วันครอบครัวอโศก ๑ (ทำวัตรเช้า หน้า ๒)
โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
ชุดทำวัตรเช้า วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๒ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ต่อจากหน้า ๑

อาตมาก็บอกว่าใช่ วินาทีนี้เขาอยู่ที่นี่กันหมดนี่นา แต่วินาทีต่อไปอาจจะมีออกไปบ้าง อาจจะอยู่บ้าง แต่อยู่เยอะนะ แต่ถึงจะออกไปหรือจะอยู่ที่นี่ก็ไม่เป็นไรหรอก อาตมาบอกพี่น้องอาตมาทั้งนั้น ญาติอาตมาทั้งนั้นแหละนี่ ครอบครัวอาตมา นี่เป็นคนในครอบครัวทั้งนั้นแหละ เขาบอกโอ้โฮ ! ครอบครัวนี้สวยจัง งามจัง เขาบอกเขาเพิ่งได้พบได้เห็น บอกใช่ เรื่องอย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ สภาพอย่าง นี้ นานๆจะเกิดทีหนึ่ง คุณมาได้เห็นดีแล้ว และมันก็เกิดแล้ว

อาตมาบอกเขา เมื่อวาน เขามาอย่างสายเซนนะ พูดกันรู้เรื่อง มาถามอาตมาว่า ฉันอยากรู้นัก ว่าฉันเป็นใคร เริ่มต้นจากไหน แล้วจะไปไหน แน่ะ ถามอาตมาภาษาเซน อาตมาก็ตอบเขาให้ เขาก็พอใจ ตอบอย่างเซนให้ฟัง ใครอยากจะฟังเดี๋ยวไป เปิดฟังกัน มี อาตมาพูดภาษาไทย เขาฟังเป็นภาษาไทยแล้ว ก็มีล่ามแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสให้เขาฟัง

นี่วันอโศกรำลึกเป็นวันเงียบ มันเงียบที่ไหนล่ะ มันก็มีคนมาสัมภาษณ์ ออกไปถึงต่างประเทศโน่นนี่ อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็เงียบซ้อนเชิง พวกเราเงียบ สงบดีไม่มีความ เมื่อวานนี้ผ่านมา วันสุกดิบ คนก็ไม่ใช่น้อย วันนี้อีกวันหนึ่งก็เงียบ ก็สงบดี แต่เราก็เบิกบานร่าเริง ไม่ใช่เงียบแบบซื่อบื้อ ต่างคนก็ต่างอุ๊ย. เงียบ ไม่เบิกบานร่าเริง กิจการอะไรเราก็ทำเป็นอย่างคนธรรมดาสามัญ แต่เงียบคือ ไม่มีเรื่องเลวร้าย ไม่มีอกุศล ไม่มีทุจริต ไม่ได้แสดงมาแสดงอาการโลภ ราคะ ออกมาให้มันจุ้นจ้าน จัดจ้าน ไม่แสดงโทสะ ไม่แสดงอาฆาต พยาบาท ไม่ แสดงความร้ายๆเลวๆอะไรออกมา ไม่มีอกุศลออกมาจริงๆ นั่นแหละเรียกว่า เงียบ สงบ สงบด้วยอกุศล สงบด้วยทุจริต สงบด้วยกิเลส แต่เจริญด้วยกุศล เจริญด้วยสุจริต เจริญด้วยคุณค่าประโยชน์ เจริญด้วยสิ่งที่ดีงามที่คนอาศัยรองรับ เห็นอยู่เลยว่ามีสิ่งที่เจริญอยู่ เป็นท่านผู้เจริญที่แท้จริง นี่เป็นวันส่วนตัว เป็นวัน เงียบ เป็นวันอิ่ม

ความอิ่มนี่ อาตมาอยากให้พวกเราได้อิ่ม แต่ว่าใครจะอิ่ม มันก็เกิดจริงเป็นจริง แต่ละบุคคลนะ คำว่าอิ่มนี่ หมายความว่า ใจมันอิ่ม ใจมันพอ มันมีสันโดษ กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ อิ่มอยู่นั่นแหละ พออยู่นั่นแหละ มันสมบูรณ์อยู่ พูนสุขอยู่ ไม่ต้องเติมอีก อิ่ม ไม่ต้องเติมอีก ไม่ต้องเอามาอีก แม้จะมีน้อยก็พอ สบายๆ สปายะ เจริญอยู่ ไม่ตาย สร้างสรรได้ มีเรี่ยวมีแรง มีความคิดอ่าน ปราดเปรียวอย่างเดิม หรือยิ่งกว่าด้วยซ้ำ มีความพออยู่ในตัวนี่ พอสมบูรณ์ มันไม่ต้องไปเอาที่ไหนมา ไม่ต้องอยากได้อะไรอีก อิ่ม อิ่มใจ ยิ่งอิ่มกายได้ด้วย แม้ เราจะอดข้าวทั้งวัน เราก็อิ่ม นี่ไม่ได้พูดชวนคุณ ให้อดข้าวนะ ใครจะรับประทาน ก็รับประทาน

อิ่ม ฟังให้ดี อาตมาพยายามขยายความอะไรต่างๆ นานา ทุกปีไปก็ซ้ำซาก พูดถึงวันส่วนตัว พูดถึงวันเงียบ พูดถึงวันอิ่ม เป็นวันเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่มาเอิกเกริกเฮฮา โอ้.แต่มีคนเยอะนะ มีคนเยอะ แต่ คนเยอะก็ไม่ได้มาฟู่ฟ่า หรูหรา เอิกเกริก มีอะไรที่เป็นแบบโลกๆเขา เอะอะมะเทิ่งอะไร ก็ไม่สอดคล้องกับเงียบ แต่บอกแล้วไม่ได้เงียบแบบพาซื่อ ซื่อบื้ออีก เล็กน้อย อบอุ่น มีความอบอุ่นกัน นั่นๆนี่ๆ อะไรก็อบอุ่นดีสัมผัสชินสนิท ดี

เป็นวันอิสระ อิสระเสรีจริงๆ ครอบครัวที่ใหญ่ขนาดนี้ นี่มันน่าปลาบปลื้มไหม ทุกคนมาเป็นลูกก็ตาม ทุกคนมาเป็นญาติกันมา เป็นพี่เป็นน้องกัน ในลักษณะไหนๆ ก็ตาม โดยสมมุติสัจจะ สมมติโลก เราก็เข้าใจความจริง แล้วมาอยู่รวมกัน ได้เป็นครอบครัวใหญ่ๆนี้ เพื่อจะช่วยเหลือสร้างสรรกัน ทั้งนั้นแหละ

ความเป็นญาติ หมายความเป็นผู้ที่สร้างสรร แล้วก็ช่วยเหลือเกื้อกูล เลี้ยงดูกัน พึ่งพาอาศัยกันไปได้ เรียกว่าญาติ แม้จะเกิดตามกันออกมาในสายเลือด เป็นพี่น้องคลานตามกันออกมา ท้องเดียว พ่อเดียว แม่เดียวกันแท้ๆ แต่พึ่งพาอาศัยกันไม่ได้ พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันไม่ได้ ไม่ช่วย ไม่เหลือกัน อย่างนั้น มันไม่ใช่ความเป็นพี่น้องหรอก จะเอาแต่คำว่าสายเลือดที่เกิดจาก ท้องพ่อ ท้องแม่เดียวกันว่า มาเป็นคำว่าญาติ ไม่ใช่ญาติ ญาติไม่ใช่ มันเป็นเรื่องที่ไม่มีภูมิธรรม ไม่มีความรู้

เพราะฉะนั้น เรามาทำความเป็นญาติธรรมกันอย่างพิสูจน์ได้ บางที ผัวเมีย ลูกกับพ่อแม่ พึ่งกันไม่ได้ คนที่ไปแต่งงาน ผู้หญิงทุกวันนี้ เขาคิดว่า ต้องแต่งงาน ต้องมีสามีต้องมีลูก แล้วเราจะได้พึ่งลูก จะได้พึ่งสามี เสร็จแล้วมันไม่เป็นญาติ พึ่งสามีก็ไม่ได้ พึ่งลูกก็ไม่ได้ ไม่ใช่ญาติ เยอะเลยเดี๋ยวนี้ เพราะไม่มีภูมิธรรมรู้ว่า ความพึ่งพาอาศัยกันนั้น เป็นคุณธรรมชั้นสูง เป็นคุณธรรมอันดี เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นความเรียบร้อย เป็นความสุขอันดีงามทั้งนั้น ก็ไม่รู้ ไม่เป็นญาติ แต่เราไม่ต้องไปเอา ตามสายเลือดหรอก พวกเรานี่ มากมายมาจากสายเลือดไหนก็ได้ แต่เรามาฝึกตนให้มีญายะ ความรู้ ญาติ นี่ก็แปลบาลีขึ้นมาอีก จะว่าอย่างไรก็ว่าเถอะ เปรียญทั้งหลาย อยู่ที่นี่ก็มีเปรียญ ๘เปรียญ ๙ อะไรก็ว่ากันไป เป็นผู้มีญายะความรู้ ที่รู้ว่าความจริงที่หมายนั้นว่า ความเป็นมนุษย์ หรือความเป็น สายสัมพันธ์ สายสัมพันธ์ที่เราแปลนี่สายโลหิตนี่ สายสัมพันธ์ สายสัมพันธ์คืออะไร จะมีสายสัมพันธ์กันก็คือ มันมีมนุษยสัมพันธ์ ที่พึ่งพาอาศัย พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้จริงๆ นั่นคือสายสัมพันธ์ มนุษย์เป็นสัตวโขลง ที่มีความสัมพันธ์อันดีงาม สัมพันธ์อันสนิทกันอย่างนี้ แล้วเราก็ได้เป็น เป็นได้

อาตมาพาพวกคุณพิสูจน์แล้ว แม้มันจะยังไม่ดีวิเศษเท่านี้อาตมาก็พอใจ ปลาบปลื้มใจ พูดอย่างภาษาโลกๆ พอใจปลาบปลื้มใจ ทำได้ขนาดนี้ อาตมาก็ว่าอาตมาทำประสบผลสำเร็จ ประสบผลสำเร็จแล้ว ดีกว่านี้อีกก็พยายามอยู่ ที่จะให้พวกเรามีสัมพันธ์อันสนิท เป็นญาติ คือผู้ที่จะมีความสัมพันธ์อันสนิท พึ่งพาอาศัยกันได้จริงๆนะ เป็นความอิสระของทุกคน ที่จะสมัครใจมา ด้วยญาณปัญญา ไม่ได้บังคับ จะเอาก็เอา จะไม่เอาก็ไม่เอา แล้วอาตมาก็บอกแล้วว่า อาตมาเอง อาตมาไม่ได้มาทำเพื่อหาลูกศิษย์ หรือมาสร้างบริวาร มาสร้างพรรค สร้างกลุ่ม พูดเหมือนกับเล่นคารม ไม่สร้างอย่างไรดูซินี่ กลุ่มหมู่โตนี่ พวกคุณเป็นอิสรเสรีภาพ ที่จะไม่มาได้นะ อาตมาไม่บังคับ และอาตมาจะไม่เสียใจ จะไม่เสียใจ ถ้าคุณไม่มา ไม่เสียจริงๆ แต่ถ้าคุณมาอาตมาควรรู้ว่าดีหรือไม่ดี บางคนมาไม่ดี ก็มีนะ มาแล้วก็มาเละๆ เหลวๆอะไร แต่คนที่มาดีก็ดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นอิสรเสรีภาพแท้

อาตมาซาบซึ้งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เรามาทำงาน เรามาสร้างศาสนา เรามาสอนเรามาอะไร เราไม่ได้มาหาบริวาร เราไม่ได้มาหาลูกศิษย์ ฟังแล้วเหมือนพูดแก้เกี้ยว พูดคารมโวหารโก้ๆ ไม่ใช่ พูดความจริง อาตมารู้ความจริงนั้นที่ตนเอง ด้วยใจอาตมาเองด้วยนะ ว่าอาตมานี้ต้องการลูกศิษย์ จริงหรือเปล่า อาตมาไม่ให้พวกเราเรียกอาตมาว่า อาจารย์แต่ต้นมา แต่ต้นเลย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่ให้เรียกว่าอาจารย์ นอกจากคนนอกเขาไม่เข้าใจ ไม่ให้เรียกอาจารย์ ไม่ให้เรียกครู มีตอนแรกมีคน อาตมาไม่ต้องการให้เรียกอาจารย์ เขาก็เรียกครู มีอยู่คนเดียว เดี๋ยวนี้ก็ไม่มาแล้ว ไม่เห็นหน้า ไม่ให้เรียกครู ไม่ให้เรียกอาจารย์ เพราะอาตมาไม่ต้องการเป็นครูเป็นอาจารย์ ไม่ต้องการมีลูกศิษย์ นี่เป็นหลักฐานยืนยันได้ ตั้งแต่ต้นมา

แต่ทำไมอาตมาให้เรียกพ่อ เพราะอาตมาต้องการสร้างญาติ อาตมาไม่ต้องการสร้างลูกศิษย์ พระพุทธเจ้า ท่านเรียกถึงศากยปุตติโย เป็นลูกของศากยบุตร นี่ลูกของศากยบุตรนะ ศากยบุตร ก็เป็นชื่อโคตร ชื่อโคตรที่เป็นโคตรตระกูลหนึ่ง ตามสายเลือดศากยะ ถ้าใครศึกษาประวัติ พระพุทธเจ้า ก็จะรู้ ท่านก็เอามาเรียกด้วย แต่ความจริงไม่ใช่หมายถึงคุณไปสืบศากยวงศ์มาจาก ไหน นี่มาจากเมืองลาว นั่นมาจากเมืองจีน ศากยวงศ์กันที่ไหนใช่ไหม แต่เราเป็นศากยบุตติโย เป็นบุตรศากยะ พวกเราเป็นบุตรศากยะ ไปบอกเขาก็ได้ ว่าพวกเรานี่เป็นศากยบุตร เหมือนอาตมา ไปประกาศว่า เราสารีบุตร เขาก็เล่น อาตมาซะ หากคุณ ระวังโดนเล่นเหมือนกันนะ มาทำตัว เป็นเจ้านะ สายเชื้อ เจ้านะนี่ ศากยบุตรนี่เชื้อเจ้านะ ไม่ใช่เจ้าเล่นๆด้วยนะ เจ้าสายพระพุทธเจ้า ด้วยนะ แต่คุณเป็นจริงไหม เป็นจริงไหม นี่สืบสัมพันธ์มนุษย์สืบเชื้อสาย สืบอะไร

เพราะฉะนั้น ญาติ ญาติ อะไรคือญาติ รู้ความจริงแล้วพิสูจน์ความจริง นี่เราทำได้ สิ่งเหล่านี้ อาตมาเอามายืนยันกับพวกคุณ ว่าเราไม่ใช่พูดปากเปล่า ไม่ใช่ว่าเราหลงตัวหลงตน เรามีลักษณะจริง เอ้า! ในความหมายอื่น ข้อที่ ๗, ที่ ๘ ,ที่ ๙ ,ที่ ๑๐ ,๑๑ อะไร เดี๋ยวเอาไว้ก่อนฉัน เราจะพูดกัน ประกอบกับสุปะฏิปันโน ก็พูดไปบ้างแล้ว อาตมาจะได้ย้อนไปพูดถึงสวากขาโต เราทำถูกต้องไหม เมื่อสวากขาโตถูกต้อง เราจะได้รำลึกถึงพระพุทธเจ้ากัน อิติปิโส ลักษณะเหล่านี้ เราทำเอง เราออกนอกรีตนอกรอยอะไร เรามาทำความเลวร้ายอะไร เราผิดจริงหรือ ผู้ที่เข้าใจผิด มันคือใครแน่ ต้องมาพิสูจน์ นี่เราพูดกับพวกเรา แต่อาตมาพูดแล้วก็ขอปรามกันนะ ไม่ใช่อาตมา มายั่วยุให้พวกคุณ มีมานะเห่อเหิมหลงตน แล้วก็ไปข่มเบ่งผู้อื่น พอพูดไปแล้วก็เลยคันหัวใจ แหม! เขาผิดๆ กูถูก กูอยากจะพูด อยากจะเปิดปากพูด เขียนจดหมายไปด่าเขา โทรศัพท์ไปว่าเขา เอาเท้าละเลงสี แล้วก็เหยียบรูปหน้าเขา แล้วก็ส่งไปให้เขา ทำให้อาตมาหน้าแตกมาน่ะ ลูกศิษย์โพธิรักษ์ทำอย่างนี้ อย่าไปทำ อย่าไปทำอย่างนั้น

เราจะต้องเป็นคนสุภาพ เป็นคนเรียบร้อย ให้มันสิ้นชีวิตไปด้วยความสุภาพ ความเรียบร้อย เอาเถอะ ให้มันตายไป เพราะความที่มันไม่ได้ไปทำความเลว ความร้ายอะไร ไม่ได้ไปทำความหยาบคายอะไร กับใคร ให้มันตายเพราะความสุภาพเรียบร้อยไปอย่างนี้ ให้มันได้เถอะ งานนี้ปีนี้ งานอโศกรำลึก เป็นการพิสูจน์สัจจะอันหนึ่งกับเขา อาตมาพูดเขานี่ไม่ใช่ความแตกแยกอะไรมากมายหรอก บางคนก็อย่าละเลียดเกินไปนัก พอพูดอย่างนี้ พูดเขาพูดเรา มีเขามีเรา ท่านผู้เจริญ ยิ่งใหญ่เหลือเกินนะ พูดเขาพูดเราก็ไม่ได้ เป็นความแตกแยกแล้ว ละเลียดเหลือเกิน ก็ให้รู้สื่อ ให้รู้ความหมายด้วย ที่พูดเขาพูดเรานี่ ก็สื่อให้เข้าใจว่า ขณะนี้ต้องรับความจริงว่า มันเกิดเป็นสองฝ่ายขึ้นแล้ว นี่เป็นข้อเท็จจริงนะ มันเกิดสองฝ่ายขึ้นแล้ว มันเป็นนานาสังวาสขึ้นแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราพูดเขาพูดเรา ก็เป็นสมมุติที่จะต้องเข้าใจ ว่าเราต้องยอมรับเป็นสื่อ เป็นสิ่งแทน พูดกันให้รู้เรื่อง ไม่ใช่มานั่งเพ่งโทษกัน เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ มันเกิดสภาพอย่างนี้ขึ้น เป็นการพิสูจน์ พิสูจน์ครั้งนี้ ปีนี้ว่า วันอโศกรำลึกเรานี่ เขาก็บอกวันประชุม วันที่ ๕ แม้แต่นักสังเกตการณ์ นักหนังสือพิมพ์ ไม่ทราบว่ามาหรือเปล่า ว่าจะตามมาฟังตีสามนี่ จะมานั่งฟังด้วย ไม่รู้ว่าลุกขึ้นหรือเปล่า จะมากันหรือเปล่ายังไม่ทราบ มาก็ดี อาตมาเต็มใจที่สุดเลย ที่จะมีคน มานั่งสัมผัสความจริง พิสูจน์ความจริง พอใจอย่างยิ่ง ไปนั่งเทียนเขียนเอาเหตุปัจจัย หรือเอาข้อมูลอะไร ที่คนอื่นเขาใส่ไข่ ใส่ไข่นกกระจอกเทศด้วยนะ ไม่ใช่ไข่ธรรมดาด้วย ไข่นกกระจอกธรรมดา มันลูกเล็กน้อยเดียว ไข่นกกระจอกเทศลูกเท่านี้นะ ใส่ไข่นกกระจอกเทศด้วย ไม่ใส่ไข่ว่ากันไปเลอะๆเทอะๆ แล้วก็เอาเป็นข้อมูลตัดสิน ตัดสินก็ไม่ให้จำเลย เข้าไปในที่ตัดสินด้วย ตัดสินเองส่วนเดียว ไม่รู้ว่าศาลนี้ เกิดมาได้อย่างไรในโลก เพราะศาลทั้งหลายในโลก เวลาจะพิจารณาความ เขาก็จะต้องให้ผู้เป็นจำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหา ต้องไปแก้คดีด้วย ต้องให้ปากคำ เป็นหลักฐานด้วย ต้องพร้อมหน้าบุคคล ต้องพร้อมหน้าวัตถุ หลักฐานของเรา มีอะไรบ้าง ก็ให้เอาหลักฐานไป

หลักฐานอาตมาไม่มีมากนะ อาตมามีพวกคุณเป็นหลักฐาน ถ้าอย่างไรๆ อาตมาจะหยิบพวกคุณ มาเป็นหลักฐาน ปฏิบัติได้มาเป็นอย่างนี้ๆ อาตมาสอนคนเป็นอย่างนี้ ผิดถูกก็ว่าไป หลักฐานที่เป็นวัตถุอื่นๆ วัตถุหลักฐาน อาตมาไม่มีมาก เท่าตัวจริงของบุคคล มีรูปมีนามอย่างนี้ เป็นหลักฐานเยอะ เพราะฉะนั้น การกระทำขณะนี้นี่ มันเป็นการพิสูจน์ความจริง

วันอโศกรำลึก จะเป็นวันที่สงบเรียบร้อย เป็นวันที่แสดงถึงความจริงของพวกเรา ว่าพวกเรา เป็นญาติธรรม เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นศากยปุตติโย เราเป็นผู้ที่มีคุณธรรมอย่างที่เรียกว่า พระพุทธเจ้า พาทำได้เรียบร้อยไหม กุศลอันใดพึงมี กุศลนั้นคุณจงพึงสังวร สำรวม ทำให้ผ่านไปให้ได้

วันนี้อีกวันหนึ่ง เป็นวันที่เขามาสังเกตการณ์ เป็นวันที่เขาจะมาสอบความจริง เราก็สังวรสำรวม ทำตนให้เป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม อะไรที่เป็นสิ่งไม่ดีเป็นอกุศลหรือบาป เราพยายาม รู้ตัวทั่วพร้อม แล้วอย่าให้มันเกิด ด้วยกาย วาจา ใจ จริงๆ ให้ได้ เรามาปฏิบัติธรรม วันนี้มา ปฏิบัติธรรมกัน วันนี้วันอโศกรำลึก วันที่ ๕ เอาละเวลาหมดลงแล้ว เลยเวลาไปหลายนาทีแล้ว อาตมาก็ขอจบไว้แค่นี้ก่อน


ถอดโดย พรพรรณ ศิริอัธการ
พิมพ์โดย อนงค์ศรี เบญจโศภิษฐ์
ตรวจทาน ๒ โดย อุทัยวรรณ ตั้งมั่นสกุล
1193.TAP