[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 2/7

[สงคราม] [เราข้ามเวลามาพบกันแล้ว] [กับคู่กาม] [กับคู่กัด] [กับคู่แข่ง] [กับคู่เกื้อกูล] [ในความเป็นคู่]


[2] เราข้ามเวลามาพบกันแล้ว

อีกงานหนึ่งที่ ส.ร้อยดาว บอกว่าต้องการมากที่จะเขียนออกมาด้วยอยากให้รู้ว่า เราข้ามเวลามาพบกันแล้วมีใครบ้าง ควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร และให้ใดจึงดี เพื่อการพบเจอครั้งนี้มีคุณค่าความหมาย

กลุ่มสะพานดาว เห็นควรนำเสนอผลงานนี้ ด้วยเห็นเป็นแนวทางเคลียร์ใจ ยกระดับสัมพันธภาพเหลวไหลให้สูงส่งสวยงาม

กับการเสนองานโดยกลุ่มครั้งนี้ จะยิ่งกว่าเคย แม้ว่าที่ผ่านมายอดแจกจะไม่น้อยแล้ว แต่ครั้งนี้ยอดแจกจะมากกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก

แน่นอนมากกว่ายอดขายหลายเท่าด้วย และหากจะมีค้าบ้างก็เพียงในเครือหนังสือผู้ใฝ่ธรรม ส่วนสายส่งใดๆหากสนใจต้องมาติดต่อขอไปเผยแพร่โดยตน เยี่ยงนี้ไม่ใช่หยิ่ง แต่กลุ่มเข้าใจชัด…

ยิ่งมากด้วยการให้ ใจยิ่งมากด้วยสุข

และเราเห็นแล้วว่า หนังสือในแนวปรัชญาสาระหรือธรรมะอยู่ได้ด้วยน้ำใจเสียสละ เราให้ท่าน ท่านให้เรา หลายท่านให้เรากระทั่งกลุ่มสะพานดาวหยัดยืนมาได้ถึงผลงานนี้ และคงเพราะพ้นเยาว์ใจขึ้นมาบ้างทางกลุ่มจึงมักรู้สึกบ่อยครั้งว่า การค้าหนังสือแนวปรัชญาสาระเป็นเรื่องนอกรีตของบัณฑิตผู้แสวงหาสัจจะ

ของดีควรมีแต่ให้ให้ให้ และจะอยู่ได้อย่างร่ำรวย…ร่ำรวย น้ำมิตรไมตรี ร่ำรวยความรู้สึกดีๆ ทั้งในตนและมวลหมู่มิตรสหาย

สุข-สันติ-อิสรเสรี จงมีแด่เพื่อนมนุษย์
ด้วยปรารถนาดีอย่างยิ่งจากมิ่งมิตร
กลุ่มสะพานดาว 25/10/2544


รำพึง ผู้พรรณนา

ไม่…ไม่ใช่เราจะข้ามเวลามาพบกัน
แต่เป็น เราข้ามเวลามาพบกันแล้ว พบกันแล้วโดยไม่มีจะ

เพราะข้าพเจ้าแหนงหน่ายการนัด แหนงหน่ายการรอคอย แต่นิยมปฏิบัติต่อกันในยามพบเจอ ที่นี่ ชาตินี้ โดยไม่เกี่ยงเป็นใคร ด้วยเข้าใจว่าทั้งมวลล้วนเครือญาติ เป็นญาติที่ห่างกันไปเพียงครู่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอลิซาเบทกับเปร โด โรเมโอกับจูเลียต หรือ ไอ้ขวัญอีเรียม ไม่ใช่แม้กระทั่งจอร์จ ดับเบิลยูบุชกับโอซามา บินลาเดน แต่เป็นเรื่องสัมพันธภาพของผองเรา ที่มาพานพบและจะปฏิบัติต่อกัน บนโลกอันหลากนิยามใบนี้

แน่นอนเรื่องนี้จึงมิใช่นิยามหวาน ทว่าเป็นเรื่องสอดแทรกสัจจะญาณของพระผู้รู้ ซึ่งข้าพเจ้าศรัทธาและดำเนินตาม กระทั่งเห็นและหาญพอจะยั่วยวนชวนเพื่อนมาเรียนรู้ยกระดับความเป็นคู่

โดยจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นจากมีโอกาสได้อ่าน เราข้ามเวลามาพบกันแล้ว ซึ่งเป็นข้อเขียนของ ดร.ไบรอัน แอล. ไวส์ แพทย์จิตบำบัดชาวตะวันตก แปลความเป็นไทย โดยคุณ มณฑานี ตันติสุข อ่านแล้วมีเห็นด้วยเห็นต่างหลายอย่าง เราข้ามเวลามาพบกันแล้ว จึงปรากฏขึ้น

เป้าหมายเพื่อสุขเช่นกัน แต่เรื่องนี้มิใช่สุขจากพานพบหรืออยู่ร่วมกับคนที่ตนรู้สึกเป็น Soul mate หรือคู่แท้ ทว่าเป็นสุขจากการยกระดับคู่ ไปสู่คู่ที่สูงส่ง กระทั่งเป็นสหายสุดยอด สังคมสุดเยี่ยม

ยังมี… อ่านเองเถอะ

กล่าวไปว่า… ข้าพเจ้าไม่ชอบการนัดหมาย แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็รู้ชัดว่า ชีวิตเราเหมือนได้นัดหมายใครไว้แล้ว มีบ้างที่ข้าพเจ้าต้องไปพบเจอ มีบ้างที่ต้องมาพบเจอข้าพเจ้า แม้ท่าน เราอาจได้นัดหมายกันไว้ เพียงแต่เวลาพบเจอเป็นเมื่อไร…อยู่ที่กุศล อกุศลจัดสรรแล้ว

ขอบอก…สำหรับผู้ไม่รู้ซึ้งกิเลส ตัณหา อุปาทาน ปัญญาญาณ กำกับการดำเนินชีวิตบกพร่อง คิวนัดเพื่อพบเจอยังอีกเพียบ แน่นอนเป็นเพียบที่ร้าวรานมากกว่าชื่นบาน

ท่านคงเข้าใจได้ เพราะมนุษย์ไม่สุดสิ้น คืนวันไม่สุดสิ้น

เมื่อมีวันวาน มีวันนี้ ก็ต้องมีวันใหม่ นัยนี้ฉันใด
ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า ฉันนั้นเหมือนกัน

หวังเพียงเราท่านไม่หลงเหลิงไปกับวันนี้ ชาตินี้ กระทั่งลบหลู่นรกอเวจีวันหน้า ชาติหน้า…เชื่อว่าเราข้ามเวลามาพบกันแล้วครั้งนี้ต้องมีคุณค่าความหมายเกินบรรยายจริงๆ…

สติ ปัญญา เมตตา ไมตรี จงมากมีแด่ทุกมิ่งมิตร
และทุกชีวิตผู้ข้ามเวลามาพบกันแล้ว
ส.ร้อยดาว 9/11/2544


น้อมกราบคารวะใดสูงส่งงามสุด
กว่าการน้อมกราบทั้งปวงในหมู่มนุษย์และเทวา
บอกใจสำนึกกรุณา
เปี่ยมรักเลื่อมใสในพิสุทธิ์ และ พุทธะปัญญา
ข้าพเจ้าน้อมกราบคารวะนั้น
ณ เบื้องบาทพระบรมปราชญ์ศาสดาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าน้อมกราบคารวะนั้นแด่พระธรรม
ซึ่งเป็นมรดกโลกอันงามล้ำ
ทั้งปัจจุบันวันนี้และอนาคตกาลเบื้องหน้า
ข้าพเจ้าน้อมกราบคารวะนั้นแด่พระสงฆ์
ผู้ทรงแล้วซึ่งอรหัตคุณ
ที่ได้เกื้อหนุนสังคมสังฆะ ให้สืบสานการปฏิบัติธรรมะ
ตราบกระทั่งถึงอนุชนผู้แสวงหาวิมุติหลุดพ้นในยุคสมัยนี้

น้อมกราบซาบซึ้งยิ่ง


วัฏฏะ เฒ่าวัฏฏะ

ดาวจรัสใกล้รุ่งลาแล้ว ดวงตะวันกลับเจิดจ้าอีกคราครั้ง จากนั้นค่อยโรยแสงอ่อนดังก่อนเคย สุดท้ายก็ลับลา ปล่อยเดือนดาวครองเหน็บหนาวอยู่น่านฟ้าในสายตาผู้พบเห็นเช่นเดิม…

เป็นวัฏฏะสั้นๆไม่สิ้นสุดของตะวัน จันทร์ ดาว ณ กาแลคซีหนึ่งใน infinity galaxy ภายใต้เอกภพนี้ แต่วัฏฏะสั้นๆอันนานนิรันดร์นี้ มีดวงดาวหลากหลายกลับกลายเป็นกากก๊าซอุกกาบาต เช่นกันอุกกาบาตหรือกากก็าซหลากหลายกลับกลายเป็นดวงดาว เผชิญกระแทกกระทบเหน็บหนาว ร้าวร้อน แตกสลาย และรวมตัว… วนเวียนไม่สิ้นสุด

ไม่มีสสารใดเลยหายลับดับสูญจากจักรวาล
นี้เป็นพันธนาการแห่งธรรมชาติ(การเกิด) โดยแท้

ภายใต้บีบเค้นความเป็นภพชาติบนเส้นทางสังสารวัฏ ผู้คนได้ตายเกิด เกิดตาย เปลี่ยนเรือนกาย เปลี่ยนเพศเผ่า ชีพแล้วชีพเล่า ชาติแล้วชาติเล่า ได้พานพบและพลัดพรากจากผู้คน สิ่งของ ความเป็น ความมีเหล่านี้มีเรื่องบีบคั้นผู้คนหลั่งน้ำตา เกินกว่าแปซิฟิกอันดามันรวมกัน กระนั้น! เชื่อหรือไม่… ท่านคือพ่อแก่แม่เก่าผู้เฒ่าสังสารวัฏ?

มิใช่กล่าวถามเลื่อนลอย แต่จากมติพระบรมปราชญ์พุทธศาสดาตรัสไว้… ไม่มีแดนใดในปฐพีดล ที่ผู้คนไม่เคยทอดทิ้งซากศพ

ซึ่งความนี้มิใช่บ่งบอกเพียงมนุษย์ผ่านการเกิดการตายหลายครั้ง หากคล้ายดั่งยืนยันว่าเราท่านต่างเคยเยี่ยวรดอเมริกา แคนาดา สวิทเซอร์แลนด์ หรือทุกแดนแคว้นถิ่นถ้วนสิ้น แม้ที่สุดท่านอาจเคยฉี่รดขั้วโลกเหนือมาแล้ว…เป็นได้! เพียงยากยืนยันชาติภพที่เท่าไร ตราบใจไม่แจ้งบุพเพนิวาสนุสติญาณ…

เพราะกระไรไฉนเราท่านจึงเป็นเฒ่าวัฏสงสารแก่เก่าอยู่หลายกัปกาล? หากบอกเป็นความไม่รู้ซึ้งถึงทัณฑ์ทรมานอันมาแต่การปรารถนา ปรารถนาผู้คนและสรรพสิ่งบนลานระทมกลมกลิ้งในนี้ ทั้งมิเห็นชัดชีวิตเป็นเขียงรองรับการโขกสับจากความทุกข์… คงมิผิด

เยี่ยงนี้จึงทำให้เราท่านยินดี ที่จะกลับสู่โลกมนุษย์ไม่รู้สุดรู้สิ้นเหมือนทารกสาวทารกหนุ่มที่ลุ่มหลงเสื้อผ้า แล้ววนเวียนเข้าออกห้างสรรพสินค้ามิรู้พักรู้พอฉะนั้น…

ใยปรารถนานำพาพบเจอ

โดยจริงโลกนี้มีมายา มากกว่าห้างสรรพสินค้าหลายเท่านัก และเราท่านเคยดูเคยรู้ เคยลิ้มชิมลองมาแต่ปางบรรพ์จวบปัจจุบัน ทั้งความรัก ความอร่อย ความมันบันเทิงเริงใจ ในวัตถุข้าวของ ความเป็น ความมี และผู้คนอันตนสนใจไยดี เหล่านี้เมื่อเกี่ยวข้องส้องเสพโดยไร้ปัญญาเห็นโทษภัย ใจจะค่อยๆถักทอใยปรารถนาไว้

ชาติหนึ่งเมื่อไม่อิ่มระอาปรารถนา ใยปรารถนาจะหน่วงเหนี่ยวนำพาดวงวิญญาณหยั่งลงสู่ครรภ์อีก เพื่อตามรอยอาลัยของใจปรารถนาไปเสาะหาล่าเสพอย่างที่เคยลิ้มชิมลองนั่นแล…

เยี่ยงนี้ไฉนเราท่านมิใช่เฒ่าสังสารวัฏเล่า? ไฉนเราท่านมิใช่ไม่เคยทอดทิ้งเรือนร่างวางวายหลายมุมโลกเล่า? ไฉนเราท่านมิใช่ไม่เคยหลั่งน้ำตายิ่งกว่าแปซิฟิกอันดามันรวมกันกระนั้นเล่า?

ท่านคงทราบดี โลกนี้ใช่ใครจะสมใจปรารถนาไปทุกเรื่อง…แต่มิใช่เพียงเหตุนี้เท่านั้นที่โลกบีบคั้นผู้คนหลั่งน้ำตา

ทวนย้ำต่อท่านว่า ความเป็นเฒ่าสังสารวัฏก็ตาม การกลับสู่โลกก็ตาม เกิดจากใยปรารถนาของท่าน

ชีวิตมนุษย์นั้นเกิดแล้วจากใยปรารถนา!

มิใช่มารบัญชา[Satan]หรือเทวาลิขิต[God]เว้นเพียงนิยามมารบัญชา~เทวาลิขิต จะเป็นAbstract หรือนามธรรม ซึ่งก็คือปรารถนาของใจใฝ่ต่ำ กับปรารถนาจากมโนธรรมเบื้องสูงนั้นเอง

เราท่านเกิดแล้วจากใยปรารถนา ใยปรารถนาโน้มเหนี่ยวนำพาเราข้ามเวลามาพบกัน พบคนนั้นคนโน้นคนนี้ มีบ้างพบแล้วพึงใจใฝ่หาและมีแน่เพียงพบเห็นก็เบื่อระอา เป็นได้ที่เราท่านคนเหล่านั้นจะเคยเป็นคู่กาม คู่กัด คู่แข่ง คู่เกื้อ คู่ฯลฯ แต่พระบรมปราชญ์ศาสดาตรัสไว้…

ในวัฏสงสารยาวไกล
ไม่มีใคร ไม่เคยเป็นพ่อแม่พี่น้องสามีภรรยา ฯลฯ กันมา

ทุกคนคือญาติ We are the world ชาตินี้ที่ห่างไกลหรือเปลี่ยนไปในฐานะ ล้วนเป็นกุศล-อกุศลจัดสรรทั้งสิ้น ดังนั้นเป็นการดีไหมเมื่อพบเจอเกลอเก่า หรือญาติแท้แต่โบราณกาลของเรา เราจะยกระดับสัมพันธภาพใดๆที่เคยมีให้สูงส่งหมดจดงดงาม เพื่อจบกันทีกับบ่วงเวรเก่าๆและเพื่อเราจะได้กำนัลมิ่งขวัญอันล้ำค่าที่ได้ข้ามเวลามาพบกัน

 

   [เลือกหนังสือ]
page: 2/7
   Asoke Network Thailand