑ เป็น "ทหารเก่า ไม่มีวันตาย" สนับสนุน กปปส. ณ สนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ เป็นปธ. เตรียมทหารรุ่น ๑ ได้ทำการเแถลงการณ์ ร่วมกับตัวแทน เตรียมทหาร ๑๑ รุ่น เห็นด้วยกับแนวทาง กปปส. เพราะเหตุที่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน

ในช่วงบ่าย คณะกรรมการ กปปส. ได้เข้าปรึกษาหารือกับ ภาคเอกชน ๗ องค์กร ประกอบด้วย สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย และ สมาคมบริษัท จดทะเบียนไทย ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมเดอะสุโกศล เพื่อแสดงจุดยืน และหาทางออกให้กับประเทศ โดยภาคเอกชนหลายฝ่าย เห็นตรงกันว่า ต้องมีการปฏิรูปการเมืองไทย

แม้ว่ากรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะได้ประกาศ วันเลือกตั้งส.ส. เป็นวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แต่มวลมหาประชาชน ภายใต้ชื่อ กปปส. ก็ยังคงเดินหน้า ที่จะปฏิรูปประเทศให้ดีก่อน ที่จะให้มีการเลือกตั้ง โดยระหว่าง วันที่ ๑๗-๑๙ ธ.ค.' ๕๖ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เวียนกัน จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ทำไมต้องปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง" ถือเป็นการตกผลึกทางภูมิปัญญา ของมวลมหาประชาชน ผู้ตื่นรู้ ทำให้ตาสว่างเสียทีว่า การเลือกตั้ง ภายใต้กติกาของคนโกงนั้น ไม่อาจจะทำให้เกิดประชาธิปไตย ที่แท้จริง

๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ มีเวทีเสวนา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง ในวันนี้เอง ในตอนสายถึงบ่าย ทางกองทัพไทย ก็มีการจัด เวทีเสวนาสาธารณะ เพื่อความสงบสุข และประโยชน์สูงสุด ของประเทศไทย ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการ กองทัพบก ผู้นำเหล่าทัพต่างๆ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และคณะกรรมการ กปปส. หน่วยงานต่างๆ องค์กรอิสระ นักวิชาการ และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ได้เข้าห้องประชุม เพื่อหารือร่วมกัน การประชุมระหว่าง ฝ่ายกองทัพไทย กับ กปปส. ครั้งนี้ ไม่ได้มีตัวแทนของรัฐบาล เข้าร่วมแต่อย่างใด การประชุมครั้งนี้ ทหารก็ไม่ได้แสดงจุดยืน ที่จะมายืนข้างประชาชน เพียงแต่ยังรักษาความเป็นกลาง แบบที่จะไม่เข้าข้างฝ่ายใด อยู่เช่นเดิม

         ๑๙-๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ "การเมืองข้างถนน คือประชาธิปไตยที่แท้จริง" เมื่อกปปส. จัดเดินขบวน ครั้งใหญ่ ในวันที่ ๑๙-๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ เกิดอะไรขึ้น!

ท่านขุนน้อย แห่งไทยโพสต์ ได้ลิขิตไว้ว่า... บ้าไปแล้วครับ! ทั้งมวลมหาประชาชน ทั้ง "กำนันเทพ" ผมไม่เคยเห็นประชาชน ลงไปเดินบนถนน แสดงความบ้า ที่จะปฏิรูปประเทศไทย สลัดให้หลุดพ้นจาก ระบอบทักษิณอันชั่วร้าย มากมายขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ออกมาล้านกว่าคน นั่นว่าบ้าแล้ว วันที่ ๙ ธันวาคม บ้ายิ่งกว่า ออกมาร่วม ๕ ล้านคน มาวันที่ ๑๘ ธันวาคม ทีแรกผมคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรมาก แค่ "กำนันสุเทพ" พามวลชนทัวร์กรุงเทพฯ ที่ไหนได้ มี "ม็อบข้างถนน" ออกมาบ้าตาม ไปด้วย ภาพมันบาดตาระบอบทักษิณ จริงๆครับ "ม็อบข้างถนน" ของจริงเสียงจริง ไม่ว่ามวลมหาประชาชน และกำนันเทพ เดินไปถึงจุดไหน มี "ม็อบข้างถนน" ออกมาเป่านกหวีด ริมสองข้างทาง ส่งเสียงสาปส่ง ตระกูลชินวัตรกันลั่น มันเยอะเสียจนผมคิดว่า วันที่ ๒๒ ธันวาคมนี้ ตัวเลข ๕ ล้าน น่าจะถูกทำลาย ที่ต้องมาพูด เรื่องบ้าๆ อันประเสริฐนี้ เพราะผมนึกถึง " ทฤษฎีส้นตีน" ของ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ครับ การชุมนุมโดยสันติ ปราศจากอาวุธ จะสำเร็จได้ ต้องมีมวลมหาประชาชน เข้าร่วมมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลเท่านั้น บอกตรงๆ ผมอยากเห็นตัวเลข ๑๐ ล้านคน หรือถ้าเป็นไปได้ ขอสัก ๑๕ ล้านคน เอาให้เท่า จำนวนคน ไปใช้สิทธิ์เลือก ส.ส. พรรคเพื่อไทย จะได้เลิกอ้างกันเสียทีว่า ข้าคือเสียงข้างมาก ผมชอบใจ "ม็อบข้างถนน" เป็นพิเศษ นั่งดูถ่ายทอดสด การเดินชวนเชิญ ขับไล่ยิ่งลักษณ์ ถึงกับขนลุกครับ! แม่ค้าริมทาง เจ้าของร้านทอง พนักงานบริษัท พนักงานธนาคาร ฯลฯ ออกมายืนหน้าร้าน หน้าสำนักงาน ผูกธงชาติ เป่านกหวีด ส่งเสียงร้องให้กำลังใจ โดยเฉพาะย่านอโศก ใครจะไปคิดล่ะครับว่า ยิ่งกว่าเบียดเสียด แหวกเข้าไปดู "ณเดชน์" ทั้งๆที่คน ซึ่งเดินนำมวลมหาประชาชน คือ "ณ เทพ" จำได้ว่า เมื่อครั้งที่เสื้อแดง ชุมนุมใน กทม. ปิดแยกราชประสงค์ แล้วออกอาละวาด ใช้จักรยานยนต์ นำเดินขบวนไปทั่วกรุง ชาวบ้าน ห้างร้าน รีบปิดประตูหนีครับ แต่คราวนี้ ฟุตบาทแทบไม่มีที่ยืน! ใจผมคิดอยากให้กำนัน เดินนำมวลชน แบบนี้ที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ผมว่าผลไม่น่าจะต่างกันมาก แม้จะเป็นถิ่นของตระกูลชินวัตร ก็ตามที เพราะที่นั่น คนเกลียดตระกูลการเมืองนี้ ก็มีไม่น้อย เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้แสดงออก แบบคนกรุงเทพฯ เท่านั้นเอง ไม่ได้หยาบคายนะครับ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ส้นตีนกู้ชาติ โดยม็อบข้างถนน จะแสดงให้เห็นถึงพลังของ มวลมหาประชาชน ครั้งยิ่งใหญ่ เป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง แน่นอน ร่วม ๑๐ กิโลเมตร ตั้งแต่ปิ่นเกล้า ยันประตูน้ำ ต้องออกมาให้เต็มครับ! ขุดกันขนาดนี้ หาก "ยิ่งลักษณ์" ยังดื้อด้านอย่างหนา ไม่ลาออก ก็ต้องยกระดับให้หนักขึ้นครับ ไม่ต้องรอคราวหน้า เอาคราวนี้เลย... เผด็จศึก! ขั้นเด็ดขาด แล้วเราจะได้การเลือกตั้ง ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งเป็นผลิตผลของการปฏิรูป

 ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ กปท. และกองทัพธรรม นำมวลชนเดินขบวน ไปให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ ให้เลือกข้างประชาชน ซึ่งในที่สุดแล้ว วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีมติ ลาออกจากการเป็นส.ส. ทั้งพรรค เป็นอีกหนึ่งชัยชนะรายทาง ของการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน ทำให้พรรคการเมืองเก่าแก่ ที่ถือเป็น สถาบันหนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลงแนวคิด จากเดิมที่ยึดถือว่า การเมืองต้องทำในสภาเท่านั้น แต่วันนี้แล้ว เมื่อเผชิญกับเผด็จการทางรัฐสภา ของระบอบทักษิณแล้ว น่าดีใจที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้พบแสงสว่าง ว่าการเมืองที่แท้จริง ต้องออกมายืนเคียงข้างประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ตามท้องไร่ท้องนา อยู่บนถนนประชาธิปไตย คือ การออกมาประท้วง

๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ มวลมหาประชาชน "เดินสู่ชัยชนะของประเทศชาติ" ... เมื่อมหาประชาชน จาก ๑ ล้าน ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน เป็น ๕ ล้านในวันที่ ๙ ธันวาคม และเพิ่มเป็น ๖ ล้าน ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ที่มวลมหาประชาชน ภายใต้ชื่อ กปปส. ได้ทุบทำลายทุกสถิติโลก ในการชุมนุม ทางการเมือง อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการก้าวข้าม คำว่า "แพ้-ชนะ" เพื่อตัวตนอีกแล้ว แต่เป็นการ "เดินสู่ชัยชนะ ของประเทศชาติ"

มวลชนผู้ตื่นรู้นั้น ได้เอาชนะตัวตน ที่ไม่กล้าทำความดี เพราะกลัวเหนื่อย กลัวลำบากสารพัด ในการมาชุมนุม ไปแล้ว ทำให้แทนที่หมู่มวลมหาประชาชนจะอ่อนล้า เมื่อรัฐบาลเดินเกม ยื้อเวลาออกไป ใช้สารพัดวิชามาร ในการทำให้ กปปส. อ่อนล้า แต่กลับกลายเป็นแรงกระตุ้น ให้หมู่มวลมหาประชาชนฮึดสู้ ออกมาเดินสู่ท้องถนน แน่นขนัดมืดฟ้ามัวดิน ทั้ง ๕ จุดใหญ่ และ ๑๐ จุดย่อย ไม่มีเหตุร้ายเกิด เป็นการเดินขบวนทางการเมือง ครั้งที่มีจำนวนคนมากที่สุดในโลก ไปในเวลานี้ไปแล้ว และเดินอย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เต็มไปด้วยความสุข ทั้งคนเดินและชาวกรุงเทพฯ ห้างบางแห่งบอกว่า ตั้งแต่เปิดห้างมา วันนี้เป็นวันที่ ยอดขายของมากที่สุด และไม่มีเหตุของหาย หรือมีการขโมยของ แต่อย่างใด ตามสองข้างทาง มีแต่คนโบกมือ เป่านกหวีด ประดับธงชาติ รวมทั้งให้น้ำให้อาหารอย่างเต็มใจ ยินดีปรีดา สยามเมืองยิ้ม ได้กลับคืนมาสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้า ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

และเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงๆ มันไม่มีวัน "เสียของ" โดยเด็ดขาด!!! เพราะด้วยผลแห่งการอภิวัฒน์ ที่มันเกิดขึ้นมาจากด้านล่าง ไม่ใช่ถูกสั่งการลงมาจากข้างบน แบบการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งหลาย มันย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ นับตั้งแต่เบื้องต้น พูดง่ายๆ ว่า... ไม่ว่ารัฐบาล จะเปลี่ยน-ไม่เปลี่ยน กันในตอนไหน อย่างไร ไม่ว่ากลไกอำนาจรัฐ หรือระบบราชการทั้งหลาย จะเปลี่ยน หรือไม่เปลี่ยน ก็ตาม... แต่ประชาชนเปลี่ยนแล้ว!!! เปลี่ยนจากไทยเฉย เป็นไทยเข้มแข็ง เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม หวิดๆจะถึงขั้นเปลี่ยนอุดมคติทางสังคม แบบที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเคยได้ตั้งความหวัง เอาไว้นานแล้ว ถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง อันมีที่มาจากประชาชน ผู้ยึดมั่นในธรรม

แม้เพศหญิง จะถูกมองว่าเป็นเพศอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงนั้น เป็นเพศที่มีความอดทนเป็นเลิศ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธ.ค.'๕๖ นี้ คุณปอง อัญชะลี ไพรีรัก และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา สองหญิง ที่คนหนึ่งหญิงจริง อีกคนหนึ่ง รักจะเป็นหญิง ก็ได้พร้อมใจกัน พามวลมหาประชาชน ทั้งสาวประเภท ๑ และประเภท ๒ ตั้งขบวนเป็น "ดอกไม้เหล็ก ปราบกบฏ" ที่ราชดำเนิน ออกเดินเท้าไปที่บ้านของ รักษาการณ์นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ซอยโยธินพัฒนา ๓ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของพลังหญิง และนำดอกไม้จันทน์ ไปมอบให้ พร้อมกับ อ่านแถลงการณ์ ขอร้องให้นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

  เมื่อเดินทางไป ก่อนจะถึงบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ก็ต้องเผชิญกับ กำแพงรถตู้ของตำรวจ แต่เหล่านักรบ ดอกไม้เหล็ก ก็ได้รวมพลังกัน ขยับเขยื้อนรถตู้ของตำรวจ ออกอย่างง่ายดาย จนตำรวจเกรงรถจะพัง เลยยอม ถอยรถ ให้มวลมหาประชาชน เข้าไปถึงหน้าบ้านอดีตนายกฯ ได้อย่างเรียบร้อย

และแน่นอนว่า เมื่อมีคนจำนวนมากหลายพันคน ในซอยแคบๆ อย่างนี้ ก็ย่อมต้องมีการประจันหน้า กระทบ กระทั่งกันบ้าง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่าวว่า มีตำรวจตบหน้ามวลชน ที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง จึงเกิดเหตุการณ์ มวลชนลุกฮือกันไป จะไปลุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งก็เป็นตำรวจหญิงเสียส่วนใหญ่ แต่ด้วยความกล้าหาญ ของคุณปอง เธอก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยประกาศให้พี่น้อง ถอยออกจากรั้วบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สำเร็จ รวมถึงลุยลงไปเคลียร์ในพื้นที่ ได้อย่างดี จนสถานการณ์สงบ พี่น้องมวลชน ก็ได้นำดอกกุหลาบ ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอโทษขอโพยกัน เป็นบรรยากาศที่ดี ระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ ที่หาได้ยากเหตุการณ์หนึ่ง ที่จะทำให้เกิดความสงบ สันติ อหิงสาได้

ถือเป็นความสำเร็จ อีกขั้นหนึ่งของประชาธิปไตย ที่มีนิยามให้ถูกต้องว่า คือ "การออกไปประท้วง ความอยุติธรรม อย่างสงบสันติอหิงสา" และคนไทยก็ทำได้อีกครั้งหนึ่ง ต้องชื่นชมทั้งตำรวจ ผู้ชุมนุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองหญิงแกร่ง ผู้นำกองทัพปราบกบฏ ในครั้งนี้

วันนี้หลังจากที่มวลมหาประชาชน กปปส. ออกมาแสดงพลังอธิปไตย เป็นเชิงสัญลักษณ์ นับอย่างมีหลักฐาน ทางวิชาการ คำนวณจำนวนคน ได้ถึง ๖ ล้านคน ในตอนค่ำของวันนี้ กำนันสุเทพ ก็พามวลชนออกเดินเท้า ไปปักหลักพักค้าง ล้อมรอบสนามกีฬาไทย –ญี่ปุ่น ดินแดง สนามกีฬาเวสน์ฯ ซึ่งเป็นสถานที่ ที่กกต. จะใช้เป็นสถานที่ รับสมัครเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ ในวันรุ่งขึ้น เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้ง ก่อนปฏิรูป ยืนยันเดินหน้าไล่จนกว่า ยิ่งลักษณ์จะหมดอำนาจ ไม่มีกำหนดยุติชุมนุม ยืนยันขอปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง

๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ ปฐมบทแห่งการ(ล้ม)เลือกตั้ง! เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ได้เขียนเกี่ยวกับ การรับสมัครเลือกตั้ง ปาร์ตี้ลิสต์ ที่สนามไทย-ดินแดงไว้ว่า เห็นจะต้องแสดงความยินดี ล่วงหน้ากับ "ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ ๑" ของเพื่อไทย นามว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" พลันปรากฏชื่อในบัญชีรายชื่อ ยื่นสมัครต่อ กกต.วันแรก (๒๓ ธ.ค.'๕๖) นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ ต่อจากยิ่งลักษณ์ ก็จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากคนชื่อ ยิ่งลักษณ์

หมายความว่า วันที่ ๒ กุมภา'๕๗ กกต. ปลุกเสกการเลือกตั้ง ให้เกิดได้อย่างถูกต้อง ตามกฎหมายจริง!? เพราะผมไม่เชื่อว่า ประเทศไทย –คนไทย จะสยบยอมให้ระบอบทักษิณ อาศัยพิธีกรรมเลือกตั้ง เป็นฉาก ประชาธิปไตย ให้ปล้นชาติ ซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่า

แม้ว่าตลอดทั้งวัน มวลชน กปปส. จะนั่งปิดล้อม ประตูทางเข้าทุกประตู ของสถานที่รับเลือกตั้งไว้ จนผู้สมัครส.ส. ไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ แต่ปรากฏว่า ในหลายสิบพรรค มีแค่ ๗-๘ พรรค เข้าไปยื่นได้ เพราะสามารถเล็ดลอดเข้าไป ตั้งแต่ตอนตี ๓ พอรับสมัครเสร็จ คณะกรรมการ กกต. ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ออกไปจากสนามกีฬาเวสน์ ๒ รวมทั้งผู้สมัครส.ส. และเจ้าหน้าที่ ก็ได้ออกไปโดยวิธีเดียวกันนี้ 

แม้ว่าจะสามารถสมัครได้ แต่มีคำถามจากสังคมว่า การทำแบบนี้ โมฆะหรือไม่ เพราะไม่ใช่เวลา ที่ประกาศไว้เป็นทางการ และเป็นธรรมกับพรรคอื่นๆหรือไม่?

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ ในข้อที่ใช้กับคณะรัฐมนตรี ที่ยุบสภาฯ มีว่า.....

(๒) ไม่กระทำการอันมีผล เป็นการอนุมัติ ให้ใช้จ่ายงบประมาณ สำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการ การเลือกตั้งก่อน

(๓) ไม่กระทำการอันมีผล เป็นการอนุมัติงาน หรือโครงการ หรือมีผล เป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรี ชุดต่อไป

(๔) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใด ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และ ไม่กระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ตามระเบียบ ที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกำหนด

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ ก็พากันไปแจ้งความที่ สน.ดินแดง แต่ข่าวปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ของ กกต. บางส่วน ได้ไปตรวจรับเอกสารการสมัครที่ สน.ดินแดงด้วย ดังนั้น มวลชน กปปส. จึงได้แบ่งกำลัง ไปปิดล้อมที่ สน.ดินแดงด้วย ซึ่งทั้งหมด เคลื่อนไหวด้วยความสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ไม่เกิด ความรุนแรงใดๆ มวลชนได้ปักหลักพักค้าง ต่อสู้กับความหนาวเย็นของฤดูหนาว บนถนนคอนกรีต ยอมเผชิญกับความลำบาก ทั้งอาหารการกิน และการขับถ่าย ไม่สะดวกใดๆเลย อีกทั้งต้องเสี่ยงอันตราย อาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็ปรากฏมวลชนเป็นจำนวนมาก ปักหลักพักค้าง ล้อมรอบสนามกีฬาเวสน์ ๒ อย่างมากมาย         

๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ วันนี้ยังคงอยู่ในช่วง รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต. ยังประกาศยืนยัน ใช้สถานที่เดิม ในการรับสมัครต่อไป ซึ่งมวลชนก็ยังคงปักหลัก พักค้างอย่างเหนียวแน่น ไม่มีทีท่าถอย และไม่ลดจำนวนลงด้วย แต่ว่ากกต. ก็หาวิธี ให้การรับสมัคร สำเร็จจนได้ ดังนั้น ช่วงเย็นวันนี้ กกปส. จึงมีมติให้มวลชนกลับที่ตั้ง กำนันสุเทพจึงได้พามวลชน เดินเท้ากลับมาที่ เวทีราชดำเนิน อย่างปลอดภัย

๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันคริสต์มาสต์ คปท. ได้ตั้งขบวน ออกเดินทางไปที่ อาคารกีฬาเวสน์ ๒ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง หลังจากนั้น ได้เข้าปิดล้อมอาคารกีฬาเวสน์ ๒ ไม่ให้นักการเมือง เข้าไปยื่น ใบสมัครได้ พร้อมนำธงชาติ ยาวกว่า ๑ กม. ล้อมอาคาร

ตลอดทั้งวัน มวลชนคปท. ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายามกีดกันมวลชน ไม่ให้เข้าไป ภายในสถานที่ รับสมัครได้ แต่ว่าไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะไม่มีการใช้อาวุธ ประหัตประหารกัน ที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่กกต. ก็ไม่สามารถรับสมัคร ส.ส.ได้ วันนี้จบลงด้วยดี ตำรวจกับประชาชน จับมือกันตอนจบ อย่างเป็นมิตรไมตรี ต่อกัน 

และในตอนบ่าย วันนี้เอง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แถลงข่าว หลังครม.เห็นชอบ ตั้งสภาปฏิรูปประเทศ ที่บก.ทอ. โดย "จะสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูป ซึ่งจะประกอบด้วย ประชาชนจากสาขาอาชีพ ๒,๐๐๐ คน และให้ทั้งหมด มาเลือก ๔๙๙ คน" โดยมีทหาร, หัวหน้าส่วนราชการ, เลขาพัฒนาสังคม, อธิการบดีมหาวิทยาลัย, ปธ.หอการค้า, ปธ.อุตฯ มาเป็นกรรมการคัดเลือก หลายฝ่ายมองว่า นี่เป็นเพียงการซื้อเวลา ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เท่านั้น เพราะที่ผ่านมา ตั้งสภาปฏิรูปมาหลายสภาแล้ว มีรายงาน ที่สภาได้ศึกษามามากมาย แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หาได้มีความจริงใจ ในการปฏิรูปประเทศ แต่อย่างใด

ในช่วงเย็น โฆษกเวที คปท. ประกาศเคลื่อนมวลชน กลับข้างทำเนียบ แกนนำคปท. ประกาศสลายชุมนุม พรุ่งนี้ นัดมาที่นี่ใหม่!! เวลา ๐๖.๐๐ น.

 

ไม่มีชัยชนะที่แท้จริงบนกองเลือดและน้ำตา

         ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ "ชัยชนะที่ได้มาโดยการใช้กำลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับความพ่ายแพ้ เพราะมันเป็นเพียงสิ่งชั่วครู่" นี่คือ วาทะของคานธี ที่ได้กล่าวไว้ เป็นคำสัจจ์ เหตุการณ์สงคราม แก๊สน้ำตาของตำรวจ กับนักรบมือเปล่าของมวลชน คปท. ที่พยายามเข้าไปหยุด พิธีกรรมเลือกตั้ง อันอัปลักษณ์ และไม่ชอบธรรม ในวันที่ ๒๖ ธันวาคมนี้ กินเวลายาวนาน เกือบ ๑๐ ชั่วโมง ตำรวจประเคน แก๊สน้ำตา ใส่ผู้ชุมนุมตลอดทั้งวัน แต่การจับสลาก เบอร์ผู้สมัครส.ส. ก็ยังดำเนินไป อย่างไม่ยินดียินร้าย ต่อเลือดและน้ำตาของผู้ชุมนุม ภายนอกสนามกีฬาเวสน์ ๒ โดยทางพรรคเพื่อไทย ยังคงส่งยิ่งลักษณ์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ ๑ เช่นเดิม ซึ่งเป็นเหมือนกับ การใช้เท้าลูบศีรษะของ มวลมหาประชาชน ไม่เห็นความสำคัญของ มวลมหาประชาชน หลายล้านคนแต่อย่างใด

รอบนี้ รัฐบาลดูเหมือนจะได้เปรียบ ดูเหมือนจะได้ชัยชนะ ที่สามารถดำเนินการจับสลาก เบอร์ผู้สมัคร ส.ส. ได้สำเร็จ แต่เป็นความสำเร็จและชัยชนะ บนกองเลือดและน้ำตาของผู้ชุมนุม แม้ว่าตำรวจ สามารถสกัดมวลชน คปท.เสียอยู่หมัด ด้วยแก๊สน้ำตา สลับกับน้ำแรงดันสูง เจือสารสีม่วง และกระสุนยาง ทั้งที่มวลชนมีแต่มือเปล่า พร้อมหัวใจที่ยอมพลีให้ชาติ เกินร้อย มีอะไรอยู่ใกล้มือ ก็ใช้ขว้างใส่ตำรวจ ซึ่งตำรวจมีทั้งอาวุธ มีทั้งโล่ และชุดป้องกันตัวครบชุด จะไปยี่หระอะไร กับก้อนอิฐก้อนกรวด สุดท้าย ตำรวจสามารถจับมวลชน คปท. ไปกักขังไว้ได้กว่า ๑๔ คน ซึ่งถูกซ้อม เสียจนสะบักสะบอม สามารถ ประกันตัวออกมาได้ ในวันรุ่งขึ้น

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการจับสลาก กกต. ก็ได้ออกมาแถลง เสนอให้รัฐบาล เลื่อนการเลือกตั้งออกไป อย่างไม่มีกำหนด แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาแถลงว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ เลื่อนวันเลือกตั้งก็ตาม ก็แสดง ให้เห็นถึงว่า กกต. ไม่อาจจัดการเลือกตั้ง ภายใต้สภาวะบ้านเมืองเช่นนี้

แม้ว่าภายหลังจาก เหตุปะทะได้สงบลง ในตอน ๑๖.๐๐ น. แกนนำคปท. ได้พามวลชนส่วนใหญ่ถอนตัว แต่อารมณ์คุกรุ่น คั่งแค้นของตำรวจยังมีอยู่ พากันรวมตัว ออกมาทุบตีรถและสิ่งของ ของผู้ชุมนุม และพยาบาลอาสา

เพียงไม่กี่ชั่วโมง เหตุการณ์จากที่รัฐบาล ดูเหมือนจะได้ชัยชนะ แต่ในยุคของ การสื่อสารไร้พรมแดน ฟ้า บ่ กั้นนี้ ความจริงถูกตีแผ่ ผ่านโลกของการสื่อสาร แม้มีบางฝ่าย พยายามบิดเบือนข้อมูล ให้ร้ายว่าประชาชน ยิงปืนใส่ตำรวจ แต่ประชาชนผู้ตื่นรู้ หาได้หลงเชื่อไม่ เพราะทั้งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และโซเชียล เน็ตเวิร์ค มีภาพการปรากฏตัวของชายชุดดำ อยู่บนที่สูง พร้อมอาวุธปืน เล็งยิงมายังผู้ชุมนุม อย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป ตรงกับผลการชันสูตรศพ ที่มีวิถีจากมุมสูง ยังมีหลักฐาน ที่ทหารช่วยขนอาวุธต่างๆ ออกจากรถตำรวจ ภายหลัง เหตุการณ์สงบลง ซึ่งมีทั้งปืนจริงกระสุนจริง แก๊สน้ำตากระป๋อง ชนิดขว้าง ลูกระเบิดจริง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำร้ายประชาชนมือเปล่า

ศูนย์เอราวัณ ได้สรุปจำนวนผู้บาดเจ็บ จากเหตุปะทะ ทั้งหมด ๙๘ คน และเสียชีวิต ๒ คน เป็นตำรวจ ๑ คน คือ ดาบตำรวจ ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ถูกยิงที่หน้าอกซ้าย กระสุนยิงจากมุมสูง ตัดขั้วหัวใจ และผู้ชุมนุมเสียชีวิต ๑ คน คือ นายวสุ สุฉันทบุตร จากชุมพร ถูกยิงด้วยกระสุนจริง เข้าช่องท้อง ทำลายอวัยวะภายใน ทั้งสองชีวิต เป็นประชาชนชาวไทย ภายใต้พ่อหลวงเดียวกัน แต่กลับต้องมาเสียชีวิตลง ในการปะทะกันครั้งนี้ แน่นอน ไม่มีใครอยากเห็นการตาย แต่ผู้ที่สั่งการให้ตำรวจชั้นผู้น้อย กระทำการอย่างรุนแรง ใช้แก๊สน้ำตา และ กระสุนยาง กับประชาชนที่สู้อย่างสันติวิธี มาตั้งแต่ต้น จะต้องรับผิดชอบ ในการก่อความรุนแรงก่อน

ผู้ที่สั่งการ รวมถึงผู้ที่ยิงกระสุนจริง เพื่อหวังผลให้เกิดการตาย คือผู้ที่จะต้องรับผลกรรมวิบากนี้ ไปอย่าง ไม่ต้องสงสัย แม้กฎหมาย จะเอาผิดพวกเขาไม่ได้ในตอนนี้ แต่กฎแห่งกรรม ยุติธรรมเสมอ ไม่ว่าจะทำในที่ลับ หรือในที่แจ้ง บัญชีแห่งกรรม บันทึกละเอียดทุกขั้นตอน ไม่มีตกหล่นรั่วซึม แม้เท่าปลายเข็ม ยิ่งกรรมยุคนี้ ติดจรวดเสียด้วย

          ๒๗-๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ค่ำคืนของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้งดจัดรายการบันเทิง เพื่อจัดงานไว้อาลัย ให้กับวีรบุรุษ ของมวลมหาประชาชน วสุ สุฉันทบุตร คราบน้ำตา แห่งความสูญเสีย ยังไม่ทันจะลบเลือนไป แต่แล้วเวลา ๐๓.๐๐ น. ของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ก็ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ไม่ทราบจำนวน ขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาจากถนนพิษณุโลก ผ่านแยกนางเลิ้ง ตรงมาที่สะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนมีการจอดรถ จากนั้น คนที่นั่งอยู่ที่เบาะหลัง ได้ลดกระจก ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด ยิงใส่แนวรั้วเวทีปราศรัย ของกลุ่มคปท. ก่อนขับรถหลบหนีไปทาง ถนนพระราม ๕ เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้มี ผู้เสียชีวิต ๑ ราย ทราบชื่อ นายยุทธนา องอาจ อายุ ๒๖ ปี และมีผู้บาดเจ็บ ๓ ราย

ในค่ำของวันที่ ๒๘ ธันวาคม เราก็ต้องมาจัดงานไว้อาลัย ให้แก่ผู้กล้า ยุทธนา องอาจ อีกงานหนึ่ง เป็นสองวัน ติดต่อกัน ที่เวทีราชดำเนิน นับเป็นความสูญเสีย ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ตายหนึ่ง เกิดแสน เกิดล้าน มวลมหาประชาชน "ในความตาย ชีวิตก็ยังคงอยู่ ในความอสัจจ์ สัจจะก็ยังคงอยู่ ในความมืดมิด แสงสว่าง ก็ยังฉายสู่ ข้าพเจ้าจึงกล่าวได้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ชีวิต สัจจะ แสงสว่าง ความรัก และความดีงาม อันสูงสุด" เป็นวาทะของมหาบุรุษ แห่งอหิงสา "มหาตมา คานธี" เหตุการณ์การเสียชีวิตของ ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ในการชุมนุมของ กปปส. ครั้งนี้ จะไม่สูญเปล่า เพราะมวลมหาประชาชน จักแปรความสูญเสีย ให้เป็นพลังแห่งสันติ อหิงสา ออกมาร่วมกันยืนหยัด ทำสิ่งที่ดี อย่างสันติอหิงสา ปราศจากอาวุธ มากัน ให้มากกว่าเดิม จนกว่าจะได้ชัยชนะ

ชีวิตของชาวไทย ที่ต้องสูญเสีย ในการดื้อดึงดัน ที่จะทำพิธีกรรมการเลือกตั้ง ทั้งที่ตนเป็นรัฐบาล ที่โมฆะไปแล้วนั้น ทำให้เกิดกระแสที่จะปฏิรูป ก่อนเลือกตั้งของประชาชน ยิ่งพุ่งสูงขึ้น เกิดมวลชน กปปส. หลายจังหวัด พากันรวมตัวไปปิดล้อม สถานที่รับสมัครส.ส. ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน ๘ จังหวัดภาคใต้ ไม่สามารถรับสมัครส.ส.ได้ มีกกต.บางจังหวัด แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากการเป็น กกต.จังหวัด ยิ่งทำให้เห็นว่า เป็นไปได้ยาก ที่จะเกิดการเลือกตั้งได้ ตามกำหนดเดิม

ทีมงานข่าวอโศก

สารอโศก อันดับ ๓๓๒ เดือน กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๖

อ่านต่อฉบับ ๓๓๓

www.asoke.info